คําแถลงนโยบายรัฐบาล

“พริษฐ์” ยัน ปชน.พร้อมจับตานโยบายหาเสียง จี้เดินหน้าประชามติ แก้รธน.

“พริษฐ์” ยัน ปชน.พร้อมจับตานโยบายหาเสียง จี้เดินหน้าประชามติ แก้รธน.

ในสถานการณ์การเมืองที่ตึงเครียดของประเทศไทย รัฐบาลชุดปัจจุบันซึ่งมีอายุเพียง 4 เดือนกำลังเผชิญกับการตรวจสอบอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะจากฝ่ายค้านที่ไม่ยอมให้เกิดความเสียหายระยะยาว นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อจากพรรคประชาชน ได้ออกมาแถลงและอภิปรายอย่างหนักแน่นในที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 โดยย้ำยันว่า “พริษฐ์” ยัน ปชน.พร้อมจับตานโยบายหาเสียง จี้เดินหน้าประชามติ แก้รธน. เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงและยั่งยืนสำหรับประชาชน

“พริษฐ์” ยัน ปชน.พร้อมจับตานโยบายหาเสียง จี้เดินหน้าประชามติ แก้รธน.

นายพริษฐ์ได้วิเคราะห์ถึงความเสี่ยงของรัฐบาลที่อาจอยู่สั้นแต่สร้างความเสียหายยาวนาน โดยเตือนว่ารัฐบาลไม่ควรดำเนินการที่เป็นการ “ขายของ ขายฝัน ขายสมบัติชาติ” ซึ่งมุ่งหวังเพียงคะแนนนิยมในการหาเสียงเลือกตั้งมากกว่าการแก้ปัญหาให้กับประเทศชาติ เขาย้ำถึงความสำคัญของข้อตกลง MOU (MOA) ระหว่างพรรคประชาชนกับพรรครัฐบาลในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเรียกร้องให้รัฐบาลเดินหน้าประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยด่วน เพื่อฟื้นฟูประชาธิปไตยที่ถดถอยมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2560 บังคับใช้

ปัญหาหลักที่นายพริษฐ์ชี้ให้เห็นคือการที่รัฐธรรมนูญปัจจุบันทำให้สถาบันทางการเมืองขาดการยึดโยงกับประชาชน เช่น ส.ส.ที่ย้ายพรรคโดยไม่ขออนุญาตประชาชน หรือการที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 9 คนมีอำนาจชี้ขาดนโยบายและการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี ซึ่งขัดแย้งกับหลักประชาธิปไตย พรรคประชาชนจึงพร้อมจับตาการนำเงินภาษีประชาชนมาหาเสียงล่วงหน้า โดยเฉพาะโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่อาจใช้งบประมาณปี 2569 เกือบทั้งหมดภายใน 4 เดือน

3 สงครามที่รัฐบาลต้องแก้ด่วน

ในการอภิปราย นายพริษฐ์ได้สรุปปัญหาหลักที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข โดยแบ่งเป็น 3 สงครามใหญ่ที่กระทบต่อประชาชนโดยตรง ดังนี้

  • สงครามเศรษฐกิจ: รัฐบาลต้องกระตุ้นให้ประชาชนมีกินมีใช้จริง ไม่ใช่แค่โครงการคนละครึ่งพลัสที่ดึงยอดขายจากร้านนอกโครงการมาสู่ในโครงการ แต่ควรมีเงื่อนไขที่เพิ่มการบริโภคโดยรวมของเศรษฐกิจ เพื่อให้เงินไหลเวียนและสร้างรายได้ให้ประชาชนอย่างยั่งยืน
  • สงครามการค้าระหว่างประเทศ: ต้องพยุงผู้ประกอบการไทยให้ลืมตาอ้าปากท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยแก้ปัญหาสินค้าสวมสิทธิด้วยฐานข้อมูลจริงจากภาคเอกชน และดำเนินมาตรการป้องกันการทุ่มตลาดที่เข้าถึงได้ทุกอุตสาหกรรม เพื่อปกป้องเศรษฐกิจฐานราก
  • สงครามชายแดนไทย-กัมพูชา: เร่งคืนความปกติและความปลอดภัยให้ประชาชนชายแดน โดยทลายกระเป๋าสตางค์และความชอบธรรมของผู้นำกัมพูชาผ่านการปราบปรามธุรกิจสีเทาที่หล่อเลี้ยงเครือข่ายดังกล่าว รวมถึงการจัดการ MOU ไทย-กัมพูชาให้มีผลจริง ไม่ใช่แค่กระดาษ

นอกจากนี้ นายพริษฐ์ยังกังวลว่ารัฐบาลอาจก่อความเสียหายที่แก้ไขไม่ได้ เช่น การขายสมบัติชาติ โดยเฉพาะกรณีเขากระโดงที่กรมที่ดินกำลังตรวจสอบ พรรคประชาชนจะจับตาการออกโฉนดโดยมิชอบที่ ป.ป.ช. ชี้แล้ว เช่น แปลงที่ดิน 3466 และ 8564 ในบุรีรัมย์ และเรียกร้องให้การรถไฟแห่งประเทศไทยฟ้องศาลยุติธรรมเพื่อเพิกถอนทันที

สำหรับประเด็นรัฐธรรมนูญ นายพริษฐ์ย้ำว่าไม่คาดหวังให้เสร็จภายใน 4 เดือน แต่ต้องการให้รัฐบาลยืนยันโรดแม็ปชัดเจน เช่น จัดประชามติรอบแรกพร้อมเลือกตั้ง โดยรวมคำถาม 2 ข้อ: 1) เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และ 2) เห็นด้วยกับร่างแก้ไขหมวด 15/1 หรือไม่ พรรครัฐบาลต้องผลักดันให้ผ่านวาระที่ 1 ภายใน 14-15 ตุลาคม พิจารณาวาระ 2-3 ภายในธันวาคม และเตรียมประชามติหลังปีใหม่ก่อนยุบสภาเดือนมกราคม

นอกจากนี้ รัฐบาลต้องสนับสนุนโมเดล สสร. (สภาปฏิรูปแห่งชาติ) ที่มีส่วนร่วมของประชาชน ไม่ว่าคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร เพื่อป้องกันการฮั้วและการกินรวบอำนาจ ““พริษฐ์” ยัน ปชน.พร้อมจับตานโยบายหาเสียง จี้เดินหน้าประชามติ แก้รธน.” จึงเป็นจุดยืนที่ชัดเจนของพรรคประชาชนในการปกป้องผลประโยชน์ประชาชน

ในมุมมองของผู้เขียน การเมืองไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ หากรัฐบาลไม่ฟังเสียงฝ่ายค้านและเดินหน้าปฏิรูปจริง ประชาชนอาจต้องเผชิญวิกฤตยาวนานยิ่งขึ้น เราในฐานะประชาชนควรติดตามและมีส่วนร่วมในการผลักดันประชามติ เพื่อให้ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญที่สะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง ลองคิดดูสิว่าถ้าเราไม่ทำตอนนี้ โอกาสครั้งนี้จะหลุดลอยไปอีกนานแค่ไหน?

