งบประมาณรายจ่ายประจําปี

อนุทินแจงพบทักษิณ พูดคุยเคารพนับถือกันเป็นเรื่องปกติ

อนุทินแจงพบทักษิณ พูดคุยเคารพนับถือกันเป็นเรื่องปกติ

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีภาพปรากฏว่าตนได้พบปะพูดคุยกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในงานศพของคุณเกรียง กัลป์ตินันท์ โดยนายอนุทินยืนยันว่าการพบปะครั้งนี้เป็นเรื่องของการแสดงความเคารพนับถือตามปกติ ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดทางการเมืองแต่อย่างใด

เหตุผลที่อนุทินแจงพบทักษิณในงานพิธีสำคัญ

สำหรับประเด็นที่ถูกตั้งคำถามว่าการพบกันครั้งนี้จะเป็นนัยยะสำคัญทางการเมืองหรือไม่นั้น นายอนุทินได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า อนุทินแจงพบทักษิณ พูดคุยเคารพนับถือกันเป็นเรื่องปกติ โดยเขามองว่าเมื่อเป็นคนรู้จักและมีความเคารพซึ่งกันและกัน ยิ่งในฐานะที่เป็นรัฐบาลเดียวกันด้วยแล้ว การจะพบปะพูดคุยกันนั้นเป็นสิ่งที่ทำได้และไม่ใช่เรื่องที่ต้องปิดบังหรือหลบซ่อนแต่อย่างใด

นายอนุทินยังกล่าวเสริมว่า บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างเรียบง่ายและเป็นทางการตามงานศพทั่วไป ไม่ได้มีกิจกรรมพิเศษหรือการหารือลับตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ โดยเขาเน้นย้ำถึงจุดยืนในการทำงานว่า:

  • เป้าหมายหลักคือการทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติ
  • ความสัมพันธ์ส่วนตัวเป็นเรื่องของกาลเทศะ
  • การทำงานร่วมกันในรัฐบาลมีความเหนียวแน่นและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

นอกจากนี้ ในประเด็นเรื่องการถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายอนุทินได้แสดงความมั่นใจในเสียงของรัฐบาลว่ามีความเข้มแข็งและพร้อมชี้แจงทุกข้อซักถามจากฝ่ายค้าน เพราะเชื่อมั่นว่าการดำเนินการทุกอย่างที่ผ่านมาเป็นไปตามกฎหมายและเกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง

ก้าวต่อไปของรัฐบาลภายใต้การนำของอนุทิน

นอกจากเรื่อง อนุทินแจงพบทักษิณ พูดคุยเคารพนับถือกันเป็นเรื่องปกติ แล้ว นายอนุทินยังได้ฝากข้อคิดถึงการเมืองไทยในยุคปัจจุบันว่า ไม่ว่าจะฝ่ายไหนขอให้ยึดหลักผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง เอาเรื่องส่วนตัวไว้ข้างหลัง แล้วหันมาโฟกัสกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชนให้สำเร็จตามนโยบายที่วางไว้ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานรัฐบาลชุดนี้

ในมุมมองของนักวิเคราะห์สถานการณ์การเมือง การออกมาแสดงท่าทีที่ชัดเจนและเป็นกันเองของนายอนุทินในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมั่นคงของเสถียรภาพรัฐบาล และความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเองที่จะนำพาประเทศผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจไปได้ โดยเน้นการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมากับประชาชน เพื่อลดความสับสนจากข่าวลือในโลกโซเชียลมีเดียที่อาจสร้างความเข้าใจผิดได้

หากเรามองข้ามเกมการเมืองไปที่ตัวผลงาน รัฐบาลชุดนี้กำลังเร่งขับเคลื่อนโครงการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนสัมผัสได้ถึงผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืน ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว บทพิสูจน์ของการทำงานจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดว่าเป้าหมายที่วางไว้นั้นประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด

ที่มา – “อนุทิน” แจงพบ “ทักษิณ” พูดคุยแสดงความเคารพนับถือกันปกติ บอกเป็นรัฐบาลเดียวกันทำไมจะพบไม่ได้

อภิสิทธิ์ ยัน ตรวจสอบเต็มที่ ปมฮั้ว สว.-พ.ร.บ.งบฯ 70

ในสถานการณ์การเมืองที่เข้มข้นขณะนี้ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญเกี่ยวกับประเด็นการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล โดยเน้นย้ำถึงเรื่อง อภิสิทธิ์ ยัน ตรวจสอบเต็มที่ ปมฮั้ว สว.-พ.ร.บ.งบฯ 70 เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชนและสร้างความโปร่งใสให้เกิดขึ้นในสภาผู้แทนราษฎร

