ค่ารถไฟฟ้า

กทม. เตรียมโอนรถไฟฟ้าสายสีเขียวให้รัฐบาล ลดภาระในอนาคต

กทม. เตรียมโอนรถไฟฟ้าสายสีเขียวให้รัฐบาล ลดภาระในอนาคต

เป็นประเด็นที่คนกรุงให้ความสนใจกันอย่างมาก เมื่อล่าสุดทางผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าสำคัญว่า กทม. เตรียมโอนรถไฟฟ้าสายสีเขียวให้รัฐบาล ลดภาระในอนาคต เพื่อเป็นการจัดการปัญหาเรื่องภาระหนี้สินและค่าโดยสารให้มีความเป็นอันหนึ่งเดียวกันมากขึ้น โดยมองว่าการย้ายทรัพย์สินและหนี้สินกลับไปสู่รัฐบาลนั้น จะช่วยให้ กทม. สามารถบริหารจัดการงบประมาณเพื่อไปพัฒนาเมืองในมิติอื่นๆ ได้ดียิ่งขึ้นครับ

ทำไม กทม. ถึงต้องเร่งโอนโครงการนี้?

ปัจจุบันปัญหาเรื่องภาระค่าใช้จ่ายของรถไฟฟ้าสายสีเขียวเป็นเรื่องใหญ่ที่ กทม. ต้องแบกรับ การตัดสินใจครั้งนี้จึงถือเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุด เพราะการให้รัฐบาลเป็นผู้ดูแลโดยตรง จะช่วยให้การทำระบบตั๋วร่วมและการคุมราคาค่าโดยสารทำได้ง่ายและครอบคลุมมากกว่าเดิม ซึ่งแน่นอนว่าหากภาระหนี้ก้อนนี้ถูกถ่ายโอนออกไป กทม. จะมีสภาพคล่องทางการเงินเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า กระบวนการนี้ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนในแง่ของสัญญาบีทีเอส เพราะเงื่อนไขเดิมยังคงเดิม เพียงแต่เปลี่ยนคู่สัญญาเป็นรัฐบาลเท่านั้น โดยประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการมีดังนี้:

  • การตรวจสอบ Book Value หรือมูลค่าทางบัญชีที่แท้จริงของโครงการ
  • การเจรจาเรื่องการชดเชยค่าใช้จ่ายที่ กทม. ได้จ่ายไปแล้วในช่วงที่ผ่านมา
  • การหารือร่วมกับสภากรุงเทพมหานครเนื่องจากเป็นทรัพย์สินขนาดใหญ่

ลดภาระเพื่อนำเงินไปพัฒนาส่วนอื่น

การที่ กทม. เตรียมโอนรถไฟฟ้าสายสีเขียวให้รัฐบาล ลดภาระในอนาคต จะช่วยลดความกังวลเรื่องส่วนต่างของค่าโดยสารที่ กทม. ต้องแบกรับอยู่เพียงเส้นเดียว เมื่อภาระนี้ถูกตัดออกไป เงินงบประมาณเหล่านี้จะถูกหมุนเวียนไปใช้ในการดูแลสาธารณูปโภค พัฒนาสวนสาธารณะ หรือแก้ไขปัญหาทางเท้าให้คนกรุงมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งถือเป็นข่าวดีของชาวเมืองอย่างแท้จริงครับ

ในส่วนของมูลค่าหลังจากปี 2572 ที่รายได้จะตกเป็นของ กทม. 100% นั้น ขณะนี้ทั้งสองฝ่ายกำลังอยู่ระหว่างการตีมูลค่าและเจรจาต่อรองให้เกิดความยุติธรรมที่สุด เพื่อให้มั่นใจได้ว่าประชาชนจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้

นับว่าเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้การบริหารจัดการระบบขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ มีความยั่งยืนมากขึ้น หากการโอนย้ายสำเร็จเรียบร้อย เราน่าจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกทั้งในแง่ของการบริการและงบประมาณที่ถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าที่เคยครับ