ที่มา – “พริษฐ์” ยัน ปชน.พร้อมจับตานโยบายหาเสียง จี้เดินหน้าประชามติ แก้รธน.

“ธรรมนัส” ซัดกลับ “อนุสรณ์” อภิปรายขุดเรื่องเก่า

“ธรรมนัส” ซัดกลับ “อนุสรณ์” อภิปรายขุดเรื่องเก่า ปูดเคยแอบขอซบพรรคกล้าธรรม

ในวันที่ 30 กันยายน 2568 เกิดเหตุการณ์ดราม่าทางการเมืองที่น่าสนใจ เมื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลุกขึ้นชี้แจงและโต้กลับการอภิปรายของ นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ซึ่งขุดคุ้ยเรื่องเก่าเกี่ยวกับคุณสมบัติรัฐมนตรี เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทำให้สังคมการเมืองต้องจับตามอง โดยเฉพาะการที่ “ธรรมนัส” เผยว่านายอนุสรณ์เคยแอบมาขอซบพรรคกล้าธรรมมาก่อน

“ธรรมนัส” ซัดกลับ “อนุสรณ์” อภิปรายขุดเรื่องเก่า ปูดเคยแอบขอซบพรรคกล้าธรรม

การอภิปรายครั้งนี้เริ่มต้นจากนายอนุสรณ์ที่ตั้งคำถามถึงคุณสมบัติของรัฐมนตรีบางคน โดยเฉพาะที่รัฐบาลก่อนไม่กล้าตั้ง แต่รัฐบาลปัจจุบันกลับตั้งเป็นรองนายกฯ สองคน ร.อ.ธรรมนัส ไม่ยอมนิ่งเฉย ได้ตอบโต้อย่างดุเดือด โดยระบุว่าสิ่งที่นายอนุสรณ์พูดถึงเป็นเรื่องเก่าที่ไม่มีน้ำหนัก และยังปูดว่าเคยมีครั้งหนึ่งที่นายอนุสรณ์มาหาตนเพื่อขอร่วมอุดมการณ์ในพรรคกล้าธรรม โดยตอนนั้นนายอนุสรณ์ชื่นชมนายงานของตนและบอกว่าอยู่พรรคเดิมไม่มีความสุข อยากมาร่วมด้วย

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวด้วยน้ำเสียงประชดว่า “วันนั้นกับวันนี้ต่างกันราวฟ้ากับดิน ไม่เข้าใจว่าเช้านี้ตื่นมากินยาผิดประเภทหรือไม่” และยังขู่ด้วยว่า หากนายอนุสรณ์พูดจาพาดพิงต่อไป จะเจอกันที่สถานีพะเยา เพราะคดีความกำลังดำเนินอยู่ที่นั่นกว่า 200 คดี นอกจากนี้ ยังย้ำว่าตนผ่านการตรวจสอบมาหมดแล้ว รวมถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจหลายครั้ง แต่ก็ได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ต่อไป เรื่องจริยธรรมก็ชัดเจนจากศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยแล้วว่าไม่ผิดต้องห้าม

ประเด็นขุดเรื่องเก่าและการขู่ฟ้องกลับ

ในส่วนของวลีเก่าที่นายอนุสรณ์นำมาอ้าง ร.อ.ธรรมนัส ชี้ว่าถูกตัดทอนเพื่อให้ฟังสนุกปากเท่านั้น และขอให้หยุดเอาเรื่องเก่ามาเป็นประเด็น หากมีข้อสงสัยให้คุยกันส่วนตัวได้ แต่หากไปขยายความนอกสภา แม้มีเอกสิทธิ์คุ้มครอง ก็พร้อมฟ้องร้องให้ถึงที่สุด โดยเจอกันที่พะเยาแน่นอน นี่คือการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนของ “ธรรมนัส” ที่ไม่ยอมให้ถูกโจมตีโดยง่าย

ขณะเดียวกัน นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็ลุกขึ้นชี้แจงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ SKYY9 โดยยืนยันว่าอำนาจรัฐมนตรีแรงงานไม่ได้ล่วงลูกการลงทุน ซึ่งเป็นหน้าที่ของบอร์ดประกันสังคม และหากใครทำผิดต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบทั้งหมด นายสุชาติ ยังน้อมรับทุกข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับตน และอยากให้เรื่องนี้จบลงเสียที เพราะปัจจุบันบอร์ดลงทุนประกันสังคมไม่มีใครกล้าที่จะเข้ามารับตำแหน่ง เนื่องจากกลัวถูกตรวจสอบ แม้จะได้เบี้ยประชุมเพียงไม่กี่พันบาท

การโต้กลับของนายอนุสรณ์

ฝั่งนายอนุสรณ์ ไม่ยอมแพ้ ได้ใช้สิทธิ์พูดโต้ โดยย้ำว่าการอภิปรายของตนไม่ได้กล่าวหาใคร เพียงแต่ตั้งคำถามเพื่อให้ประชาชนและสมาชิกรัฐสภาตัดสินใจเอง และขอบคุณคำชี้แจงของนายสุชาติ สำหรับประเด็นกับร.อ.ธรรมนัส นายอนุสรณ์ ชี้ว่าการสนทนาที่เกิดขึ้นในอดีตเป็นเพียงการพูดคุยเรื่องนโยบายรัฐบาลเท่านั้น ไม่ใช่การขอซบพรรค และขออภัยหากทำให้เข้าใจผิด

นายอนุสรณ์ ยังยืนยันจุดยืนของตนอย่างหนักแน่นว่า “อนุสรณ์เสื้อแดงย่อมแรงฤทธิ์ ไม่เคยคิดจะโยกย้ายไปแห่งไหน อยู่ที่นี่คือพรรคดีประชาธิปไตย อยู่เพื่อไทยเพราะหัวใจคือประชาชน” ซึ่งเป็นการแสดงความจงรักภักดีต่อพรรคเพื่อไทยอย่างชัดเจน

เหตุการณ์ “ธรรมนัส” ซัดกลับ “อนุสรณ์” อภิปรายขุดเรื่องเก่า ปูดเคยแอบขอซบพรรคกล้าธรรม นี้ สะท้อนถึงความขัดแย้งในสภาที่ยังคงรุนแรง แม้จะผ่านการเลือกตั้งใหม่แล้ว แต่ประเด็นเก่าๆ ยังถูกนำมาอภิปรายเพื่อตรวจสอบอำนาจรัฐบาล นอกจากนี้ ยังแสดงให้เห็นถึงการเมืองที่เต็มไปด้วยการโต้เถียงและการขุดคุ้ยอดีต ซึ่งอาจส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลในอนาคต

จากมุมมองของผู้วิเคราะห์ การอภิปรายเช่นนี้เป็นส่วนสำคัญของประชาธิปไตย์ ที่ช่วยให้เกิดความโปร่งใส แต่ก็ควรหลีกเลี่ยงการโจมตีส่วนตัว เพื่อให้การเมืองก้าวหน้าต่อไป หากคุณสนใจประเด็นการเมืองไทย ลองติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่อเข้าใจบริบทที่กว้างขึ้น

