ค่าไฟฟ้า

รศ.ดร.ปิติ ชี้ มาตรา 26 ไม่ได้ทำค่าไฟแพงโดยตรง แต่เสี่ยงก๊าซไทยสะดุด พึ่งนำเข้าเพิ่ม

รศ.ดร.ปิติ ชี้ มาตรา 26 ไม่ได้ทำค่าไฟแพงโดยตรง แต่เสี่ยงก๊าซไทยสะดุด พึ่งนำเข้าเพิ่ม

เชื่อว่าหลายคนคงเคยสงสัยว่า ทำไมบิลค่าไฟแต่ละเดือนถึงดูแพงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจริงๆ แล้วอาจไม่ได้มาจากแค่โรงไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่มันมีรากเหง้าไปถึงการบริหารจัดการทรัพยากรก๊าซธรรมชาติ โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง รศ.ดร.ปิติ ชี้ มาตรา 26 ไม่ได้ทำค่าไฟแพงโดยตรง แต่เสี่ยงก๊าซไทยสะดุด พึ่งนำเข้าเพิ่ม ซึ่งเป็นหัวข้อที่หลายคนกำลังจับตามองในขณะนี้

รศ.ดร.ปิติ เอี่ยมจำรูญลาภ จากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกมาอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ว่า มาตรา 26 แห่ง พ.ร.บ. ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 มีข้อจำกัดในการต่ออายุสัมปทาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องในการผลิตก๊าซ หากกระบวนการตัดสินใจล่าช้าเกินไป อาจทำให้กำลังผลิตในประเทศสะดุดลง

ผลกระทบที่ซ่อนอยู่: ทำไม รศ.ดร.ปิติ ชี้ มาตรา 26 ไม่ได้ทำค่าไฟแพงโดยตรง แต่เสี่ยงก๊าซไทยสะดุด พึ่งนำเข้าเพิ่ม

ปัญหาสำคัญคือเมื่อกฎหมายขาดความยืดหยุ่น รัฐก็ไม่สามารถบริหารจัดการแต่ละแหล่งก๊าซได้อย่างเหมาะสมตามความเป็นจริง ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ช่องว่างการผลิต ซึ่งเมื่อก๊าซในประเทศลดลง ไทยจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องนำเข้าก๊าซ LNG เพิ่มขึ้นตามราคาตลาดโลกที่มีความผันผวนสูง

ผลที่ตามมาไม่ใช่แค่ค่าไฟฟ้าผันแปรหรือค่า Ft เท่านั้น แต่ยังกระทบต่อ:

  • ต้นทุนการผลิตสินค้าในภาคอุตสาหกรรม
  • ค่าขนส่งและบริการต่างๆ ที่สูงขึ้นตามราคาพลังงาน
  • ค่าครองชีพของประชาชนโดยรวมที่ได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าที่ปรับตัวขึ้น

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ รศ.ดร.ปิติ ชี้ มาตรา 26 ไม่ได้ทำค่าไฟแพงโดยตรง แต่เสี่ยงก๊าซไทยสะดุด พึ่งนำเข้าเพิ่ม นั้น ต้องการสื่อว่ากฎหมายควรปรับให้ทันสมัยขึ้น โดยการพิจารณาตัดสินใจควรยึดหลัก 3 มิติ ได้แก่:

  1. มิติด้านกฎหมาย: อำนาจและกระบวนการจัดการที่โปร่งใส
  2. มิติด้านวิศวกรรม: ศักยภาพที่แท้จริงของแหล่งปิโตรเลียม
  3. มิติด้านเศรษฐศาสตร์: ประโยชน์สูงสุดที่ประชาชนจะได้รับ

การแก้ไขกฎหมายไม่ควรเป็นการเอื้อประโยชน์ให้รายใดรายหนึ่ง แต่เป็นการหาทางเลือกที่สร้างความมั่นคงทางพลังงานให้ประเทศไทยได้มากที่สุด เพื่อให้ก๊าซธรรมชาติในประเทศถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดก่อนที่จะต้องหันไปพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศในราคาที่ควบคุมได้ยาก

ในมุมมองของผม การที่ภาครัฐเปิดเผยข้อมูลและหลักเกณฑ์ให้ประชาชนตรวจสอบได้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยลดความกังวลและสร้างความมั่นใจให้กับทุกคน เพราะพลังงานเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ส่งผลกระทบต่อทุกคนในทุกมิติครับ

