คําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

“อนุทิน” พยักหน้ารับ ส่งรายชื่อ ครม.ตรวจประวัติ

การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญกับการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ หรือที่เรียกกันว่า ครม.อนุทิน 2 ล่าสุดมีพัฒนาการที่น่าสนใจ เมื่อ อนุทิน พยักหน้ารับ ส่งรายชื่อ ครม. ตรวจประวัติแล้ว โดยย้ำว่าหากพรรคร่วมรัฐบาลมีปัญหาจะตีกลับไปยังต้นสังกัดทันที ข่าวนี้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตา เพราะเกี่ยวข้องกับเสถียรภาพของรัฐบาลใหม่

อนุทิน พยักหน้ารับ ส่งรายชื่อ ครม. ตรวจประวัติแล้ว หากพรรคร่วมติดขัด ตีกลับต้นสังกัด

เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์สั้นๆ หลังเป็นประธานงานวันอาสาสมัครสาธารณสุขแห่งชาติ ที่โรงแรมเอเชียแอร์พอร์ท อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงความคืบหน้าการจัดตั้งครม.ชุดใหม่ นายอนุทินยิ้มรับและพยักหน้า ไม่ได้ตอบตรงๆ แต่ยืนยันว่ากระบวนการเดินหน้าไปแล้ว โดยเฉพาะการส่งรายชื่อบุคคลที่คาดว่าจะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีไปตรวจสอบประวัติกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

สิ่งที่ทำให้ข่าวนี้โดดเด่นคือ นายกรัฐมนตรีย้ำถึงหลักเกณฑ์ที่เข้มงวด โดยยึดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นหลัก ซึ่งผูกพันทุกองค์กร การตรวจสอบจะครอบคลุมมากกว่า 10 หน่วยงาน โดยสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เป็นผู้ประสานงาน สำหรับพรรคภูมิใจไทยต้นสังกัดของนายอนุทิน ยืนยันว่าไม่มีปัญหาใดๆ แต่สำหรับพรรคร่วมรัฐบาล หากพบประวัติติดขัด เช่น คดีความผิดหรือคุณสมบัติไม่ครบถ้วน จะแจ้งกลับไปยังพรรคต้นสังกัดทันที เพื่อให้แก้ไขหรือเปลี่ยนตัว

อนุทิน พยักหน้ารับ ส่งรายชื่อ ครม. เรียบร้อยแล้ว

ขั้นตอนการส่งรายชื่อถือว่าเสร็จสิ้นแล้ว นี่เป็นสัญญาณบวกว่ารัฐบาลชุดใหม่ใกล้ประกาศแล้ว แต่ผู้สื่อข่าวยังกังวลว่าคดีที่เริ่มโผล่กับบุคคลในโผครม. จะทำให้ล่าช้าไหม นายอนุทินตอบชัดว่า “ก็มีหลักเกณฑ์ของมันอยู่” และเน้นย้ำการรอผลตรวจสอบอย่างละเอียด ซึ่งอาจใช้เวลาสักระยะ แต่จำเป็นเพื่อความโปร่งใส

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นร้อนจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่อภิปรายเมื่อวันก่อน (19 มีนาคม 2569) พาดพิงว่านายอนุทินขาดคุณสมบัติจากคดีฮั้ว สว. แต่เจ้าตัวหัวเราะเบาๆ และไม่ได้ตอบคำถาม แสดงถึงความมั่นใจในกระบวนการ

ขั้นตอนการตรวจสอบประวัติรัฐมนตรีที่เข้มงวด

เพื่อให้เข้าใจชัดเจน กระบวนการตรวจสอบประวัติรัฐมนตรีมีดังนี้:

  • ส่งรายชื่อไปยังสลค. เพื่อประสานหน่วยงาน เช่น ตำรวจ ปปช. ศาล ธนาคารแห่งประเทศไทย
  • ตรวจสอบประวัติอาชญากรรม ไม่มีคดีร้ายแรงที่ศาลตัดสินแล้ว
  • ตรวจคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ เช่น ไม่ถือหุ้นสื่อ ไม่เป็นบุญธรรมบุคคลล้มละลาย
  • ยึดคำวินิจฉัยศาลรธน. เช่น คำวินิจฉัยที่ 9/2562 เรื่องห้ามนักการเมืองถือหุ้นสื่อ
  • แจ้งผลกลับต้นสังกัด หากติดขัดภายใน 7-15 วัน