อภิสิทธิ์ ยัน ตรวจสอบเต็มที่ ปมฮั้ว สว.-พ.ร.บ.งบฯ 70

เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นเมื่อคุณอภิสิทธิ์ได้หยิบยกเรื่องการจัดทำแพลตฟอร์มธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของ สสว. ขึ้นมาตรวจสอบ หลังจากมีข้อร้องเรียนจากมหาวิทยาลัยศิลปากรถึงความไม่โปร่งใสในกระบวนการคัดเลือก รวมถึงประเด็นการข่มขู่ผู้ที่มายื่นอุทธรณ์ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ในระบบราชการไทย พรรคประชาธิปัตย์เตรียมนำเรื่องนี้เข้าสู่คณะกรรมาธิการการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด เพื่อหาความจริงให้ปรากฏ

ก้าวต่อไปกับการตรวจสอบโครงการภาครัฐ

นอกจากประเด็น สสว. แล้ว สิ่งที่อยู่ในความสนใจของสาธารณชนอย่างมากคือเรื่องโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่ง อภิสิทธิ์ ยัน ตรวจสอบเต็มที่ ปมฮั้ว สว.-พ.ร.บ.งบฯ 70 และโครงการแลนด์บริดจ์ที่ยังมีความคลุมเครือ โดยคุณอภิสิทธิ์เสนอว่า:

  • รัฐบาลต้องชี้แจงความคุ้มค่าโครงการแลนด์บริดจ์ให้ชัดเจน
  • ควรพิจารณาแนวคิด “Southern Connect” เพื่อพัฒนาโลจิสติกส์ภาคใต้ทั้งระบบแทนการแก้ปัญหาเฉพาะจุด
  • เน้นการสร้างประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจระดับท้องถิ่น

สำหรับการเตรียมความพร้อมในสมัยประชุมสภาที่จะถึงนี้ พรรคประชาธิปัตย์จะมุ่งเน้นการอภิปรายในประเด็นสำคัญ ดังนี้:

  • คดีฮั้ว สว. ที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในวุฒิสภา
  • การตรวจสอบร่าง พ.ร.ก. ต่างๆ
  • การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อประชาชน

ในมุมมองของผู้เขียน การที่คุณอภิสิทธิ์ออกมาแสดงจุดยืนอย่างแข็งกร้าวในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณบวกในการตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร เพราะไม่ว่าจะเป็นเรื่องงบประมาณหรือการดำเนินโครงการขนาดใหญ่ ประชาชนย่อมต้องการความโปร่งใสและคุ้มค่าที่สุด เราในฐานะพลเมืองควรติดตามประเด็นเหล่านี้อย่างใกล้ชิดเพื่อให้แน่ใจว่าเงินภาษีของเราจะถูกนำไปใช้เพื่อพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพื่อกลุ่มบุคคลใดกลุ่มบุคคลหนึ่ง

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ยัน ตรวจสอบเต็มที่ ปม ฮั้ว สว.-พ.ร.บ.งบฯ 70 จี้ รัฐบาลชัดเจนเรื่อง “แลนด์บริดจ์”

ทอ. เผยการปะทะกับกัมพูชาวางแผนอย่างเป็นระบบ ผลงานน่าพอใจ

ทอ. เผยการปะทะกับกัมพูชาวางแผนอย่างเป็นระบบ ผลงานน่าพอใจ

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับความคืบหน้าเรื่องความมั่นคงของบ้านเรา เมื่อล่าสุด พล.อ.อ. เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ ได้ออกมาให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์การปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งท่านได้รับรองว่าการดำเนินการในครั้งนี้เป็นไปอย่างมีขั้นตอน โดยย้ำว่าทุกอย่างทำภายใต้แผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ทำให้สถานการณ์โดยรวมอยู่ในระดับที่เป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง

แม้ว่าในการปฏิบัติการทางทหาร การคาดหวังผลลัพธ์ให้เป็นไปตามแผน 100 เปอร์เซ็นต์อาจเป็นเรื่องยาก แต่การที่ ทอ. เผยการปะทะกับกัมพูชาวางแผนอย่างเป็นระบบ ผลงานน่าพอใจ ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของเจ้าหน้าที่และการประสานงานด้านข่าวกรองที่มีประสิทธิภาพ แน่นอนว่าเรื่องความเสียหายนั้นมีเกิดขึ้นบ้างในส่วนของยุทโธปกรณ์ที่ใช้ไปตามภารกิจ แต่กองทัพสามารถรักษาขีดความสามารถในการป้องกันประเทศไว้ได้อย่างดีเยี่ยมโดยไม่มีการสูญเสียที่เกิดจากแรงกระทำของฝ่ายตรงข้ามโดยตรง