ที่มา – รศ.ดร.ปิติ ชี้ มาตรา 26 ไม่ได้ทำค่าไฟแพงโดยตรง แต่เสี่ยงก๊าซไทยสะดุด พึ่งนำเข้าเพิ่ม

“อภิสิทธิ์” ชี้รัฐบาลลดราคาน้ำมันน้อยไป ผลักภาระให้ประชาชน

ในยุคที่ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้น พลังงานกลายเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยทุกคน ล่าสุด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ออกมาสะท้อนมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานการณ์พลังงานในปัจจุบัน โดยระบุว่า “อภิสิทธิ์” ชี้รัฐบาลลดราคาน้ำมันน้อยไป ผลักภาระให้ประชาชนจ่ายผ่านกองทุนน้ำมัน ซึ่งถือเป็นประเด็นที่สังคมกำลังตั้งคำถามถึงความจริงใจในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของรัฐบาลชุดนี้

“อภิสิทธิ์” ชี้รัฐบาลลดราคาน้ำมันน้อยไป ผลักภาระให้ประชาชนจ่ายผ่านกองทุนน้ำมัน

การปรับลดค่าการกลั่นลงเหลือ 2.40 บาทต่อลิตร ตามที่รัฐบาลดำเนินการนั้น ถูกมองว่ายังไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับความเป็นจริง สิ่งที่นายอภิสิทธิ์กังวลคือการที่รัฐบาลเลือกใช้วิธีการเจรจาแทนที่จะมีสูตรคำนวณที่ชัดเจนหรือการเก็บภาษีลาภลอย การกระทำเช่นนี้ไม่ต่างจากการดึงเงินจากประชาชนผ่านกองทุนน้ำมันเพื่อมาอุดหนุนราคา แทนที่จะเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นตอของโครงสร้างราคาพลังงานที่บิดเบี้ยว

ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไร้การแก้ไข

ข้อวิจารณ์สำคัญที่ “อภิสิทธิ์” ชี้รัฐบาลลดราคาน้ำมันน้อยไป ผลักภาระให้ประชาชนจ่ายผ่านกองทุนน้ำมัน ยังครอบคลุมไปถึงนโยบายด้านไฟฟ้าอีกด้วย นายอภิสิทธิ์ระบุว่า:

  • การปรับสูตรค่าไฟฟ้ายังขาดความโปร่งใสและไม่ถึงมือผู้ที่ได้รับประโยชน์เกินควร
  • รัฐบาลมักวนเวียนอยู่กับการคิดแบบ “กระเป๋าซ้ายขวา” มากกว่าการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานเพื่อความเป็นธรรม
  • ความผันผวนของราคาพลังงานเอื้อให้คนกลางรับผลตอบแทนสูงผิดปกติ ซึ่งเป็นจุดที่รัฐบาลควรเข้าจัดการอย่างเร่งด่วน

หากรัฐบาลยังคงเดินหน้าแนวทางเดิมโดยไม่กล้าแตะต้องผลประโยชน์ในโครงสร้างใหญ่ ประชาชนก็ยังคงต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงเกินจริงต่อไป ในฐานะผู้บริโภค เราคงได้แต่หวังว่ารัฐบาลจะหันมามองความเดือดร้อนของประชาชนเป็นที่ตั้ง และกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงเพื่อความยั่งยืนมากกว่าการบริหารจัดการในระยะสั้นที่จบไปวันๆ หากคุณมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับทิศทางราคาพลังงานในไทย สามารถส่งต่อมุมมองเพื่อสะท้อนเสียงของคุณให้ถึงผู้มีอำนาจได้ เพราะพลังงานคือชีวิตของทุกคนครับ

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ชี้รัฐบาลลดราคาน้ำมันน้อยไป ผลักภาระให้ประชาชนจ่ายผ่านกองทุนน้ำมัน

มาร์ค จี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาน้ำมัน-ค่าไฟ และทุจริตสอบท้องถิ่น

ในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ ประเด็นที่หนีไม่พ้นสายตาประชาชนคงหนีไม่พ้นเรื่องปากท้องและธรรมาภิบาล ล่าสุดทางด้านของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือที่หลายคนคุ้นตาในชื่อ มาร์ค ได้ออกมาเปิดประเด็นร้อนที่กระทบคนไทยทั้งประเทศ ด้วยการ มาร์ค จี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาน้ำมัน-ค่าไฟ และทุจริตสอบท้องถิ่น เพื่อให้รัฐบาลชุดปัจจุบันเร่งแก้ไขปัญหาที่สั่งสมมานานอย่างเป็นรูปธรรม

