งบประมาณรายจ่าย

“ชาดา” ฟาดระบบราชการไทย ขยายตำแหน่งบริหาร จนเป็นภาระงบประมาณประเทศ

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับงบประมาณแผ่นดินกันมาบ้างนะครับ ล่าสุดประเด็นร้อนที่น่าสนใจคือกรณีที่นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการบริหารจัดการบุคลากรภาครัฐ จนกลายเป็นข่าวใหญ่ว่า “ชาดา” ฟาดระบบราชการไทย ขยายตำแหน่งบริหาร จนเป็นภาระงบประมาณประเทศ ซึ่งเป็นการสะท้อนปัญหาที่หมักหมมมานานในระบบราชการไทยที่เราควรรู้

“ชาดา” ฟาดระบบราชการไทย ขยายตำแหน่งบริหาร จนเป็นภาระงบประมาณประเทศ

นายชาดาได้ชี้ให้เห็นว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมามีการขยายตัวอย่างผิดปกติของตำแหน่งระดับบริหารในหน่วยงานต่างๆ ทั้งกระทรวงมหาดไทยและการปกครองส่วนท้องถิ่น จนเกิดสภาวะที่เรียกว่า “มีแต่คนสั่ง แต่ไม่มีคนทำ” ซึ่งปัญหานี้เปรียบเสมือนขยะที่ซุกอยู่ใต้พรมมานานหลายสิบปี ทำให้งบประมาณด้านบุคลากรพุ่งสูงขึ้นกว่า 1 ล้านล้านบาทต่อปี ซึ่งถือเป็นตัวเลขมหาศาลที่ดึงงบส่วนอื่นไปใช้ได้ยากขึ้น

ทำไมการเพิ่มแต่ตำแหน่งบริหารถึงกลายเป็นปัญหาระดับชาติ?

  • โครงสร้างกำลังคนไม่สมดุล: เน้นเพิ่มตำแหน่งระดับสูง แต่ลดตำแหน่งระดับปฏิบัติการ
  • งบประมาณบานปลาย: ค่าเงินเดือน สวัสดิการ และบำเหน็จบำนาญของข้าราชการมีมูลค่าสูงขึ้นทุกปี
  • ประสิทธิภาพการทำงานลดลง: แทนที่จะเน้นการขับเคลื่อนงาน กลับกลายเป็นการแย่งกันขยายตำแหน่งจนเกินความจำเป็น

อย่างไรก็ตาม นายชาดาไม่ได้เพียงแค่วิจารณ์ แต่ยังเสนอทางออกที่เป็นรูปธรรม โดยมองว่าภาครัฐควรนำเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่อความคุ้มค่า เช่น การผลักดันรถยนต์ไฟฟ้าในหน่วยงานราชการเพื่อแก้ปัญหา PM2.5 การติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อลดค่าไฟ และการตรวจสอบงบเช่ารถราชการที่มีมูลค่าสูงถึง 10,000 ล้านบาทต่อปี สิ่งเหล่านี้คือตัวอย่างของการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย แทนที่จะไปเพิ่มงบประมาณบุคลากรที่ไม่จำเป็น

ในฐานะประชาชน ผมมองว่าเรื่องนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของภาษีเราครับ ภาครัฐควรต้องกล้าตัดสินใจทบทวนโครงสร้างดังกล่าวอย่างจริงจัง หากเรายังปล่อยให้การ “ขยายตำแหน่งบริหาร” เป็นไปอย่างไม่หยุดยั้ง ก็คงยากที่ประเทศไทยจะขยับตัวไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้จริง การปฏิรูประบบราชการจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเรื่องปากท้องและอนาคตของประเทศที่เราทุกคนต้องเฝ้ามองครับ

ที่มา – “ชาดา” ฟาดระบบราชการไทย ขยายตำแหน่งบริหาร จนเป็นภาระงบประมาณประเทศ

โอนไว สภาฯ ใช้เวลา 15 นาที เห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบ 1 หมื่นล้านบาท

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล เมื่อมีการกล่าวถึงเหตุการณ์ โอนไว สภาฯ ใช้เวลา 15 นาที เห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบ 1 หมื่นล้านบาท โดยเป็นการโหวตผ่านร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ วันนี้เรามาเจาะลึกกันว่าเกิดอะไรขึ้นในสภาฯ แห่งนี้ครับ