  • ประเด็นหลัก: การโต้กลับของธรรมนัสต่อการอภิปราย
  • จุดยืนของอนุสรณ์: ยืนยันไม่ย้ายพรรค
  • ผลกระทบ: อาจนำไปสู่คดีความเพิ่มเติม

สุดท้ายนี้ เราคิดว่าการเมืองไทยควรเน้นที่การแก้ปัญหาประชาชนมากกว่าการขุดคุ้ยอดีต คุณคิดเห็นอย่างไร? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย

ที่มา – “ธรรมนัส” ซัดกลับ “อนุสรณ์” อภิปรายขุดเรื่องเก่า ปูดเคยแอบขอซบพรรคกล้าธรรม

นายกฯ ซัด จิราพร พูดเท็จ ไม่มีอังเคิล จี้ถอนผู้ต้องหา

นายกฯ ซัด จิราพร พูดเท็จ ไม่มีอังเคิล จี้ถอนผู้ต้องหา

ในวันที่ 30 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ชี้แจงอย่างดุเดือดต่อการอภิปรายของน.ส.จิราพร สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย ที่กล่าวหาในประเด็น MOA พิสดาร คดีเขากระโดง และฮั้ว สว. นายอนุทินย้ำชัดเจนว่ารัฐบาลนี้ไม่มีอังเคิลหรือความสัมพันธ์ลับใดๆ และจี้ให้ถอนคำว่า “ผู้ต้องหา” ที่ใช้กล่าวหาเขา

“นายกฯ” ซัด “จิราพร” พูดความเท็จ ย้ำรัฐบาลนี้ไม่มีอังเคิล จี้ถอนคำว่า “ผู้ต้องหา”

นายอนุทิน เริ่มต้นด้วยการขอบคุณน.ส.จิราพรในฐานะอดีตรัฐมนตรีที่เคยร่วมรัฐบาลเดียวกัน แต่ชี้ว่าการอภิปรายครั้งนี้เต็มไปด้วยวาทกรรมที่พูดความเท็จ ทำให้ขาดความน่าเชื่อถือ เขาเล่าว่าตนไม่รู้จักผู้นำกัมพูชาในทางส่วนตัว เพิ่งพบสมเด็จฮุน เซน ครั้งแรกในฐานะคณะติดตามน.ส.แพทองธาร ชินวัตร ไปเยือนกัมพูชาเมื่อเดือนเมษายน 2568 ไม่มีเบื้องหลังหรือการตกลงลับใดๆ รัฐบาลนี้ไม่มีอังเคิลอย่างที่กล่าวหา

นายอนุทินเล่าย้อนเหตุการณ์ที่ถูกขอคืนกระทรวงมหาดไทย โดยเพื่อนๆ แจ้งว่ามีการบอกผู้นำกัมพูชาว่าจะปลดเขาออกจากตำแหน่ง แต่สุดท้ายเมื่อ 17 มิถุนายน 2568 พรรคเพื่อไทยขอคืนกระทรวงมหาดไทย และให้เขาไปเป็นรัฐมนตรีสาธารณสุข เขารู้สึกว่ามันคือข้อเสนอที่ให้ปฏิเสธ จึงเสนอให้ออกจากรัฐบาลแทน แต่ได้รับคำตอบว่าต้องการกระทรวงมหาดไทยเพราะใกล้เลือกตั้ง

การตัดสินใจถอนตัวและคลิปเสียงอังเคิล

หลังจากนั้น นายอนุทินตัดสินใจถอนพรรคภูมิใจไทยออกจากรัฐบาล โดยบังเอิญมีคลิปเสียงอังเคิลหลุดออกมา ซึ่งยิ่งตอกย้ำว่าถึงเวลาที่ต้องถอนตัวเพราะรัฐบาลขาดความชอบธรรม เขาย้ำว่าไม่มีเหตุการณ์พิสดารหลังถอนตัว และเริ่มร่วมกับฝ่ายค้านเพื่อผลักดันให้ยุบสภา สุดท้ายนำไปสู่การร้องศาลรัฐธรรมนูญที่สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีคนเก่า

สำหรับ MOA นายอนุทินยืนยันว่าไม่ใช่พิสดาร เป็นข้อตกลงเปิดเผยระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน เพื่อรับรัฐบาลเสียงข้างน้อย เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ และยุบสภาภายใน 4 เดือน ไม่เกิน 31 มกราคม 2569 โดยจะเสนอร่างแก้รัฐธรรมนูญในเดือนตุลาคมนี้ ไม่มีการดูด ส.ส. หรือเพิ่ม ส.ส. จากการทุจริต มีแต่จากเลือกตั้งซ่อมที่ศรีสะเกษ

ยืนยันดำเนินคดีเขากระโดงและฮั้ว สว. ตามกฎหมาย

นายอนุทินชี้แจงว่าคดีเขากระโดงและฮั้ว สว. จะดำเนินการตามกฎหมาย ไม่มีการแทรกแซง ข้าราชการกระทรวงมหาดไทยแถลงชี้แจงแล้วว่าไม่มีคำสั่งยึดที่ดินผิดปกติ ส่วนฮั้ว สว. อยู่ที่ กกต. รัฐบาลเก่าพยายามสั่ง DSI แต่ติดกฎหมาย เขาย้ำว่าจะไม่ใช้อำนาจช่วยเหลือผู้กระทำผิด และจี้ให้ทุกฝ่ายฟังและจำไว้ว่ารัฐบาลนี้ยึดหลักกฎหมาย

ในที่สุด นายอนุทินขอให้ น.ส.จิราพร ถอนคำว่า “ผู้ต้องหา” เพราะเขาและ สว. เป็นเพียงผู้ถูกแจ้งข้อกล่าวหาเท่านั้น ไม่ใช่ผู้ต้องหา และให้ DSI ยืนยันได้ น.ส.จิราพรยอมถอนและปรับคำเป็นผู้พัวพันในคดี

การชี้แจงครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสของรัฐบาลใหม่ที่ยึดมั่นในหลักประชาธิปไตยและกฎหมาย หากคุณสนใจข่าวการเมืองล่าสุด สามารถติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลที่เชื่อถือได้

ที่มา – “นายกฯ” ซัด “จิราพร” พูดความเท็จ ย้ำรัฐบาลนี้ไม่มีอังเคิล จี้ถอนคำว่า “ผู้ต้องหา”

“สส.เต้ ทวิวงศ์” อภิปรายไม่ไว้วางใจ อนุทิน

ในวันที่ 30 กันยายน 2568 บรรยากาศในรัฐสภาไทยร้อนระอุ เมื่อ “สส.เต้ ทวิวงศ์” อภิปรายปิดจบแถลงนโยบายวันแรก ชี้ไม่เคยไว้วางใจ “อนุทิน” แม้แต่วินาทีเดียว โดยมุ่งเป้าไปที่ปัญหากัญชาที่กำลังกลายเป็นวิกฤตใหญ่ของสังคมไทย การอภิปรายครั้งนี้ไม่ใช่แค่การวิจารณ์ แต่เป็นการชี้ให้เห็นช่องโหว่ในนโยบายที่ปล่อยให้กัญชาเสรีลุกลามจนไทยถูกขนานนามว่าเป็น “ราชันแห่งกัญชา” จากสื่อต่างประเทศ

