งบประมาณกลาโหม

ไต้หวันเล็งเพิ่มงบกลาโหมปี 2570 อีก 16% เสริมความแข็งแกร่งกองทัพ

สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกดูเหมือนจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อล่าสุดมีรายงานว่า ไต้หวันเล็งเพิ่มงบกลาโหมปี 2570 อีก 16% เสริมความแข็งแกร่งกองทัพ เพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากจีนที่นับวันยิ่งกดดันหนักขึ้น ทั้งในแง่ของการทหารและการเมือง ถือเป็นการขยับตัวครั้งสำคัญของรัฐบาลไทเปที่ต้องเร่งเตรียมความพร้อมในทุกด้าน

เหตุผลที่ไต้หวันเล็งเพิ่มงบกลาโหมปี 2570 อีก 16% เสริมความแข็งแกร่งกองทัพ

การปรับเพิ่มงบประมาณครั้งนี้ถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของไต้หวัน โดยคาดการณ์ว่าจะทะลุระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวันใหม่เป็นครั้งแรก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลไต้หวันให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปกป้องอธิปไตย โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่จีนพยายามอ้างสิทธิ์เหนือเกาะแห่งนี้อยู่ตลอดเวลา ไม่เพียงแค่แรงกดดันจากจีนเท่านั้น แต่การกดดันจากสหรัฐฯ ภายใต้การนำของ โดนัลด์ ทรัมป์ ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ไต้หวันต้องเร่งยกระดับขีดความสามารถในการป้องกันตนเองให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

รายละเอียดการปรับงบประมาณและผลกระทบต่อความมั่นคง

จากข้อมูลที่มีการเปิดเผยเบื้องต้น ร่างงบประมาณดังกล่าวไม่ได้ครอบคลุมแค่หน่วยทหารหลักเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึง:

  • งบประมาณสนับสนุนหน่วยยามฝั่งและทหารผ่านศึก
  • การลงทุนในโครงการพิเศษเพื่อการป้องกันประเทศ
  • การพัฒนาเทคโนโลยีทางการทหารขั้นสูง เช่น โครงการเรือดำน้ำที่ผลิตเองในประเทศ

ด้วยสัดส่วนงบประมาณที่เกินกว่า 3% ของ GDP ถือเป็นเครื่องยืนยันว่า ไต้หวันเล็งเพิ่มงบกลาโหมปี 2570 อีก 16% เสริมความแข็งแกร่งกองทัพ ไม่ใช่เพียงแค่การพูดลอยๆ แต่เป็นการวางรากฐานระยะยาวเพื่อให้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของตนก้าวทันเทคโนโลยีของจีนที่มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทั้งเครื่องบินขับไล่ล่องหนและเรือบรรทุกเครื่องบินรุ่นใหม่

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การเพิ่มงบประมาณมหาศาลนี้เป็นทั้งความจำเป็นและความท้าทาย เพราะนอกจากจะต้องจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยแล้ว ไต้หวันยังต้องรักษาสมดุลทางเศรษฐกิจไปพร้อมๆ กัน อย่างไรก็ตาม การเตรียมพร้อมรับมือย่อมดีกว่าการปล่อยให้เกิดช่องโหว่ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่คาดเดาได้ยาก หากไต้หวันสามารถยกระดับกองทัพได้สำเร็จตามเป้าหมาย เชื่อว่าจะช่วยสร้างอำนาจต่อรองและรักษาเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวันได้ในระดับหนึ่ง

ที่มา – ไต้หวันเล็งเพิ่มงบกลาโหมปี 2570 อีก 16% เสริมความแข็งแกร่งกองทัพ

“กังฟู” จี้งบกลาโหม ทหารชายแดนลำบากแต่สำนักงานของบหรู

“กังฟู” จี้งบกลาโหม ทหารชายแดนลำบากแต่สำนักงานของบหรู

กลายเป็นประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันสนั่นโซเชียล เมื่อนายวสวรรธน์ พวงพรศรี หรือ “กังฟู” สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตถึงการใช้จ่ายของกระทรวงกลาโหมที่ดูจะสวนทางกับความเป็นจริง โดยระบุว่า “กังฟู” จี้งบกลาโหม ทหารหน้าแนวยังลำบาก แต่สำนักงานศรีสมานของบโซลาร์เซลล์–งบของที่ระลึกจัดเลี้ยง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณที่ควรต้องได้รับการแก้ไขโดยด่วน

ทำไมงบประมาณถึงไม่ถึงแนวหน้า?

