คําแถลงนโยบายรัฐบาล 2568

“อนุทิน” ให้ “ทวี” 0 คะแนน เหน็บถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ มีหน้ามาอภิปรายอะไร

“อนุทิน” ให้ “ทวี” 0 คะแนน เหน็บถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ มีหน้ามาอภิปรายอะไร

ในวันที่ 29 กันยายน 2568 การอภิปรายนโยบายรัฐบาลครั้งแรกในสภาฯ ดำเนินไปอย่างดุเดือด โดยเฉพาะคำตอบของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ที่แจกคะแนนให้กับการอภิปรายของฝ่ายค้าน โดยเฉพาะหัวหน้าพรรคประชาชาติ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ที่ได้รับคะแนนเต็ม 0 เลยทีเดียว นายกฯ อนุทินยังเหน็บแนมอย่างแรงว่า ผู้ที่ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่แล้ว จะมีหน้ามาอภิปรายอะไรกับคนที่กำลังทำงานจริงจัง เหมือนตัวอะไรตายแล้วมีเห็บกระโดดรุม

“อนุทิน” ให้ “ทวี” 0 คะแนน เหน็บถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ มีหน้ามาอภิปรายอะไร

หลังการอภิปรายเสร็จ นายอนุทินได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนอย่างตรงไปตรงมา โดยบอกว่าการอภิปรายวันนี้ช่วยให้ประชาชนเห็นชัดเจนว่าข้อมูลไหนจริง ไหนปลอม ฝ่ายค้านบางคนเอาเรื่องปรุงแต่งมาพูดเพื่อหวังแอร์ไทม์เท่านั้น โดยเฉพาะการอภิปรายของนายอดิศร เพียงเกษ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ที่นายกฯ บอกว่ายิ่งมั่วใหญ่ คิดอะไรก็พูด แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะเป็นสไตล์เดิม

ส่วนกรณีที่นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย ถามเรื่องนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ว่าเป็นของใคร นายอนุทินย้ำว่าตนตอบเพราะให้เกียรติในฐานะอดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และเคยหารือกันหลังเลือกตั้งปี 2566 เพื่อทำงานร่วมกัน ดังนั้นจึงต้องตอบให้สมเกียรติ

การวิจารณ์นโยบายยาเสพติดและภัยไซเบอร์

สำหรับประเด็นยาเสพติดและภัยไซเบอร์ที่ฝ่ายค้านบอกว่านโยบายรัฐบาลยังไม่ชัดเจน นายอนุทินชี้แจงว่าปัญหาเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องอยู่ในคำแถลงนโยบาย เพราะเป็นเรื่องปฏิบัติ รัฐบาลจะเร่งรัดหน่วยงานอย่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กสทช. ป.ป.ส. และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้เข้มข้นมากขึ้น ไม่ใช่แค่นโยบายบนกระดาษ

เมื่อถามถึงแผนรับมือฝ่ายค้านในวันถัดไป นายกฯ บอกว่าไม่กลัวดุเดือด แต่กลัวข้อมูลเท็จที่ฝ่ายค้านนำมาอภิปรายซ้ำๆ เช่น เรื่อง สว. เขากระโดง กัญชา แม้จะแถลงข้อเท็จจริงไปแล้ว แต่พวกเขาก็ทำหูทวนลมเพราะหวังแอร์ไทม์ วาทกรรมจึงมากกว่าข้อเท็จจริง

  • การอภิปรายที่ได้คะแนนเต็ม: บางคนให้คะแนนเต็มเพราะมีสาระ
  • การอภิปรายที่ได้ 0 คะแนน: หัวหน้าพรรคประชาชาติ ที่นำเรื่องเท็จมาพูด
  • หลักการตอบของนายกฯ: ตอบเฉพาะคนที่มีเหตุผล จริยธรรม เพื่อประโยชน์ประชาชน

นายอนุทินย้ำชัดว่า ตนไม่ได้มารบกับใคร แต่มาฟังคำแนะนำที่ดี จดบันทึกทุกอย่าง และชี้แจงได้ทุกประเด็น สำหรับพวกที่สร้างวาทกรรมเพื่อดิสเครดิตรัฐบาล ก็ไม่ตอบเพราะตอบไปหลายรอบแล้ว หน่วยงานราชการแสดงหลักฐานครบถ้วน

ที่เด็ดสุดคือคำเหน็บ พ.ต.อ.ทวี ที่ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ยังมีหน้ามาอภิปรายคนทำงาน นายกฯ บอกว่าประชาชนแยกแยะได้ ตอนนี้เขาคงทำใจอยู่เพราะหลุดจากตำแหน่งรัฐมนตรี สิ่งที่สั่งการไปผิดกฎหมาย ข้อมูลผิดหมด เหมือนตัวอะไรตายแล้วเห็บกระโดด