ที่มา – กทม. เตรียมโอนรถไฟฟ้าสายสีเขียวให้รัฐบาล ลดภาระในอนาคต

ครม. ไฟเขียวตั๋วร่วมรถไฟฟ้าทุกสีทุกสาย จ่าย 17-45 บาท

ข่าวดีสำหรับคนเมือง! หลังจากที่การเดินทางด้วยรถไฟฟ้าหลายสีอาจทำให้หลายคนปวดหัวกับค่าแรกเข้าที่ต้องจ่ายซ้ำซ้อน ล่าสุดมีข่าวดีออกมาแล้วว่า ครม. ไฟเขียวตั๋วร่วมรถไฟฟ้าทุกสีทุกสาย จ่าย 17-45 บาท เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยคาดว่าจะเริ่มเปิดใช้งานจริงในวันที่ 1 มกราคม 2570 นี้

เจาะลึกรายละเอียด ครม. ไฟเขียวตั๋วร่วมรถไฟฟ้าทุกสีทุกสาย จ่าย 17-45 บาท

มาตรการนี้ถือเป็นการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ในระบบขนส่งมวลชน โดยรัฐบาลตั้งใจให้ ครม. ไฟเขียวตั๋วร่วมรถไฟฟ้าทุกสีทุกสาย จ่าย 17-45 บาท เป็นของขวัญปีใหม่ให้กับชาวกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งหลักการทำงานของตั๋วร่วมนี้เน้นความสะดวกสบายและการประหยัดค่าใช้จ่าย ดังนี้ครับ:

  • ค่าโดยสารราคาเดียว: คิดค่าแรกเข้าเพียงครั้งเดียว ราคาเริ่มต้นที่ 17 บาท และสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว
  • ครอบคลุมทุกสาย: ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าสายสีเขียว สีน้ำเงิน สีม่วง สีเหลือง สีชมพู หรือสายอื่นๆ ที่เปิดให้บริการในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล
  • ใช้บัตรเดียวจบ: รองรับการใช้งานผ่านบัตร EMV Contactless ช่วยให้การแตะเข้า-ออกสถานีรวดเร็วขึ้น

สิทธิพิเศษและเป้าหมายของนโยบายใหม่

นอกจากราคา 45 บาทตลอดสายสำหรับบุคคลทั่วไปแล้ว มาตรการนี้ยังคำนึงถึงความเป็นธรรมทางสังคม โดยจะมีโครงสร้างค่าโดยสารพิเศษสำหรับกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ เด็ก คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะได้อย่างเท่าเทียมกัน

รัฐบาลยังได้ตัดสินใจมอบหมายให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เข้ามาบริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าในรูปแบบองค์รวม เพื่อให้การเชื่อมต่อระหว่างสายเป็นไปได้อย่างราบรื่น ไร้รอยต่อ และจัดการระบบตั๋วร่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้หน่วยงานเดียว

ในมุมมองของผู้ใช้งานอย่างเรา ผมมองว่าเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้คนหันมาใช้รถไฟฟ้ากันมากขึ้น เพราะเมื่อราคาจับต้องได้และไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมซ้ำซ้อน การเดินทางในเมืองหลวงก็จะกลายเป็นเรื่องง่ายและประหยัดกว่าการขับรถส่วนตัวอย่างแน่นอนครับ มารอลุ้นกันว่าเมื่อถึงวันที่ 1 มกราคม 2570 ระบบนี้จะสมบูรณ์แบบได้ตามเป้าหมายหรือไม่

ที่มา – ครม. ไฟเขียวตั๋วร่วมรถไฟฟ้าทุกสีทุกสาย จ่าย 17-45 บาท คาดเริ่ม 1 ม.ค. 70

“สุรเชษฐ์” จับตา ครม. เคาะค่ารถไฟฟ้า “40 บาทตลอดวัน”

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองและการขนส่งสาธารณะ เมื่อนายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาตั้งข้อสังเกตถึงกรณีที่กระทรวงคมนาคมเตรียมนำนโยบาย “สุรเชษฐ์” จับตา ครม. เคาะค่ารถไฟฟ้า “40 บาทตลอดวัน” เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งหลายฝ่ายต่างจับตามองว่านโยบายนี้จะส่งผลกระทบต่อภาระทางการคลังและการเอื้อประโยชน์ให้นายทุนหรือไม่

