ค่าครองชีพ

สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ชงปลดล็อค ไทยช่วยไทยพลัส

สถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันยังคงเป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบต่อภาคธุรกิจค้าปลีก ล่าสุด สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญด้วยการเสนอให้รัฐบาลพิจารณาปลดล็อคโครงการ สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ชงปลดล็อค ไทยช่วยไทยพลัส เพื่อขยายสิทธิประโยชน์ให้ครอบคลุมร้านค้าทุกขนาด ไม่จำกัดอยู่เพียงร้านค้ารายย่อยเท่านั้น

สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ชงปลดล็อค ไทยช่วยไทยพลัส กระตุ้นเศรษฐกิจ

จากการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีก (Retail Sentiment Index) พบว่าแม้ผู้ประกอบการจะมีมุมมองเชิงบวกต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่างโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” แต่ในความเป็นจริงกลับพบว่าเม็ดเงินส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่เพียงกลุ่มร้านค้าขนาดเล็ก ส่งผลให้ร้านค้าขนาดกลางและผู้ประกอบการที่เข้าระบบภาษีอย่างถูกต้องไม่ได้รับอานิสงส์อย่างทั่วถึง การที่ สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ชงปลดล็อค ไทยช่วยไทยพลัส ในครั้งนี้ จึงถือเป็นเสียงสะท้อนสำคัญที่ต้องการให้รัฐบาลมองเห็นความสำคัญของทุกฟันเฟืองในห่วงโซ่เศรษฐกิจ

เหตุผลที่ต้องขยายสิทธิโครงการไทยช่วยไทยพลัส

ปัญหาหนึ่งที่ผู้ประกอบการหลายฝ่ายสะท้อนออกมาคือ การที่ร้านค้าในระบบภาษีมักถูกมองข้ามจากมาตรการอุดหนุน ทั้งที่กลุ่มธุรกิจเหล่านี้เป็นฐานภาษีที่สำคัญของประเทศ การขยายสิทธิให้ครอบคลุมร้านค้าทุกขนาดจะส่งผลในเชิงบวกดังนี้:

  • เพิ่มความครอบคลุม: กระจายเม็ดเงินให้หมุนเวียนได้กว้างขวางขึ้น ลดการกระจุกตัวของยอดขาย
  • รักษาการจ้างงาน: ช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลางและใหญ่ให้สามารถประคองตัวในช่วงต้นทุนสูง เพื่อรักษาตำแหน่งงานจำนวนมากเอาไว้
  • จูงใจผู้อยู่ในระบบภาษี: การได้รับสิทธิ์จะส่งเสริมให้ร้านค้าขนาดเล็กอยากพัฒนาตนเองและเข้าสู่ระบบภาษีที่ถูกต้องมากขึ้นในอนาคต

นอกจากนี้ ในมุมมองของภาคธุรกิจ การมีมาตรการเจาะจงให้กลุ่มโมเดิร์นเทรดเข้าร่วมได้ จะช่วยส่งต่อประโยชน์ไปถึงผู้ผลิตสินค้า SME ไทยที่ฝากขายสินค้าอยู่ภายในร้านค้าเหล่านั้นได้อีกทอดหนึ่ง ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแบบองค์รวมอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่การช่วยเหลือแบบเฉพาะจุด

ในฐานะผู้บริโภค การได้เห็นการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขมาตรการให้เหมาะสมกับยุคสมัยถือเป็นเรื่องดี เพราะจะทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าคุณภาพได้หลากหลายและประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าภาครัฐจะนำข้อเสนอของสมาคมฯ ไปพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถเติบโตไปพร้อมกันได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

ที่มา – “สมาคมผู้ค้าปลีกไทย” ชงปลดล็อค “ไทยช่วยไทยพลัส” ขยายสิทธิร้านค้าทุกขนาด

เอกนิติ ลั่นทบทวนเกณฑ์บัตรคนจน ปมลูกยื่นลดหย่อนภาษีพ่อแม่

เอกนิติ ลั่นทบทวนเกณฑ์บัตรคนจน ปมลูกยื่นลดหย่อนภาษีพ่อแม่

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล เมื่อมีการพูดถึงสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กับกรณีที่ลูกนำชื่อพ่อแม่ไปใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี จนส่งผลกระทบทำให้พ่อแม่ถูกตัดสิทธิ์ช่วยเหลือจากรัฐ ล่าสุด คุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาไขข้อข้องใจและชี้แจงประเด็น เอกนิติ ลั่นทบทวนเกณฑ์บัตรคนจน ปมลูกยื่นลดหย่อนภาษีพ่อแม่ เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชนอย่างทั่วถึง