สถานการณ์จริงเมื่อ โอนไว สภาฯ ใช้เวลา 15 นาที เห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบ 1 หมื่นล้านบาท

การประชุมในวันนั้นเต็มไปด้วยความกระชับ โดยนางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาฯ ได้ทำหน้าที่ประธานในการพิจารณาร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย วงเงินรวมทั้งสิ้น 10,328 ล้านบาท ซึ่งเงินก้อนนี้มาจากหน่วยงานต่างๆ ถึง 118 แห่ง โดยมีเป้าหมายหลักคือการโอนไปใส่ไว้ในงบกลาง เพื่อนำไปใช้เป็นเงินสำรองจ่ายฉุกเฉินและปฏิบัติภารกิจที่เร่งด่วนในการแก้วิกฤตการณ์ทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทย

รายละเอียดการโหวตมติเอกฉันท์หลังจาก โอนไว สภาฯ ใช้เวลา 15 นาที เห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบ 1 หมื่นล้านบาท

ความน่าสนใจของเหตุการณ์นี้อยู่ที่ตัวเลขและขั้นตอนการพิจารณาครับ เพราะในวาระที่ 2 ของการประชุม ไม่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านใดติดใจอภิปรายในรายละเอียดที่กรรมาธิการวิสามัญฯ ได้แก้ไขมา ส่งผลให้วาระที่ 3 เกิดการลงมติด่วนด้วยผลคะแนนเอกฉันท์ 449 ต่อ 0 เสียง และงดออกเสียง 2 เสียง ภายในเวลาเพียง 15 นาทีเท่านั้น ซึ่งถือว่าเร็วมากหากเทียบกับกระบวนการปกติของสภาฯ

สาเหตุสำคัญของการเร่งรีบในครั้งนี้คือ:

  • เพื่อสนับสนุนภารกิจเร่งด่วนในการฟื้นฟูประเทศ
  • เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจทั้งปัจจัยภายในและภายนอก
  • เพื่อให้เงินสำรองฉุกเฉินมีความพร้อมในการนำมาใช้งานทันที

หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่า การที่สภาฯ ทำงานรวดเร็วขนาดนี้เป็นเรื่องดีหรือน่ากังวล? ในมุมมองหนึ่ง นี่คือการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการตอบสนองต่อปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างทันท่วงที แต่ในอีกมุมหนึ่ง ประชาชนก็ยังคงจับตามองว่า งบประมาณกว่า 1 หมื่นล้านบาทนี้ จะถูกบริหารจัดการอย่างไรให้โปร่งใสและคุ้มค่าที่สุด เพื่อไม่ให้เงินภาษีของประชาชนต้องสูญเปล่าไปกับโครงการที่ไม่เกิดผลตอบแทนที่ชัดเจน

สรุปแล้ว แม้เหตุการณ์ โอนไว สภาฯ ใช้เวลา 15 นาที เห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบ 1 หมื่นล้านบาท จะผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่ภารกิจสำคัญหลังจากนี้คือการติดตามการนำงบประมาณไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชนทั่วประเทศครับ

ที่มา – โอนไว สภาฯ ใช้เวลา 15 นาที เห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบ 1 หมื่นล้านบาท

เจาะลึก: หนี้สาธารณะไทย-หนี้ครัวเรือน ติดอันดับ 7 โลก

ทำไมสถานการณ์ หนี้สาธารณะไทย-หนี้ครัวเรือน ติดอันดับ 7 โลก ถึงน่ากังวล?

ในช่วงการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส. พรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่าปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจซ้อนวิกฤต โดยเฉพาะตัวเลขหนี้สาธารณะไทย-หนี้ครัวเรือน ติดอันดับ 7 โลก ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนภัยที่รัฐบาลจะมองข้ามไม่ได้ หากเรายังคงเดินหน้าบริหารจัดการงบประมาณแบบเดิมที่เน้นเพียงแค่งบประจำและกู้เงินมาแจกโดยไม่มีการลงทุนเพื่ออนาคต ประเทศไทยอาจเข้าสู่ภาวะที่ไร้ทางออกอย่างที่หลายฝ่ายกังวล