ข้อเท็จจริงเบื้องหลังนโยบาย “สุรเชษฐ์” จับตา ครม. เคาะค่ารถไฟฟ้า “40 บาทตลอดวัน”

นายสุรเชษฐ์ได้ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงสำคัญผ่านหลักการทางเศรษฐศาสตร์ที่เรียกว่า Induced Demand หรือการกระตุ้นความต้องการเดินทางจากการที่รัฐลดราคาค่าโดยสารลงโดยไม่มีฐานต้นทุนที่แท้จริงรองรับ นายสุรเชษฐ์ย้ำว่าการทำนโยบาย 40 บาทตลอดวันนั้น อาจกลายเป็นการโอนงบประมาณภาษีของประชาชนไปอุดหนุนส่วนต่างให้กับกลุ่มทุนผู้รับสัมปทาน ยิ่งคนใช้บริการรถไฟฟ้ามากเท่าไหร่ รัฐยิ่งต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินชดเชยมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งไม่ส่งผลดีต่องบประมาณแผ่นดินในระยะยาว

มุมมองต่อการปรับโครงสร้างราคาขนส่งมวลชนในอนาคต

แทนที่จะมุ่งเน้นเพียงตัวเลขราคาที่ดูเหมือนจะถูก แต่กลับสร้างภาระงบประมาณ พรรคประชาชนได้เสนอแนวทางที่เป็นรูปธรรมมากกว่า ได้แก่:

  • การผลักดันอัตราค่าโดยสารร่วมที่สมเหตุสมผล เช่น 17-45 บาทตลอดสาย
  • การนำระบบ Central Clearing House ตาม พ.ร.บ.ตั๋วร่วม มาใช้จริง
  • การปฏิรูประบบรถเมล์ให้เป็น Feeder เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้า เพื่อให้การเดินทางครอบคลุมถึงประชาชนทุกคน
  • การลดปัญหาค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนอย่างตรงจุด ไม่ใช่เลือกทำเพียงบางสาย

นายสุรเชษฐ์ยังแสดงความเห็นอย่างมั่นใจว่า พรรคประชาชนพร้อมสนับสนุนการลดภาระค่าเดินทาง แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของวินัยการเงินการคลัง และต้องพัฒนาไปพร้อมกับการเชื่อมต่อระหว่างรถเมล์กับรถไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เป็นขนส่งสาธารณะเพื่อทุกคนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่นโยบายที่ฉาบฉวย

ท้ายที่สุดนี้ สังคมต้องร่วมกันจับตาว่ารัฐบาลจะตัดสินอย่างไร หากเลือกดำเนินนโยบายตามกระแสโดยขาดการวางแผนระยะยาว ความเสียหายอาจไม่ตกอยู่ที่ใครนอกจากประชาชนผู้เสียภาษีทุกคนที่ต้องแบกรับหนี้สินสาธารณะในอนาคต ดังนั้น “สุรเชษฐ์” จับตา ครม. เคาะค่ารถไฟฟ้า “40 บาทตลอดวัน” จึงไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขค่าโดยสาร แต่เป็นเรื่องของการบริหารจัดการงบประมาณอย่างโปร่งใสและมีธรรมาภิบาล

ที่มา – “สุรเชษฐ์” จับตา ครม. เคาะค่ารถไฟฟ้า “40 บาทตลอดวัน” ฟันธงไม่กล้าประกาศใช้ในสิ้นปี

MRT 4 สายร่วมโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 เริ่ม 1 มิ.ย. 69

ข่าวดีสำหรับชาวกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่ต้องใช้บริการรถไฟฟ้าเป็นประจำครับ เพราะรัฐบาลเตรียมเดินหน้าเต็มสูบกับมาตรการช่วยลดค่าครองชีพด้วยโครงการ รัฐบาลดัน MRT 4 สายเข้า “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ช่วยจ่ายค่าโดยสาร 60% เริ่ม 1 มิ.ย. – 30 ก.ย. 69 เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางในทุกๆ วันของคุณ

รัฐบาลดัน MRT 4 สายเข้า “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ช่วยจ่ายค่าโดยสาร 60% เริ่ม 1 มิ.ย. – 30 ก.ย. 69

การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้ประกาศข่าวดีให้ประชาชนทราบว่า ขณะนี้ได้มีการเตรียมระบบเพื่อรองรับการใช้งานโครงการ รัฐบาลดัน MRT 4 สายเข้า “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ช่วยจ่ายค่าโดยสาร 60% เริ่ม 1 มิ.ย. – 30 ก.ย. 69 อย่างเป็นทางการ ซึ่งครอบคลุมรถไฟฟ้า MRT ทั้ง 4 สายหลัก ได้แก่ สายสีน้ำเงิน, สายสีม่วง, สายสีเหลือง และสายสีชมพู โดยมีรายละเอียดเงื่อนไขที่คุณควรทราบดังนี้ครับ:

วิธีใช้สิทธิ์โครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40

  • รัฐบาลร่วมจ่ายค่าโดยสารให้ 60% ส่วนคุณจ่ายเองเพียง 40%
  • จำกัดวงเงินสนับสนุนสูงสุดไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน
  • จำกัดวงเงินสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน
  • ใช้งานง่ายๆ ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”
  • ใช้ซื้อตั๋วเที่ยวเดียว (Single Journey Ticket) ได้ที่ห้องจำหน่ายบัตรโดยสารทุกสถานี

มาตรการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยประหยัดเงินในกระเป๋า แต่ยังสนับสนุนให้ทุกคนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น ซึ่งส่งผลดีทั้งต่อการลดมลพิษในอากาศและลดความแออัดบนท้องถนนในชั่วโมงเร่งด่วนอีกด้วย สำหรับใครที่ยังไม่มีแอปเป๋าตัง อย่าลืมรีบไปดาวน์โหลดและยืนยันตัวตนไว้ล่วงหน้าตั้งแต่วันนี้ เพื่อที่จะได้ไม่พลาดสิทธิ์จากโครงการ รัฐบาลดัน MRT 4 สายเข้า “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ช่วยจ่ายค่าโดยสาร 60% เริ่ม 1 มิ.ย. – 30 ก.ย. 69 ในครั้งนี้

ส่วนตัวผมมองว่าโครงการนี้เป็นนโยบายที่จับต้องได้จริงและตอบโจทย์วิถีชีวิตคนเมืองอย่างมาก หวังว่ารัฐบาลจะขยายโครงการดีๆ แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนในระยะยาวครับ หากใครมีข้อสงสัยเพิ่มเติม อย่าลืมตรวจสอบข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ประจำสถานีหรือผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์ของ MRT ได้เลยครับ

ที่มา – รัฐบาลดัน MRT 4 สายเข้า “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ช่วยจ่ายค่าโดยสาร 60% เริ่ม 1 มิ.ย. – 30 ก.ย. 69

สกัดขึ้นค่าโดยสาร คุมเข้มทุกระบบ พิพัฒน์ตั้ง War Room

ในสถานการณ์ที่ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานโลก รัฐบาลไทยไม่นิ่งนอนใจ โดยเฉพาะกระทรวงคมนาคมที่ออกมาตรการ สกัดขึ้นค่าโดยสาร คุมเข้มทุกระบบ ตามคำสั่งของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อปกป้องประชาชนจากภาระค่าใช้จ่ายที่พุ่งสูง

วิกฤติตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-อิหร่าน ทำให้ราคาน้ำมันดิบโลกผันผวนอย่างหนัก ซึ่งอาจกระทบต้นทุนเชื้อเพลิงในไทย แม้รัฐบาลจะตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ แต่ผู้ประกอบการขนส่งบางรายอาจฉวยโอกาสขึ้นค่าโดยสาร กระทรวงคมนาคมจึงเร่งตั้ง War Room หรือศูนย์ติดตามสถานการณ์ เพื่อจับตาการเคลื่อนไหวทุกฝ่ายอย่างใกล้ชิด