สรุปประเด็น เอกนิติ ลั่นทบทวนเกณฑ์บัตรคนจน ปมลูกยื่นลดหย่อนภาษีพ่อแม่

หัวใจสำคัญของเรื่องนี้คือเป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องการคัดกรองผู้มีสิทธิ์ได้รับสวัสดิการให้เป็นผู้ที่เดือดร้อนและขัดสนจริงๆ เท่านั้น โดยที่ผ่านมาพบว่ามีผู้ถือบัตรกว่า 13.2 ล้านคน ซึ่งมีทั้งผู้ที่เดือดร้อนจริงและผู้ที่อาจจะไม่ได้เดือดร้อนแต่ยังคงใช้สิทธิ์อยู่ ส่งผลให้เกิดข้อร้องเรียนมากมายว่ามีคนตกหล่นจากการสำรวจ

นายเอกนิติกล่าวว่า ในประเด็นเรื่องลูกนำชื่อพ่อแม่ไปลดหย่อนภาษีโดยที่พ่อแม่ไม่ได้รับรู้ หรือไม่มีการดูแลจริงนั้น รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจและได้รับสั่งการจากท่านนายกรัฐมนตรีให้รีบดำเนินการทบทวนด่วนที่สุด ทว่าสำหรับการยื่นภาษีในปีนี้ถือว่าไม่ทันการณ์ เนื่องจากกระบวนการทางภาษีได้เสร็จสิ้นไปแล้ว จึงจะเริ่มจัดระเบียบใหม่สำหรับปีหน้าเป็นต้นไป

  • รัฐบาลเน้นความเป็นธรรมให้ผู้มีรายได้น้อยตัวจริง
  • เตรียมปรับปรุงเกณฑ์การคัดกรองเพื่อไม่ให้เกิดการแอบอ้างสิทธิ์
  • ผู้ที่ตกหล่นสามารถลงทะเบียนในโครงการเสริมอื่นๆ เช่น ไทยช่วยไทยพลัส

สำหรับบรรดาผู้ที่พลาดสิทธิ์หรือถูกตัดสิทธิ์ไปก่อนหน้านี้ รัฐบาลยังมีทางเลือกให้ไปใช้สิทธิ์ในโครงการอื่น เช่น ไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งจะเปิดให้เริ่มใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมนี้เป็นต้นไป เพื่อให้มั่นใจได้ว่าความช่วยเหลือจะไปถึงมือผู้ที่ต้องการที่สุดจริงๆ

หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่ได้รับผลกระทบจากเกณฑ์ดังกล่าว แนะนำให้คอยติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากกระทรวงการคลังต่อไปครับ เพราะรัฐบาลยืนยันแล้วว่าพร้อมรับฟังทุกความคิดเห็นจากสังคมเพื่อปรับแก้ไขหลักเกณฑ์ให้มีความยุติธรรมต่อนามสกุลคนไทยทุกครอบครัว

ที่มา – “เอกนิติ” ลั่นทบทวนเกณฑ์บัตรคนจน ปมลูกยื่นลดหย่อนภาษีพ่อแม่ แจงปีนี้ไม่ทันเหตุยื่นภาษีไปแล้ว

ณัฐชา สส.ปชน. ซัดรัฐบาลติดกับดักผู้ใหญ่ใจดี ตีกรอบความจน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมือง เมื่อคุณกาย ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส. พรรคประชาชน ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลผ่านประเด็นนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยมองว่า “ณัฐชา” สส.ปชน. ซัดรัฐบาลติดกับดักผู้ใหญ่ใจดี ตีกรอบความจนซ้ำเติมกลุ่มเปราะบาง ปมบัตรคนจน ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองที่แตกต่างระหว่างการบริหารงานแบบเดิมกับความต้องการที่จะเห็นรัฐสวัสดิการที่ทั่วถึงมากกว่าการคัดคนออก