วิกฤตที่สะท้อนจากตัวเลข: เมื่อคนไทยแบกภาระเกินตัว

ปัจจุบันหนี้ภาคครัวเรือนของไทยพุ่งสูงถึง 91% ต่อ GDP ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานสากลที่ 80% อย่างมาก โดยมีคนไทยกว่า 25.5 ล้านคนที่มีภาระหนี้สินเฉลี่ยคนละ 3.3 บัญชี สถานการณ์ที่หนี้สาธารณะไทย-หนี้ครัวเรือน ติดอันดับ 7 โลก นี้ ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขทางสถิติ แต่คือความจริงที่ประชาชนต้องเจอจากการทำงานหนักเพื่อจ่ายภาษี ในขณะที่ต้องแบกรับภาระหนี้ส่วนตัวที่พอกพูนขึ้นทุกวัน

นายสาทิตย์ได้เสนอแนวทาง 5 ข้อเพื่อหยุดวงจรหนี้สินนี้อย่างเป็นรูปธรรม:

  • หยุดกู้เพื่อแจก: เลิกให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าเงินกู้ไม่มีต้นทุน ในความเป็นจริงทุกบาทที่กู้มาประชาชนต้องร่วมกันชำระคืนทั้งต้นและดอกเบี้ย
  • พูดความจริงกับประชาชน: รัฐบาลต้องเปิดเผยสถานะทางการเงินของประเทศตามความเป็นจริง เพื่อให้เกิดความร่วมมืออย่างแท้จริง
  • เลิกแสดงความรวยเกินฐานะ: ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นและปรับโครงสร้างงบประมาณให้สมดุล
  • เร่งสร้างรายได้เข้าประเทศ: หาวิธีการใหม่ๆ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแทนการตั้งรับ
  • ปราบปรามคอร์รัปชันอย่างเด็ดขาด: ปิดช่องโหว่การทุจริตในระบบงบประมาณ ซึ่งเป็นรูรั่วขนาดใหญ่ที่ทำให้เงินภาษีสูญเปล่า

มุมมองต่ออนาคต: หยุดวาทกรรม แล้วลงมือทำจริง

ปัญหาเรื่อง หนี้สาธารณะไทย-หนี้ครัวเรือน ติดอันดับ 7 โลก ไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลจะมานั่งเป็นตัวเอกในการโต้ตอบด้วยวาทกรรมสวยหรูในสภาเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป ถึงเวลาแล้วที่ผู้มีอำนาจต้องมองเห็นความลำบากของประชาชนเป็นที่ตั้ง หากผู้บริหารประเทศยอมรับว่าโครงสร้างงบประมาณปัจจุบันมีปัญหา ก็ต้องกล้าตัดสินใจปรับเปลี่ยนทิศทางก่อนที่โครงสร้างประเทศจะพังทลายลงในอีก 2-3 ปีข้างหน้า การแก้ปัญหาต้องเริ่มที่จุดเดียว คือการทำงานอย่างโปร่งใสและสร้างสรรค์เพื่ออนาคตของคนไทยทุกคน ไม่ใช่เพียงแค่ให้ผ่านวาระการประชุมไปวันๆ

หากรัฐบาลชุดนี้ยังคงเดินหน้าแบบเดิมโดยไม่แก้ไขโครงสร้างพื้นฐาน ผลลัพธ์ที่จะตามมาคือวิกฤตเศรษฐกิจที่หยั่งรากลึกกว่าเดิม เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อเสนอแนะนี้จะถูกนำไปปฏิบัติอย่างจริงจังมากกว่าการเป็นเพียงแค่ถ้อยคำสวยหรูในสภาผู้แทนราษฎร

ที่มา – “สาทิตย์” ซัด หนี้สาธารณะไทย-หนี้ครัวเรือน ติดอันดับ 7 โลก แนะเร่งแก้ อย่าแค่วาทกรรม

“สิริพงศ์” แจง พ.ร.บ.โอนงบปี 2569 ย้ำนายกฯ ใช้เงินคุ้มค่า

“สิริพงศ์” แจง พ.ร.บ.โอนงบปี 2569 ย้ำนายกฯ ใช้เงินคุ้มค่า

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจในสภาฯ เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา สำหรับการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย ซึ่งทางนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาพูดถึงประเด็น “สิริพงศ์” แจง พ.ร.บ.โอนงบปี 2569 ย้ำนายกฯ ใช้เงินคุ้มค่า เพื่อให้ประชาชนเกิดความมั่นใจว่าทุกบาททุกสตางค์ที่รัฐบาลเลือกใช้นั้น จะถูกนำไปแก้ไขวิกฤตของประเทศให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากที่สุด