กระบวนการนี้ช่วยป้องกันปัญหาในอนาคต เหมือนกรณีครม.ประยุทธ์ที่เคยมีรัฐมนตรีลาออกเพราะคดีหลังเข้ารับตำแหน่ง

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ การที่ อนุทิน พยักหน้ารับ ส่งรายชื่อ ครม. แล้ว แสดงถึงความพร้อมของพรรคร่วมรัฐบาลทั้งภูมิใจไทย ภูมิใจไทย พรรคอื่นๆ ที่ร่วม แต่หากมีปัญหาจากคดีใหม่ๆ อาจทำให้การจัดตั้งล่าช้าออกไป 1-2 สัปดาห์ ส่งผลต่อนโยบายเร่งด่วน เช่น เศรษฐกิจ การเกษตร ที่รัฐบาลสัญญาไว้

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นสัญญาณดีว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาล หากทุกพรรคเตรียมตัวดี โครม.ชุดใหม่จะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้แน่นอน

ความเห็นผู้เขียน: การตรวจสอบที่เข้มงวดแบบนี้เป็นสิ่งจำเป็นในยุคที่ข่าวปลอมและคดีเท็จเยอะ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจในผู้นำ หากคุณสนใจข่าวการเมืองอัปเดต ลองติดตามบล็อกของเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ รีบแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ด้วยนะ!

ที่มา – “อนุทิน” พยักหน้ารับ ส่งรายชื่อ ครม. ตรวจประวัติแล้ว หากพรรคร่วมติดขัด ตีกลับต้นสังกัด

ป.ป.ช. ขอขยายเวลา 1-2 สัปดาห์ ฟัน 44 สส.ก้าวไกล

ข่าวการเมืองร้อนแรงที่กำลังเป็นกระแสในสังคมไทยขณะนี้ คือ ขอขยายเวลา 1-2 สัปดาห์ ส่งคำร้องฟันอดีต 44 สส.ก้าวไกล คดียื่นแก้ ม.112 จากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งกำลังจะครบกำหนดระยะเวลา 30 วันในการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทำให้หลายฝ่ายจับตาการตัดสินใจครั้งนี้อย่างใกล้ชิด

ขอขยายเวลา 1-2 สัปดาห์ ส่งคำร้องฟันอดีต 44 สส.ก้าวไกล คดียื่นแก้ ม.112

วันที่ 9 มีนาคม 2567 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. ได้ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าของคดีดังกล่าว โดยระบุว่าคำร้องชี้มูลความผิดจริยธรรมร้ายแรงของอดีต ส.ส. พรรคก้าวไกล จำนวน 44 คน ในกรณีที่ยื่นเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 (ม.112) นั้น ได้ร่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบข้อเท็จจริง เอกสารหลักฐานในสำนวนให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

เนื่องจากเนื้อหาในคำร้องมีความละเอียดและซับซ้อนมาก ป.ป.ช. จึงจำเป็นต้องใช้เวลาในการตรวจสอบให้รอบคอบที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดที่อาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรม นายสุรพงษ์ คาดการณ์ว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 1-2 สัปดาห์ในการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา โดยย้ำว่ากรอบเวลา 30 วันดังกล่าวเป็นเพียงมติตามหลักการของ ป.ป.ช. เท่านั้น ไม่ใช่ข้อบังคับทางกฎหมาย จึงสามารถขยายเวลาได้หากจำเป็น

เหตุผลหลักที่ ป.ป.ช. ขอขยายเวลา

การขอขยายเวลาในครั้งนี้ มีเหตุผลสำคัญหลายประการที่ ป.ป.ช. ต้องคำนึงถึง ดังนี้

  • การตรวจสอบสำนวนให้ตรงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ: ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2567 ว่าการกระทำของ ส.ส. 44 คนดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง ป.ป.ช. จึงต้องปรับเอกสารให้สอดคล้องทุกประการ
  • ปริมาณเนื้อหาที่มาก: สำนวนคดีมีรายละเอียดจำนวนมาก รวมถึงบันทึกการประชุม การยื่นร่างกฎหมาย และพยานหลักฐานอื่นๆ ต้องตรวจสอบซ้ำเพื่อความถูกต้อง
  • ความรอบคอบเพื่อความยุติธรรม: เพื่อป้องกันการถูกโต้แย้งในชั้นศาล ป.ป.ช. ยืนยันว่าจะเร่งรัดให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้