ในขณะที่ทหารชั้นผู้น้อยที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ตามแนวชายแดนไทยต้องเผชิญกับความยากลำบาก ทั้งเรื่องสภาพทางภูมิศาสตร์ อุปกรณ์ที่ขาดแคลน และความเสี่ยงต่ออันตราย แต่ปรากฏว่ามีการเสนอของบประมาณเพื่อโครงการอำนวยความสะดวกภายในสำนักงานศรีสมาน ไม่ว่าจะเป็นระบบโซลาร์เซลล์ จุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า หรือแม้แต่จอ LED ขนาด 98 นิ้ว ซึ่งเป็นสิ่งของที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับภารกิจด้านความมั่นคงที่เร่งด่วน

นายวสวรรธน์ได้ตั้งคำถามสำคัญต่อสังคมว่า:

  • ทำไมทหารที่เสี่ยงชีวิตเฝ้าแผ่นดินถึงยังขาดแคลนอุปกรณ์ที่จำเป็น?
  • งบประมาณที่ควรเป็นไปเพื่อการยกระดับคุณภาพชีวิตกำลังพลกลับถูกใช้ไปกับความสะดวกสบายในห้องแอร์จริงหรือ?
  • ประชาชนผู้เสียภาษีจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเงินของพวกเขาถูกนำไปใช้เพื่อความมั่นคงของชาติอย่างแท้จริง?

นอกจากเรื่องความสะดวกสบายในสำนักงานแล้ว “กังฟู” จี้งบกลาโหม ทหารหน้าแนวยังลำบาก แต่สำนักงานศรีสมานของบโซลาร์เซลล์–งบของที่ระลึกจัดเลี้ยง ยังครอบคลุมไปถึงการทบทวนโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำจากจีน โดยเสนอให้ชะลอการจ่ายเงินงวดปี 2570 ออกไปก่อน เนื่องจากสถานการณ์ความปลอดภัยในภูมิภาคมีความผันผวนสูง โดยเฉพาะเมื่อพบว่าประเทศเพื่อนบ้านมีการเสริมศักยภาพทางทหารอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น งบประมาณที่ได้รับจึงควรจัดสรรไปที่การสนับสนุนกำลังพลหน้าแนวเป็นลำดับแรกมากกว่า

ท้ายที่สุด การตรวจสอบงบประมาณในครั้งนี้ของ “กังฟู” จี้งบกลาโหม ทหารหน้าแนวยังลำบาก แต่สำนักงานศรีสมานของบโซลาร์เซลล์–งบของที่ระลึกจัดเลี้ยง ไม่ได้เป็นการคัดค้านการทำงานของกองทัพโดยปราศจากเหตุผล แต่เป็นการเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับทหารผู้น้อยที่ปฏิบัติภารกิจภายใต้ความเสี่ยง เพื่อให้งบประมาณแผ่นดินถูกใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ที่รับใช้ชาติอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงตัวเลขที่ใช้ไปกับของหรูหราในเมืองหลวง

ที่มา – “กังฟู” จี้งบกลาโหม ทหารหน้าแนวยังลำบาก แต่สำนักงานศรีสมานของบโซลาร์เซลล์–งบของที่ระลึกจัดเลี้ยง

เจาะลึก 3 ปีศาจ กัดกินงบกลาโหมของประเทศ

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เมื่อ นายเอกราช อุดมอำนวย สส.พรรคประชาชน ได้ลุกขึ้นอภิปรายงบประมาณปี 2570 ชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติในการบริหารจัดการงบประมาณภายในกระทรวงกลาโหม ผ่านสิ่งที่เขาเรียกว่า “3 ปีศาจ กัดกินงบกลาโหมของประเทศ” ซึ่งถือเป็นก้อนเงินภาษีของประชาชนที่ถูกใช้ไปอย่างไม่คุ้มค่าและขาดความโปร่งใสในหลายด้าน

เปิดโปง 3 ปีศาจ กัดกินงบกลาโหมของประเทศ

การอภิปรายครั้งนี้ไม่ได้เพียงแค่การวิจารณ์ตัวเลข แต่เป็นการสะท้อนภาพรวมของกองทัพที่กำลังเผชิญกับปัญหาสะสม โดยเอกราชได้สรุปปีศาจทั้ง 3 ตนที่กำลังกัดกินงบประมาณไว้ดังนี้:

1. ทหารผี

ปัญหาเรื่องรายชื่อทหารที่ไม่มีตัวตนจริงแต่กลับมีการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการ โดยเฉพาะพ.ส.ร. (เงินเพิ่มพิเศษสำหรับการสู้รบ) รวมถึงการยึดบัตรเอทีเอ็มของทหารชั้นผู้น้อยไปกดเงินเอง เป็นสิ่งที่บั่นทอนขวัญกำลังใจและทำให้ระบบกองทัพเกิดปัญหาบุคลากรไหลออกอย่างต่อเนื่อง