เหตุผลเบื้องหลังการโอนงบประมาณ

ในมุมมองของกระทรวงคมนาคม การโอนงบประมาณครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่ผ่านการกลั่นกรองมาหลายชั้น เพื่อให้งบประมาณถูกเปลี่ยนทิศทางไปยังโครงการที่จำเป็นจริงๆ หลายคนคงเคยเห็นถนนบางสายที่รอคอยการซ่อมแซมมาทั้งชีวิต การพิจารณาเรื่องนี้จึงเปรียบเสมือนความหวังของชาวบ้านที่ต้องการเห็นการพัฒนาที่ตรงจุด โดยนายสิริพงศ์ยังได้ย้ำถึงหลักการของ “สิริพงศ์” แจง พ.ร.บ.โอนงบปี 2569 ย้ำนายกฯ ใช้เงินคุ้มค่า ไว้เสมอว่าโครงการไหนไม่จำเป็น ก็ควรตัดออกเพื่อนำงบไปอุดจุดที่ขาดแคลนแทน

  • เร่งรัดการเบิกจ่ายให้ทันต่อสถานการณ์
  • ตัดโครงการที่ไม่จำเป็นเพื่อลดงบประมาณซ้ำซ้อน
  • เน้นการบริหารจัดการมากกว่าการสร้างของใหม่

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกพูดถึงคือข่าวลือเรื่องการนำงบไปลงกับรถไฟฟ้าสายสีส้ม ซึ่งรัฐมนตรีช่วยฯ ยืนยันหนักแน่นว่าไม่เป็นความจริง เพราะการโอนงบครั้งนี้มีเป้าหมายหลักคือการแก้ปัญหาในภาพรวมของประเทศ อีกทั้งกระทรวงยังมีช่องทางจัดหาแหล่งเงินอื่นมาบริหารจัดการโครงการดังกล่าวได้โดยไม่กระทบงบส่วนนี้

นโยบายการประหยัดงบของรัฐบาล

นอกจากนี้ ท่านนายกรัฐมนตรียังได้กำชับนโยบายที่ชัดเจนมากว่า หน่วยงานรัฐห้ามสร้างอาคารสำนักงานใหม่ แต่ให้เน้นเรื่องการเช่าใช้หรือปรับปรุงพื้นที่เดิมแทน นี่คือหัวใจสำคัญในการ “สิริพงศ์” แจง พ.ร.บ.โอนงบปี 2569 ย้ำนายกฯ ใช้เงินคุ้มค่า เพื่อป้องกันไม่ให้งบประมาณแผ่นดินต้องหมดไปกับสิ่งก่อสร้างที่อาจไม่จำเป็นในเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน แต่ต้องเน้นไปที่การตอบโจทย์ปัญหาปากท้องและความสะดวกสบายของประชาชนเป็นอันดับแรก

ในท้ายที่สุดนี้ การติดตามการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินถือเป็นสิทธิที่ประชาชนควรร่วมกันตรวจสอบ แม้ว่าการโอนงบจะเป็นเพียงกลไกหนึ่งในสภาฯ แต่ประสิทธิภาพของการเบิกจ่ายและการเลือกใช้เงินในโครงการที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดคือดัชนีชี้วัดที่รัฐบาลชุดนี้ต้องพิสูจน์ให้เห็นในอนาคตอันใกล้นี้ครับ

ที่มา – “สิริพงศ์” แจง พ.ร.บ.โอนงบปี2569 ย้ำคำ “นายกฯ” ใช้ทุกบาททุกสตางค์คุ้มค่า ตอบโจทย์ปัญหาประชาชน

“การดี” เผยพรรคประชาธิปัตย์ จ่อจัดหนักงบดีอี –คลาวด์

เชื่อว่าหลายคนที่ติดตามข่าวการเมืองคงจะผ่านตาประเด็นร้อนแรงล่าสุด เมื่อนางการดี เลียวไพโรจน์ สส. ปัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาเปล่งเสียงสะท้อนความไม่ชอบมาพากลในงบประมาณปี 2570 โดยเฉพาะหัวข้อที่หลายคนจับตามองอย่าง “การดี” เผยพรรคประชาธิปัตย์ จ่อจัดหนักงบดีอี –คลาวด์ เพื่อเตรียมความพร้อมในการอภิปรายในสภาฯ ครั้งหน้าให้เข้มข้นที่สุดครับ