ในช่วงท้าย นายอนุทินร้องโอ๊ยเมื่อถูกถามแยกว่าใครเป็นฝ่ายค้าน ใครเป็นฝ่ายแค้น โดยบอกว่าประชาชนดูออกเอง ตนจะตอบเฉพาะเรื่องประโยชน์ประชาชน ไม่ตอบให้รกสมอง

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดในสภาฯ หลังรัฐบาลใหม่เข้ามา การอภิปรายนโยบายไม่ใช่แค่การโต้เถียง แต่เป็นเวทีตรวจสอบที่ควรสร้างสรรค์ นายกฯ อนุทินแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจและหลักการชัดเจน ซึ่งน่าจะช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้รัฐบาลในสายตาประชาชน

คุณคิดอย่างไรกับการอภิปรายครั้งนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตล่าสุดจากเรา

ที่มา – “อนุทิน” ให้ “ทวี” 0 คะแนน เหน็บถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ มีหน้ามาอภิปรายอะไร

พัฒนา ปัดความเห็นอนุทินตั้ง KPI ฟอกไตฟรี 2 เดือน

พัฒนา ปัดความเห็นอนุทินตั้ง KPI ฟอกไตฟรี 2 เดือน

ในแวดวงการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุ การเคลื่อนไหวล่าสุดจากผู้นำรัฐบาลได้สร้างกระแสให้กับนโยบายด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะเรื่อง “พัฒนา” ปัดให้ความเห็น “อนุทิน” ตั้ง KPI ฟื้นฟอกไตฟรีใน 2 เดือน ขู่ยึดเก้าอี้ ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก นโยบายฟอกไตฟรีนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ปัญหาสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะผู้ป่วยไตที่ต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายสูงในการรักษา

“พัฒนา” ปัดให้ความเห็น “อนุทิน” ตั้ง KPI ฟื้นฟอกไตฟรีใน 2 เดือน ขู่ยึดเก้าอี้

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ระหว่างการอภิปรายนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ชี้แจงและย้ำถึงนโยบายฟอกไตฟรีที่เคยเป็นวาระสำคัญ โดยตั้งเป้าหมาย KPI ชัดเจนว่าต้องทำให้เห็นผลภายใน 2 เดือน หากไม่สำเร็จก็จะกลับไปรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขด้วยตนเอง คำพูดนี้ไม่เพียงแต่สร้างความคึกคักในสภา แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณถึงความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาสุขภาพของชาติ

หลังจากนั้น ผู้สื่อข่าวได้สอบถามนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบหลักในด้านนี้ ทว่าท่านเพียงหันมายิ้มและไม่ตอบคำถามใดๆ รวมถึงปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับการตั้ง KPI ที่อาจกดดันการทำงาน หรือนโยบาย Quick Win ในช่วง 4 เดือนข้างหน้า การกระทำเช่นนี้ทำให้เกิดคำถามในหมู่สื่อมวลชนและประชาชนว่าการไม่ตอบสนองนี้สะท้อนถึงอะไร

ผลกระทบของนโยบายฟอกไตฟรีต่อประชาชน

นโยบายฟอกไตฟรีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในประเทศไทย ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 1 ล้านราย โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่การเข้าถึงบริการรักษาพยาบาลมีจำกัด หากสามารถฟื้นฟูระบบฟอกไตฟรีได้จริงภายใน 2 เดือนตามที่ตั้ง KPI จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวผู้ป่วยได้มหาศาล ส่งผลให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นและลดอัตราการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับโรคไต

จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข พบว่าปีละมีผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้ายใหม่กว่า 20,000 ราย และการฟอกไตแต่ละครั้งมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 2,000-3,000 บาท หากนโยบายนี้สำเร็จ จะเป็น Quick Win ที่แท้จริงสำหรับรัฐบาลชุดปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม การตั้งเป้าภายใน 2 เดือนอาจเป็นความท้าทายใหญ่ เนื่องจากต้องปรับโครงสร้างระบบโรงพยาบาล เพิ่มบุคลากร และจัดสรรงบประมาณอย่างรวดเร็ว

  • ข้อดีของนโยบาย: ลดค่าใช้จ่ายผู้ป่วย สร้างความเท่าเทียมในการรักษา
  • ความท้าทาย: เวลาจำกัด 2 เดือน ต้องประสานงานข้ามกระทรวง
  • ผลกระทบทางสังคม: เสริมภาพลักษณ์รัฐบาลด้านสาธารณสุข