หลักเกณฑ์ใหม่ในการจัดหาอาวุธจาก ทอ. เผยการปะทะกับกัมพูชาวางแผนอย่างเป็นระบบ ผลงานน่าพอใจ

นอกจากประเด็นเรื่องการปะทะแล้ว ผบ.ทอ. ยังได้ชี้แจงถึงแผนการจัดหายุทโธปกรณ์ใหม่ในปีงบประมาณ 2570 เพื่อเข้ามาเป็นอาวุธทดแทนของเก่าที่กำลังจะหมดอายุการใช้งาน โดยยึดหลักการพิจารณา 4 ประการที่เข้มงวด เพื่อให้มั่นใจว่าเงินงบประมาณทุกบาททุกสตางค์จะเกิดความคุ้มค่าต่อประเทศชาติมากที่สุด ดังนี้:

  • ขีดความสามารถต้องตรงจุด: ต้องรองรับภารกิจที่กองทัพต้องการใช้งานได้จริง
  • การซ่อมบำรุงที่ง่าย: ต้องสะดวกและมีความต่อเนื่อง เพื่อให้พร้อมใช้งานตลอดยามวิกฤต
  • การเชื่อมต่อระบบเครือข่าย: ต้องสามารถทำงานร่วมกับระบบยุทโธปกรณ์เดิมที่มีอยู่ได้ทันที
  • ราคาที่เหมาะสม: พิจารณาความคุ้มค่าของงบประมาณเมื่อเทียบกับประสิทธิภาพที่ได้รับ

การที่ ทอ. เผยการปะทะกับกัมพูชาวางแผนอย่างเป็นระบบ ผลงานน่าพอใจ ทำให้เราเชื่อมั่นได้ว่า กองทัพอากาศไทยยังคงให้ความสำคัญกับศักยภาพในการป้องกันอธิปไตยของชาติเหนือสิ่งอื่นใด การปรับตัวให้ทันสมัยด้วยเทคโนโลยีและกระบวนการจัดการที่รัดกุมเช่นนี้ คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้สถานการณ์ตามแนวชายแดนมีความมั่งคงและสงบสุขมากขึ้นในระยะยาว

เราหวังว่าความโปร่งใสในข้อมูลครั้งนี้จะช่วยสร้างความเข้าใจที่ดีให้กับประชาชนเกี่ยวกับความจำเป็นด้านงบประมาณกลาโหม และพิสูจน์ให้เห็นว่าทุกภารกิจมีการวางแผนอย่างรอบคอบที่สุดเพื่อความปลอดภัยของทุกคนในประเทศครับ

ที่มา – ทอ. เผยการปะทะกับกัมพูชาวางแผนอย่างเป็นระบบ ผลงานน่าพอใจ

ชัยชนะบี้สอบผู้บริหาร อบจ.นครศรีธรรมราช ปมฮั้ว สว.

เป็นประเด็นที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีที่ ชัยชนะบี้สอบผู้บริหาร อบจ.นครศรีธรรมราช ปมฮั้ว สว. หลังจากมีการเปิดเผยข้อมูลผ่านเวทีเสวนาครบรอบ 2 ปีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งมีการพาดพิงถึงความไม่โปร่งใสที่อาจเชื่อมโยงไปถึงผู้บริหารในระดับท้องถิ่น งานนี้ทำเอาร้อนถึง นายชัยชนะ เดชเดโช สส.พรรคประชาธิปัตย์ ต้องออกโรงเรียกหาความชัดเจนและเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบเพื่อความกระจ่างของพี่น้องประชาชน

ชัยชนะบี้สอบผู้บริหาร อบจ.นครศรีธรรมราช ปมฮั้ว สว.

