ค่าหัว

จับ 42 แรงงานเถื่อน ลอบเข้าไทย จ่ายค่าหัวหลักหมื่น

เหตุการณ์จับ 42 แรงงานเถื่อน ลอบเข้าไทยหางานทำ จ่ายค่าหัวหลักหมื่น ขึ้นอยู่กับระยะทาง สร้างความฮือฮาในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการปฏิบัติการปราบปรามการลักลอบเข้าประเทศอย่างเข้มข้น กลุ่มแรงงานชาวเมียนมาจำนวน 42 คนถูกจับกุมได้ทั้งหมด ขณะพยายามลอบผ่านช่องทางธรรมชาติเพื่อหวังไปหางานทำในจังหวัดชั้นในของไทย

จับ 42 แรงงานเถื่อน ลอบเข้าไทยหางานทำ จ่ายค่าหัวหลักหมื่น ขึ้นอยู่กับระยะทาง

วันที่ 9 มีนาคม 2569 หรือ พ.ศ. 2569 นางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมด้วย พล.ต.ต.พศวีร์ เรืองภู่ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี และเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ ได้สั่งการให้เพิ่มมาตราการเฝ้าระวังบริเวณชายแดน โดยเฉพาะจุดตรวจร่วมน้ำเกิ๊ก หมู่ 8 ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นช่องทางธรรมชาติที่มักถูกใช้ลักลอบเข้าประเทศ

รายละเอียดการจับกุมคดีแรก

เวลา 21.30 น. วันที่ 8 มีนาคม 2569 เจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจร่วมน้ำเกิ๊กได้แบ่งกำลังลาดตระเวน พบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยหลบซ่อนในชายป่าหลังเกษตรพื้นที่สูง ท้องที่หมู่ 8 ตำบลหนองลู เจ้าหน้าที่แสดงตัวเข้าจับกุมได้ทันที 24 คน แบ่งเป็นชาย 14 คน หญิง 10 คน โดยทั้งหมดไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ และไม่มีเอกสารรับรองใดๆ เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวมาสอบสวนที่สถานีตำรวจสังขละบุรี

การจับกุมคดีที่สองติดต่อกัน

เพียง 2 ชั่วโมงต่อมา เวลา 23.30 น. ของคืนเดียวกัน ขณะลาดตระเวนบริเวณชายป่าหลังวัดน้ำเกิ๊ก เจ้าหน้าที่พบกลุ่มบุคคลอีกกลุ่มหลบซ่อนจำนวนมาก สามารถจับกุมได้อีก 18 คน ชาย 10 คน หญิง 8 คน เช่นเดียวกันไม่มีเอกสารประจำตัวหรืออนุญาตพำนักในไทย และสื่อสารภาษาไทยไม่ได้ ต้องใช้ล่ามแปลในการสอบปากคำที่สถานีตำรวจสังขละบุรี

  • หน่วยงานที่ร่วมปฏิบัติการ:
  • ตำรวจสถานีสังขละบุรี
  • ชุดตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดกาญจนบุรี
  • กรมทหารชายแดนที่ 134
  • ฝ่ายปกครองอำเภอสังขละบุรี
  • กองกำลังสุรสีห์ ฉก.ลาดหญ้า

ผู้ต้องหาทั้ง 42 คนให้การสารภาพตรงกันว่า ลอบหนีเข้ามาทางช่องทางธรรมชาติเพื่อไปทำงานในพื้นที่จังหวัดกลางของไทย โดยจ่ายค่าหัวให้นายหน้าไม่เท่ากัน บางราย 15,000-20,000 บาท บางรายสูงถึง 30,000 บาท ขึ้นอยู่กับระยะทางและความยากลำบากของเส้นทาง พวกเขาหลบรอในป่าเพื่อให้ผู้มารับไปส่งต่อ แต่โชคร้ายถูกเจ้าหน้าที่จับได้ก่อน

หลังจากสอบสวนเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่นำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีข้อหา “เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต” ตามพระราชบัญญัติ immigration