นอกจากนี้ “พัฒนา” ปัดให้ความเห็น “อนุทิน” ตั้ง KPI ฟื้นฟอกไตฟรีใน 2 เดือน ขู่ยึดเก้าอี้ ยังเชื่อมโยงกับการอภิปรายอื่นๆ ในสภา เช่น การยืมคำพูดของทักษิณ ชินวัตร เพื่อเหน็บแนมฝ่ายค้าน และกำหนดกรอบเวลา 4 เดือนสำหรับนโยบายสำคัญ ซึ่งรวมถึงการยุบสภาภายในเดือนมกราคม 2569 สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์ทางการเมืองที่ผสมผสานระหว่างนโยบายประชานิยมและการบริหารจัดการ

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข นโยบายดังกล่าวหากทำได้จริงจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ แต่ต้องระวังเรื่องคุณภาพบริการที่อาจลดลงหากรีบร้อนเกินไป ประชาชนควรติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่านโยบายนี้ไม่ใช่แค่คำมั่นสัญญาในสภา

สุดท้ายแล้ว การที่นายพัฒนาเลือกที่จะไม่ให้ความเห็น อาจเป็นกลยุทธ์ในการหลีกเลี่ยงการโต้เถียงที่อาจทำให้เกิดความขัดแย้งภายในรัฐบาล แต่ในทางกลับกัน มันก็กระตุ้นให้เกิดการถกเถียงในสังคมมากขึ้น หากคุณเป็นผู้ป่วยไตหรือมีญาติที่ได้รับผลกระทบ สามารถติดตามข่าวสารและแสดงความเห็นผ่านช่องทางของรัฐบาลเพื่อผลักดันนโยบายนี้ให้เกิดผลจริง

ที่มา – “พัฒนา” ปัดให้ความเห็น “อนุทิน” ตั้ง KPI ฟื้นฟอกไตฟรีใน​ 2 เดือน​ ขู่ยึดเก้าอี้

“จุรินทร์” ชี้ รัฐบาลอนุทิน “หนูตกถังข้าวสาร”

ในวันที่ 29 กันยายน 2568 ที่รัฐสภา นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวอภิปรายต่อที่ประชุมอย่างน่าสนใจ โดยชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังอยู่ในสถานะ “หนูตกถังข้าวสาร” จากการที่ได้เก้าอี้รัฐมนตรีแบ่งกันเหลือเฟือ และมีงบประมาณพร้อมใช้ทันที นายจุรินทร์ ยังบอกว่านายกรัฐมนตรี “นายแน่มาก” ที่กล้าตั้งรัฐมนตรีบางคน ซึ่งรัฐบาลชุดที่แล้วยังไม่กล้าตั้งด้วยซ้ำ

“จุรินทร์” ชี้ รัฐบาลอนุทิน “หนูตกถังข้าวสาร” บอกแน่มากกล้าตั้ง รมต.

นายจุรินทร์ เริ่มต้นด้วยการยินดีกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายอนุทินและคณะรัฐมนตรีทั้งหมด โดยมองว่านี่คือ “นโยบายควิกวิน” ที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่ยังไม่แถลงนโยบายเสียด้วยซ้ำ พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะฝ่ายค้าน จะทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเป็นกลาง ไม่มีอคติหรือความแค้นใดๆ แต่จะค้านตามเนื้อผ้าเพื่อประโยชน์ของประชาชน ร่วมกับพรรคร่วมฝ่ายค้านทุกพรรค

นโยบายรัฐบาลชุดนี้มี 7 หน้า 5 หมวด ซึ่งเขียนกว้างๆ เหมือนมหาสมุทร ไม่เฉพาะเจาะจงมากนัก เพราะเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจที่วางรากฐานไว้สำหรับอนาคต แต่สิ่งที่น่าสะดุดใจคือ นโยบายหาเสียงก่อนเลือกตั้งหลายเรื่องหายตัวไปจากนโยบายนี้ ทำให้ต้องตั้งคำถามและข้อเสนอแนะเพื่อประโยชน์ภาพรวม

ดักทางรัฐบาล ไม่ใช่ 3 ข้อจำกัด แต่มี 4 แต้มต่อ

ประเด็นแรกที่นายจุรินทร์ชี้ให้เห็นคือ คำตัดพ้อของรัฐบาลในนโยบายหน้าที่ 2 ที่ระบุข้อจำกัด 3 ข้อ ได้แก่ เวลาจำกัด ไม่ได้จัดทำงบประมาณ และเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยหรือ “รัฐบาลเป็ดง่อย” จากการเมืองที่พิสดาร รัฐบาลนี้โทษใครไม่ได้เพราะเลือกทางนี้เอง นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นนักธุรกิจ คงคำนวณแล้วว่าคุ้มค่า เพราะแลกกับตำแหน่งนายกฯ และการจัดตั้งรัฐบาล ฝ่ายหนึ่งได้นายกฯ อีกฝ่ายได้ยุบสภาและแก้รัฐธรรมนูญ