พื้นหลังคดี ส.ส.ก้าวไกล ยื่นแก้ ม.112

คดีนี้ย้อนกลับไปเมื่อปี 2565 ที่ ส.ส.พรรคก้าวไกล 44 คน ได้ยื่นร่างกฎหมายแก้ไข ม.112 ซึ่งเป็นกฎหมายอาญาเกี่ยวกับการหมิ่นประมาท พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ โดยเสนอให้ลดโทษปรับ ลดอายุความ และเพิ่มสิทธิผู้ถูกกล่าวหาในการต่อสู้คดี การยื่นร่างดังกล่าวถูกมองว่าเข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมของ ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญ

ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจในทางที่ผิด จนถึงขั้นร้ายแรง ส่งผลให้ ป.ป.ช. รับเรื่องไปชี้มูลความผิดและเตรียมส่งศาลฎีกาภายใน 30 วัน หลังจากนี้ หากศาลฎีการับคำร้อง อาจมีคำสั่งให้ ส.ส.เหล่านี้หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที แม้บางรายจะเป็นอดีต ส.ส. แล้วก็ตาม เนื่องจากสถานะ ส.ส. ในขณะเกิดเหตุ

คดีนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อบุคคลทั้ง 44 รายเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงประเด็นใหญ่ในสังคมไทย เช่น เสรีภาพในการแสดงความเห็นทางการเมือง ขอบเขตของกฎหมาย ม.112 และบทบาทของพรรคก้าวไกลซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านหลัก การเมืองไทยในช่วงนี้จึงเต็มไปด้วยความตึงเครียด โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้ง 2566 ที่พรรคก้าวไกลได้รับคะแนนเสียงถล่มทลาย

นอกจากนี้ ยังมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายต่างๆ ฝ่ายรัฐบาลมองว่าเป็นการตรวจสอบจริยธรรมที่จำเป็น ขณะที่ฝ่ายค้านและนักเคลื่อนไหวสิทธิพลเมืองเห็นว่าเป็นการใช้นิติกรรมสีขาวเพื่อจำกัดเสรีภาพ นักกฎหมายบางรายชี้ว่าคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญอาจถูกนำไปใช้เป็นแบบอย่างในคดีอื่นๆ

สำหรับประชาชนทั่วไป คดีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของกระบวนการตรวจสอบอำนาจ ส.ส. ผ่านกลไก ป.ป.ช. และศาล ซึ่งช่วยรักษาความโปร่งใสในระบบการเมืองไทยได้

จากมุมมองของผู้เขียน คดี ขอขยายเวลา 1-2 สัปดาห์ ส่งคำร้องฟันอดีต 44 สส.ก้าวไกล คดียื่นแก้ ม.112 นี้จะเป็นบททดสอบสำคัญของระบบยุติธรรมไทย หาก ป.ป.ช. และศาลฎีกาดำเนินการอย่างโปร่งใส จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน ติดตามอัปเดตข่าวสารการเมืองล่าสุดได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดทุกพัฒนาการสำคัญ

ที่มา – ขอขยายเวลา 1-2 สัปดาห์ ส่งคำร้องฟันอดีต 44 สส.ก้าวไกล คดียื่นแก้ ม.112

ป.ป.ช. เร่งร่างคำฟ้องส่งศาลฎีกา ฟันอดีต 44 สส.ก้าวไกลก่อน 9 มี.ค.

ป.ป.ช. เร่งร่างคำฟ้องส่งศาลฎีกา ฟันอดีต 44 สส.ก้าวไกลก่อน 9 มี.ค. เป็นประเด็นที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ชี้มูลความผิดของอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พรรคก้าวไกล จำนวน 44 คน ในข้อหากระทำผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีร่วมกันลงชื่อเสนอร่างกฎหมายแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือที่รู้จักกันในชื่อ “มาตรา มหากาพย์” ซึ่งเชื่อมโยงกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่สั่งยุบพรรคก้าวไกลไปก่อนหน้านี้

คดีนี้เกิดขึ้นจากพฤติกรรมของ ส.ส. ก้าวไกลที่เข้าชื่อแก้ไขกฎหมายดังกล่าว ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรงของพรรคการเมือง ป.ป.ช. จึงมีหน้าที่ดำเนินการเอาผิดต่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยต้องส่งคำฟ้องไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองภายในกรอบเวลา 30 วัน นับจากวันที่ชี้มูล ซึ่งกำหนดเดดไลน์คือวันที่ 9 มีนาคม 2567 นี้

ป.ป.ช. เร่งร่างคำฟ้องส่งศาลฎีกา ฟันอดีต 44 สส.ก้าวไกลก่อน 9 มี.ค.