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่มีพยานออกมาให้ข้อมูลในวงเสวนาว่า มีผู้บริหารระดับสูงของ อบจ. ในจังหวัดนครศรีธรรมราช เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฮั้วเลือก สว. ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่และละเอียดอ่อนมากในทางการเมือง นายชัยชนะมองว่าหากมีพยานหลักฐานที่ชัดเจน หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่อย่าง ป.ป.ช. หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องไม่นิ่งเฉย เพราะนี่คือผลประโยชน์ของประเทศชาติและภาษีของประชาชนทุกคน

เจาะลึกโครงการไฟถนน LED ที่ส่อล็อกสเป็ก

นอกจากประเด็นเรื่องการฮั้ว สว. แล้ว นายชัยชนะยังได้หยิบยกเอาประเด็น ชัยชนะบี้สอบผู้บริหาร อบจ.นครศรีธรรมราช ปมฮั้ว สว. มาเชื่อมโยงกับโครงการจัดซื้อจัดจ้างที่น่าสงสัยภายใน อบจ. โดยเฉพาะโครงการจัดซื้อไฟถนนเทคโนโลยี LED รหัส 046 ที่หลายฝ่ายเริ่มออกมาตั้งคำถามว่า:

  • มีการล็อกสเป็กเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทใดบริษัทหนึ่งหรือไม่?
  • ทำไมถึงเลือกใช้ไฟนวัตกรรมที่มีราคาสูงกว่าไฟถนนของทางหลวงปกติ?
  • ความคุ้มค่าของงบประมาณแผ่นดินที่จ่ายไปนั้นคุ้มค่าหรือไม่?

นายชัยชนะระบุชัดเจนว่า หากโครงการดังกล่าวมีการระบุรหัสสินค้าลงท้ายด้วย 046 จริง ถือเป็นสัญญาณอันตรายที่บ่งบอกถึงการล็อกสเป็กอย่างชัดเจน ซึ่งตนจะตามติดเรื่องนี้อย่างไม่ลดละ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายกับเงินภาษีประชาชนที่ควรจะนำไปพัฒนาท้องถิ่นได้มากกว่านี้

บทเรียนในครั้งนี้ถือเป็นการเตือนภัยให้กับหน่วยงานท้องถิ่นทั่วประเทศว่า การบริหารจัดการงบประมาณต้องมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ไม่ใช่แค่การดำเนินโครงการตามอำเภอใจ การที่นักการเมืองออกมาตรวจสอบเช่นนี้ถือเป็นเครื่องหมายที่แสดงถึงการตื่นตัวทางการเมืองที่เข้มข้นขึ้นในยุคปัจจุบัน เราในฐานะประชาชนผู้จ่ายภาษีคงต้องรอดูบทสรุปต่อไปว่า ใครกันแน่ที่อยู่เบื้องหลังโครงการเหล่านี้ และผลการตรวจสอบของ ป.ป.ช. จะออกมาเป็นอย่างไร คงต้องจับตาดูกันยาวๆ ครับ

ที่มา – “ชัยชนะ” บี้สอบ ผู้บริหาร อบจ.นครศรีธรรมราช ถูกพาดพิงปม ฮั้ว สว.

พร้อมพงศ์ จี้รัฐบาลรื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ แก้ปัญหาน้ำมันแพง

ในยุคที่ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง คำถามสำคัญที่ประชาชนต่างเฝ้ารอคำตอบคือ ทำไมเมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มมีแนวโน้มอ่อนตัวลง แต่ราคาหน้าปั๊มในบ้านเรากลับไม่ยอมปรับลดลงตามอย่างที่ควรจะเป็น ล่าสุด นายพร้อมพงศ์ จี้รัฐบาลรื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ เพื่อให้โครงสร้างราคาเกิดความเป็นธรรมและสะท้อนความเป็นจริงมากที่สุด

พร้อมพงศ์ จี้รัฐบาลรื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ ให้เป็นธรรม

การออกมาเคลื่อนไหวของนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ครั้งนี้ ถือเป็นการสะท้อนความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงเกินจริง โดยมองว่าหากรัฐบาลมีการจัดการโครงสร้างราคาที่เหมาะสม ผลก็น่าจะตกมาถึงประชาชนในรูปแบบของค่าใช้จ่ายที่ลดลง ดังนั้นการที่ พร้อมพงศ์ จี้รัฐบาลรื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ จึงเป็นข้อเสนอที่สอดคล้องกับความต้องการของสังคมในขณะนี้

ข้อเสนอเร่งด่วนเมื่อ พร้อมพงศ์ จี้รัฐบาลรื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ

เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม นายพร้อมพงศ์ได้นำเสนอ 3 วาระเร่งด่วนที่รัฐบาลควรนำไปพิจารณาดังนี้:

  • การจัดทำมาตรการเชิงรุก: เมื่อราคาพลังงานโลกปรับตัวลดลง ต้องมีกลไกที่ทำให้ราคาน้ำมันในประเทศปรับตัวตามได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรม
  • ความโปร่งใสของข้อมูล: ปรับปรุงโครงสร้างราคาพลังงานให้เข้าใจง่าย เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้และตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน
  • การผูกงบประมาณกับปากท้อง: การพิจารณางบประมาณต้องมุ่งเน้นการลดต้นทุนชีวิตของประชาชนเป็นอันดับแรก ไม่ใช่แค่เพียงตัวเลขในเอกสารทางราชการ

ท้ายที่สุด การเมืองที่ดีไม่ได้วัดกันที่วาทกรรมหรือการโต้ตอบกันไปมา แต่วัดกันที่ผลงานในการลดภาระค่าใช้จ่ายและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้นอย่างแท้จริง การเข้าถึงพลังงานในราคาที่เป็นธรรมคือสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนควรได้รับ และรัฐบาลมีหน้าที่โดยตรงในการเข้าไปปลดล็อกปัญหาเหล่านี้ให้สำเร็จ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องชาวไทยทั่วประเทศ

ที่มา – “พร้อมพงศ์” จี้รัฐบาลรื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ ตั้งคำถาม ราคาน้ำมันไทยทำไมไม่ลดตามตลาดโลก

เปิดรายชื่อ กมธ.งบฯ 70 ดร.โจ-มาดามเดียร์ ร่วมงานสภา

เปิดรายชื่อ กมธ.งบฯ 70 ดร.โจ-มาดามเดียร์ ร่วมงานสภา

หลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ในวาระแรกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา บรรยากาศการเมืองก็เข้มข้นขึ้นทันที เมื่อมีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ขึ้นมาเพื่อพิจารณารายละเอียดงบประมาณ โดยล่าสุดมีการ เปิดรายชื่อ กมธ.งบฯ 70 ดร.โจ-มาดามเดียร์ ร่วมงานสภา ซึ่งถือเป็นที่จับตาของสังคมอย่างมากในขณะนี้

ความน่าสนใจของรายชื่อครั้งนี้ คือการปรากฏตัวของ “ดร.โจ” หรือ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร จากพรรคประชาชน ซึ่งเป็นอดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ที่ได้รับความสนใจก่อนหน้านี้ และการกลับมาของ “มาดามเดียร์” ในโควตาของพรรคประชาธิปัตย์ นอกจากนี้ยังมีชื่อของ “อ.วีระ ธีระภัทรานนท์” ที่ทาง ครม. ได้ส่งชื่อมาร่วมในคณะกรรมาธิการด้วยการ เปิดรายชื่อ กมธ.งบฯ 70 ดร.โจ-มาดามเดียร์ ร่วมงานสภา ครั้งนี้ ทำให้เห็นภาพรวมของการจัดสรรงบประมาณที่เต็มไปด้วยตัวแทนจากหลากพรรคการเมือง

ความเคลื่อนไหวสำคัญในการการตั้งกมธ.งบประมาณปี 70

สำหรับรายชื่อผู้ที่ได้รับคัดเลือกให้เป็น กมธ.งบประมาณปี 70 ทั้ง 72 คนนั้น มีการกระจายโควตาจากหลายส่วน โดยพรรคภูมิใจไทยครองเสียงส่วนใหญ่ถึง 21 คน ตามมาด้วยพรรคประชาชน 13 คน พรรคเพื่อไทย 8 คน พรรคกล้าธรรม 6 คน ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ส่ง 2 คน ได้แก่ นายอัมพร พินะสา และ น.ส.วทันยา บุนนาค หรือมาดามเดียร์นั่นเอง

ในการ เปิดรายชื่อ กมธ.งบฯ 70 ดร.โจ-มาดามเดียร์ ร่วมงานสภา ครั้งนี้ เราได้เห็นรายชื่อจากหน่วยงานต่างๆ ดังนี้:

  • คณะรัฐมนตรี (ครม.): ส่งรายชื่อบุคคลสำคัญ 18 คน รวมถึง อ.วีระ ธีระภัทรานนท์ และนายชาดา ไทยเศรษฐ์
  • พรรคภูมิใจไทย: ส่งตัวแทน 21 คน นำโดย นายชยุต ภุมมะกาญจนะ และคณะ
  • พรรคประชาชน: นำโดย น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล และนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (ดร.โจ)
  • พรรคการเมืองอื่น: รวมถึงพรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ ที่ส่งตัวแทนร่วมพิจารณา