มาร์ค จี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาน้ำมัน-ค่าไฟ และทุจริตสอบท้องถิ่น

ปัญหาเรื่องพลังงานไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นต้นตอของวิกฤตเศรษฐกิจที่ทุกคนกำลังเผชิญ นายอภิสิทธิ์ระบุว่าแม้รัฐบาลจะเคยรับปากว่าจะจัดการเรื่องโครงสร้างพลังงาน แต่สถานการณ์กลับดูเหมือนย่ำอยู่ที่เดิม ราคาน้ำมันที่ยังคงทะยานสูงขึ้นเรื่อยๆ สร้างภาระให้กับผู้บริโภคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งที่ในความเป็นจริงควรมีการแบ่งเบาภาระจากภาคเอกชนที่ได้รับกำไรจากส่วนต่างราคามากกว่านี้

เสียงสะท้อนจากการ Mาร์ค จี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาน้ำมัน-ค่าไฟ และทุจริตสอบท้องถิ่น

ในมุมมองของพรรคประชาธิปัตย์ การแก้ปัญหาค่าไฟฟ้าด้วยการโยกงบประมาณแบบกระเป๋าซ้ายไปกระเป๋าขวานั้นไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องควรลงมือทำนโยบายที่ยาวนานกว่านี้ เพื่อลดภาระให้ประชาชนได้อย่างแท้จริง นอกจากเรื่องปากท้องแล้ว ยังมีเรื่องความโปร่งใสในระบบราชการที่น่าเป็นห่วงไม่แพ้กัน:

  • ความสับสนเรื่องเกณฑ์คะแนนสอบท้องถิ่นที่ทำให้ผู้เข้าสอบเสียโอกาส
  • โครงสร้างคณะกรรมการตรวจสอบที่ซ้ำซ้อนและไร้ทิศทางชัดเจน
  • การขาดการตรวจสอบเส้นทางการเงินที่แท้จริงถึงตัวผู้มีอิทธิพล

ข้อเสนอแนะที่น่าสนใจคือ นายกรัฐมนตรีควรลงมา “นั่งหัวโต๊ะ” ควบคุมการตรวจสอบเรื่องทุจริตสอบท้องถิ่นด้วยตัวเอง เพื่อให้เกิดความกระจ่างและสาวถึงตัวการใหญ่ได้สำเร็จ การบริหารงานแบบเด็ดขาดคือสิ่งที่สังคมไทยต้องการในเวลานี้ เพื่อสร้างมาตรฐานความโปร่งใสให้กลับคืนมาอีกครั้ง

สุดท้ายนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของราคาพลังงานหรือความโปร่งใสของภาครัฐ ล้วนเป็นดัชนีชี้วัดความสามารถในการบริหารประเทศของรัฐบาล หากไม่มีการจัดระเบียบให้ชัดเจน ประชาชนย่อมได้รับผลกระทบไปต่อเนื่อง เราในฐานะคนไทยควรจับตาดูว่ารัฐบาลจะตอบรับข้อเสนอที่สังคมเรียกร้องนี้อย่างไร เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติโดยรวมครับ

ที่มา – “มาร์ค” จี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาน้ำมัน-ค่าไฟ แนะนายกฯ นั่งหัวโต๊ะสางปมทุจริตสอบท้องถิ่น

ข่าวดี กกพ. สรุปค่าไฟ ก.ย.-ธ.ค. เคาะค่าเอฟทีที่ 16.23 สตางค์

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีข่าวดีมาฝากสำหรับพี่น้องประชาชนทุกคน หลังจากที่หลายคนเฝ้ารอคอยความชัดเจนเกี่ยวกับค่าไฟฟ้าในช่วงปลายปี ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้ออกมาประกาศข่าวดี กกพ. สรุปค่าไฟ ก.ย.-ธ.ค. เคาะค่าเอฟทีที่ 16.23 สตางค์ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับทุกคนอย่างเต็มที่ครับ

การตัดสินใจในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะการที่ กกพ. ตรึงราคาค่าไฟฟ้าให้คงเดิมที่ 3.95 บาทต่อหน่วยนั้น จะช่วยให้ภาคประชาชนและผู้ประกอบการวางแผนค่าใช้จ่ายได้ง่ายขึ้นท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ต่อไปเรามาดูรายละเอียดกันครับว่าทำไมตัวเลขนี้ถึงสำคัญ