จากข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2567 สำนักคดีของ ป.ป.ช. กำลังเร่งร่างคำฟ้องอย่างเต็มที่ โดยยึดหลักความรัดกุมและรอบคอบสูงสุด เนื่องจากคดีนี้มีข้อเท็จจริงซับซ้อนจำนวนมาก ต้องบรรยายให้ชัดเจนเพื่อเชื่อมโยงกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่สั่งยุบพรรคก้าวไกล ทีมงาน ป.ป.ช. จึงต้องขยายข้อเท็จจริงให้เห็นภาพรวมทั้งหมดอย่างชัดเจนที่สุด เพื่อให้ศาลฎีกาเห็นถึงความร้ายแรงของการกระทำที่เข้าข่ายผิดจริยธรรม

กระบวนการร่างคำฟ้องไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องรวบรวมหลักฐานทั้งหมด อธิบายพฤติกรรมของอดีต ส.ส. 44 คนที่ร่วมลงชื่อเสนอร่างกฎหมายแก้ ม.112 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาที่นำไปสู่การยุบพรรค หากยื่นไม่ทันกำหนด 9 มี.ค. ป.ป.ช. สามารถขอขยายเวลาส่งคำร้องได้ แต่หน่วยงานยืนยันว่าจะพยายามให้ทันตามกำหนดเพื่อความรวดเร็วในการดำเนินคดี

พื้นหลังคดีและความสำคัญของมาตรา 112

เพื่อให้เข้าใจบริบทมากขึ้น คดีนี้เกี่ยวข้องกับร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่ ส.ส.ก้าวไกลจำนวนมากเข้าชื่อเสนอต่อสภา ซึ่งถูกมองว่าเป็นการกระทำที่อาจกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยว่าพรรคก้าวไกลกระทำผิดจริยธรรมร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 92 ส่งผลให้พรรคถูกยุบและกรรมการบริหารถูกตัดสิทธิทางการเมือง 10 ปี สำหรับอดีต ส.ส. 44 คนนี้ ป.ป.ช. ชี้ว่าพวกเขามีส่วนร่วมโดยตรง จึงต้องรับผิดชอบส่วนบุคคล

ขั้นตอนการดำเนินคดีของ ป.ป.ช.

  • ชี้มูลความผิด: ป.ป.ช. ประชุมและมีมติชี้มูลอดีต ส.ส. 44 คนผิดจริยธรรมร้ายแรง
  • ร่างคำฟ้อง: สำนักคดีรวบรวมข้อเท็จจริง เชื่อมโยงกับคำวินิจฉัยศาลรธน. และขยายรายละเอียดให้ครบถ้วน
  • ยื่นศาล: ส่งคำร้องต่อศาลฎีกาภายใน 30 วัน หากรับคำร้องจะนัดไต่สวน
  • ผลลัพธ์ที่คาดหมาย: หากศาลพิพากษาว่าผิด อาจถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งนานหลายปี

ป.ป.ช. เร่งร่างคำฟ้องส่งศาลฎีกา ฟันอดีต 44 สส.ก้าวไกลก่อน 9 มี.ค. แสดงถึงความมุ่งมั่นในการบังคับใช้กฎหมายจริยธรรมอย่างเข้มงวด ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษามาตรฐานนักการเมืองไทย

นอกจากนี้ คดีนี้ยังสะท้อนถึงความซับซ้อนของระบบกฎหมายไทย โดยเฉพาะประเด็นจริยธรรมร้ายแรงที่เชื่อมโยงระหว่าง ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ และศาลฎีกา การร่างคำฟ้องต้องละเอียดอ่อน เพื่อหลีกเลี่ยงช่องโหว่ที่อาจถูกโต้แย้งในชั้นศาล ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายการเมืองมองว่าคำฟ้องนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางอนาคตของอดีต ส.ส. เหล่านี้ และอาจส่งผลต่อการเมืองไทยในระยะยาว