ปัญหาแรงงานเถื่อนและผลกระทบ

การลักลอบเข้าประเทศเช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งเนื่องจากความต้องการแรงงานราคาถูกในภาคเกษตรกรรม ก่อสร้าง และบริการของไทย แต่สร้างปัญหามากมาย เช่น การแพร่ระบาดโรค การค้ามนุษย์ และการแข่งขันกับแรงงานไทย ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงชายแดน นอกจากนี้แรงงานเหล่านี้ยังเสี่ยงถูกนายหน้าหลอกลวง ถูกทารุณ หรือสูญเสียชีวิตระหว่างทาง

รัฐบาลไทยมีนโยบายเข้มงวดในการปราบปราม พร้อมส่งเสริมการจ้างงานถูกกฎหมายผ่าน MOU กับเมียนมา ลาว และกัมพูชา เพื่อแก้ปัญหาที่ยั่งยืน

เหตุการณ์จับ 42 แรงงานเถื่อน ลอบเข้าไทยหางานทำ จ่ายค่าหัวหลักหมื่น ขึ้นอยู่กับระยะทางนี้เป็นตัวอย่างของความสำเร็จในการบูรณาการของเจ้าหน้าที่ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความมั่นคงชายแดน

ในมุมมองของผู้เขียน การแก้ปัญหานี้ต้องอาศัยทั้งการปราบปรามและการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศเพื่อนบ้าน หากคุณมีประสบการณ์หรือเห็นเบาะแสการลักลอบ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ทันที เพื่อช่วยกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น

ที่มา – จับ 42 แรงงานเถื่อน ลอบเข้าไทยหางานทำ จ่ายค่าหัวหลักหมื่น ขึ้นอยู่กับระยะทาง

บุกจับ “เกมส์” ผู้ต้องหาอุ้มเรียกค่าไถ่ ค่าหัว 8 หมื่น

ตำรวจสืบภาค 9 บุกจับ “เกมส์” ผู้ต้องหาตามบัญชีสืบจับ ค่าหัว 8 หมื่น ก่อเหตุโชกโชน อุ้มเรียกค่าไถ่ ยาเสพติด หลังหนีกบดานที่บ้านแฟนสาว ชานเมืองเชียงใหม่ คดีอุ้มเรียกค่าไถ่นี้สร้างความสะเทือนขวัญให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก

วันที่ 10 ต.ค. 68 พ.ต.อ.สมพงษ์ สุวรรณวงศ์ รอง ผบก.สส.ภ.9 นำกำลังตำรวจชุดสืบสวน ตำรวจภูธรภาค 9 และ กำลังตำรวจชุดปฏิบัติการพิเศษ กองบังคับการตำรวจสืบสวน ตำรวจภูธรภาค 9 ไปล้อมบ้านหลังหนึ่ง ในพื้นที่ ม.6 ต.ยางเนิ้ง อ.สารภี จ.เชียงใหม่ หลังสืบสวนพบว่า นายกิตติพศ หรือ เกมส์ อายุ 31 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสตูล ลงวันที่ 15 สิงหาคม 2567 ข้อหา “ร่วมกันเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ เอาตัวบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีไป โดยใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย ใช้อำนาจครอบงำผิดครองธรรม หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด หรือหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังบุคคลใด” และเป็นบุคคลตามหมายจับในบัญชีประกาศสืบจับและอัตราเงินสินบนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปี 2568 ลำดับที่ 189 อัตราเงินสินบน จำนวน 80,000 บาท หนีมาอาศัยอยู่ เนื่องจากเป็นบ้านของแฟนสาว

โดยตำรวจได้นำหมายค้นศาลจังหวัดเชียงใหม่ เข้าปิดล้อมและขอตรวจค้นบ้านหลังดังกล่าว กระทั่งนาย กิตติพศ และแฟนสาว ยอมเปิดประตูบ้านออกมา ตำรวจจึงแสดงหมายค้น และหมายจับ ซึ่งนายกิตติพศ ยอมรับเป็นบุคคลตามหมายจับจริง ตำรวจจึงควบคุมตัวไปทำบันทึกจับกุมที่ สภ.สารภี ก่อนควบคุมตัวจากจังหวัดเชียงใหม่ ไปส่งพนักงานสอบสวน สภ.ละงู จังหวัดสตูล ดำเนินคดี