“สส.เต้ ทวิวงศ์” อภิปรายปิดจบแถลงนโยบายวันแรก ชี้ไม่เคยไว้วางใจ “อนุทิน” แม้แต่วินาทีเดียว

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อแถลงนโยบายรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ดำเนินไปอย่างเข้มข้น โดยฝ่ายค้านอภิปรายอย่างกว้างขวาง และคณะรัฐมนตรีได้ชี้แจงหลายประเด็น แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือการปิดท้ายของนายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ ส.ส.อยุธยา พรรคประชาชน ที่โยงตรงไปยังนโยบายกัญชาของพรรคภูมิใจไทย เขาแสดงความเสียใจที่รัฐบาลหลีกเลี่ยงการพูดถึงปัญหานี้ในคำแถลงนโยบาย ทั้งที่ 3 ปีที่ผ่านมา การปลดล็อกกัญชาออกจากยาเสพติดก่อให้เกิดสุญญากาศทางกฎหมายอย่างรุนแรง กฎเกณฑ์ที่ออกตามหลังไม่สามารถบังคับใช้ได้จริง แม้แต่การออกใบอนุญาตก็ไร้ประสิทธิภาพ ทำให้เกิดความเสียหายมหาศาลต่อสังคมไทย

สส.เต้ ทวิวงศ์ เน้นย้ำว่า หากมีคนสูบกัญชาจนรบกวนผู้อื่น เจ้าหน้าที่ทำได้เพียงออกคำสั่งเป็นหนังสือเท่านั้น เพราะไม่มีอำนาจจับกุมโดยตรง ปัญหาหลักคือการขออนุญาตปลูกกัญชาที่ไม่มีในระบบปัจจุบัน มีเพียงใบอนุญาตขายหรือแปรรูป ส่งออก และวิจัยเท่านั้น ช่องว่างนี้เปิดโอกาสให้ทุนต่างชาติ ทุนสีเทา และอาชญากรข้ามชาติมายึดครองธุรกิจกัญชาในไทย จนกลายเป็นแหล่งลักลอบส่งออกยาเสพติดระดับโลก ไทยจึงถูกเรียกว่า “อาณาจักรราชันแห่งกัญชา” ชัดเจน

ข้อเสนอแก้ไขปัญหากัญชาจากสส.ทวิวงศ์

สส.ทวิวงศ์ตั้งคำถามตรงๆ กับนายกรัฐมนตรีว่า จะจัดการนโยบายสาธารณสุขที่สร้างปัญหานี้อย่างไร นโยบายกัญชาทางการแพทย์ที่พูดอย่างแต่ทำอีกอย่าง สุดท้ายกลายเป็นกัญชาเสรีที่ไม่มีขอบเขต เขาเสนอให้รัฐบาลใช้เวลา 4 เดือนข้างหน้าแก้ไขด่วน 2 ประการหลัก ได้แก่

  • ประกาศดึงกัญชากลับมาเป็นยาเสพติด เพื่อควบคุมการแพร่กระจายและปกป้องสังคม
  • เร่งดัน พ.ร.บ.กัญชา-กัญชง ร่วมกัน ในชั้นกรรมาธิการ ซึ่งมีเพียง 40 กว่ามาตรา เพื่อสร้างกฎหมายที่สมบูรณ์แบบ ครอบคลุมทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วย แพทย์ ครอบครัว หรือเกษตรกร

เขาย้ำว่า “แม้จะไม่ใช่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะผมไม่เคยไว้วางใจคุณอนุทินแม้สักวินาทีเดียว แต่ขอให้รีบแก้ปัญหาที่สร้างความเสียหายยับเยินนี้ มันไม่ใช่แค่ดึงกัญชากลับเป็นยาเสพติด แต่เป็นการดึงความปลอดภัยคืนสู่ผู้ที่ไม่ใช้กัญชา” การอภิปรายนี้สะท้อนมุมมองที่แข็งกร้าวต่อนโยบายที่ล้มเหลว

หลังจากนั้น นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภา สั่งพักประชุมเวลา 2.07 น. และนัดประชุมใหม่เวลา 9.00 น. ของวันถัดไป การอภิปราย “สส.เต้ ทวิวงศ์” อภิปรายปิดจบแถลงนโยบายวันแรก ชี้ไม่เคยไว้วางใจ “อนุทิน” แม้แต่วินาทีเดียว นี้ ได้จุดประกายให้สังคมไทยตื่นตัวต่อปัญหากัญชาที่กำลังบานปลาย หากไม่แก้ไขทันที ผลกระทบอาจยาวนานและรุนแรงยิ่งขึ้น

ในฐานะนักติดตามข่าวการเมือง คุณคิดว่านโยบายกัญชาควรไปในทิศทางไหน? แชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้เราร่วมกันหาทางออกที่ดีสำหรับประเทศไทย

ที่มา – “สส.เต้ ทวิวงศ์” อภิปรายปิดจบแถลงนโยบายวันแรก ชี้ไม่เคยไว้วางใจ “อนุทิน” แม้แต่วินาทีเดียว

“สส.สิทธิพล” จี้เร่งช่วย SME ชี้สงครามการค้ารุกไทยหนักรอบด้าน

“สส.สิทธิพล” จี้เร่งช่วย SME ชี้สงครามการค้ารุกไทยหนักรอบด้าน

ในสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญความท้าทายจากสงครามการค้าทั่วโลก โดยเฉพาะผลกระทบจากนโยบายภาษีของสหรัฐอเมริกา หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ภาษีทรัมป์” ทำให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ต้องเผชิญปัญหาหนักหน่วง “สส.สิทธิพล” จี้เร่งช่วย SME ชี้สงครามการค้ารุกไทยหนักรอบด้าน โดยเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือด่วนเพื่อปกป้องเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ

“สส.สิทธิพล” จี้เร่งช่วย SME ชี้สงครามการค้ารุกไทยหนักรอบด้าน

วันที่ 29 กันยายน 2568 ที่รัฐสภา นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ระหว่างการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี โดยชี้ให้เห็นถึงโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน คือสงครามการค้าที่กำลังรุกรานไทยจากหลายด้าน โดยเฉพาะมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่กระทบโดยตรงต่อ SME และเกษตรกรไทย

ตามข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดการณ์ว่า SME กว่า 3 ล้านกิจการเสี่ยงได้รับผลกระทบจากภาษีทรัมป์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจ้างงานกว่า 12 ล้านคน นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่เป็นห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบที่อาจสะดุด หากไม่มีการเตรียมรับมือ SME ไทยกำลังเผชิญวิกฤตหนัก จากเศรษฐกิจชะลอตัว ค้าขายลำบาก รายได้ลดลง จนต้องกู้ยืมเงินเพิ่ม ส่งผลให้หนี้เสียของ SME สูงกว่าช่วงโควิด-19 และหลายรายต้องหันไปพึ่งหนี้นอกระบบ ซึ่งยิ่งสร้างปัญหาระยะยาว