“การดี” เผยพรรคประชาธิปัตย์ จ่อจัดหนักงบดีอี –คลาวด์ ส่อแววซ้ำซ้อน

นางการดีได้ตั้งข้อสังเกตว่า งบประมาณในส่วนของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ปี 2570 นั้นมีการเพิ่มขึ้นถึง 30% โดยเฉพาะงบการทำคลาวด์ที่เพิ่มขึ้นมากถึง 5 พันล้านบาท แต่ปัญหาก็คือเรื่องของ “ประสิทธิภาพ” ครับ เพราะจากการตรวจสอบพบว่าโครงการคลาวด์ถูกทำกระจายไปหลายกระทรวง แทนที่จะรวมศูนย์ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันระดับประเทศ ซึ่งนั่นหมายความว่าอาจเกิดความซ้ำซ้อนในการใช้งบประมาณโดยใช่เหตุ

เจาะลึกงบ AI และดิจิทัลที่ดูยังไม่ชัดเจน

นอกจากนี้ ในส่วนของ AI ที่มีการของบประมาณกว่า 2.5 พันล้านบาท ครอบคลุม 206 โครงการ นางการดีมองว่าตัวเลขเหล่านี้ยังขาดความชัดเจนเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน รวมถึงแผนบูรณาการรัฐบาลดิจิทัลที่มีมูลค่ากว่า 8.7 พันล้านบาท กลับพบว่ามีงบดำเนินงานสูงถึง 72.6% ในขณะที่งบลงทุนมีเพียง 9.4% เท่านั้น ซึ่งเป็นประเด็นที่ทางพรรคประชาธิปัตย์เตรียมจะอภิปรายชี้แจงในสภาฯ ให้ชัดเจนเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ

ประเด็นสำคัญที่น่าคิดจากกรณี “การดี” เผยพรรคประชาธิปัตย์ จ่อจัดหนักงบดีอี –คลาวด์

  • ความไร้ประสิทธิภาพในการจัดสรรงบประมาณดิจิทัลที่ดูเหมือนจะเน้นเพียงการดำเนินงานแต่ขาดการลงทุนที่เห็นผลจริง
  • การประหยัดเวลาด้วยการไม่เปิดเผยไฟล์ดิจิทัลให้ฝ่ายค้านตรวจสอบก่อนเวลาอันควร ทั้งที่โลกก้าวไกลสู่ยุคดิจิทัลแล้ว
  • ความจำเป็นในการรวมศูนย์ข้อมูลรัฐบาล (Cloud) เพื่อลดความซ้ำซ้อนของงบประมาณ

อีกเรื่องที่น่าผิดหวังคือเรื่องของการเปิดเผยเอกสารงบประมาณ ที่ต้องบอกว่าในยุคดิจิทัลแบบนี้ การที่ต้องรอรับเอกสารขนาดใหญ่ถึง 2 ลัง เพียงไม่กี่วันก่อนการอภิปรายถือเป็นเรื่องที่ล้าหลังมากครับ หากรัฐบาลต้องการจะเป็นรัฐบาลดิจิทัลจริงๆ ควรเริ่มจากการเปิดเผยข้อมูลในรูปแบบไฟล์ที่ตรวจสอบได้ตั้งแต่วันแรก เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมสำหรับทุกฝ่าย ประเด็นนี้ถือเป็นบทพิสูจน์ความจริงใจของภาครัฐในการขับเคลื่อนนโยบายดิจิทัลอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – “การดี” เผยพรรคประชาธิปัตย์ จ่อจัดหนัก“งบดีอี –คลาวด์”

กรณ์ ซัดรัฐบาล ออก พ.ร.บ.โอนงบฯ ทำตัวเป็นเด็กเล่นขายของ

กรณ์ ซัดรัฐบาล ออก พ.ร.บ.โอนงบฯ ทำตัวเป็นเด็กเล่นขายของ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภาฯ เมื่อนายกรณ์ จาติกวณิช ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การบริหารจัดการงบประมาณของรัฐบาลอย่างดุเดือด โดยมองว่าการที่รัฐบาลตัดสินใจ กรณ์ ซัดรัฐบาล ออก พ.ร.บ.โอนงบฯ ทำตัวเป็นเด็กเล่นขายของ นั้น เป็นเรื่องที่น่าผิดหวังอย่างยิ่ง เพราะแทนที่จะเป็นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจมหภาคอย่างจริงจัง กลับกลายเป็นการจัดสรรงบประมาณที่ไม่มีประสิทธิภาพและส่งผลกระทบต่อประชาชนน้อยมาก