ในมุมมองของผู้วิเคราะห์ คดีนี้เป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับพรรคการเมืองทุกพรรคในการยึดมั่นจริยธรรมและหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจถูกตีความว่าฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ หาก ป.ป.ช. สามารถยื่นคำฟ้องได้ทันเวลา จะช่วยเร่งให้คดีเดินหน้าสู่การพิจารณาได้เร็วขึ้น สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนในกระบวนการยุติธรรม

สุดท้ายแล้ว ป.ป.ช. เร่งร่างคำฟ้องส่งศาลฎีกา ฟันอดีต 44 สส.ก้าวไกลก่อน 9 มี.ค. ไม่ใช่แค่คดีธรรมดา แต่เป็นสัญญาณของการปราบปรามการทุจริตและผิดจริยธรรมที่เด็ดขาด คาดว่าผลการตัดสินจะกลายเป็นแนวปฏิบัติสำหรับคดีการเมืองในอนาคต หากคุณเป็นคนสนใจข่าวการเมือง ควรติดตามพัฒนาการใกล้ชิด เพราะอาจมีผลกระทบต่อการเลือกตั้งครั้งหน้า

คดีนี้นำเสนอ insight สำคัญว่ากฎหมายจริยธรรมในไทยกำลังเข้มแข็งขึ้น ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพนักการเมืองให้ตอบโจทย์ประชาชนได้ดียิ่งขึ้น

ที่มา – ป.ป.ช. เร่งร่างคำฟ้องส่งศาลฎีกา ฟัน “อดีต 44 สส.ก้าวไกล” ให้ทันก่อน 9 มี.ค.

“ศิธา” ชี้ รธน. 60 ลงคะแนนต้องทางลับ ยกศาลปี 49

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนครับ วันนี้เรามาคุยกันแบบเป็นกันเองเรื่องการเมืองที่กำลังร้อนฉ่าเลยนะครับ โดยเฉพาะประเด็นบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ด ซึ่งน.ต.ศิธา ทิวารี อดีตสมาชิกพรรคไทยสร้างไทย ได้โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงแบบละเอียดยิบ เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2567 (หรือ 2569 ตามที่บางแห่งเขียน แต่เชื่อว่าน่าจะ 2567 นะครับ) โดยยกประเด็นสำคัญจากรัฐธรรมนูญว่าด้วย รธน. 60 ลงคะแนนต้องทางลับ มาวิเคราะห์ เทียบกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญปี 2549 ที่เคยทำให้การเลือกตั้งโมฆะมาแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ นะครับ เพราะอาจกระทบทั้งระบบเลือกตั้งเลยทีเดียว

รธน. 60 ลงคะแนนต้องทางลับ

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจพื้นฐานกันก่อนครับ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 85 กำหนดชัดเจนว่า การเลือกตั้ง ส.ส. ต้องเป็น “การออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ” นั่นหมายความว่าทุกขั้นตอนต้องปกป้องความลับของผู้ลงคะแนนให้ได้ 100% ไม่ให้ใครรู้ว่าคุณโหวตใคร ยกเว้นตัวคุณเองเท่านั้น นอกจากนี้ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 มาตรา 96 ยังห้ามชัดๆ ว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดจงใจทำเครื่องหมายเพื่อเป็นที่สังเกตโดยวิธีใดไว้ที่บัตรเลือกตั้ง” เรียบร้อยเลย

ทีนี้ปัญหามันอยู่ตรงบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งที่ กกต. ชี้แจงว่าเป็นมาตรการรักษาความปลอดภัย เพื่อติดตามล็อตการพิมพ์ การแจกจ่าย และตรวจสอบย้อนหลังได้ แต่ศิธาชี้ว่า ถ้าบาร์โค้ดแต่ละใบเป็น unique running number ที่เชื่อมโยงกับต้นขั้วบัตรซึ่งมีรายชื่อผู้ลงคะแนน มันก็แปลว่าสามารถสแกนแล้วรู้ได้เลยว่าใบนี้ใครกา! นี่ขัดตรงๆ กับ รธน. 60 ลงคะแนนต้องทางลับ ชัดๆ เลยครับ

บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง: ปลอดภัยหรือเปิดช่องโหว่?