ปัญหาหลัก 3 ประการที่ SME ต้องเผชิญจากสงครามการค้า

นายสิทธิพล ชี้ว่าปัญหาที่รัฐบาลต้องแก้ไขในระยะสั้นอย่างน้อย 3 เรื่อง เพื่อบรรเทาผลกระทบจาก “สส.สิทธิพล” จี้เร่งช่วย SME ชี้สงครามการค้ารุกไทยหนักรอบด้าน ดังนี้

  1. ปัญหาสินค้าสวมสิทธิ (Transshipment): สหรัฐฯ วางแผนเก็บภาษีสองอัตราสำหรับสินค้าจากหลายประเทศ รวมถึงไทย โดยสินค้าที่ไม่สวมสิทธิจะถูกเก็บภาษีต่ำ แต่สินค้าที่สวมสิทธิจะถูกเก็บสูง ตัวอย่างเช่น แผงโซลาร์เซลล์จากไทยถูกขึ้นภาษี CVD (ภาษีตอบโต้การอุดหนุน) สูงถึง 300-900% แม้ไทยไม่ได้อุดหนุน แต่ถูกกล่าวหาว่ารัฐบาลจีนอุดหนุน ส่งผลกระทบทุกบริษัท

  2. หนังสือรับรองถิ่นกำเนิด (C/O) ปลอม: กรมการค้าต่างประเทศออก C/O กว่า 338,000 ฉบับต่อปี (ข้อมูลปี 2567) แต่มีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเพียง 10 คน รวมจากหอการค้าอื่นๆ แล้วกว่า 5-6 แสนฉบับ การปลอมแปลง C/O สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงสินค้าไทยในเวทีโลก

  3. สินค้าจีนทะลักเข้าตลาดไทย: คาดว่าหลังภาษีทรัมป์ จีนจะระบายสินค้ามูลค่าเกือบ 90,000 ล้านบาทเข้าประเทศ เดือนสิงหาคม 2568 การนำเข้าจากจีนเพิ่ม 15.8% สูงกว่าค่าเฉลี่ย โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคที่เพิ่ม 16.9% ซึ่งจะแย่งส่วนแบ่งตลาดจากสินค้าไทย ในไตรมาส 2 ปีนี้ นำเข้าจากจีนพุ่ง 38.3% เทียบกับปีก่อนที่เพิ่มเพียง 13%

นอกจากนี้ มาตรการเยียวยาที่ผ่านมา เช่น ซอฟท์โลน 2 แสนล้านบาท และสินเชื่อพยุงการจ้างงาน 30,000 ล้านบาท จากสำนักงานประกันสังคม ยังล่าช้า SME ไม่สามารถเข้าถึงได้แม้ผ่านไป 2 เดือน

ข้อเสนอแนะ 3 มาตรการเร่งด่วน

เพื่อแก้ไขสถานการณ์ “สส.สิทธิพล” จี้เร่งช่วย SME ชี้สงครามการค้ารุกไทยหนักรอบด้าน นายสิทธิพลเสนอมาตรการเร่งด่วน 3 ด้าน

  • แก้ปัญหา Transshipment: ปรับปรุงกระบวนการออกและตรวจสอบ C/O เพิ่มบุคลากร ระบบเทคโนโลยี และสร้าง Dashboard ติดตามการร้องเรียนอย่างโปร่งใส
  • ป้องกันสินค้าทะลัก: เปิดเผยข้อมูลการเจรจาการค้า ออกมาตรฐานสินค้าใหม่ และตรวจสอบเข้มงวด เพื่อปกป้องตลาดในประเทศ
  • เร่งเยียวยา SME: กำหนดตัวชี้วัดการเข้าถึงซอฟท์โลน ลดระยะเวลาอนุมัติ และติดตามผลกระทบต่อการจ้างงาน เพื่อให้ SME รอดพ้นวิกฤต

สถานการณ์นี้ไม่เพียงกระทบ SME แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวม หากรัฐบาลไม่เร่งดำเนินการ อาจนำไปสู่การล้มละลายจำนวนมากและการว่างงานเพิ่มขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน สงครามการค้าครั้งนี้เป็นโอกาสให้ไทยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้ยั่งยืนมากขึ้น โดยส่งเสริม SME ให้แข่งขันได้ด้วยนวัตกรรมและมาตรฐานสูง ลองคิดดูสิครับ ถ้าเราลงมือตอนนี้ เศรษฐกิจไทยจะแข็งแกร่งแค่ไหน คุณคิดอย่างไร ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารเศรษฐกิจเพื่อเตรียมตัวรับมือวิกฤต

ที่มา – “สส.สิทธิพล” จี้เร่งช่วย SME ชี้สงครามการค้ารุกไทยหนักรอบด้าน

“หมอวาโย” กลัว สว. ขู่กลางสภา หลังแฉคดีฮั้ว

ในเหตุการณ์ที่สร้างความฮือฮาในวงการการเมืองไทยล่าสุด “หมอวาโย” หรือ นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาเปิดเผยความรู้สึกหลังจากถูกขู่อวดกลางสภา ระหว่างการอภิปรายนโยบายรัฐบาล โดยเฉพาะประเด็นคดีฮั้ว สว. ที่เขาพยายามนำเสนอข้อมูลสำคัญ แต่ถูกประท้วงและเบรกการพูดอย่างกะทันหัน เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความตึงเครียดในสภาฯ แต่ยังเป็นเครื่องชี้วัดถึงปัญหาความโปร่งใสในการเลือกตั้ง สว. ที่ยังค้างคาในใจประชาชน

“หมอวาโย” บอก ผมกลัว สว. ขู่กลางสภา หลังอภิปรายคดีฮั้ว สว.

เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 เวลา 17.00 น. ที่รัฐสภา นพ.วาโย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์ดังกล่าว โดยยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า “ผมกลัว” เพราะตนเป็นผู้ชายตัวเล็กๆ ที่อาจล้มได้ง่ายหากถูกผลัก แม้จะพยายามชวนเพื่อนๆ ไปรอที่ห้องอาหารเพื่อความปลอดภัย แต่ สว. ที่ขู่อวดกลับไม่มาเจอหน้า เขายังเย้ยกลับว่าถ้าจะเจอให้ออกมานอกสภา แต่สุดท้ายก็ไม่เห็นวี่แวว นพ.วาโย ยืนยันว่าเนื้อหาการอภิปรายของเขาอยู่ในกรอบญัตติถามนโยบายรัฐบาล แต่ถูก สว. ประท้วงตั้งแต่ยังพูดไม่จบ จนประธานสภาตัดสินใจไม่ให้พูดต่อ ทำให้เขาต้องสรุปสั้นๆ เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลเบื้องต้น

น่าเสียดายที่ข้อมูลที่เตรียมมาอย่างละเอียดกว่า 50% ยังไม่ได้นำเสนอ แต่ นพ.วาโย สัญญาว่าจะหาวาระใหม่เพื่อเปิดเผยข้อมูลชุดนี้ต่อไป โดยเฉพาะหลักฐานทางคณิตศาสตร์และวิเคราะห์ข้อมูลที่ชี้ถึงความผิดปกติในการเลือกตั้ง สว. เช่น โพยที่มีเลข 80 กว่าตัว ซึ่งกลายเป็น สว. ทุกคนราวกับเป็นการพยากรณ์อนาคต เขาตั้งสมมติฐานว่าการฮั้วครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่มีน้ำหนักจากข้อมูลหลายชั้นที่ซ้อนทับกันอย่างน่าประหลาด

ข้อมูลชั้นลึก: เส้นเงินและการโทรศัพท์ที่โยงใยคดีฮั้ว สว.