พิพัฒน์ รัชกิจประการ

สกัดขึ้นค่าโดยสาร คุมเข้มทุกระบบ ครอบคลุมทุกภาคส่วน

มาตรการ สกัดขึ้นค่าโดยสาร คุมเข้มทุระบ ม นี้ครอบคลุมการขนส่งทั้ง 4 ระบบหลัก ได้แก่ ทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ และทางราง โดยห้ามผู้ประกอบการปรับขึ้นเกินกรอบกฎหมายกำหนด พร้อมขอความร่วมมือตรึงราคาในช่วงวิกฤติ เพื่อให้ประชาชนเดินทางได้อย่างสบายใจ

นอกจากนี้ ยังมีการรวบรวมข้อมูลการใช้พลังงาน รายงานต่อศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังและเตือนภัยด้านการคมนาคม (ศผส.คค.) เพื่อเตรียมสำรองเชื้อเพลิงและช่วยเหลือผู้ประกอบการ หากสถานการณ์ยืดเยื้อ มาตรการนี้ไม่เพียงช่วยลดภาระประชาชน แต่ยังรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวม

กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) กวดขันรถโดยสาร

สำหรับการขนส่งทางบก กรมการขนส่งทางบกจะตรวจสอบรถโดยสารประจำทาง รถสาธารณะ รถรับจ้างทุกประเภท ให้เรียกเก็บค่าโดยสารตามอัตราที่กฎหมายกำหนด หากพบการละเมิดจะลงโทษทันที สิ่งนี้ช่วยให้ประชาชนที่พึ่งพารถเมล์หรือแท็กซี่ไม่ต้องกังวลกับค่าโดยสารที่พุ่งปรี๊ด

กรมเจ้าท่า (จท.) ดูแลเรือโดยสารและสินค้า

ทางน้ำ กรมเจ้าท่าจะกำกับผู้ประกอบการเรือโดยสารและเรือสินค้า ไม่ให้คิดค่าบริการเกินกำหนด พร้อมติดตามค่าระวางสินค้าระหว่างประเทศ ซึ่งอาจกระทบราคาสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะในภาคใต้และเกาะต่างๆ

การบินพลเรือนและทางราง ป้องกันความเสี่ยง

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) จะกำกับสายการบินให้ยึดกฎหมายค่าโดยสารและสินค้า พิจารณาตรึงราคาในช่วงผันผวน ส่วนกรมการขนส่งทางรางจะประเมินความเสี่ยงรถจักรไอน้ำมันดีเซล เตรียมแผนบริหารล่วงหน้า เพื่อให้รถไฟยังวิ่งได้ปกติ

  • ตรวจสอบและกวดขันรถโดยสารประจำทาง รถสาธารณะ รถรับจ้างทุกประเภท
  • ติดตามผู้ประกอบการเรือโดยสารและเรือขนส่งสินค้า
  • กำกับสายการบินเรื่องค่าโดยสารและค่าขนส่งสินค้า
  • ประเมินความเสี่ยงต้นทุนพลังงานทางราง

นายพิพัฒน์ ย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับประชาชนเป็นอันดับแรก จะไม่ยอมให้เกิดการขึ้นค่าโดยสารเกินกฎหมาย และจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ระบบขนส่งสาธารณะให้บริการอย่างต่อเนื่องและเป็นธรรม

War Room การคมนาคม

มาตรการนี้ถือเป็นการตอบสนองที่รวดเร็วและเด็ดขาด แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการบรรเทาความเดือดร้อนจากราคาน้ำมันโลก หากสถานการณ์คลี่คลาย ประชาชนจะได้ประโยชน์เต็มๆ ในระยะยาว ควรสนับสนุนให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตาม เพื่อความยั่งยืนของระบบขนส่งไทย

ความเห็นส่วนตัว: การตั้ง War Room เป็นไอเดียดีเยี่ยม ช่วยให้รัฐบาลตอบสนองได้ทันท่วงที ลดโอกาสถูกเอาเปรียบจากวิกฤติ หากคุณเดินทางบ่อย อย่าลืมแจ้งเบาะแสหากเจอค่าโดยสารแพงผิดกฎหมายนะครับ

เรียกดูข่าวเพิ่มเติม: คลิกติดตาม นโยบายรัฐ เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – สกัดขึ้นค่าโดยสาร คุมเข้มทุกระบบ “พิพัฒน์” สั่งตั้ง War Room จับตาวิกฤติตะวันออกกลาง

Scroll to top