การพิจารณางบประมาณแผ่นดินเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนประเทศ การที่แต่ละพรรคส่งบุคลากรคุณภาพหรือตัวแทนที่มีชื่อเสียงมาร่วมด้วย สะท้อนให้เห็นว่าทุกฝ่ายต่างให้ความสำคัญกับเงินภาษีของประชาชน ทุกขั้นตอนต่อจากนี้จะเป็นบทพิสูจน์ว่าพวกเขาสามารถตรวจสอบและบริหารจัดการงบประมาณปี 2570 ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร

คุณคิดอย่างไรกับการจัดทัพกรรมาธิการงบประมาณชุดนี้? นี่คือการรวมตัวกันของมืออาชีพเพื่อรับมือกับโจทย์งบประมาณที่ท้าทาย หรือเป็นเพียงเกมการเมืองในสภา? มาร่วมติดตามสถานการณ์นี้ไปพร้อมๆ กัน เพราะทุกบาททุกสตางค์ของงบประมาณคืออนาคตของคนไทยทั้งชาติครับ

ที่มา – เปิดรายชื่อ กมธ.งบฯ 70 “ดร.โจ” โผล่ร่วมหลังแพ้เลือกตั้ง “มาดามเดียร์” โควตา ปชป. ครม. ส่ง “อ.วีระ”

“กุลวลี” ชงรัฐหาทางบริหารจัดการโรงแรม รีสอร์ต รุกที่ จ.ภูเก็ต

“กุลวลี” ชงรัฐหาทางบริหารจัดการโรงแรม รีสอร์ต รุกที่ จ.ภูเก็ต เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้รัฐ

การบริหารจัดการทรัพยากรและการใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ที่ถูกสั่งรื้อถอนกำลังกลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภา เมื่อ น.ส.กุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมานำเสนอแนวคิดใหม่ในการจัดการที่ดินผ่านการเปิดประเด็น “กุลวลี” ชงรัฐหาทางบริหารจัดการโรงแรม รีสอร์ต รุกที่ จ.ภูเก็ต เพื่อเปลี่ยนจากภาระให้กลายเป็นแหล่งรายได้ใหม่ของประเทศ แทนที่จะปล่อยให้มีการทุบทิ้งซึ่งสร้างมลพิษมหาศาล

เปลี่ยนโรงแรมรุกที่ให้เป็นรายได้แทนการทุบทิ้ง

น.ส.กุลวลี ชี้ให้เห็นว่าจากการลงพื้นที่ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการที่ดินฯ พบว่ามีโรงแรมและรีสอร์ตหลายแห่งในจังหวัดภูเก็ตที่ถูกสั่งให้รื้อถอนเนื่องจากบุกรุกที่ป่าสงวนหรืออุทยาน ทว่าการรื้อถอนดังกล่าวไม่เพียงแต่สิ้นเปลืองงบประมาณ แต่ยังปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศมากกว่าการสร้างใหม่ถึง 13 เท่า ข้อเสนอของเธอจึงมุ่งเน้นไปที่การหาแนวทางบริหารสินทรัพย์เหล่านี้ให้เกิด “กุลวลี” ชงรัฐหาทางบริหารจัดการโรงแรม รีสอร์ต รุกที่ จ.ภูเก็ต เพื่อนำรายได้กลับเข้าสู่รัฐและรักษาเศรษฐกิจการท่องเที่ยวไม่ให้หยุดชะงัก

  • ลดการปล่อยคาร์บอนจากการรื้อถอนอาคาร
  • เพิ่มมูลค่าให้ที่ดินและสิ่งก่อสร้างที่มีอยู่เดิม
  • สร้างรายได้เข้าสู่ภาครัฐแทนการใช้งบประมาณทุบทิ้ง

นอกจากประเด็นที่ดินแล้ว เธอยังได้เน้นย้ำถึงนโยบายมุ่งสู่เน็ทซีโร่ (Net Zero) โดยสนับสนุนงบประมาณปี 2570 ที่เน้นการลดก๊าซเรือนกระจกผ่านโครงการที่เป็นรูปธรรม เช่น การส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าและการจัดการบำบัดน้ำเสียที่ยั่งยืน

โมเดลต้นแบบการจัดการความยั่งยืน

สำหรับแนวคิดเรื่องน้ำเสีย น.ส.กุลวลี ได้นำเสนอโมเดลต้นแบบจากจังหวัดราชบุรี โดยเสนอให้องค์การจัดการน้ำเสีย (อจน.) ติดตั้งระบบดักจับก๊าซชีวภาพจากบ่อบำบัดน้ำเสียทั่วประเทศเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานทดแทน ไม่ว่าจะเป็นไบโอมีเทน หรือผลิตไฟฟ้าใช้เอง ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนของเสียให้เป็นพลังงาน (Waste to Energy) ที่ช่วยลดภาระการคลังและลดก๊าซมีเทนที่ส่งผลต่อภาวะโลกร้อนได้มากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 30 เท่า