ถึงเวลาจะเป็นข้อจำกัด แต่รัฐบาลนี้อาจอยู่ได้ถึง 9 เดือน ไม่ใช่แค่ 4 เดือน นายจุรินทร์มองว่ามี 4 แต้มต่อมากกว่า: 1. ผู้ที่ลงคะแนนให้นายกฯ โดยไม่ขอเก้าอี้รัฐมนตรี ทำให้ “หนูตกถังข้าวสาร” มีเก้าอี้เหลือเฟือ 2. มีงบเหลือปี 2568 กว่า 60,000 ล้านบาท และงบ 2569 อีก 3.78 ล้านล้านบาท รวมงบฉุกเฉิน 98,000 ล้านบาท 3. มีนโยบายสำเร็จรูปจาก MOA 5 ข้อที่ทำได้ทันที 4. เหลือแค่คิดเอง 3 เรื่อง คือ นโยบายแถลง การจัดครม. และการทำให้สำเร็จ MOA อาจลืมปัญหาประชาชน แต่ไม่มีผลผูกพันรัฐสภา

ชม รมต.คนนอก ติ โควตา กลุ่มการเมืองหวยล็อก

การจัดคณะรัฐมนตรีเป็นหัวใจสำคัญ เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับนโยบาย ครม.ชุดนี้มีเก้าอี้เหลือเฟือ แบ่งเป็นคนในจากโควตาพรรค และคนนอก นายจุรินทร์ชมว่านายกฯ แน่มากที่กล้าตั้งรัฐมนตรีที่รัฐบาลที่แล้วไม่กล้า เพราะกลัวซ้ำรอยอดีตนายกฯ สำหรับคนนอก หลายตำแหน่งดีเยี่ยม ถูกฝาทุกตัว แต่บางตำแหน่งทำให้ครม.กระดำกระด่าง นายกฯ คงรู้ในใจ จากการเปิดตัวคนนอกเกือบทุกคน แต่บางตำแหน่งทำลับๆ ล่อๆ จนสุดท้ายหวยล็อกออกมา

สำหรับนโยบาย 7 หน้า 5 หมวด นายจุรินทร์ติง 6 ประเด็นหลัก: 1. โจทย์ประเทศลืมภัยที่ 5 คือคอร์รัปชั่นซึ่งเป็นต้นตอ 2. แก้รัฐธรรมนูญ ถ้าศาลให้แก้ทั้งฉบับแต่ไม่แตะหมวด 1-2 รัฐบาลจะสนับสนุนไหม และมาตรา 60 เรื่องคุณสมบัติซื่อสัตย์ ถ้ากลับหลังหน้ากาก รัฐบาลจะสนับสนุนหรือไม่ 3. ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา จะเอาของที่เสียไปคืนยังไง จัดการบ่อนเขมรล้ำแดนอย่างไร และ MOU 43 หรือ 44 จะทำประชามติเมื่อไหร่ 4. เกษตรกร 9 เดือนพอคลายทุกข์ไหม นโยบายข้าวเกวียน 12,000 บาท มัน 4 บาท/กก. หายไป ต้องจัดการราคาข้าว มันสำปะหลัง ปาล์ม ข้าวโพด ผลไม้ที่ตกต่ำ

5. รักษานิติธรรมเคร่งครัด เจ้าพนักงานใช้กฎหมายเพื่อการเมืองผิดวินัยและอาญา รัฐบาลจะจัดการเด็ดขาดไหม รวมถึงกรมราชทัณฑ์และ DSI ที่ค้างคดีนักการเมือง ถ้ายังทำต่อจะผิดนโยบายนี้หรือไม่ 6. ฝาก 5 คาถา: 6.1 อย่าลืมคำถวายสัตย์ อย่าโกง อาวุธมีไว้รบเขมรไม่ใช่ทิ้งก่อนยุบสภา 6.2 อย่าเล่นพรรคเล่นพวกโยกย้ายขรก. ทำลายอนาคตประเทศ 6.3 อย่าเลือกปฏิบัติ พัฒนาทุกพื้นที่ไม่ใช่แค่ที่เลือกเรา 6.4 อย่าลุแก่อำนาจซ้ำรอยอดีต 6.5 อย่าแทรกแซงยุติธรรม เป็นของแสลงยิ่ง ถ้าทำได้ รัฐบาลจะรอด