ข่าวดี กกพ. สรุปค่าไฟ ก.ย.-ธ.ค. เคาะค่าเอฟทีที่ 16.23 สตางค์

นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ โฆษก กกพ. ได้ชี้แจงว่าคณะกรรมการฯ ได้พิจารณาอย่างรอบคอบ โดยนำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) จำนวนกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท มาใช้เป็นกลไกในการอุดหนุนราคา เพื่อไม่ให้ภาระต้นทุนเชื้อเพลิงที่ผันผวนส่งผลกระทบต่อค่าไฟที่ประชาชนต้องจ่ายในงวดเดือนกันยายนถึงธันวาคมนี้

รายละเอียดการคิดคำนวณและข่าวดี กกพ. สรุปค่าไฟ ก.ย.-ธ.ค. เคาะค่าเอฟทีที่ 16.23 สตางค์

ความน่าสนใจของมาตรการนี้คือการรักษาสมดุลของระบบพลังงาน โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  • ค่าเอฟทีเรียกเก็บอยู่ที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย
  • ค่าไฟฟ้าฐานคำนวณอยู่ที่ 3.78 บาทต่อหน่วย
  • สรุปค่าไฟฟ้าเฉลี่ยให้ประชาชนจ่ายที่ 3.95 บาทต่อหน่วย

นอกจากนี้ กฟผ. ยังคงรับภาระต้นทุนคงค้างสะสมไว้แทนประชาชน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะค่าไฟพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว นี่แสดงให้เห็นถึงความพยายามของ กกพ. ในการรักษาระดับค่าครองชีพให้คงที่มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ

สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือครั้งนี้:

ทาง กกพ. ได้ยึดหลักเกณฑ์ความโปร่งใสและเป็นธรรมตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน โดยมีการรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ เรียบร้อยแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่มีความกังวลเกี่ยวกับภาระค่าครองชีพ การตัดสินใจเลือกทางออกนี้จึงเป็นการตอบโจทย์ความต้องการของสังคมได้เป็นอย่างดีที่สุดในสถานการณ์ที่ราคาก๊าซธรรมชาติและปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังมีความไม่แน่นอนสูง

ในอนาคต กกพ. ยืนยันว่าจะยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์พลังงานโลกและอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การกำหนดค่าไฟในรอบถัดๆ ไปยังคงมีความเหมาะสมและสะท้อนต้นทุนที่เป็นธรรมต่อทุกฝ่ายมากที่สุด หวังว่ามาตรการนี้จะช่วยสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตและความเป็นอยู่ของพวกเราทุกคนในช่วงสิ้นปีนี้นะครับ

ที่มา – ข่าวดี กกพ. สรุปค่าไฟ ก.ย.-ธ.ค. เคาะค่าเอฟทีที่ 16.23 สตางค์ ดึงเงินอุดหนุนช่วยลดภาระ

โฆษกรัฐบาล ยืนยันเดินหน้ารื้อสัญญาซื้อไฟเอกชน

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงกำลังหนักใจกับเรื่องค่าไฟที่พุ่งสูงขึ้นใช่ไหมครับ? ล่าสุดมีข่าวดีออกมาว่าทางภาครัฐได้ออกมาเคลื่อนไหวเชิงรุกเพื่อจัดการกับปัญหานี้แล้ว โดย โฆษกรัฐบาล ยืนยันเดินหน้ารื้อสัญญาซื้อไฟเอกชน เพื่อปรับโครงสร้างต้นทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันมากที่สุดครับ

โฆษกรัฐบาล ยืนยันเดินหน้ารื้อสัญญาซื้อไฟเอกชน เพื่อความเป็นธรรม

ประเด็นร้อนที่ทุกคนให้ความสนใจคือการปรับปรุงสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ซึ่งทางคณะกรรมการฯ เน้นย้ำว่าเราไม่ได้ต้องการหักด้ามพร้าด้วยเข่า แต่เป็นการเจรจาเพื่อแก้ไขสัญญาที่ไม่สะท้อนต้นทุนจริงในปัจจุบัน การที่ โฆษกรัฐบาล ยืนยันเดินหน้ารื้อสัญญาซื้อไฟเอกชน นั้น ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้ค่าไฟฟ้าในระยะยาวมีเสถียรภาพมากขึ้น