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลเคยส่งสัญญาณว่าจะสามารถโอนงบประมาณได้สูงถึง 100,000 ล้านบาท เพื่อนำมาเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับพบว่าเม็ดเงินเหล่านั้นถูกหั่นเหลือเพียง 10,300 ล้านบาท ซึ่งนายกรณ์มองว่ารัฐบาลปล่อยให้กระทรวงต่างๆ เร่งรีบเซ็นสัญญาจัดซื้อจัดจ้างจนงบประมาณถูกใช้ไปเกือบหมด ทำให้ พ.ร.บ. โอนงบประมาณฉบับนี้กลายเป็นเพียงสิ่งที่ไร้น้ำหนัก

เหตุผลเบื้องหลังการแก้เขินและแก้ต่างทางการเมือง

นายกรณ์ชี้ให้เห็นว่าการเดินหน้า กรณ์ ซัดรัฐบาล ออก พ.ร.บ.โอนงบฯ ทำตัวเป็นเด็กเล่นขายของ ในรูปแบบนี้ มีวัตถุประสงค์แอบแฝงอยู่ 2 ประการหลัก คือ:

  • แก้เขิน: รัฐบาลเคยประกาศต่อรัฐสภาว่าจะทำ หากไม่ดำเนินการก็จะถูกสังคมกดดัน
  • แก้ต่าง: เพื่อใช้เป็นข้ออ้างต่อศาลรัฐธรรมนูญให้เห็นว่าได้ใช้เม็ดเงินปกติเต็มที่แล้วก่อนจะไปออก พ.ร.ก. กู้เงิน

หลายฝ่ายต่างตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วงวิกฤตโควิด-19 รัฐบาลในอดีตยังสามารถโอนงบประมาณได้มากกว่านี้หลายเท่าตัว การที่รัฐบาลชุดนี้ทำได้เพียง 10,300 ล้านบาท หรือคิดเป็นแค่ 0.2% ของงบประมาณทั้งหมด จึงเป็นคำถามตัวโตๆ ว่านี่คือความพยายามเต็มที่แล้วจริงหรือ? หรือเป็นเพียงการเปิดทางเพื่อนำไปสู่การกู้เงินจำนวนมหาศาลกันแน่

นอกจากนี้ นายกรณ์ยังได้กล่าวเตือนรัฐบาลว่า ในปัจจุบันสถานการณ์ทางเศรษฐกิจไม่ได้เลวร้ายถึงขั้นที่ต้องหาทางออกด้วยการกู้เงิน เพราะธนาคารแห่งประเทศไทยได้ปรับประมาณการ GDP สูงขึ้น และสถานะเงินทุนสำรองระหว่างประเทศก็อยู่ในเกณฑ์ดี การนำเงินจำนวน 10,300 ล้านบาทที่ได้มานั้นไปใช้แบบเร่งรีบโดยไม่มีแผนรองรับกรณีที่ไม่สามารถออก พ.ร.ก. กู้เงินได้ อาจจะทำให้รัฐบาลเสียโอกาสสำคัญที่ควรจะเก็บเงินก้อนนี้ไว้ใช้เพื่อประโยชน์ของประเทศในระยะยาว

ในฐานะประชาชน เราคงต้องจับตาดูคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้ ว่าการที่ กรณ์ ซัดรัฐบาล ออก พ.ร.บ.โอนงบฯ ทำตัวเป็นเด็กเล่นขายของ นั้น จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการบริหารงานของรัฐบาลมากน้อยเพียงใด แต่ที่แน่ๆ การโปร่งใสและการจัดงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน คือสิ่งที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญมากกว่าการเล่นเกมการเมือง

ที่มา – “กรณ์” ซัดรัฐบาล ออก พ.ร.บ.โอนงบฯ หั่นงบเหลือ 1 หมื่นล้าน ทำตัวเป็นเด็กเล่นขายของ

ครม. ไฟเขียว พ.ร.บ.โอนงบประมาณ–งบประมาณ ปี2570

ครม. ไฟเขียว พ.ร.บ.โอนงบประมาณ–งบประมาณ ปี2570 อย่างเป็นทางการแล้ว

เป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างมากสำหรับความคืบหน้าล่าสุดที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ทางคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบต่อวาระสำคัญ นั่นก็คือ ครม. ไฟเขียว พ.ร.บ.โอนงบประมาณ–งบประมาณ ปี2570 เพื่อเตรียมเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายและการแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้กับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ โดยนายกรัฐมนตรีได้ย้ำชัดว่ารัฐบาลมุ่งเน้นความโปร่งใสและพร้อมตอบทุกข้อซักถามในสภาฯ อย่างเต็มที่