กกต. บอกว่าบาร์โค้ดช่วยควบคุมบัตรได้ดี แต่คำถามคือ บาร์โค้ดของหน่วยเลือกตั้งเดียวกันเหมือนกันหมด หรือ unique แต่ละใบ? ถ้าสแกนแล้วลงลึกถึงบุคคลได้ ก็จบเห่ครับ เพราะระบบต้องเป็นแบบ Zero Knowledge Proof คือไม่มีข้อมูลใดในโลกที่ตรวจย้อนกลับไปถึงผู้ลงคะแนนได้เลย ศิธาเปรียบว่า ถ้าเป็นแบบนี้ บัตรทุกใบไม่ใช่ลับจริง ตรวจได้ถึงต้นขั้วที่มีชื่อคนลงคะแนน

ยกคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญปี 2549 เทียบเคสคลาสสิก

เด็ดสุดคือศิธาเทียบกับกรณีเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าโมฆะ เพราะแค่คูหาเลือกตั้งบางแห่งหันหน้า หันหลังผิดทิศ! เหตุผลหลักคือ “โครงสร้างระบบเปิดโอกาสให้ความลับถูกละเมิดได้” ไม่ใช่ต้องพิสูจน์ว่ามีใครเห็นจริงๆ หรือไม่ แต่แค่ระบบมีช่องโหว่ได้ ก็ผิดแล้วครับ นี่แหละบรรทัดฐานสำคัญ ถ้าบาร์โค้ดเปิดช่องตรวจย้อนได้ ปัญหาก็ใหญ่โตเท่ากัน หรือใหญ่กว่า!

  • จุดเปรียบเทียบหลัก: คูหาหันผิด = เปิดช่องเห็นบัตรได้
  • บาร์โค้ด unique: เปิดช่องสแกนย้อนถึงชื่อผู้ลงคะแนน
  • ผลที่ตาม: เลือกตั้งโมฆะทั้งระบบ
  • หลัก zero knowledge: ต้องไม่มีทาง trace กลับต้นทาง

ศิธาทิ้งท้ายแรงๆ ว่า “งานช้างเข้าเต็มๆ ตัวใหญ่ขนาดนี้ จะมุดออกรูไหน” ฟังแล้วก็ฮามุก แต่จริงจังมากครับ เพราะถ้าปล่อยไว้ อาจนำไปสู่การฟ้องเลือกตั้งโมฆะได้ง่ายๆ

ส่วนตัวผมเห็นด้วยนะครับ ระบบเลือกตั้งต้องโปร่งใสแต่ลับสนิทจริงๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน ถ้ามีช่องโหว่แบบนี้ อนาคตใครจะกล้าโหวตอย่างอิสระ? มันกระทบประชาธิปไตยโดยตรงเลย คุณล่ะคิดเห็นยังไงกับ รธน. 60 ลงคะแนนต้องทางลับ และประเด็นบาร์โค้ดนี้? มาคอมเมนต์แชร์กันด้านล่างเลยครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านต่อ จะได้ช่วยกันติดตามพัฒนาการ!

ที่มา – “ศิธา” ชี้ รธน. 60 ลงคะแนนต้องทางลับ ยกคำวินิจฉัยศาลปี 49 เทียบปมเลือกตั้งโมฆะ

“เรืองไกร” ยื่นฟ้อง กกต. ระงับประชามติ 8 ก.พ.

ในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ ดราม่าร้อนแรงสุดๆ เมื่อ“เรืองไกร” ยื่นฟ้อง กกต. ต่อศาลปกครอง ขอมีคำสั่ง ระงับการทำประชามติ 8 ก.พ.นี้ เพื่อให้ทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมายและคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่คนไทยหลายคนจับตา เพราะเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง 2569 และอนาคตรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

“เรืองไกร” ยื่นฟ้อง กกต. ต่อศาลปกครอง ขอมีคำสั่ง ระงับการทำประชามติ 8 ก.พ.นี้

เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 08.00 น. ที่ศาลปกครองกลาง นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ผู้สมัคร ส.ส. กรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ ได้เดินทางยื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนการทำประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ทันที และสั่งให้ กกต. ส่งเรื่องกลับไปยังรัฐสภาเพื่อแก้ไขมติให้ตรงตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ผ่านทางคณะรัฐมนตรี (ครม.)