การอภิปรายของนายจุรินทร์นี้สะท้อนมุมมองฝ่ายค้านที่ต้องการตรวจสอบเพื่อประชาชน หากรัฐบาลนำไปปรับใช้ จะช่วยให้การบริหารมีประสิทธิภาพมากขึ้น คุณคิดว่านโยบายชุดนี้จะแก้ปัญหาประเทศได้จริงหรือไม่ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ

ที่มา – “จุรินทร์” ชี้ รัฐบาลอนุทิน “หนูตกถังข้าวสาร” บอกแน่มากกล้าตั้ง รมต. ที่รัฐบาลที่แล้วยังไม่กล้า

“ชลน่าน” ซัดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 4 เดือนยุบคดี 4 หายนะ

ในวันที่ 29 กันยายน 2568 การประชุมรัฐสภาเรื่องด่วนเรื่องการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สร้างความฮือฮาอย่างมาก เมื่อนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย อภิปรายอย่างดุเดือดในฐานะผู้กล่าวคนที่ 2 ต่อจากผู้นำฝ่ายค้าน โดยหัวข้อหลักคือ “ชลน่าน” ซัดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 4 เดือนยุบคดี 4 หายนะ หวั่นประเทศถูกแช่แข็ง ซึ่งชี้ให้เห็นถึงปัญหาที่อาจนำไปสู่หายนะของชาติ

“ชลน่าน” ซัดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 4 เดือนยุบคดี 4 หายนะ

นายแพทย์ชลน่าน เริ่มต้นการอภิปรายด้วยภาพรวมนโยบายรัฐบาลทั้ง 4 ด้าน ในกรอบเวลาเพียง 4 เดือน ที่ไม่เพียงแต่ไม่นำไปสู่ทางออกของประเทศ แต่ยังกลายเป็นปัญหาใหญ่โต เขาเปรียบเสมือน “4 หายนะ” ที่จะทำให้ประเทศไทยถูกแช่แข็งต่อไป โดยเฉพาะในด้านประชาธิปไตยไทย รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยเคยพูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตลอด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับเป็นแค่สัญญาลมปาก นายแพทย์ชลน่าน เรียกร้องให้พรรคประชาชนที่ร่วมเซ็น MOU ผลักดันให้รัฐบาลจริงจัง โดยเฉพาะการทำให้วุฒิสภา (สว.) สนับสนุนการแก้ไข หากไม่ทำ ประเทศไทยจะยังคงถูกแช่แข็ง ไม่สามารถก้าวหน้าต่อไปได้

หวั่นประเทศถูกแช่แข็งจากระบบเลือก สว. ชุดใหม่

ประเด็นที่สองที่นายแพทย์ชลน่านชี้ให้เห็น คือระบบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) แบบใหม่ที่ใช้ครั้งเดียวในปี 2567 ซึ่งกลายเป็นต้นตอปัญหาใหญ่ ระบบนี้เปิดช่องให้มีการนัดแนะ ตกลง แลกเปลี่ยนคะแนนระหว่างผู้สมัครได้โดยไม่ผิดกฎหมาย ส่งผลให้เกิดกลุ่ม “สว.สีน้ำเงิน” ที่ลงมติไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะประเด็นที่สอดคล้องกับพรรคภูมิใจไทย แสดงถึงเครือข่ายการเมืองที่เหนียวแน่น นอกจากนี้ การไต่สวนของ DSI และ กกต. พบผู้เกี่ยวข้อง 229 คน โดย 91 คนเป็นกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยและผู้ใกล้ชิด หากสอบสวนเสร็จ กกต. สามารถยื่นศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคได้ นี่คือหายนะต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยไทย ทำให้ประชาชนไม่เชื่อมั่นว่านโยบายจะไม่ใช่แค่ลมปาก

นอกจากนี้ นายแพทย์ชลน่านยังตั้งข้อสังเกตถึงความโปร่งใสและหลักนิติธรรม โดยชี้ว่ารัฐบาลมีฐานที่มั่นในบุรีรัมย์ ใช้เครือข่ายท้องถิ่นมากกว่าความสามารถ เขาตั้งฉายารัฐบาลนี้ว่า “อนุวิน-เนทิน-หนูเน” ซึ่งสะท้อนปัญหาการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี เช่น ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่มีประวัติคดียาเสพติดในออสเตรเลีย แม้ศาลตีความไม่ขาดคุณสมบัติ แต่สังคมยังตั้งคำถามจริยธรรม นโยบายประกาศชัดแต่การกระทำขัดแย้ง รวมถึงคดีที่ดินเขากระโดงและคดีฮั้ว สว. ที่ยังค้างคา รัฐบาลแบบนี้จะบริหารประเทศได้อย่างไร?