2. วิจัยผี

โครงการวิจัยหลายร้อยล้านบาทที่อ้างชื่อว่าเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศ แต่ในความเป็นจริงกลับเป็นการนำเข้าชิ้นส่วนมาประกอบและทิ้งให้เป็นโรงงานร้าง ซึ่งนับเป็นความสูญเสียทางมูลค่ามหาศาลกว่า 20,000 ล้านบาท

3. รัฐมนตรีปีศาจ

ประเด็นเรื่องความพยายามผลักดันโครงการจัดซื้อเรือฟริเกตเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับพ่อค้าอาวุธบางกลุ่ม แทนที่จะยึดถือมาตรฐานความปลอดภัยและผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เราสามารถสรุปผลกระทบที่เกิดขึ้นจาก 3 ปีศาจ กัดกินงบกลาโหมของประเทศ ดังนี้:

  • งบประมาณกว่า 74% ของกระทรวงกลาโหม หมดไปกับรายจ่ายประจำ เช่น เงินเดือนและค่าสาธารณูปโภค ทำให้เหลืองบพัฒนาศักยภาพกองทัพเพียงน้อยนิด
  • การบริหารจัดการที่ผิดพลาดทำให้ระบบอุตสาหกรรมป้องกันประเทศกลายเป็นเหมือนโรงงานร้าง
  • ความน่าเชื่อถือของกองทัพต่อประชาคมโลกสั่นคลอนจากการจัดซื้ออาวุธที่ไม่โปร่งใส

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ นี่เป็นสัญญาณเตือนภัยสำคัญว่าการปฏิรูปกองทัพไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องเข้ามาจัดการอย่างจริงจังเพื่อรักษาเม็ดเงินภาษีของประชาชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด และหยุดยั้งการรั่วไหลที่เปรียบเสมือนปีศาจร้ายที่แฝงตัวอยู่ในโครงสร้างของภาครัฐ

ที่มา – “เอกราช” แฉ 3 ปีศาจ “ทหารผี – วิจัยผี – รมต.ปีศาจ” กัดกินงบกลาโหมของประเทศ

สหรัฐฯ ยืนยัน ไม่ทอดทิ้งพันธมิตรเอเชีย แต่อยากให้เพิ่มงบกลาโหม

ท่ามกลางสถานการณ์ความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงไปทั่วโลก หลายคนอาจเกิดคำถามว่า สหรัฐอเมริกายังคงให้ความสำคัญกับภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกเท่าเดิมหรือไม่? ล่าสุด นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้ออกมาคลายความกังวลนี้ในการประชุมแชงกรี-ลา ไดอะล็อก โดยย้ำชัดว่า สหรัฐฯ ยืนยัน ไม่ทอดทิ้งพันธมิตรเอเชีย แต่อยากให้เพิ่มงบกลาโหม เพื่อให้ภูมิภาคนี้มีความแข็งแกร่งและพร้อมรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สหรัฐฯ ยืนยัน ไม่ทอดทิ้งพันธมิตรเอเชีย แต่อยากให้เพิ่มงบกลาโหม

การแถลงการณ์ครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อลดความกังวลของประเทศพันธมิตร หลังจากที่มีกระแสข่าวว่าสหรัฐฯ อาจต้องแบ่งสรรทรัพยากรไปจัดการกับปัญหาในตะวันออกกลางและวิกฤตความมั่นคงในที่อื่นๆ นายเฮกเซธได้ยกตัวอย่างการดำเนินงานของสหรัฐฯ ว่าเราทำสองสิ่งพร้อมกันได้เสมอ การที่สหรัฐฯ กระจายกำลังไปทั่วโลกไม่ได้หมายความว่าภูมิภาคแปซิฟิกถูกละเลย แต่เป็นการทำงานอย่างเงียบๆ แต่จริงจังเพื่อสร้างสมดุลอำนาจ

เหตุผลที่สหรัฐฯ ยืนยัน ไม่ทอดทิ้งพันธมิตรเอเชีย แต่อยากให้เพิ่มงบกลาโหม

นายเฮกเซธชี้ให้เห็นว่า ยุคสมัยที่โลกจะอยู่ได้ด้วยวาทกรรมทางกฎกติกาสากลเพียงอย่างเดียวนั้นอาจไม่เพียงพอแล้ว เขาจึงเน้นย้ำความสำคัญของ การเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม โดยระบุว่า:

  • เป้าหมายการใช้จ่ายด้านกลาโหมควรอยู่ที่ 3.5% ของ GDP ในแต่ละประเทศ
  • อาวุธยุทโธปกรณ์ที่จับต้องได้สำคัญกว่าคำมั่นสัญญาที่เป็นเพียงตัวหนังสือ
  • การเสริมเขี้ยวเล็บให้กองทัพในภูมิภาคจะช่วยสร้างอำนาจต่อรองที่มั่นคง

รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ยังได้ชื่นชมประเทศอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และฟิลิปปินส์ ที่แสดงความตั้งใจในการยกระดับความร่วมมือและเพิ่มงบประมาณทางทหาร ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับความมั่นคงร่วมกัน อย่างไรก็ตาม เขาก็ได้ตักเตือนบางประเทศให้ระวังการเป็นผู้ที่พึ่งพาเพิกเฉยต่อความมั่นคงส่วนรวม หรือที่เขาเรียกว่ากลุ่ม “กินแรง” เพื่อนบ้าน ซึ่งนับเป็นข้อความที่ค่อนข้างดุเดือดและท้าทายให้ชาติพันธมิตรต้องกลับมาทบทวนท่าทีของตนเอง

ในมุมมองของผม แนวทางของสหรัฐฯ ในปัจจุบันคือการเน้นย้ำถึง “ศักยภาพที่มองเห็นได้จริง” มากกว่าการเน้นประชุมหรือสร้างเวทีเสวนาเพียงอย่างเดียว หากพันธมิตรในเอเชียต้องการคำมั่นสัญญาที่ชัดเจน การหันมาลงทุนในด้านการป้องกันประเทศของตนเองก็เป็นกุญแจสำคัญที่สหรัฐฯ กำลังร้องขอ ซึ่งในระยะยาวจะเป็นผลดีต่อเสถียรภาพในภูมิภาคเองครับ หากคุณสนใจติดตามข่าวสารสถานการณ์โลกที่เข้มข้นเช่นนี้ อย่าลืมติดตามอัปเดตจากสำนักข่าวชั้นนำอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้พลาดทุกความเคลื่อนไหวสำคัญของโลกการเมืองระหว่างประเทศ

ที่มา – สหรัฐฯ ยืนยัน ไม่ทอดทิ้งพันธมิตรเอเชีย แต่อยากให้เพิ่มงบกลาโหม

นายกฯ ลัตเวียลาออก หลังปลด รมว.กลาโหม ปมโดรนยูเครน

นายกฯ ลัตเวียลาออก หลังปลด รมว.กลาโหม ปมโดรนยูเครนลามการเมือง สร้างความฮือฮาในแวดวงการเมืองยุโรปตะวันออก เมื่อเอวิกา ซิลิญา นายกรัฐมนตรีหญิงของลัตเวีย ประกาศลาออกจากตำแหน่งท่ามกลางวิกฤตที่ปะทุขึ้นอย่างรวดเร็ว สาเหตุหลักมาจากเหตุการณ์โดรนของยูเครนที่หลงทางเข้ามาในน่านฟ้าลัตเวีย ส่งผลให้เกิดความเสียหายและดราม่าทางการเมืองครั้งใหญ่

นายกฯ ลัตเวียลาออก หลังปลด รมว.กลาโหม ปมโดรนยูเครนลามการเมือง

เหตุการณ์ทั้งหมดเริ่มต้นเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2567 ซึ่งเป็นปีที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดจากสงครามยูเครน-รัสเซีย โดรน 3 ลำที่เชื่อว่าเป็นของยูเครนและมุ่งเป้าโจมตีรัสเซีย เกิดหลงทิศทางเนื่องจากสัญญาณรบกวน เข้ามารุกล้ำน่านฟ้าลัตเวียประเทศสมาชิกนาโต้ทางทะเลบอลติก โดรนลำหนึ่งตกลงบนพื้นดิน ลำที่สองพุ่งชนแท็งก์น้ำมันที่ว่างเปล่าใกล้เมืองเรเซกเน ทำให้เกิดเพลิงไหม้เล็กน้อยแต่ไม่มีผู้บาดเจ็บ ส่วนลำที่สามบินออกจากน่านฟ้าไปได้

ชาวบ้านในพื้นที่วิจารณ์หนักว่ารัฐบาลตอบสนองช้า การแจ้งเตือนทางโทรศัพท์ล่าช้ากว่าหนึ่งชั่วโมง สร้างความไม่พอใจอย่างกว้างขวาง นายกฯ ซิลิญาจึงสั่งปลดนายแอนดริส สพรูดส์ รัฐมนตรีกลาโหมทันที หลังวิจารณ์การทำงานของเขาว่าล้มเหลว แม้ลัตเวียจะใช้งบกลาโหมสูงถึง 5% ของ GDP ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานนาโต้ แต่ผลลัพธ์ไม่เป็นที่น่าพอใจ