นพ.วาโย อธิบายเพิ่มเติมถึงข้อมูลที่ถูกเบรก โดยชี้ว่า ชั้นข้อมูลแรกคือโพยที่ประชาชนเข้าถึงได้ ชั้นที่สองคือเส้นทางการเงิน ชั้นที่สามคือบันทึกการโทรศัพท์ในรอบเดือน และชั้นที่สี่คือรูปแบบการโหวตที่ซ้ำกันแบบผิดปกติ เช่น 21 ใบโหวตเหมือนกันทั้งแผง ซึ่งความน่าจะเป็นต่ำกว่าการถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 เขาใช้เครื่องมือคณิตศาสตร์วิเคราะห์ข้อมูลดิบบางส่วนจาก iLaw และข้อมูลที่ประชาชนส่งมา รวมถึงภาพที่ชัดเจนกว่าของ กกต. ด้วย

สำหรับคำถามว่า ข้อมูลเหล่านี้โยงไปถึงพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นพ.วาโย ชี้ว่า จากข้อมูลที่มี ไม่ถึงขั้นนั้น แต่มีโพยหลายเวอร์ชันที่หลุดออกมา เช่น ในห้องน้ำ ซึ่งชี้ถึงความผิดปกติจริงๆ เขาเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล รับผิดชอบตามนโยบาย ไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม โดยคดีนี้อยู่ในขั้นตอนที่ 3 ของ กกต. แล้ว แต่สำนวนยังค้างอยู่

  • หลักฐานสำคัญ: โพยเลขที่ตรงกับ สว. ที่ได้เลือก
  • การวิเคราะห์: เส้นเงินและโทรศัพท์ที่ซ้อนทับ 4 ชั้น
  • ผลกระทบ: ชี้ถึงการฮั้วที่อาจมีน้ำหนักทางวิทยาศาสตร์

นพ.วาโย ยังย้ำว่า พรรคประชาชนพร้อมตรวจสอบต่อ หากนายกฯ ให้คำสัญญา และหวังว่าการยุบสภาจะเป็นทางออกให้ประชาชนได้เลือกตั้งใหม่เพื่อรัฐบาลที่มั่นคง แม้จะกังวลเรื่องการยุบคดี แต่เชื่อว่านโยบายรัฐบาลจะไม่เข้าไปยุ่ง

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงเป็นเรื่องส่วนตัวของ “หมอวาโย” แต่สะท้อนปัญหาใหญ่ของระบบการเมืองไทยที่ประชาชนควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและยุติธรรม

ในฐานะนักการเมืองรุ่นใหม่ นพ.วาโย แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญในการต่อสู้เพื่อความจริง หากคุณสนใจประเด็นการเมืองและคดีฮั้ว สว. นี้ ลองติดตามอัปเดตเพิ่มเติมจากเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญที่อาจเปลี่ยนแปลงอนาคตการเมืองไทย

ที่มา – “หมอวาโย” บอก ผมกลัว สว. ขู่กลางสภา หลังอภิปรายคดีฮั้ว สว. ยันเปิดข้อมูลต่อแน่

“สส.จุลพงศ์” ขอโทษ “เนวิน-คนบุรีรัมย์” ยอมรับอภิปรายเขากระโดงเป็นเท็จ

ในแวดวงการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดและการตรวจสอบกันอย่างเข้มข้น เหตุการณ์ล่าสุดที่สร้างความสนใจให้กับสาธารณชนคือ “สส.จุลพงศ์” ขอโทษ “เนวิน-คนบุรีรัมย์” ยอมรับอภิปรายเขากระโดงเป็นเท็จ ซึ่งสะท้อนถึงความรับผิดชอบของนักการเมืองต่อคำพูดและข้อมูลที่นำเสนอในสภา นายจุลพงศ์ อยู่เกษ ส.ส.บัญชีรายชื่อจากพรรคประชาชน ได้ออกมาขอโทษอย่างเป็นทางการต่อนายเนวิน ชิดชอบ และครอบครัวตระกูลชิดชอบ รวมถึงชาวบุรีรัมย์ทั้งหมด หลังจากยอมรับว่าข้อมูลที่ใช้ในการอภิปรายเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาเป็นเท็จทั้งหมด

“สส.จุลพงศ์” ขอโทษ “เนวิน-คนบุรีรัมย์” ยอมรับอภิปรายเขากระโดงเป็นเท็จ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจาการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2568 โดยนายจุลพงศ์ได้พาดพิงถึงที่ดินเขากระโดงในจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นพื้นที่กว่า 5,000 ไร่ที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) อ้างสิทธิ์ครอบครอง เขาได้กล่าวหาว่าครอบครัวตระกูลชิดชอบใช้อิทธิพลทางการเมืองขัดขวางหน่วยราชการในการปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกา แต่ต่อมาพบว่าข้อมูลดังกล่าวมาจากสคริปต์ที่ทีมงานจัดเตรียม โดยนายจุลพงศ์ในฐานะ ส.ส.สมัยแรก ไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและแผนที่จาก รฟท. อย่างละเอียด จนหลงเชื่อในข้อมูลที่ผิดพลาด

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2568 นายจุลพงศ์ได้รับพยานหลักฐานจากทนายความของนายเนวิน ซึ่งชี้ให้เห็นว่าครอบครัวชิดชอบไม่มีเจตนาครอบครอบที่ดินโดยผิดกฎหมาย ไม่เคยใช้อิทธิพลบังคับหน่วยราชการ และพร้อมปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อรักษากระบวนการยุติธรรม นี่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาต้องยอมรับผิดและออกหนังสือขอโทษอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568

การแสดงความรับผิดชอบที่ชัดเจน

ในการขอโทษ นายจุลพงศ์แสดงความสำนึกผิดอย่างจริงใจ โดยระบุว่าเนื้อหาการอภิปรายทั้งหมดเป็นข้อมูลเท็จที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของนายเนวินและครอบครัว รวมถึงชาวบุรีรัมย์ เขาขออภัยอย่างสูงและเพื่อแสดงความจริงใจ จะบริจาคเงิน 10,000 บาทให้โรงพยาบาลในบุรีรัมย์เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ ยังจะโพสต์หนังสือขอโทษบนเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยปักหมุดไว้ที่หน้าแรกนานไม่น้อยกว่า 7 วัน เพื่อให้ทุกคนเห็นถึงความรับผิดชอบของเขา