ทำไมต้องรื้อสัญญา? ความจำเป็นที่ต้องปรับเปลี่ยนให้ทันยุคสมัย

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมสัญญาเดิมถึงมีปัญหา คำตอบคือเทคโนโลยีด้านพลังงานเปลี่ยนไปเร็วมากครับ ราคารับซื้อในอดีตอาจจะสูงกว่าต้นทุนเทคโนโลยีปัจจุบันไปมาก ดังนั้นการปรับเงื่อนไขให้เป็นที่ยอมรับได้ของทุกฝ่ายจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ประชาชนไม่ต้องแบกรับภาระหนักเกินไป

  • ลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนอย่างยั่งยืน
  • รักษาความเชื่อมั่นให้นักลงทุนยังคงมั่นใจในกฎหมายไทย
  • ปรับโครงสร้างให้สอดคล้องกับสภาพตลาดพลังงานในปัจจุบัน

นอกจากนี้ รัฐบาลยังย้ำชัดเจนว่าความร่วมมือในครั้งนี้ไม่ได้เป็นการเปลี่ยนกติกาแบบย้อนหลัง แต่เป็นการเปิดโต๊ะเจรจาด้วยความสมัครใจบนพื้นฐานของความโปร่งใส เพื่อให้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าเป็นธรรมสำหรับทุกภาคส่วน ทั้งภาคเอกชนและพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคนครับ

ในมุมมองของผม การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณบวก เพราะการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุย่อมยั่งยืนกว่าการอุดหนุนแบบชั่วคราว เรามารอดูกันต่อไปครับว่าการเจรจาครั้งนี้จะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร แต่ที่แน่ๆ นี่คือหนทางที่ถูกต้องที่สุดในการสร้างสมดุลให้กับประเทศชาติครับ

ที่มา – โฆษกรัฐบาล ยืนยันเดินหน้ารื้อสัญญาซื้อไฟเอกชน ให้เป็นที่ยอมรับได้ของทุกฝ่าย

พีระพันธุ์ ชี้ แก้สัญญาโรงไฟฟ้าเอกชนต้องทำให้ครบทุกส่วน

พีระพันธุ์ ชี้ แก้สัญญาโรงไฟฟ้าเอกชนต้องทำให้ครบทุกส่วน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมากครับ เมื่อคุณพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ได้ออกมาเคลื่อนไหวโดยตอกย้ำว่า การจะลดภาระค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนอย่างยั่งยืนนั้น รัฐบาลไม่ควรโฟกัสแค่โรงไฟฟ้าขนาดเล็ก แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ พีระพันธุ์ ชี้ แก้สัญญาโรงไฟฟ้าเอกชนต้องทำให้ครบทุกส่วน โดยเฉพาะการเข้าไปจัดการกับสัญญาโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ถือเป็นต้นตอของปัญหาค่าไฟแพงในปัจจุบัน

หลายคนอาจจะยังสงสัยว่าทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? ข้อมูลที่น่าสนใจคือ ปัญหาค่าไฟฟ้าที่พวกเราจ่ายแพงกันในทุกวันนี้ มีผลกระทบมาจากเรื่อง ‘ค่าความพร้อมจ่าย’ หรือค่า AP เป็นหลัก ซึ่งในสัญญาของโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ส่งผลกระทบต่อค่าไฟมากกว่าโรงไฟฟ้าขนาดเล็กถึงหลายเท่าตัวครับ

ทำไมต้องรื้อสัญญาโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่?

คุณพีระพันธุ์ได้ตั้งข้อสังเกตไว้อย่างน่าสนใจว่า แม้จะมีการขยับเรื่องการแก้ไขสัญญากับโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กไปบ้างแล้ว แต่สิ่งที่ไม่ควรละเลยคือภาระจากสัญญาโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่มีกำลังการผลิตรวมกว่า 18,000 เมกะวัตต์ ซึ่งการแก้ปัญหาเพียงครึ่งๆ กลางๆ ไม่อาจช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนได้อย่างแท้จริง ดังนั้นประโยคที่ว่า พีระพันธุ์ ชี้ แก้สัญญาโรงไฟฟ้าเอกชนต้องทำให้ครบทุกส่วน จึงกลายเป็นนัยสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งพิจารณาตามมติ ครม. เดิมที่เคยมีไว้

หากเรามาไล่ดูแนวทางที่ควรจะเป็น ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2568 มีประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ ดังนี้:

  • เร่งเจรจาสัญญา Adder และ FIT ที่ไม่มีวันสิ้นสุดสัญญา
  • ทบทวนค่าความพร้อมจ่าย (AP) และค่าพลังงาน (EP) ให้สมเหตุสมผล
  • ปรับเงื่อนไขให้ศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้าบริหารจัดการต้นทุนได้ดีขึ้น

พีระพันธุ์ ชี้ แก้สัญญาโรงไฟฟ้าเอกชนต้องทำให้ครบทุกส่วน ถือเป็นการย้ำเตือนว่ามติ ครม. ยังคงมีผลผูกพัน และเป็นหน้าที่ของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่จะต้องติดตามผลเจรจาให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ไม่ใช่ปล่อยให้เงียบหายไปตามกาลเวลา

ในมุมมองของผม การจะแก้ปัญหาค่าไฟให้ได้ใจประชาชน รัฐบาลต้องมีความกล้าหาญในการเข้าเจรจากับสัญญาขนาดใหญ่ที่คุณพีระพันธุ์กล่าวถึง เพราะนี่คือช่องทางที่จะทำให้ต้นทุนค่าผลิตไฟฟ้าลดลงได้อย่างเป็นรูปธรรมที่สุดครับ เรามารอดูกันต่อไปว่ารัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรกับเรื่องนี้ เพื่อพิสูจน์ว่าการทำงานเพื่อประชาชนนั้นทำได้จริงและครบถ้วนครับ

ที่มา – “พีระพันธุ์” ชี้ แก้สัญญาโรงไฟฟ้าเอกชนต้องทำให้ครบทุกส่วน จี้รัฐบาลรื้อสัญญา ค่าพร้อมจ่าย

ศุภโชติ ซัดไม่ฉลาด รัฐบาลคิดกู้ 2 แสนล้าน แก้ค่าไฟแฝง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการพลังงานไทย เมื่อ ศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กรณีที่รัฐบาลมีแผนกู้เงินกว่า 2 แสนล้านบาทเพื่อนำมาแก้ไขปัญหา ศุภโชติ ซัดไม่ฉลาด รัฐบาลคิดกู้ 2 แสนล้าน แก้ค่าไฟแฝง โดยมองว่าเป็นการใช้งบประมาณที่ไม่คุ้มค่าและอาจสร้างหนี้สาธารณะเกินความจำเป็น ทั้งที่มีทางเลือกอื่นในการจัดการปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า

มุมมองจากศุภโชติ ซัดไม่ฉลาด รัฐบาลคิดกู้ 2 แสนล้าน แก้ค่าไฟแฝง

การที่รัฐบาลมุ่งเป้าไปที่การกู้เงินเพื่อทำโครงการเปลี่ยนหลอดไฟ LED และติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้หน่วยงานรัฐนั้น นายศุภโชติมองว่าไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน เขายังระบุชัดเจนว่า ศุภโชติ ซัดไม่ฉลาด รัฐบาลคิดกู้ 2 แสนล้าน แก้ค่าไฟแฝง เพราะในความเป็นจริงภาครัฐมีงบประมาณและเครื่องมือทางการเงินอื่นๆ ที่สามารถนำมาปรับใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องสร้างภาระหนี้เพิ่ม

ทำไมการกู้เงินถึงไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด?

นายศุภโชติได้นำเสนอทางออกที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้รัฐบาลพิจารณาดำเนินการแทนการกู้เงินมหาศาล ดังนี้:

  • ใช้กองทุนอนุรักษ์พลังงาน: ปัจจุบันมีเงินเหลืออยู่ในกองทุนฯ กว่า 17,000 ล้านบาท ซึ่งสามารถนำเงินจำนวนนี้มาใช้ในการเปลี่ยนหลอดไฟสาธารณะเป็น LED ได้ทันทีโดยไม่ต้องกู้
  • โมเดล ESCO: เปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ แล้วแบ่งผลประโยชน์จากมูลค่าค่าไฟที่ประหยัดได้ เป็นการลดภาระภาครัฐและเพิ่มความรวดเร็วในการดำเนินงาน