รายละเอียดการโอนงบประมาณและงบประมาณปี 2570 ที่ต้องทราบ

สำหรับการอนุมัติงบประมาณในครั้งนี้ มีสาระสำคัญแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักที่ประชาชนควรทราบข้อมูล ดังนี้:

  • ร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. ….: ซึ่งเป็นการโอนงบประมาณจำนวน 10,328 ล้านบาท โดยจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจำนวน 25 คน เพื่อตรวจสอบให้เกิดความโปร่งใสและคุ้มค่าที่สุด
  • ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570: วงเงินไม่เกิน 3,788,000 ล้านบาท โดยจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจำนวน 72 คน เพื่อดูแลการใช้จ่ายงบประมาณให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

การที่ ครม. ไฟเขียว พ.ร.บ.โอนงบประมาณ–งบประมาณ ปี2570 ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะส่งผลต่อทิศทางการพัฒนาประเทศโดยตรง ทั้งนี้ รัฐบาลได้กำชับให้รัฐมนตรีทุกท่านเตรียมข้อมูลให้พร้อมสำหรับการอภิปรายในสภา เพื่อให้ประชาชนได้มั่นใจว่าเงินภาษีทุกบาททุกสตางค์จะถูกนำไปใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้นอย่างแท้จริง

สำหรับท่านที่สนใจรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับเอกสารงบประมาณประกอบต่างๆ สามารถเข้าไปตรวจสอบข้อมูลได้ด้วยตนเองผ่านทางเว็บไซต์ของสำนักงบประมาณ ซึ่งเปิดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้อย่างโปร่งใส ตามนโยบายการทำงานของรัฐบาลชุดนี้ หากใครมีข้อสงสัยหรืออยากติดตามว่ากระบวนการหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร อย่าลืมติดตามการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรตามกำหนดการที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ครับ

ที่มา – ครม. ไฟเขียว พ.ร.บ.โอนงบประมาณ–งบประมาณ ปี2570

ครม. เคาะผ่านกรอบงบประมาณ 2570 เผยงบเหลือจ่ายปี 69 คืนคลังได้ 10,300 ล้าน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาอัปเดตสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินของประเทศกันหน่อยครับ กับประเด็นล่าสุดที่หลายคนกำลังจับตามอง คือเรื่องที่ ครม. เคาะผ่านกรอบงบประมาณ 2570 เผยงบเหลือจ่ายปี 69 คืนคลังได้ 10,300 ล้าน ซึ่งถือว่าเป็นก้าวสำคัญในการวางแผนการใช้จ่ายเงินภาษีของประชาชนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดครับ

การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติผ่าน ครม. เคาะผ่านกรอบงบประมาณ 2570 เผยงบเหลือจ่ายปี 69 คืนคลังได้ 10,300 ล้าน

ในการประชุม ครม. นัดพิเศษที่ผ่านมา ได้มีการเห็นชอบในร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 โดยกำหนดกรอบวงเงินไว้ที่ 3.788 ล้านล้านบาท เพื่อเตรียมผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในสัปดาห์หน้า นี่คือสัญญาณที่บอกว่ารัฐบาลกำลังเร่งวางรากฐานการบริหารประเทศเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคตครับ

ทำไมตัวเลขงบประมาณถึงมีการเปลี่ยนแปลง?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมยอดเงินที่รัฐบาลดึงกลับมาจากปี 2569 ถึงเหลือเพียง 10,300 ล้านบาท ทั้งที่ตอนแรกคาดการณ์ไว้สูงกว่านี้ เหตุผลคือเมื่อหน่วยงานต่างๆ ทราบข่าวนโยบายนี้ ก็ได้เร่งการเบิกจ่ายงบประมาณอย่างเต็มที่ในไตรมาสที่ 3 ส่งผลให้เม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้เร็วกว่าที่คาดไว้ ซึ่งมองอีกมุมก็ถือว่าเป็นเรื่องดีที่งบประมาณถูกนำไปใช้ตามเป้าหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจครับ

  • งบที่ดึงกลับมา 10,300 ล้านบาท จะเข้าสู่งบกลาง
  • เพื่อชำระหนี้ค้างชำระและโครงการสำคัญเช่น รถไฟฟ้าสายสีส้ม
  • เตรียมสำรองสำหรับเหตุฉุกเฉินและภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น

สรุปแล้วสถานการณ์ที่ ครม. เคาะผ่านกรอบงบประมาณ 2570 เผยงบเหลือจ่ายปี 69 คืนคลังได้ 10,300 ล้าน นั้นชี้ให้เห็นว่าภาครัฐมีการบริหารจัดการงบประมาณอย่างรัดกุมและมีความยืดหยุ่น เพื่อรับมือกับวิกฤติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาวะเศรษฐกิจโลกหรือสถานการณ์ในตะวันออกกลาง นี่คือความพยายามของภาครัฐในการประคองเสถียรภาพทางการเงินของประเทศเพื่อให้ทุกโครงการสำคัญขับเคลื่อนต่อไปได้ ผมมองว่าการที่รัฐบาลแสดงความโปร่งใสในเรื่องงบประมาณแบบนี้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชนได้เป็นอย่างดีเลยครับ

ที่มา – ครม. เคาะผ่านกรอบงบประมาณ 2570 เผยงบเหลือจ่ายปี 69 คืนคลังได้ 10,300 ล้าน

จับตา ครม.นัดพิเศษ วันนี้ “พิพัฒน์” คุมร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70

จับตา ครม.นัดพิเศษ วันนี้ “พิพัฒน์” คุมร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70 วงเงิน 3.78 ล้านล้าน

วันนี้ถือเป็นวันสำคัญของการวางรากฐานเศรษฐกิจไทย กับการประชุมที่มีการ จับตา ครม.นัดพิเศษ วันนี้ “พิพัฒน์” นั่งประธานตรวจร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70 วงเงิน 3.78 ล้านล้าน โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่ประธานแทน เพื่อขับเคลื่อนแผนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ให้เดินหน้าตามกำหนดการ

รายละเอียดและทิศทางงบประมาณปี 2570

สาระสำคัญของการประชุมในวันนี้ คือการที่สำนักงบประมาณเตรียมเสนอรายงานผลการรับฟังความคิดเห็น เพื่อให้ ครม. เห็นชอบข้อเสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2570 ก่อนจะส่งพิมพ์เป็นเล่มเพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่สภาฯ ต่อไป สำหรับรายละเอียดของ จับตา ครม.นัดพิเศษ วันนี้ “พิพัฒน์” นั่งประธานตรวจร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70 วงเงิน 3.78 ล้านล้าน มีสัดส่วนที่น่าสนใจดังนี้:

  • รายจ่ายประจำอยู่ที่ 2,786,367 ล้านบาท คิดเป็น 73.6% ของวงเงินรวม
  • รายจ่ายลงทุนอยู่ที่ 789,171 ล้านบาท
  • รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้มีสัดส่วน 4% ของงบรวม
  • เงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลลดลงจากปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 788,000 ล้านบาท

การดำเนินการตามวาระ จับตา ครม.นัดพิเศษ วันนี้ “พิพัฒน์” นั่งประธานตรวจร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70 วงเงิน 3.78 ล้านล้าน นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลในการจัดสรรงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด แม้ในยามที่เศรษฐกิจโลกมีความผันผวน ทั้งนี้ยังมีการพ่วงพิจารณา พ.ร.บ.โอนงบประมาณปี 2569 เข้ามาเพื่อบริหารจัดการสถานการณ์ปัจจุบันให้คล่องตัวยิ่งขึ้น

ถือเป็นก้าวสำคัญที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ เพราะการจัดสรรงบประมาณปี 2570 ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่คือการกำหนดทิศทางการเติบโตของประเทศในระยะยาว หากร่างนี้ผ่านการเห็นชอบในขั้นตอนต่อไป เราน่าจะได้เห็นการเบิกจ่ายงบประมาณที่ส่งผลโดยตรงต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม เราต้องเฝ้าระวังการปรับลดสัดส่วนงบลงทุนที่กระชับขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขยายตัวทาง GDP ของไทยในช่วงเวลาดังกล่าว

ที่มา – จับตา ครม.นัดพิเศษ วันนี้ “พิพัฒน์” นั่งประธานตรวจร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70 วงเงิน 3.78 ล้านล้าน

Scroll to top