ประการที่สาม คือการขาดความสามารถในการบริหาร โดยปัญหาหลายอย่างที่รัฐบาลประกาศแก้ คือปัญหาที่ตัวเองเคยละเลย เช่น นายอนุทินที่เคยถูกเรียกว่า Cannabis King จากการปลดล็อกกัญชาเพื่อการแพทย์ แต่กลับกลายเป็นการใช้สันทนาการแพร่หลาย กฎหมายควบคุมล่าช้า ช่องโหว่เยอะ ขาดการคุ้มครองเยาวชน สร้างปัญหาสังคมและสาธารณสุขที่ต้องแก้ไขต่อเนื่อง

ประการสุดท้าย หายนะทางโอกาสของประชาชน โครงการดีๆ อย่างบ้านเพื่อคนไทย ODOS ดอกเบี้ย 19% Financial Hub ถูกหยุดชะงัก รวมถึงนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายที่ลดความเหลื่อมล้ำและเชื่อมโอกาสเศรษฐกิจ ถ้าหยุด ประชาชนจะแบกต้นทุนสูงขึ้น ขัดกับหลักลดค่าครองชีพ นโยบายที่ประกาศไว้ไม่ใช่ทางออก แต่เป็นการจัดวางอำนาจเพื่อสืบทอด 4 เดือนนี้สำหรับประชาชนคือเวลาที่สูญเสีย เศรษฐกิจชะลอ รายได้ไม่พอ คุณภาพชีวิตไม่ดีขึ้น

การอภิปรายของนายแพทย์ชลน่านจบลงในเวลา 10.50 น. โดยทิ้งคำถามว่ารัฐบาลนี้จะวาดภาพอนาคตมั่นคงให้ประชาชนได้หรือไม่ สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าประชาชนควรติดตามและมีส่วนร่วมในการตรวจสอบนโยบาย เพื่อให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้า

คุณคิดอย่างไรกับการอภิปรายนี้? แชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อร่วมกันสร้างประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง

ที่มา – “ชลน่าน” ซัดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 4 เดือนยุบคดี 4 หายนะ หวั่นประเทศถูกแช่แข็ง

“อนุทิน” นำทีมแถลงนโยบายรัฐบาล ยึด 3 หลักสำคัญ

“อนุทิน” นำทีมแถลงนโยบายรัฐบาล ยึด 3 หลักสำคัญ หวังแก้ปัญหาเร่งด่วนประเทศ เป็นหัวข้อที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในขณะนี้ โดยเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมกันเพื่อพิจารณาเรื่องด่วน โดยมีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ทำหน้าที่ประธานการประชุม นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้นำคณะรัฐมนตรีเข้าพบเพื่อแถลงนโยบายสำคัญของรัฐบาล โดยยึดหลักการบริหารราชการแผ่นดินที่ชัดเจน

“อนุทิน” นำทีมแถลงนโยบายรัฐบาล ยึด 3 หลักสำคัญ

ในการแถลงครั้งนี้ นายอนุทินได้เน้นย้ำถึงหลักสำคัญ 3 ประการที่รัฐบาลจะยึดถือในการบริหารประเทศ ได้แก่ 1. การพิทักษ์รักษาสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ 2. การยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และ 3. การยึดมั่นหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และการบริหารราชการบนพื้นฐานธรรมาภิบาล รัฐบาลตระหนักดีถึงสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะผลกระทบจากภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของประเทศลดลง

ด้วยข้อจำกัดเรื่องเวลา งบประมาณที่ไม่ได้จัดทำเอง และสถานะรัฐบาลเสียงข้างน้อย รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเร่งแก้ปัญหาเร่งด่วน เช่น ภัยเศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคม และสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการวางรากฐานเพื่อพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน สร้างระบบเศรษฐกิจโปร่งใส มั่นคง และสงบสุข นอกจากนี้ รัฐบาลยังสนับสนุนการจัดทำประชามติ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยรับฟังเสียงประชาชนและสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

นโยบายเศรษฐกิจและสังคมหลัก

นายอนุทินได้กล่าวถึงนโยบายสำคัญที่มุ่งแก้ปัญหาเร่งด่วน เพื่อคืนความเชื่อมั่นและความสุขให้ประชาชน โดยแบ่งเป็นด้านต่างๆ ดังนี้ ในด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลจะสร้างรายได้ ลดรายจ่ายให้ประชาชนในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าพลังงาน ค่าน้ำสะอาด ค่าโดยสาร เพื่อเพิ่มกำลังซื้อ จัดโครงการคนละครึ่ง บริหารราคาสินค้าเกษตรให้เหมาะสม พร้อมเสริมสร้างรายได้และความสามารถแข่งขันให้ผู้ค้ารายย่อยและผู้ประกอบการ