โดยสรุปแล้ว การขับเคลื่อนนโยบายของ น.ส.กุลวลี ไม่เพียงแต่เป็นการหาทางออกให้กับปัญหาโรงแรมรุกพื้นที่ในจังหวัดท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตเท่านั้น แต่ยังเป็นการมองการณ์ไกลเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานและการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน ถือเป็นก้าวย่างสำคัญในการเปลี่ยนปัญหาเรื้อรังให้กลายเป็นสินทรัพย์ของชาติอย่างน่าสนใจยิ่ง

ที่มา – “กุลวลี” ชงรัฐหาทางบริหารจัดการโรงแรม รีสอร์ต รุกที่ จ.ภูเก็ต

“พิพัฒน์” นั่งหัวโต๊ะ ประชุม ครม.นัดพิเศษ 18 มิ.ย. นี้ ตรวจร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามีประเด็นร้อนทางการเมืองที่น่าสนใจมาอัปเดตกันครับ เมื่อล่าสุดรัฐบาลเตรียมจัดการประชุมครั้งสำคัญ โดยมีชื่อว่า “พิพัฒน์” นั่งหัวโต๊ะ ประชุม ครม.นัดพิเศษ 18 มิ.ย. นี้ ตรวจร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70 เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายของประเทศเดินหน้าต่อไปได้อย่างราบรื่นตามปฏิทินงบประมาณครับ

“พิพัฒน์” นั่งหัวโต๊ะ ประชุม ครม.นัดพิเศษ 18 มิ.ย. นี้ ตรวจร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70

เหตุการณ์สำคัญนี้เกิดขึ้นเนื่องจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ติดภารกิจสำคัญในการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย ณ เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จึงได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ประธานในการประชุม ครม.นัดพิเศษในครั้งนี้แทน ซึ่งภารกิจหลักคือการตรวจรายละเอียดของร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จำนวน 3.78 ล้านล้านบาท

เปิดขั้นตอนการทำงานเมื่อ “พิพัฒน์” นั่งหัวโต๊ะ ประชุม ครม.นัดพิเศษ 18 มิ.ย. นี้ ตรวจร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70

หลังจากที่ ครม. ได้มีการตรวจร่างงบประมาณอย่างละเอียดแล้ว ขั้นตอนที่ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญได้แก่:

  • สำนักงบประมาณจะเร่งจัดพิมพ์ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ในช่วงวันที่ 17-22 มิถุนายน
  • นำเสนอ ครม. เพื่อให้ความเห็นชอบอย่างเป็นทางการในวันที่ 23 มิถุนายน
  • ยื่นเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาวาระที่ 1 ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม

ความพยายามในการเร่งเครื่องครั้งนี้ มีเป้าหมายสูงสุดคือเพื่อให้การพิจารณางบประมาณทั้งในวาระที่ 2 และ 3 เสร็จสิ้นภายในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน เพื่อให้งบประมาณปี 2570 พร้อมสำหรับการนำไปใช้งานจริงตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งนับว่าเป็นการบริหารจัดการเวลาที่ค่อนข้างกระชับและชัดเจนเพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้ทันท่วงทีครับ

ในมุมมองของผม การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับปฏิทินงบประมาณอย่างเคร่งครัดเป็นสัญญาณที่ดีครับ เพราะงบประมาณรัฐเปรียบเสมือนเครื่องยนต์หลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การที่ “พิพัฒน์” นั่งหัวโต๊ะ ประชุม ครม.นัดพิเศษ 18 มิ.ย. นี้ ตรวจร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70 ในครั้งนี้ ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่สะท้อนถึงการทำงานที่ต่อเนื่องไม่สะดุด แม้นายกฯ จะติดภารกิจต่างประเทศ ก็ต้องมาติดตามกันต่อครับว่าเมื่อเข้าสู่สภาฯ แล้ว จะมีประเด็นการอภิปรายเรื่องใดที่น่าสนใจบ้าง

ที่มา – “พิพัฒน์” นั่งหัวโต๊ะ ประชุม ครม.นัดพิเศษ 18 มิ.ย. นี้ ตรวจร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70

“ไทยช่วยไทยพลัส” รัฐจ่าย 60:40 ไม่ถังแตก

สวัสดีครับชาวไทยทุกคน! วันนี้เรามีข่าวดีเกี่ยวกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่หลายคนรอคอย นั่นคือ ไทยช่วยไทยพลัส หรือที่เรียกกันติดปากว่า “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายภราดร ปริศนานันทกุล ได้แย้มรายละเอียดล่าสุดมาแล้ว รัฐบาลจะจ่ายส่วนแบ่ง 60% ส่วนประชาชนจ่ายแค่ 40% ย้ำชัดว่ารัฐไม่ถังแตก มีงบกลางและ พ.ร.บ.โอนงบฯ พร้อมสนับสนุนเต็มที่!