“ณัฐชา” สส.ปชน. ซัดรัฐบาลติดกับดักผู้ใหญ่ใจดี ตีกรอบความจนซ้ำเติมกลุ่มเปราะบาง ปมบัตรคนจน

ปัญหาเรื่องการคัดกรองผู้มีสิทธิรับเงินช่วยเหลือไม่เคยเป็นเรื่องง่าย เพราะในขณะที่รัฐบาลพยายามตั้งเกณฑ์เพื่อคัดคนเข้าโครงการ หลายครั้งกลับกลายเป็นว่าเกณฑ์เหล่านั้นไปปิดกั้นคนที่ลำบากจริง ๆ ให้หลุดออกจากระบบ คุณณัฐชามองว่าวิธีการนี้เหมือนกับการนำความจนมาเป็นข้อสอบให้ประชาชนต้องพิสูจน์ตัวเอง ซึ่งไม่ใช่หน้าที่ที่ถูกต้องของรัฐบาลในยุคสมัยนี้เลย

ทำไมการตีกรอบคนจนถึงเป็นปัญหาในระยะยาว?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมการตรวจสอบความจนถึงกลายเป็นประเด็นทางการเมืองที่ร้อนแรง คำตอบคือการกระทำดังกล่าวอาจเป็นการซ้ำเติมโดยไม่รู้ตัว:

  • การสร้างคนตกหล่น: กฎเกณฑ์ที่ซับซ้อนทำให้ผู้ที่เดือดร้อนจริงเข้าไม่ถึงสิทธิ
  • วิธีคิดแบบบนลงล่าง: รัฐเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของประชาชนแทนที่จะสนับสนุนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
  • ความเหลื่อมล้ำทางโครงสร้าง: การมุ่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไม่ได้ช่วยให้เศรษฐกิจฐานรากเติบโตอย่างมั่นคง

คุณณัฐชาย้ำว่า “ณัฐชา” สส.ปชน. ซัดรัฐบาลติดกับดักผู้ใหญ่ใจดี ตีกรอบความจนซ้ำเติมกลุ่มเปราะบาง ปมบัตรคนจน นั้นเป็นเพราะรัฐบาลเลือกใช้แนวคิดแบบผู้ใหญ่ใจดีที่มองประชาชนในเชิงสงเคราะห์ แทนที่จะมองว่าประชาชนควรมีสิทธิขั้นพื้นฐานในการเข้าถึงสวัสดิการที่เสมอภาคโดยไม่ต้องถูกตีตราหรือถูกตรวจสอบซ้ำซากจนเสียศักดิ์ศรี

ในความเป็นจริง ความยากจนเป็นผลมาจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งค่าครองชีพที่สูงขึ้น รายได้ที่ไม่เติบโต และหนี้ครัวเรือนที่รุมเร้า การเปลี่ยนจากความคิดแบบ “คัดคนออก” ไปสู่การ “เพิ่มโอกาสให้ทั่วถึง” คือสิ่งที่คุณณัฐชาท้าทายให้รัฐบาลลองหันมามอง ปัญหานี้ควรได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังมากกว่าการสร้างภาพลักษณ์ทางการเมือง เพราะท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนไม่ได้ต้องการเพียงแค่เศษเสี้ยวของความเมตตา แต่ต้องการระบบรัฐสวัสดิการที่เข้มแข็งเพื่อความมั่นคงในชีวิต

เราต้องหันมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า สังคมแบบไหนที่เราอยากเห็น? สังคมที่ต้องคอยแย่งชิงสิทธิความเป็นมนุษย์ หรือสังคมที่มองเห็นศักดิ์ศรีของทุกคนเท่าเทียมกัน หวังว่าเสียงสะท้อนจากสภาฯ ในครั้งนี้จะเปลี่ยนมุมมองของผู้มีอำนาจให้นำไปสู่การปฏิบัติที่สร้างความเป็นธรรมให้กับทุกคนอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – “ณัฐชา” สส.ปชน. ซัดรัฐบาลติดกับดักผู้ใหญ่ใจดี ตีกรอบความจนซ้ำเติมกลุ่มเปราะบาง ปมบัตรคนจน