นอกจากนี้ ยังมีคำขอให้ศาลออกมาตรการบรรเทาทุกข์ชั่วคราว โดยสั่งระงับการจัดทำประชามติทั่วประเทศในวันที่ 8 ก.พ. นี้ เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น หากดำเนินการต่อไปโดยไม่ถูกต้อง

เหตุผลหลักที่ “เรืองไกร” ยื่นฟ้อง กกต.

นายเรืองไกร อธิบายเหตุผลอย่างชัดเจน โดยอ้างถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ซึ่งกำหนดว่ารัฐสภาต้องลงมติเห็นชอบในการตั้งคำถามประชามติ โดยใช้คำว่า “เห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” แต่จากเอกสารมติรัฐสภา ตามหนังสือสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ด่วนที่สุด ที่ สผ 0014/13808 ลงวันที่ 12 ธ.ค. 2568 พบว่ารัฐสภาใช้คำว่า “เห็นด้วย” แทน “เห็นชอบ” และคำถามที่ใช้ตามญัตติด่วนของนายชูศักดิ์ ศิรินิล คือ “ท่านเห็นด้วยหรือไม่ที่จะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่”

ดังนั้น มติรัฐสภาและคำถามประชามติของ กกต. จึงไม่ตรงตามคำวินิจฉัยศาล ทำให้การแจ้งให้ประชาชนไปลงคะแนนไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 9 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 นายเรืองไกร จึงอ้างว่าตนได้รับความเดือดร้อนและขอให้ศาลสั่งตามที่ร้อง

  • ปัญหาคำถามไม่ตรง: “เห็นชอบ” vs “เห็นด้วย” – สร้างความคลุมเครือ
  • ขั้นตอนไม่ถูกต้อง: กกต. ดำเนินการโดยไม่มีอำนาจเต็ม
  • ผลกระทบ: อาจทำให้ประชามติล้มเหลว สิ้นเปลืองงบประมาณ

กรณีนี้สะท้อนปัญหาการร่างกฎหมายและขั้นตอนการเมืองที่ต้องเคร่งครัด โดยเฉพาะในยุคที่ประชาชนให้ความสำคัญกับความโปร่งใส ประชามติครั้งนี้เป็นขั้นตอนแรกในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อรองรับการเลือกตั้ง 2569 หากถูกระงับ อาจทำให้กระบวนการล่าช้า ส่งผลต่อตารางเลือกตั้ง

背景และความสำคัญของประชามติ 8 ก.พ.

ประชามติครั้งนี้เกิดจากกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2568 เพื่อให้มีฉบับใหม่ที่ทันสมัยมากขึ้น คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 เป็นตัวกำหนดกรอบชัดเจน แต่การใช้คำไม่ตรงกันกลายเป็นจุดถ่วง หากศาลรับคำร้องและสั่งระงับ จะเป็นการย้อนกลับไปแก้ไขที่รัฐสภาใหม่ ซึ่งอาจใช้เวลาหลายเดือน

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายการเมืองมองว่า เรื่องนี้เป็นการตรวจสอบถ่วงทางกฎหมาย (judicial review) ที่สำคัญ ช่วยให้การเมืองไทยเดินหน้าอย่างถูกต้อง ไม่ใช่แค่เร่งรีบเพื่อผลประโยชน์บางกลุ่ม

ในมุมมองของผู้เขียน การยื่นฟ้องครั้งนี้ของนายเรืองไกร แสดงถึงความมุ่งมั่นในการรักษากฎหมาย ซึ่งเป็นสิ่งที่การเมืองไทยต้องการมากในตอนนี้ หากไม่แก้ไขจุดบกพร่องเล็กๆ อย่างคำศัพท์ อาจนำไปสู่ข้อพิพาทใหญ่ในอนาคต สุดท้ายแล้ว ประชาชนคือผู้ตัดสินใจ แต่ต้องเป็นกระบวนการที่ถูกต้อง 100%

คุณคิดอย่างไรกับกรณี “เรืองไกร” ยื่นฟ้อง กกต. ต่อศาลปกครอง ขอมีคำสั่ง ระงับการทำประชามติ 8 ก.พ.นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามอัปเดตคดีจากศาลปกครองได้ที่นี่!

ที่มา – “เรืองไกร” ยื่นฟ้อง กกต. ต่อศาลปกครอง ขอมีคำสั่ง ระงับการทำประชามติ 8 ก.พ.นี้

Scroll to top