นายจุลพงศ์ย้ำว่าการกระทำนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต และหวังว่านายเนวินและครอบครัวจะให้อภัย โดยเขาไม่มีเจตนาร้าย แต่เกิดจากความประมาทเลินเล่อในการตรวจสอบข้อมูล ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับ ส.ส. ทุกคนที่ต้องระมัดระวังในการนำเสนอข้อเท็จจริงในสภา

บริบทของที่ดินเขากระโดงและผลกระทบทางการเมือง

ที่ดินเขากระโดงเป็นประเด็นยาวนานในจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการพิพาทระหว่าง รฟท. กับเอกชน โดยศาลฎีกาเคยมีคำพิพากษายึดคืนที่ดิน แต่การดำเนินการติดขัดมานานหลายปี การอภิปรายของนายจุลพงศ์จึงถูกมองว่าเป็นการโยงประเด็นนี้เข้ากับการเมือง เพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้าม แต่เมื่อปรากฏว่าเป็นข้อมูลเท็จ จึงกลายเป็นดอกผลเสียให้กับพรรคประชาชนเอง

ในโพสต์เฟซบุ๊กหลังจากนั้น นายจุลพงศ์ชี้แจงว่าการขอโทษนี้เป็นส่วนหนึ่งในการพยายามยุติคดีความอาญาที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของเขาในฐานะ ส.ส. เขาขอโทษประชาชนหากเหตุการณ์นี้กระทบต่อภาพลักษณ์การทำงาน แต่ยืนยันว่าการอภิปรายนโยบายรัฐบาลในวันที่ 29 กันยายน 2568 ข้อมูลทุกอย่างเป็นจริง และเขาจะทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลต่อไป

ประเด็นนี้ไม่เพียงแต่แสดงถึงความซับซ้อนของการเมืองไทย แต่ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลก่อนนำเสนอในที่สาธารณะ โดยเฉพาะในสภาที่มีน้ำหนักในการกำหนดนโยบายประเทศ การยอมรับผิดของนายจุลพงศ์ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของความรับผิดชอบ แม้จะสายเกินไปแต่ก็ช่วยลดความขัดแย้งได้

  • บทเรียนจากเหตุการณ์: นักการเมืองต้องตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบ
  • ผลกระทบต่อบุรีรัมย์: ชาวบ้านได้รับผลกระทบจากข่าวลือที่ไม่จริง
  • อนาคตของคดี: หวังว่าจะจบลงด้วยดีเพื่อประโยชน์ของทุกฝ่าย

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์ “สส.จุลพงศ์” ขอโทษ “เนวิน-คนบุรีรัมย์” ยอมรับอภิปรายเขากระโดงเป็นเท็จ นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่านักการเมืองควรให้ความสำคัญกับความจริงมากกว่าการโจมตี หากทุกคนทำเช่นนี้ การเมืองไทยจะโปร่งใสและน่าเชื่อถือมากขึ้น คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกัน

ที่มา – “สส.จุลพงศ์” ขอโทษ “เนวิน-คนบุรีรัมย์” ยอมรับอภิปรายเขากระโดงเป็นเท็จ

ปะทะเดือด “อดิศร” อภิปรายฮั้ว สว.

ปะทะเดือด “อดิศร” อภิปรายฮั้ว สว. เจอ “สว.บุญจันทร์” ท้าไปเจอกันข้างนอก

ในวันที่ 29 กันยายน 2568 ที่อาคารรัฐสภา เกิดเหตุการณ์ปะทะเดือดระหว่าง สส.พรรคเพื่อไทย กับ สว. ระหว่างการอภิปรายนโยบายรัฐบาล นายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้อภิปรายอย่างดุเดือด โดยยกประเด็นคดีฮั้วสว. ขึ้นมาพูดถึง โดยเฉพาะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ที่ถูกกล่าวหาลำดับที่ 187 เขาถามว่าทำไมถึงไว้วางใจได้ว่าจะไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรมในอีก 4 เดือนข้างหน้า

ปะทะเดือด “อดิศร” อภิปรายฮั้ว สว. เจอ “สว.บุญจันทร์” ท้าไปเจอกันข้างนอก

ระหว่างการอภิปราย นายอดิศร ได้จวกหนักเรื่องอำนาจวุฒิสภาที่ถูกมองว่าปล้นมาจากประชาชน เขาพูดถึงนโยบายรัฐบาลที่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย แต่ตัวเขาไม่เชื่อ เพราะเห็นหลักฐานการสมคบคิดในคดีฮั้วสว. นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา พยายามวินิจฉัยให้สรุปเพราะเนื้อหาซ้ำ แต่ นายอดิศร ไม่ยอมง่ายๆ เขาสวนกลับว่าประธานไม่ควรนั่งในตำแหน่งนี้เพราะเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว

เหตุการณ์ยิ่งตึงเครียดเมื่อ พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย สว. ลุกขึ้นประท้วง โดยบอกว่านายอดิศรพูดเกินไปที่บอกว่าอำนาจวุฒิสภาถูกปล้นมา และขู่ว่าถ้าไม่ถอนคำพูด เจอกันข้างนอก ประธานพยายามไกล่เกลี่ย แต่ นายอดิศร ไม่กลัว เขาโต้ว่าตัวเองมีเพื่อนเป็นนักมวยชื่อดังอย่าง ผุดผาน้อย วรวุฒิ และยอมถอนคำว่า ‘ปล้นมา’ แต่เปลี่ยนเป็น ‘สมคบกันอย่างละเอียดละออ’

ผลกระทบจากการปะทะคารมในสภา

การปะทะเดือด “อดิศร” อภิปรายฮั้ว สว. ครั้งนี้ สะท้อนถึงความขัดแย้งลึกๆ ในระบบการเมืองไทย โดยเฉพาะประเด็นคดีฮั้วสว. ที่ยังค้างคาและรอการพิจารณาจาก DSI กกต. อัยการ และศาลฎีกา นายอดิศร ยังวิจารณ์ว่านายอนุทิน ควรลุกขึ้นรับผิดชอบและรับประกันว่าจะไม่แทรกแซง โดยเฉพาะกับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ จากบุรีรัมย์

เหตุการณ์นี้ทำให้บรรยากาศในสภาตึงเครียด สว.หลายคนออกลูกผู้ชาย แต่ สส.ฝ่ายค้านอย่าง นายอดิศร ก็ไม่ยอมถอย เขาย้ำว่าพฤติกรรมฮั้วสว. มีหลักฐานชัดเจน และอำนาจวุฒิสภากำลังงุบงิบอยู่เบื้องหลัง การอภิปรายครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการตำหนิรัฐบาล แต่ยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาความไม่โปร่งใสในกระบวนการเลือกตั้งสว. ซึ่งส่งผลกระทบต่อความศรัทธาของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย

  • ประเด็นหลัก: คดีฮั้วสว. และชื่อนายอนุทิน ลำดับ 187
  • การประท้วงจาก สว.บุญจันทร์ ที่ขู่อยากเจอข้างนอก
  • การโต้กลับของ นายอดิศร ที่อ้างเพื่อนนักมวย
  • ผลต่อนโยบายรัฐบาลและความไว้วางใจ