ไทยช่วยไทยพลัส คืออะไร? รายละเอียดเบื้องต้น

นโยบาย ไทยช่วยไทยพลัส นี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือประชาชนให้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้มากขึ้น โดยเฉพาะช่วงเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ จากข้อมูลที่นายภราดรเปิดเผยเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 อัตราการจ่ายจะเป็น 60:40 นั่นคือ รัฐบาลออกเงิน 60% ประชาชนจ่ายเอง 40% ซึ่งคล้ายกับโครงการคนละครึ่งรุ่นก่อน แต่คราวนี้ชื่อ ไทยช่วยไทยพลัส และอาจปรับปรุงให้เหมาะสมยิ่งขึ้น

ส่วนจะจ่ายเป็นก้อนเดียวหรือทยอย 4 เดือนนั้น ยังอยู่ในขั้นตอนพิจารณา คุณสมบัติผู้รับสิทธิ์ก็ง่ายๆ คืออายุ 18 ปีขึ้นไป และจำนวนผู้เข้าร่วมจะขึ้นอยู่กับงบประมาณที่มี เช่น ถ้าจะครอบคลุม 20-30 ล้านคน รวมกับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.4 ล้านคน ก็ต้องคำนวณเงินให้พอ

แหล่งเงินมาจากไหน? งบกลางและ พ.ร.บ.โอนงบฯ

หลายคนกังวลว่ารัฐจะเอาเงินมาจากไหน นายภราดรยืนยันชัดเจนว่า มีแหล่งเงินหลากหลาย เช่น งบกลางปี 2569 และ พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ที่จะออกในเดือนมิถุนายน ซึ่งมีเงินจำนวนมากพอสมควร ไม่ต้องห่วงเรื่องถังแตกแน่นอน!

ไทยช่วยไทยพลัส รัฐจ่าย 60 ประชาชนจ่าย 40

ในที่ประชุมกรอบงบประมาณปี 2570 เมื่อ 22 เมษายน ก็ไม่ได้พูดถึง พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท แต่เป็นแผนระยะกลางที่เน้นภาพรวมเศรษฐกิจ ส่วนเรื่อง พ.ร.ก.กู้เงินนั้น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง จะเป็นคนแจงว่าจะเข้าครม.วันไหน ประชุมครม.เศรษฐกิจ 27 เมษายนนี้ยังไม่มีวาระชัดเจน

ประโยชน์ของไทยช่วยไทยพลัส ต่อประชาชนและร้านค้า

  • ช่วยลดภาระค่าครองชีพ: ประชาชนจ่ายน้อยลง รับสิทธิ์ทันที
  • กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก: ร้านค้าปลีกรับเงินหมุนเวียนเร็ว
  • ครอบคลุมกว้าง: รวมบัตรคนจนและประชาชนทั่วไป
  • ยั่งยืนด้วยงบจริง: ไม่ใช่กู้เพิ่มแบบเสี่ยง

นโยบายนี้จะช่วยให้เงินไหลเวียนในระบบมากขึ้น โดยเฉพาะ SME และร้านค้าท้องถิ่นที่เดือดร้อนจากโควิด คาดว่าจะเป็นตัวช่วยฟื้นเศรษฐกิจปีนี้ได้ดี

สรุปแล้ว ไทยช่วยไทยพลัส ไม่ใช่แค่มาแก้เผ็ดชั่วคราว แต่เป็นมาตรการที่รัฐบาลวางแผนมาดี มีงบพร้อม รอติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้เลยครับ

คุณคิดยังไงกับนโยบายนี้? คอมเมนต์บอกกันหน่อย และอย่าลืมแชร์ให้เพื่อนๆ ที่อาจได้สิทธิ์นะ! ติดตามข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐเพิ่มเติมที่นี่เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – “ไทยช่วยไทยพลัส” รัฐจ่าย 60 ประชาชนจ่าย 40 ย้ำรัฐบาลไม่ถังแตก มีงบกลาง-พ.ร.บ.โอนงบฯ

Scroll to top