ศุภมาส ส่ง สคบ. ตรวจห้วยขวาง ปมร้านรับเงินหยวน มั่นใจไทยช่วยไทยพลัสไม่ขึ้นราคา

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับการตรวจสอบดูแลผู้บริโภคในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญอย่างย่านห้วยขวางมาฝากกันครับ เมื่อล่าสุด ศุภมาส ส่ง สคบ. ตรวจห้วยขวาง ปมร้านรับเงินหยวน มั่นใจไทยช่วยไทยพลัสไม่ขึ้นราคา หลังจากที่มีกระแสข่าวเรื่องการใช้เงินตราต่างประเทศจ่ายค่าอาหารในพื้นที่ดังกล่าว ทำให้หลายคนเกิดข้อสงสัยว่าเรื่องนี้เป็นอย่างไรกันแน่

ศุภมาส ส่ง สคบ. ตรวจห้วยขวาง ปมร้านรับเงินหยวน มั่นใจไทยช่วยไทยพลัสไม่ขึ้นราคา

คุณศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้ออกมาให้ความชัดเจนเกี่ยวกับประเด็นร้อนนี้ โดยระบุว่าทางรัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจและได้ประสานให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในย่านห้วยขวางทันที เพื่อให้มั่นใจว่าการทำธุรกิจเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายไทย โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการรับชำระเงินที่ต้องเป็นไปตามระเบียบของธนาคารแห่งประเทศไทยครับ

มาตรการดูแลร้านค้าในโครงการไทยช่วยไทยพลัส

สำหรับโครงการรัฐที่หลายคนให้ความสนใจอย่าง ศุภมาส ส่ง สคบ. ตรวจห้วยขวาง ปมร้านรับเงินหยวน มั่นใจไทยช่วยไทยพลัสไม่ขึ้นราคา นั้น ทางรัฐบาลเน้นย้ำว่าร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการกว่า 99% ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และไม่มีการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้าแต่อย่างใด

  • พ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่มีความซื่อสัตย์ต่อผู้บริโภค
  • กระทรวงพาณิชย์กำกับดูแลเรื่องการปิดป้ายแสดงราคาให้ชัดเจน
  • หากพบการเอาเปรียบ ประชาชนสามารถแจ้งสายด่วนกระทรวงพาณิชย์ได้ทันที

รัฐมนตรีศุภมาสยังได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันยังไม่พบการร้องเรียนในวงกว้างในโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งโครงการนี้ถือเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้เป็นอย่างดี ช่วยให้ยอดขายร้านค้ารายย่อยเพิ่มขึ้น และผู้บริโภคได้รับความคุ้มค่ากลับคืนมา การที่มีกระแสข่าวออกมาบ้างนั้น หลายครั้งเกิดจากการคาดการณ์ล่วงหน้ามากกว่าข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ครับ

ในมุมมองของเรา สิ่งสำคัญที่สุดคือความโปร่งใสครับ การที่ภาครัฐออกมาตรวจตราถือเป็นเรื่องดีที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวและคนไทยด้วยกันเอง หากเพื่อนๆ ท่านใดพบเห็นร้านค้าที่ไม่ติดป้ายราคา หรือมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม สามารถช่วยกันเป็นหูเป็นตาแจ้งเบาะแสได้ เพื่อให้สังคมการค้าของเราเป็นธรรมและน่าอยู่ต่อไปครับ

ที่มา – “ศุภมาส” ส่ง สคบ. ลงตรวจห้วยขวาง ปมร้านค้ารับเฉพาะเงินหยวน มั่นใจร้านไทยช่วยไทยพลัส ไม่ขึ้นราคา

ธนกรแนะวงเงินกู้ 2 แสนล้านสำหรับลงทุนด้านเปลี่ยนผ่านพลังงาน

ในสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนสูง นายธนกร วังบุญคงชนะ ได้ออกมาให้ความเห็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับมติการกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งประเด็นหลักที่หลายฝ่ายจับตามองคือ ธนกรแนะวงเงินกู้ 2 แสนล้านสำหรับลงทุนด้านเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยเน้นย้ำว่าเม็ดเงินจำนวนมหาศาลนี้จะต้องถูกนำไปใช้ภายใต้หลักการที่โปร่งใสและคุ้มค่าที่สุด เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ

ธนกรแนะวงเงินกู้ 2 แสนล้านสำหรับลงทุนด้านเปลี่ยนผ่านพลังงาน ต้องโปร่งใส

การลงทุนในพลังงานสะอาดไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ นายธนกรระบุว่า ปัจจุบันไทยต้องนำเข้าพลังงานมากกว่า 1.4 ล้านล้านบาทต่อปี ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพของประชาชน ดังนั้นการตัดสินใจลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคตจึงเป็นสิ่งเร่งด่วน