สำหรับปัญหาหนี้สิน จะแก้ไขหนี้ภาคประชาชนรายบุคคลไม่เกิน 1 แสนบาท ลดการติดกับดักหนี้ เพิ่มสภาพคล่องให้ SMEs ไม่เกิน 1 ล้านบาท และช่วยเหลือผู้มีวินัยชำระหนี้เข้าถึงแหล่งทุน นอกจากนี้ ยังเพิ่มโอกาสการออมให้ประชาชนรายย่อย ฟื้นความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวด้วยความปลอดภัยและปราบปรามการฉ้อโกง เร่งแก้ผลกระทบสงครามการค้า จัดตั้งทีมไทยแลนด์ยกระดับ FTA เปิดตลาดใหม่ ดูแลเกษตรกรที่ได้รับผลจากภาษีสหรัฐฯ และสร้างสภาพแวดล้อมการลงทุนที่เอื้ออำนวย

  • ด้านความมั่นคง: แก้พิพาทไทย-กัมพูชาด้วยสันติภาพ รักษาอธิปไตยชายแดน ใช้การเจรจาทางการทูต และจัดประชามติยกเลิก MOU
  • ด้านสังคม: ปราบพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบ แก้ พ.ร.บ.การพนัน ลดการอนุญาต ขจัดทุจริต ร่วมมือ ป.ป.ช. พิทักษ์ศาสนา
  • ด้านสิ่งแวดล้อม: ติดตั้งระบบเตือนภัย เยียวยาผู้ประสบภัย อนุรักษ์ทรัพยากร จัดการน้ำ พลังงานสะอาด ยานยนต์ไฟฟ้า

ในด้านการบริหารภาครัฐ จะปฏิรูปกฎหมาย พัฒนารัฐบาลดิจิทัล เชื่อมโยงระบบ เสนอร่างกฎหมายยกระดับการบริหาร บูรณาการหน่วยงาน รัฐ เอกชน ประชาชน ยกเลิกกฎหมายอุปสรรค

รัฐบาลยังผลักดันยุทธศาสตร์ชาติ 6 ด้าน เช่น สิทธิการศึกษา สาธารณสุข ปฏิรูปการศึกษา พัฒนาสุขภาพ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่มูลค่า เกษตรอัจฉริยะ SMEs ทันโลก อุตสาหกรรมใหม่ โครงสร้างพื้นฐาน โครงการพระราชดำริ

รัฐบาลมุ่งมั่นบริหารด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ยึดประโยชน์ชาติ สร้างความเชื่อมั่นการคลัง โปร่งใส ประสิทธิภาพ ภายใต้วินัยการเงิน เน้นงบ 2569 อย่างรอบคอบ เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า วางรากฐานยั่งยืน นำประชาชนสู่ความอยู่ดีมีสุข

การแถลงนโยบายครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน หากประชาชนมีส่วนร่วม รัฐบาลจะสามารถขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลองติดตามและสนับสนุนนโยบายเหล่านี้เพื่ออนาคตที่ดีกว่า

ที่มา – “อนุทิน” นำทีมแถลงนโยบายรัฐบาล ยึด 3 หลักสำคัญ หวังแก้ปัญหาเร่งด่วนประเทศ

ถ่ายทอดสดประชุมรัฐสภา อนุทินแถลงนโยบายรัฐบาล

ถ่ายทอดสดประชุมรัฐสภา อนุทินแถลงนโยบายรัฐบาล

ในวันที่ 29 กันยายน 2568 นี้ ถ่ายทอดสดประชุมรัฐสภา “อนุทิน” นำแถลงนโยบายรัฐบาล ลุยแก้ปัญหา 4 ด้าน กำลังเป็นที่จับตามองของประชาชนทั่วประเทศ การประชุมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งจะนำคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและคืนความสุขให้กับพี่น้องประชาชนไทย

การถ่ายทอดสดประชุมรัฐสภา จะเริ่มต้นตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป ในวาระพิเศษตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยกำหนดกรอบการแถลงและอภิปรายไว้ 2 วัน คือ 29-30 กันยายน 2568 หลังจากที่นายอนุทินและคณะรัฐมนตรีได้เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา นโยบายที่แถลงมีทั้งหมด 7 หน้า เน้นการแก้ไขปัญหาหลัก 4 ด้าน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