นอกจากนี้ การปะทะเดือดยังทำให้เกิดคำถามว่าประชาชนจะไว้วางใจรัฐบาลชุดนี้ได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อมีประเด็นคดีร้ายแรงค้างคา นายอดิศร ปิดท้ายด้วยการเสียดสีว่ารัฐบาลนี้ศรัทธาในประชาธิปไตยน้อยมาก แต่ก็ดีใจที่ได้เป็นนายกฯ สักสองสามวัน

จากมุมมองของนักวิเคราะห์ การอภิปรายครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ทางการเมืองที่เข้มข้นยิ่งขึ้นในปี 2568 โดยเฉพาะประเด็นสว. ที่ถูกมองว่าไม่เป็นตัวแทนประชาชนแท้จริง หากรัฐบาลไม่แก้ไขปัญหานี้ อาจนำไปสู่ความไม่เสถียรในสภา

สุดท้ายนี้ การปะทะเดือด “อดิศร” อภิปรายฮั้ว สว. เจอ “สว.บุญจันทร์” ท้าไปเจอกันข้างนอก แสดงให้เห็นว่าการเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความขัดแย้ง หากคุณสนใจเรื่องการเมืองไทย ลองติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่อเข้าใจบริบทให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และอย่าลืมแสดงความคิดเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง

ที่มา – ปะทะเดือด “อดิศร” อภิปรายฮั้ว สว. เจอ “สว.บุญจันทร์” ท้าไปเจอกันข้างนอก

“อนุทิน” ให้ “ทวี” 0 คะแนน เหน็บถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ มีหน้ามาอภิปรายอะไร

“อนุทิน” ให้ “ทวี” 0 คะแนน เหน็บถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ มีหน้ามาอภิปรายอะไร

ในวันที่ 29 กันยายน 2568 การอภิปรายนโยบายรัฐบาลครั้งแรกในสภาฯ ดำเนินไปอย่างดุเดือด โดยเฉพาะคำตอบของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ที่แจกคะแนนให้กับการอภิปรายของฝ่ายค้าน โดยเฉพาะหัวหน้าพรรคประชาชาติ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ที่ได้รับคะแนนเต็ม 0 เลยทีเดียว นายกฯ อนุทินยังเหน็บแนมอย่างแรงว่า ผู้ที่ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่แล้ว จะมีหน้ามาอภิปรายอะไรกับคนที่กำลังทำงานจริงจัง เหมือนตัวอะไรตายแล้วมีเห็บกระโดดรุม

“อนุทิน” ให้ “ทวี” 0 คะแนน เหน็บถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ มีหน้ามาอภิปรายอะไร

หลังการอภิปรายเสร็จ นายอนุทินได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนอย่างตรงไปตรงมา โดยบอกว่าการอภิปรายวันนี้ช่วยให้ประชาชนเห็นชัดเจนว่าข้อมูลไหนจริง ไหนปลอม ฝ่ายค้านบางคนเอาเรื่องปรุงแต่งมาพูดเพื่อหวังแอร์ไทม์เท่านั้น โดยเฉพาะการอภิปรายของนายอดิศร เพียงเกษ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ที่นายกฯ บอกว่ายิ่งมั่วใหญ่ คิดอะไรก็พูด แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะเป็นสไตล์เดิม

ส่วนกรณีที่นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย ถามเรื่องนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ว่าเป็นของใคร นายอนุทินย้ำว่าตนตอบเพราะให้เกียรติในฐานะอดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และเคยหารือกันหลังเลือกตั้งปี 2566 เพื่อทำงานร่วมกัน ดังนั้นจึงต้องตอบให้สมเกียรติ

การวิจารณ์นโยบายยาเสพติดและภัยไซเบอร์

สำหรับประเด็นยาเสพติดและภัยไซเบอร์ที่ฝ่ายค้านบอกว่านโยบายรัฐบาลยังไม่ชัดเจน นายอนุทินชี้แจงว่าปัญหาเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องอยู่ในคำแถลงนโยบาย เพราะเป็นเรื่องปฏิบัติ รัฐบาลจะเร่งรัดหน่วยงานอย่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กสทช. ป.ป.ส. และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้เข้มข้นมากขึ้น ไม่ใช่แค่นโยบายบนกระดาษ

เมื่อถามถึงแผนรับมือฝ่ายค้านในวันถัดไป นายกฯ บอกว่าไม่กลัวดุเดือด แต่กลัวข้อมูลเท็จที่ฝ่ายค้านนำมาอภิปรายซ้ำๆ เช่น เรื่อง สว. เขากระโดง กัญชา แม้จะแถลงข้อเท็จจริงไปแล้ว แต่พวกเขาก็ทำหูทวนลมเพราะหวังแอร์ไทม์ วาทกรรมจึงมากกว่าข้อเท็จจริง

  • การอภิปรายที่ได้คะแนนเต็ม: บางคนให้คะแนนเต็มเพราะมีสาระ
  • การอภิปรายที่ได้ 0 คะแนน: หัวหน้าพรรคประชาชาติ ที่นำเรื่องเท็จมาพูด
  • หลักการตอบของนายกฯ: ตอบเฉพาะคนที่มีเหตุผล จริยธรรม เพื่อประโยชน์ประชาชน

นายอนุทินย้ำชัดว่า ตนไม่ได้มารบกับใคร แต่มาฟังคำแนะนำที่ดี จดบันทึกทุกอย่าง และชี้แจงได้ทุกประเด็น สำหรับพวกที่สร้างวาทกรรมเพื่อดิสเครดิตรัฐบาล ก็ไม่ตอบเพราะตอบไปหลายรอบแล้ว หน่วยงานราชการแสดงหลักฐานครบถ้วน

ที่เด็ดสุดคือคำเหน็บ พ.ต.อ.ทวี ที่ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ยังมีหน้ามาอภิปรายคนทำงาน นายกฯ บอกว่าประชาชนแยกแยะได้ ตอนนี้เขาคงทำใจอยู่เพราะหลุดจากตำแหน่งรัฐมนตรี สิ่งที่สั่งการไปผิดกฎหมาย ข้อมูลผิดหมด เหมือนตัวอะไรตายแล้วเห็บกระโดด

ในช่วงท้าย นายอนุทินร้องโอ๊ยเมื่อถูกถามแยกว่าใครเป็นฝ่ายค้าน ใครเป็นฝ่ายแค้น โดยบอกว่าประชาชนดูออกเอง ตนจะตอบเฉพาะเรื่องประโยชน์ประชาชน ไม่ตอบให้รกสมอง

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดในสภาฯ หลังรัฐบาลใหม่เข้ามา การอภิปรายนโยบายไม่ใช่แค่การโต้เถียง แต่เป็นเวทีตรวจสอบที่ควรสร้างสรรค์ นายกฯ อนุทินแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจและหลักการชัดเจน ซึ่งน่าจะช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้รัฐบาลในสายตาประชาชน

คุณคิดอย่างไรกับการอภิปรายครั้งนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตล่าสุดจากเรา

ที่มา – “อนุทิน” ให้ “ทวี” 0 คะแนน เหน็บถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ มีหน้ามาอภิปรายอะไร

Scroll to top