เหตุผลที่ต้องผลักดันโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

ทำไมเราถึงต้องรีบลงทุนในเรื่องนี้? นายธนกรให้มุมมองว่าการ ธนกรแนะวงเงินกู้ 2 แสนล้านสำหรับลงทุนด้านเปลี่ยนผ่านพลังงาน ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อไม่ให้ไทยเสียเปรียบในการแข่งขันกับกลุ่มประเทศคู่แข่งที่กำลังเร่งลงทุนในอุตสาหกรรมสีเขียว เช่น:

  • การกระตุ้นการลงทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV)
  • การพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่และพลังงานสะอาด
  • การเตรียมความพร้อมรับมือมาตรการภาษีคาร์บอนจากคู่ค้าต่างชาติ

หากเราล่าช้าเกินไป ต้นทุนที่ประเทศต้องแบกรับในอนาคตอาจสูงกว่าการลงทุนในวันนี้หลายเท่าตัว การดำเนินงานที่โปร่งใสภายใต้กรอบวินัยการคลังจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและภาคประชาชน

ท้ายที่สุดนี้ การบริหารจัดการเงินกู้ก้อนนี้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญของรัฐบาล การลงทุนที่คุ้มค่าจะช่วยดันให้ GDP ของไทยขยายตัวได้ดีขึ้นในระยะยาว ซึ่งเราทุกคนในฐานะประชาชนคงต้องร่วมกันเฝ้าติดตามและตรวจสอบให้การใช้จ่ายงบประมาณนี้เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่มุ่งหวังให้เกิดความยั่งยืนต่อเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง

ที่มา – “ธนกร” แนะวงเงินกู้ 2 แสนล้านสำหรับลงทุนด้านเปลี่ยนผ่านพลังงาน ต้องโปร่งใส คุ้มค่า

นายกฯ ปลื้ม กระแสไทยช่วยไทยพลัส คึกคัก ชาวบ้านขออย่าหยุด

นายกฯ ปลื้ม กระแสไทยช่วยไทยพลัส คึกคัก ชาวบ้านขออย่าหยุด

กลายเป็นประเด็นที่สร้างความฮือฮาให้กับพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนในพื้นที่ตลาดสดอยู่ไม่น้อย เมื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยจริงและติดตามความคืบหน้าของโครงการ นายกฯ ปลื้ม กระแสไทยช่วยไทยพลัส คึกคัก ชาวบ้านขออย่าหยุด ซึ่งถือเป็นนโยบายเรือธงของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากท่ามกลางความท้าทายจากสถานการณ์โลกในปัจจุบัน

จากการลงพื้นที่ตลาดศรีย่าน นายกรัฐมนตรีได้เห็นภาพความคึกคักของการจับจ่ายใช้สอย พี่น้องประชาชนต่างให้การตอบรับอย่างดีเยี่ยมในการใช้สิทธิผ่านโครงการ ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่ร้านก๋วยเตี๋ยวเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงร้านของชำ ร้านผลไม้ และกิจการขนาดเล็กทั่วทุกมุมเมือง การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำความตั้งใจของรัฐบาลที่ต้องการให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่มือประชาชนโดยตรง

เสียงสะท้อนจากประชาชนเมื่อ นายกฯ ปลื้ม กระแสไทยช่วยไทยพลัส คึกคัก ชาวบ้านขออย่าหยุด

เมื่อสอบถามถึงความรู้สึกของประชาชน นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า เสียงสะท้อนที่ได้รับกลับมาส่วนใหญ่คือ “ขออย่าได้หยุด” เพราะโครงการนี้ช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายเรื่องค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าครองชีพได้จริง ทำให้นายกฯ ถึงกับลั่นวาจาว่ารัฐบาลจะต้อง “หาเรื่องพลัสไปเรื่อยๆ” เพื่อนำโครงการดีๆ มาสนับสนุนคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ต่อเนื่องไม่ขาดตอน

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้กำหนดแนวทางในการดำเนินนโยบายในอนาคต ดังนี้:

  • การหมุนเวียนเศรษฐกิจ: เน้นย้ำให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงระบบเพื่อรับสิทธิได้อย่างทั่วถึง
  • การรับฟังความเห็น: พร้อมปรับปรุงหลักเกณฑ์ที่ไม่เอื้ออำนวยให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของชาวบ้าน
  • การประชาสัมพันธ์: ปรับกลยุทธ์ให้เข้าถึงผู้ที่ยังไม่ทราบวิธีใช้งาน

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องหลักเกณฑ์การลดหย่อนภาษีนั้น นายกรัฐมนตรียืนยันว่ารัฐบาลพร้อมเปิดใจรับฟังทุกความคิดเห็นและยินดีที่จะแก้ไขให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนอย่างเป็นธรรมที่สุด โดยจะไม่มีการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์กะทันหันในรอบปัจจุบัน แต่จะนำข้อผิดพลาดหรือสิ่งที่คาดไม่ถึงไปปรับปรุงพัฒนาในโครงการต่อๆ ไป

โดยสรุปแล้ว การทำงานของรัฐบาลในชุดนี้เน้นไปที่การเอาใจใส่ใกล้ชิดกับปัญหาของประชาชน หากนโยบายใดได้รับเสียงตอบรับที่ดี ก็มีแนวโน้มที่จะต่อยอดและเพิ่มมาตรการใหม่ๆ เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีที่ผู้นำให้ความสำคัญกับการลงพื้นที่จริงเพื่อฟังคำตอบจากปากของชาวบ้านโดยตรง ทั้งนี้ เชื่อว่าในอนาคตเราจะได้เห็นมาตรการอื่นๆ ที่ช่วยขับเคลื่อนรายได้ในกระเป๋าของพี่น้องประชาชนให้มากขึ้นอย่างแน่นอน

ที่มา – นายกฯ ปลื้ม กระแสไทยช่วยไทยพลัส คึกคัก ชาวบ้านขออย่าหยุด ลั่นต้องหาเรื่องพลัสไปเรื่อยๆ

“เอกนิติ” ย้ำบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กำหนดหลักเกณฑ์เพิ่ม เพื่อให้คนที่เดือดร้อนจริง

เชื่อว่าหลายคนคงกำลังจับตามองนโยบายสวัสดิการของภาครัฐ โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง “เอกนิติ” ย้ำบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กำหนดหลักเกณฑ์เพิ่ม เพื่อให้คนที่เดือดร้อนจริง ซึ่งถือเป็นประเด็นร้อนที่สำคัญมากในขณะนี้ เพราะรัฐบาลต้องการแก้ไขปัญหาการตกหล่นและคัดกรองผู้มีสิทธิ์ให้แม่นยำที่สุด

“เอกนิติ” ย้ำบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กำหนดหลักเกณฑ์เพิ่ม เพื่อให้คนที่เดือดร้อนจริง

การปรับปรุงเกณฑ์การคัดกรองในครั้งนี้ ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อลดจำนวนผู้รับสิทธิ์ แต่เพื่อให้แน่ใจว่าทรัพยากรของรัฐไปถึงมือผู้ที่ลำบากและต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาให้ข้อมูลอย่างชัดเจนว่า กระบวนการตรวจสอบรายได้และทรัพย์สินจะมีความเข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะเงื่อนไขการลดหย่อนภาษีที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงดูบุพการี เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ที่ไม่เข้าเกณฑ์ได้รับสิทธิ์ไปโดยไม่ถูกต้อง

ทำไมต้องปรับเกณฑ์คัดกรองให้เข้มข้นขึ้น?

ที่ผ่านมามีข้อกังขาจากสังคมว่าทำไมบางคนที่มีรายได้หรือทรัพย์สินยังดูมีฐานะ กลับได้รับสิทธิ์สวัสดิการแห่งรัฐ ทำให้เกิดกระแสเรียกร้องให้ตรวจสอบใหม่ นี่คือเหตุผลเบื้องหลังที่ว่าทำไม “เอกนิติ” ย้ำบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กำหนดหลักเกณฑ์เพิ่ม เพื่อให้คนที่เดือดร้อนจริง โดยระบบจะมีการตรวจสอบข้อมูลเชื่อมโยงกันอย่างรอบด้านมากขึ้น ดังนี้:

  • ตรวจสอบการถือครองทรัพย์สินทุกประเภทให้ชัดเจน
  • อุดช่องโหว่การใช้สิทธิ์ซ้ำซ้อนจากมาตรการทางภาษี
  • เน้นคัดกรองกลุ่มเปราะบางที่ไม่มีฐานข้อมูลเข้าถึงได้ยาก

หากถามว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ดีอย่างไร คำตอบคือความยุติธรรมครับ เงินงบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีประชาชนทุกคน ควรได้รับการจัดสรรอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด เพื่อเป็นตาข่ายรองรับความเสี่ยงให้คนที่เดือดร้อนจริงๆ ไม่ให้ถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง

เราหวังว่าการดำเนินการนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดสวัสดิการแบบพุ่งเป้า (Targeted Subsidies) ที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ หากคุณเป็นผู้มีสิทธิ์ภายใต้หลักเกณฑ์ใหม่นี้ ย่อมมั่นใจได้ว่าสิทธิ์ที่คุณได้รับนั้นเป็นสิ่งที่รัฐตั้งใจมอบให้เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพอย่างแท้จริง หากใครมีข้อสงสัยหรือติดขัดในขั้นตอนการตรวจสอบ สามารถติดตามข้อมูลอัปเดตจากเว็บไซต์ของกระทรวงการคลังได้โดยตรงครับ

ที่มา – “เอกนิติ” ย้ำบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กำหนดหลักเกณฑ์เพิ่ม เพื่อให้คนที่เดือดร้อนจริง

ปชป. ยกทีมหาเสียงย่านตลาดดินแดง “อนุชา” ปลื้มกระแสตอบรับ

ปชป. ยกทีมหาเสียงย่านตลาดดินแดง “อนุชา” ปลื้มคนจำเบอร์และนโยบายได้

บรรยากาศการเมืองในกรุงเทพมหานครเริ่มคึกคักขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ล่าสุด นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และคณะผู้บริหารพรรค ได้ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนในช่วงเช้าที่ตลาดดินแดง ซึ่งการลงพื้นที่ในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณบวกที่สำคัญสำหรับพรรค ในการเข้าถึงประชาชนในทุกตารางนิ้วของเมืองหลวง

ในระหว่างการลงพื้นที่ ปชป. ยกทีมหาเสียงย่านตลาดดินแดง “อนุชา” ปลื้มคนจำเบอร์และนโยบายได้ อย่างมาก โดยนายอนุชาได้เน้นย้ำถึงนโยบายหลัก 5 ด้านที่เตรียมไว้พัฒนา กทม. ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางที่สะดวกขึ้น การจัดการขยะ ตลอดจนการยกระดับรายได้ของคนกรุง ซึ่งได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากพ่อค้าแม่ค้าและผู้ที่มาเดินจ่ายตลาด

เปิดกลยุทธ์ ปชป. ยกทีมหาเสียงย่านตลาดดินแดง “อนุชา” ปลื้มคนจำเบอร์และนโยบายได้

นอกจากเรื่องนโยบายที่โดนใจแล้ว สิ่งที่น่ายินดีคือการที่พี่น้องประชาชนเริ่มจดจำหมายเลขผู้สมัครและนโยบายของพรรคได้อย่างแม่นยำ โดยนายอนุชาได้ชี้แจงกติกาการเลือกตั้งให้ประชาชนเข้าใจง่ายๆ ว่า:

  • บัตรเลือกตั้งใบสีเขียว สำหรับเลือกผู้ว่าฯ กทม. ให้กาหมายเลข 5
  • บัตรเลือกตั้งใบสีชมพู สำหรับเลือก สก. ประจำเขต ซึ่งเขตดินแดงนั้นสนับสนุนหมายเลข 4

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้กล่าวเสริมว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้ไม่ได้มาเพียงเพื่อหาเสียงแล้วกลับไป แต่เป็นการมาติดตามปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซ้ำซาก เช่น ปัญหาน้ำท่วมและปัญหาขยะ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์มีความพร้อมที่จะสานต่องานเดิมให้สำเร็จด้วยระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ

สำหรับเหตุการณ์ ปชป. ยกทีมหาเสียงย่านตลาดดินแดง “อนุชา” ปลื้มคนจำเบอร์และนโยบายได้ นับเป็นภาพสะท้อนว่าการสื่อสารนโยบายที่ตรงจุดและการเข้าถึงพื้นที่จริง ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการเลือกตั้ง และเชื่อว่าหากสามารถรักษาโมเมนตัมนี้ไว้ได้ ก็จะเป็นโอกาสดีที่จะนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติเพื่อคน กทม. อย่างยั่งยืนต่อไป

ที่มา – ปชป. ยกทีมหาเสียงย่านตลาดดินแดง “อนุชา” ปลื้มคนจำเบอร์และนโยบายได้

ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 จ่ายค่าเดินทางผ่านแอปเป๋าตัง

เชื่อว่าหลายคนคงกำลังมองหาวิธีลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันกันอยู่ใช่ไหมครับ? วันนี้มีข่าวดีมากฝากทุกคน กับโครงการที่น่าสนใจอย่าง ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ที่รัฐบาลตั้งใจออกมาเพื่อช่วยลดภาระค่าเดินทางของพวกเราทุกคนให้เบาลง โดยสามารถใช้จ่ายค่าโดยสารผ่านแอปพลิเคชัน ‘เป๋าตัง’ ได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

รวมรายละเอียด ไทยช่วยไทย พลัส 60/40

สำหรับโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 นี้ รัฐบาลได้เปิดให้ประชาชนได้สิทธิ์สนับสนุนค่าเดินทางระบบขนส่งมวลชน ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึง 30 กันยายน 2569 โดยครอบคลุมทั้งรถเมล์ รถไฟฟ้า รถโดยสารระหว่างจังหวัด และเรือด่วน ซึ่งช่วยให้เราจ่ายค่าเดินทางในสัดส่วนที่น้อยลงเพียงแค่ 40% เท่านั้น ส่วนอีก 60% รัฐจะช่วยสนับสนุนให้ครับ

ช่องทางและวิธีการใช้สิทธิ์ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40

การใช้งานนั้นแสนง่าย เพียงแค่คุณมีแอปพลิเคชันเป๋าตัง ก็สามารถใช้สิทธิ์ได้ทันทีในช่วงเวลา 06.00 – 23.00 น. ของทุกวัน โดยรายละเอียดการเดินทางที่เข้าร่วมมีดังนี้ครับ:

  • รถเมล์ ขสมก.: ใช้จ่ายผ่านแอปเป๋าตังกับพนักงานเก็บค่าโดยสารได้โดยตรง
  • รถไฟฟ้า: รองรับทั้ง MRT 4 สาย (น้ำเงิน, ม่วง, เหลือง, ชมพู) และรถไฟฟ้า BTS ทุกสาย สะดวกสบายด้วยการซื้อตั๋วเที่ยวเดียวผ่านแอป
  • รถโดยสาร บขส.: รัฐช่วยสนับสนุนวงเงินสูงสุดไม่เกิน 200 บาทต่อวัน สำหรับเดินทางระหว่างจังหวัดที่สถานีเดินรถ บขส. ทั่วประเทศ
  • เรือโดยสาร: ใช้สิทธิ์ได้ที่จุดให้บริการที่กำหนด เช่น สาทร ไอคอนสยาม และท่าเรือสำคัญอื่นๆ

นอกจากนี้ รัฐบาลยังอำนวยความสะดวกให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มเติม โดยสามารถใช้บริการรถเมล์ไฟฟ้าไทย สมายล์ บัส (TSB) ได้อีกด้วย เพียงแค่แสดงบัตรประชาชนเพื่อชำระค่าโดยสารผ่านระบบ EDC ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาระบบขนส่งไทยให้เชื่อมต่อกันได้อย่างไร้รอยต่อ

ในมุมมองของผม โครงการนี้ไม่เพียงแค่ช่วยเรื่องเงินในกระเป๋าเท่านั้น แต่ยังเป็นการสนับสนุนให้คนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการจราจรและมลพิษในระยะยาวได้ ใครที่ต้องเดินทางไปทำงานหรือเรียนทุกวัน ห้ามพลาดที่จะตรวจสอบสิทธิ์และเริ่มต้นใช้งานตั้งแต่วันนี้เลยนะครับ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีและประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าเดิม

ที่มา – “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ใช้จ่ายค่ารถเมล์–รถไฟฟ้า–เรือ–รถบขส. ผ่านแอปฯ เป๋าตัง เริ่มตั้งแต่วันนี้

Scroll to top