ถ่ายทอดสดประชุมรัฐสภา “อนุทิน” นำแถลงนโยบายรัฐบาล ลุยแก้ปัญหา 4 ด้าน

รัฐบาลชุดใหม่ภายใต้นายอนุทิน มุ่งเน้นนโยบายที่ตอบโจทย์ปัญหาเร่งด่วนของชาติ โดยเริ่มจากการประชุมรัฐสภาที่ถ่ายทอดสดให้ประชาชนติดตามได้ทั่วประเทศ คำแถลงนโยบายนี้ไม่เพียงแต่เป็นพิธีการ แต่ยังเป็นแผนงานชัดเจนที่จะนำไปปฏิบัติจริง เพื่อลดความเดือดร้อนและสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับทุกภาคส่วน

นโยบายเศรษฐกิจ: ลดค่าครองชีพ สร้างความเข้มแข็ง

ด้านแรกที่รัฐบาลให้ความสำคัญคือ นโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งมุ่งลดค่าครองชีพและรายจ่ายของประชาชน โดยโครงการเด่นอย่าง “คนละครึ่งพลัส” จะถูกขยายเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในชุมชน ส่งเสริมพลังงานทดแทนเพื่อลดค่าไฟฟ้าและน้ำมัน ลดต้นทุนการขนส่งและการเดินทาง นอกจากนี้ ยังแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ โดยควบคุมราคาให้สมเหตุสมผล ลดต้นทุนการผลิต และป้องกันสินค้าลักลอบนำเข้าที่กระทบเกษตรกรไทย การดำเนินการเหล่านี้จะช่วยให้เศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็ง ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น และลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำในสังคม

นโยบายความมั่นคงและการต่างประเทศ: รักษาอธิปไตย

สำหรับ นโยบายความมั่นคงและการต่างประเทศ รัฐบาลจะผสานมาตรการทางการทูตกับกำลังทหาร เพื่อปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ โดยเฉพาะกรณีพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา การเจรจาแบบสองฝ่ายจะถูกเร่งรัด เพื่อหาทางออกที่ยั่งยืน ขณะเดียวกัน จะเสริมสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านและนานาชาติ เพื่อดึงดูดการลงทุนและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ นโยบายนี้จะช่วยรักษาความสงบสุขบริเวณชายแดน และเพิ่มน้ำหนักในการทูตของไทยบนเวทีโลก

นโยบายแก้ภัยพิบัติ: ช่วยเหลือทันใจ

ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในประเทศไทย ทำให้ นโยบายแก้ภัยพิบัติและช่วยเหลือประชาชน เป็นหัวใจสำคัญ รัฐบาลจะปรับปรุงระบบเตือนภัยให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น แอปพลิเคชันแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ และเพิ่มงบประมาณสำหรับมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ทุกขั้นตอนจะโปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อให้ความช่วยเหลือถึงมือผู้เดือดร้อนอย่างรวดเร็วและ公平 การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานป้องกันภัย เช่น เขื่อนและระบบระบายน้ำ จะลดความเสียหายในอนาคต และสร้างความมั่นใจให้ประชาชน

นโยบายป้องกันปัญหาสังคม: กวาดล้างอาชญากรรม

สุดท้าย นโยบายป้องกันปัญหาสังคมและอาชญากรรม จะปราบปรามยาเสพติด การพนันออนไลน์ และเครือข่ายสแกมเมอร์อย่างจริงจัง โดยใช้กำลังตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมมือกัน สำหรับเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ จะห้ามมีคาสิโนเด็ดขาด เพื่อป้องกันการฟอกเงินและปัญหาสังคมที่ตามมา นอกจากนี้ จะส่งเสริมการศึกษาและกิจกรรมชุมชนเพื่อป้องกันเยาวชนจากโทษภัยเหล่านี้ สร้างสังคมที่ปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นโยบายทั้ง 4 ด้านนี้ ถือเป็นรากฐานสำคัญที่รัฐบาลอนุทินตั้งใจจะขับเคลื่อน โดยคาดว่าจะเห็นผลลัพธ์ในระยะสั้นเพื่อคืนความเชื่อมั่นให้ประชาชน อย่างไรก็ตาม การประสบความสำเร็จขึ้นอยู่กับการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน หากคุณสนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถอ่านคำแถลงนโยบายรัฐบาลอนุทินฉบับเต็มได้เลย

ติดตามการถ่ายทอดสดประชุมรัฐสภา และแสดงความคิดเห็นของคุณในช่องคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้เราได้รู้ว่าประชาชนคาดหวังอะไรจากนโยบายเหล่านี้บ้าง ร่วมกันสร้างประเทศไทยที่ยั่งยืน

ที่มา – ถ่ายทอดสดประชุมรัฐสภา “อนุทิน” นำแถลงนโยบายรัฐบาล ลุยแก้ปัญหา 4 ด้าน

Scroll to top