สำหรับนายกิตติพศ มีประวัติอาชญากรรมโชกโชน โดยปี 2553 ถูกตำรวจ สภ.เมืองตรัง จับกุมข้อหาจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ ปี 2556 ถูกตำรวจ สภ.กันตัง จับกุมข้อหาขับขี่รถยนต์สาธารณะ หรือจักรยานยนต์สาธารณะแล้วเสพยาเสพติด เสพวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท, เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 และตำรวจ สภ.เมืองตรัง จับกุมข้อหา เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1

จากนั้น วันที่ 16 ต.ค. 2558 ก่อเหตุเปิดศึกดวลปืนกับคู่อริ หน้าศาลเจ้าพ่อหมื่นราม ถ.รัษฎา ต.ทับเที่ยง อ.เมืองตรัง ในงานถือกินเจ ทำให้มีผู้เจ็บสาหัส 2 คน ซึ่งหลังก่อเหตุก็ถูกตำรวจ สภ.เมืองตรัง จับกุมได้ และปี 2557 ถูกตำรวจ สภ.เมืองตรัง จับกุมข้อหามีไว้ในครอบครอง ซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1 และปีเดียวกันถูกตำรวจ สภ.นาโยง จับกุม ข้อหาผลิต นำเข้า จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครอง ซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1

ต่อมา วันที่ 6 ส.ค. 67 เวลาประมาณ 22.30 น. นายกิตติพศ กับพวก รวม 5 คน ขับรถยนต์กระบะไปจอดที่หน้าบ้านหลังหนึ่งใน ม.3 ต.กำแพง อ.ละงู จ.สตูล ข่มขู่หญิงสาวขึ้นรถ นำตัวไปเรียกค่าไถ่ ก่อนลวงให้ติดต่อชายอีกคนมาพบเพื่อเจรจาปัญหาส่วนตัว จากนั้นจึงร่วมกับเพื่อนทำร้ายร่างกาย รีดทรัพย์ คดีนี้เป็นที่มาของการบุกจับ “เกมส์” ผู้ต้องหาอุ้มเรียกค่าไถ่ ค่าหัว 8 หมื่น

บุกจับ “เกมส์” ผู้ต้องหาอุ้มเรียกค่าไถ่ ค่าหัว 8 หมื่น

การบุกจับครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของตำรวจในการปราบปรามอาชญากรรมร้ายแรง โดยเฉพาะคดีอุ้มเรียกค่าไถ่ ซึ่งเป็นภัยต่อสังคม

ทำไมคดีอุ้มเรียกค่าไถ่ถึงรุนแรง?

คดีอุ้มเรียกค่าไถ่เป็นอาชญากรรมที่ร้ายแรงเพราะละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอย่างร้ายแรง ผู้ถูกกระทำต้องเผชิญกับความหวาดกลัวและความไม่แน่นอนในชีวิต ซึ่งส่งผลกระทบต่อจิตใจอย่างมาก นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน คดีอุ้มเรียกค่าไถ่

  • สร้างความหวาดกลัวให้กับสังคม
  • ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุน
  • ทำลายภาพลักษณ์ของประเทศ

การที่ตำรวจสามารถบุกจับ “เกมส์” ผู้ต้องหาอุ้มเรียกค่าไถ่ ค่าหัว 8 หมื่นได้สำเร็จ ถือเป็นความสำเร็จที่สำคัญในการสร้างความปลอดภัยให้กับสังคม อย่างไรก็ตาม การป้องกันอาชญากรรมอุ้มเรียกค่าไถ่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน

การจับกุมนายเกมส์ครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่ากฎหมายจะลงโทษผู้กระทำผิดไม่ว่าพวกเขาจะหลบหนีไปที่ใด และเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายจะไม่ยอมให้การก่ออาชญากรรมดังกล่าวแพร่หลายต่อไป

ที่มา – บุกจับ “เกมส์” ผู้ต้องหาตามบัญชี ค่าหัว 8 หมื่น ก่อเหตุโชกโชน อุ้มเรียกค่าไถ่

Scroll to top