สาเหตุที่ทำให้นายกฯ ลัตเวียลาออก

การปลด รมว.กลาโหมกลายเป็นฟางเส้นสุดท้าย พรรค Progressives ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลของสพรูดส์ ประกาศถอนตัวทันที ส่งผลให้รัฐบาลผสมล่มสลาย เพียงไม่กี่เดือนก่อนการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนตุลาคม ซิลิญาแถลงเมื่อ 14 พฤษภาคม 2567 ว่า “มีบางอย่างผิดพลาด เราไม่สามารถยอมให้เกิดซ้ำได้” และประกาศลาออก แต่ยืนยันว่าจะไม่ยอมแพ้ต่อไป

ลัตเวียในฐานะชาติบอลติกที่มีพรมแดนติดรัสเซียและเบลารุส ตั้งอยู่ใกล้แนวรบยูเครนมากที่สุด เหตุการณ์โดรนนี้ไม่ใช่ครั้งแรก นับแต่ต้นปีเกิดมาแล้ว 2 ครั้ง ทั้งลัตเวียและยูเครนยอมรับว่าเป็นอุบัติเหตุ แต่สร้างความหวาดกลัวให้ประชาชนและทดสอบระบบป้องกันของนาโต้

  • โดรนยูเครนหลงทางจากสัญญาณรบกวนของรัสเซีย
  • ชนแท็งก์น้ำมันใกล้เรเซกเน สร้างความเสียหาย
  • การตอบสนองของกองทัพล่าช้า ชาวบ้านไม่พอใจ
  • นำไปสู่การปลด รมว.กลาโหมและวิกฤตรัฐบาล

ผลกระทบต่อการเมืองลัตเวียและนาโต้

วิกฤตนี้เผยให้เห็นความเปราะบางของรัฐบาลผสมในลัตเวียที่ปกครองมานานหลายปี นายกฯ ซิลิญาจากพรรค New Unity ต้องเผชิญแรงกดดันจากทั้งฝ่ายค้านและพันธมิตร สงครามยูเครนทำให้ประเทศบอลติกลงทุนกลาโหมมหาศาล ลัตเวียสั่งซื้อขีปนาวุธและระบบป้องกันอากาศยานจากสหรัฐฯ เพิ่ม แต่เหตุการณ์นี้ชี้ว่ายังมีช่องโหว่

ในระดับนานาชาติ สหรัฐฯ และนาโต้สนับสนุนลัตเวียเต็มที่ โดยส่งทหารมาประจำการเพื่อป้องกันการรุกรานจากรัสเซีย เหตุโดรนยูเครนอาจเป็นสัญญาณว่ารบจะลุกลามมาถึงบอลติก สร้างความกังวลให้ชาติยุโรปทั้งทวีป

นอกจากนี้ ลัตเวียยังเผชิญปัญหาภายใน เช่น การจัดการกับชาวรัสเซียในประเทศที่ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคาม และเศรษฐกิจที่กระทบจากสงครามพลังงาน การลาออกของนายกฯ อาจนำไปสู่การเลือกตั้งล่วงหน้า ส่งผลต่อนโยบายสนับสนุนยูเครน

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า นายกฯ ลัตเวียลาออก หลังปลด รมว.กลาโหม ปมโดรนยูเครนลามการเมือง เป็นตัวอย่างของการที่ปัญหาความมั่นคงกลายเป็นชนวนทางการเมือง โดยเฉพาะในชาติเล็กที่ใกล้แนวหน้า สะท้อนความท้าทายของนาโต้ในการรับมือสงครามไฮบริด

สุดท้าย เหตุการณ์นี้เตือนใจว่าสงครามยูเครนไม่ได้จำกัดแค่ยูเครนและรัสเซีย แต่ลุกลาม影響เพื่อนบ้านทั้งหมด ชาวลัตเวียหวังว่ารัฐบาลใหม่จะเสริมระบบป้องกันให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศและการเมืองโลก ติดตามเราต่อเพื่ออัปเดตล่าสุด และแสดงความเห็นของคุณในคอมเมนต์ว่าคุณคิดอย่างไรกับวิกฤตนี้

ที่มา – นายกฯ ลัตเวียลาออก หลังปลด รมว.กลาโหม ปมโดรนยูเครนลามการเมือง

Scroll to top