ต้นตอของปัญหาและการปฏิรูปที่แท้จริง

หัวใจสำคัญที่รัฐบาลควรหันมาทำ คือการแยกบัญชีค่าไฟสาธารณะให้ชัดเจน ไม่ให้เกิดการนำภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องมาหมกเม็ดไว้ในบิลค่าไฟของประชาชน นอกจากนี้ นายศุภโชติยังเน้นย้ำว่า การลดค่าไฟฟ้าที่ยั่งยืนไม่ได้อยู่แค่เรื่องหลอดไฟ แต่ต้องรื้อโครงสร้างพลังงาน ทั้งค่าความพร้อมจ่ายและสัญญารับซื้อไฟฟ้าที่เอื้อกลุ่มทุนใหญ่ เพราะหากรัฐบาลยังยึดติดกับวิธีการกู้เงินเพิ่มเพื่อมาแก้ปัญหาปลายเหตุ ก็รังแต่จะผลักภาระหนี้ไปสู่ลูกหลานในภายภาคหน้า

บทเรียนในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลจำเป็นต้องรับฟังข้อเสนอแนะเชิงรุกและมีความรอบคอบในการใช้งบประมาณแผ่นดิน หากรัฐบาลต้องการลดค่าครองชีพให้ประชาชนอย่างแท้จริง ต้องกล้าตัดสินใจปฏิรูปที่ต้นตอพลังงาน ไม่ใช่พึ่งพาการกู้หนี้มาแก้ปัญหาเพียงอย่างเดียว.

ที่มา – “ศุภโชติ” ซัดไม่ฉลาด รัฐบาลคิดกู้ 2 แสนล้าน แก้ “ค่าไฟแฝง” จี้รื้อโครงสร้างพลังงาน

ต้น ก.ค. แถลงคืบหน้าปัญหาภูเก็ต “พลพีร์” จ่อดันแผนถอด “ค่าไฟสาธารณะ” ออกจากบิลประชาชน

เชื่อว่าหลายคนคงกำลังให้ความสนใจกับข่าวใหญ่ในแวดวงการเมืองและเศรษฐกิจ เมื่อ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ โดยเตรียมแถลงความคืบหน้าปัญหาภูเก็ต “พลพีร์” จ่อดันแผนถอด “ค่าไฟสาธารณะ” ออกจากบิลประชาชน ซึ่งถือเป็นข่าวดีที่สร้างแรงกระเพื่อมให้กับประชาชนทั่วประเทศที่ต้องการเห็นความเป็นธรรมด้านพลังงาน

ต้น ก.ค. แถลงคืบหน้าปัญหาภูเก็ต “พลพีร์” จ่อดันแผนถอด “ค่าไฟสาธารณะ” ออกจากบิลประชาชน

สำหรับการลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ตที่ผ่านมา นายพลพีร์ได้เดินหน้าจัดระเบียบธุรกิจท่องเที่ยวอย่างเข้มข้น โดยตรวจสอบบริษัทที่เป็นนอมินีไปแล้วกว่า 159 แห่ง และบังคับจำหน่ายไปแล้ว 34 บริษัท นอกจากนี้ การทำงานเชิงรุกยังช่วยย่นระยะเวลาการออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรมให้รวดเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลต้องการสนับสนุนผู้ประกอบการสุจริตให้ทำมาหากินได้อย่างราบรื่น

ความคืบหน้าเรื่องค่าไฟฟ้าสาธารณะ

นอกจากประเด็นจังหวัดภูเก็ตแล้ว ประเด็นที่ชาวบ้านจับตาสูตรการคิดค่าไฟคือการที่ ต้น ก.ค. แถลงคืบหน้าปัญหาภูเก็ต “พลพีร์” จ่อดันแผนถอด “ค่าไฟสาธารณะ” ออกจากบิลประชาชน ซึ่งนายพลพีร์ให้ข้อมูลว่า ได้หารือกับทางกระทรวงพลังงานและการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง เพื่อหาทางออกในการแยกรวมค่าไฟส่วนสาธารณะออกจากบิลค่าไฟบ้านเรือน โดยมีสมการความเป็นไปได้หลายทาง เพื่อไม่ให้เป็นภาระของประชาชนเกินความจำเป็น

ในส่วนของงบประมาณที่เกี่ยวข้อง รัฐบาลกำลังพิจารณาแนวทางบูรณาการรายได้จากการไฟฟ้า แทนการนำภาษีประชาชนมาจ่าย ซึ่งคาดว่าจะมีการเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อบังคับใช้หากต้องมีการแก้ไขกฎกระทรวง โดยแผนดำเนินงานมีจุดเด่นดังนี้:

  • รื้อโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบ
  • แยกค่าไฟสาธารณะออกจากค่าไฟในครัวเรือน
  • ลดภาระเรื่องค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ที่ไม่จำเป็น
  • ปฏิรูปการจัดการภายในขององค์กรไฟฟ้าเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 2-3 กรกฎาคมนี้ เราจะได้รับทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นสำคัญนี้อย่างชัดเจนอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความคืบหน้าปัญหาภูเก็ตที่เน้นการกำจัดนอมินี หรือการแก้ไขโครงสร้างค่าไฟฟ้าที่เป็นไปตามความต้องการของพี่น้องประชาชน การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจะทำให้เราทราบถึงทิศทางและประโยชน์ที่จะได้รับอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – ต้น ก.ค. แถลงคืบหน้าปัญหาภูเก็ต “พลพีร์” จ่อดันแผนถอด “ค่าไฟสาธารณะ” ออกจากบิลประชาชน

สรุปใครต้องจ่ายค่าไฟสาธารณะ กกพ. ชี้รัฐบาลเป็นผู้เคาะปรับเกณฑ์

เชื่อว่าหลายคนคงเคยสงสัยกันใช่ไหมครับว่า ค่าไฟสาธารณะ ที่เราเห็นตามเสาไฟริมทางหรือสวนสาธารณะนั้น จริงๆ แล้วใครเป็นคนจ่าย? ล่าสุดทาง กกพ. ได้ออกมาไขข้อข้องใจเรื่องนี้ให้ชัดเจนขึ้นแล้ว โดยย้ำว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลในการพิจารณาปรับเกณฑ์ใหม่เพื่อลดภาระประชาชน

สรุปใครต้องจ่ายค่าไฟสาธารณะ กกพ. ชี้รัฐบาลเป็นผู้เคาะปรับเกณฑ์

ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงาน กกพ. ได้ออกมาชี้แจงว่า เรื่องของ ค่าไฟสาธารณะ นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นแนวทางที่ยึดตามมติ กพช. มาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 2530 โดยมีหลักการคือการยกเว้นการเก็บค่าไฟในส่วนที่ไม่เกิน 10% ของปริมาณการใช้ในเขตพื้นที่นั้นๆ เพื่อประคับประคองงบประมาณของท้องถิ่น แต่ถ้าหากรัฐบาลมีการเปลี่ยนนโยบายหรือสั่งยกเลิกมติเดิม ทาง กกพ. ก็พร้อมที่จะกำกับดูแลให้เป็นไปตามแนวทางใหม่ทันที

มาตรการเร่งติดตั้งมิเตอร์เพื่อความโปร่งใสเรื่องค่าไฟสาธารณะ

เพื่อให้การเรียกเก็บ ค่าไฟสาธารณะ มีความถูกต้องและโปร่งใสที่สุด ทาง กกพ. จึงได้สั่งการให้การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เร่งดำเนินการติดตั้งมิเตอร์ให้ครอบคลุมทุกจุด โดยมีแผนดังนี้

  • กฟน. ตั้งเป้าดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในปี 2569
  • กฟภ. อยู่ระหว่างเร่งเดินหน้าติดตั้งในพื้นที่รับผิดชอบทั่วประเทศ
  • การติดตั้งมิเตอร์จะช่วยให้จำแนกปริมาณการใช้ไฟได้แม่นยำขึ้น
  • ป้องกันปัญหาความซับซ้อนในการจัดสรรงบประมาณระหว่างหน่วยงาน

การดำเนินการเหล่านี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้การบริหารจัดการงบประมาณแผ่นดินเป็นไปอย่างคุ้มค่า หากในอนาคตมีการปรับเปลี่ยนเกณฑ์ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงเป็นผู้จ่ายค่าไฟเอง กกพ. ก็เตรียมความพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนทุกภาคส่วนครับ

ในมุมมองของผม การที่ภาครัฐหันมาทบทวนระเบียบที่ใช้มานานหลายสิบปีถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะโลกเราเปลี่ยนไปแล้ว เราต้องการความโปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อให้เงินภาษีของเราถูกใช้อย่างคุ้มค่าที่สุดในทุกๆ พื้นที่สาธารณะครับ

ที่มา – สรุปใครต้องจ่าย? กกพ. แจงปม “ค่าไฟสาธารณะ” โยนรัฐบาลเคาะปรับเกณฑ์ลดภาระประชาชน

Scroll to top