งบประมาณแผ่นดิน

กรณ์ ฉายภาพวิกฤตเศรษฐกิจไทย-โลก สะท้อนปัญหาสังคมสูงวัย เด็กเกิดน้อย เหลื่อมล้ำทางการศึกษา

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เราจะมาสรุปประเด็นร้อนที่น่าสนใจมาก เมื่อคุณกรณ์ จาติกวณิช ได้ออกมาเผยมุมมองถึงทิศทางของบ้านเราและระดับนานาชาติ ซึ่งเนื้อหาที่น่าสนใจที่สุดคือ “กรณ์” ฉายภาพวิกฤตเศรษฐกิจไทย-โลก สะท้อนปัญหาสังคมสูงวัย เด็กเกิดน้อย เหลื่อมล้ำทางการศึกษา ที่กำลังกดดันโครงสร้างประเทศอย่างหนักในปัจจุบัน

“กรณ์” ฉายภาพวิกฤตเศรษฐกิจไทย-โลก สะท้อนปัญหาสังคมสูงวัย เด็กเกิดน้อย เหลื่อมล้ำทางการศึกษา

การบรรยายในโครงการ DIP16 สะท้อนให้เห็นว่าโลกของเรากำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคพลังงานไปสู่ยุค AI เต็มตัว ซึ่งท้าทายระบบทุนนิยมแบบเดิมอย่างรุนแรง คุณกรณ์ระบุว่า AI กำลังจัดระเบียบโครงสร้างสังคมใหม่แบ่งเป็นกลุ่มต่างๆ โดยกลุ่มที่น่าห่วงที่สุดคือกลุ่มที่ปรับตัวไม่ทัน ซึ่งต้องพึ่งพาการดูแลจากภาครัฐ ท่ามกลางกระแสค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นแซงหน้ารายได้ของเหล่าคนรุ่นใหม่

มุมมองต่อโครงสร้างงบประมาณและความเสี่ยงที่ต้องจับตา

เมื่อเราพิจารณาในบริบทของประเทศไทย “กรณ์” ฉายภาพวิกฤตเศรษฐกิจไทย-โลก สะท้อนปัญหาสังคมสูงวัย เด็กเกิดน้อย เหลื่อมล้ำทางการศึกษา ไว้อย่างชัดเจนว่า งบประมาณแผ่นดินไทยกว่า 69% ถูกกลืนกินไปกับงบบุคลากรภาครัฐ สวัสดิการสังคม และภาระหนี้สิน ทำให้เหลือส่วนงบลงทุนน้อยมาก หากรัฐบาลไม่ยอมรื้อโครงสร้างงบประมาณใหม่ ประเทศอาจเผชิญวิกฤตการเงินในอนาคต

สาเหตุและปัจจัยกดดันที่สำคัญประกอบด้วย:

  • โครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็วและจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงอย่างต่อเนื่อง
  • ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ส่งผลต่อคุณภาพแรงงานในยุคเทคโนโลยี
  • งบประมาณประจำที่สูงจนแทบไม่เหลือพื้นที่สำหรับการลงทุนพัฒนาศักยภาพใหม่ๆ

ทางออกที่ถูกนำเสนอคือการเร่ง Reskill/Upskill คนในชาติให้ทันต่อเทคโนโลยี และที่สำคัญที่สุดคือการปรับบทบาทของภาครัฐให้มีความโปร่งใส กระจายงบประมาณให้ตรงจุดเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างเป็นรูปธรรม แทนที่จะเน้นเพียงโครงการประชานิยมที่อาจไม่ใช่ยุทธศาสตร์ในระยะยาว

ท้ายที่สุด การจะฝ่าฟันวิกฤตครั้งนี้ไปได้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การตระหนักรู้และเตรียมความพร้อมทั้งในระดับรายบุคคลและระดับนโยบายของรัฐ คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ลูกหลานของเราอยู่รอดในเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนครับ

ที่มา – “กรณ์” ฉายภาพวิกฤตเศรษฐกิจไทย-โลก สะท้อนปัญหาสังคมสูงวัย เด็กเกิดน้อย เหลื่อมล้ำทางการศึกษา

วัชรพงศ์ โต้กลับ รัชนก หยุดบิดเบือนปมบัตรคนจน

กลายเป็นประเด็นที่ร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยเมื่อ นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาเคลื่อนไหวอย่างดุดันผ่านสื่อ เพื่อตอบโต้กรณีที่ นางสาวรัชนก สุขประเสริฐ สส.พรรคประชาชน ได้ออกมาตั้งคำถามถึงกระบวนการยื่นอุทธรณ์สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยการโต้ตอบครั้งนี้ถือเป็นการเปิดศึกระหว่างขั้วการเมืองที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง วัชรพงศ์ โต้กลับ รัชนก หยุดบิดเบือนปมบัตรคนจน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเข้าใจของพี่น้องประชาชนโดยตรง

วัชรพงศ์ โต้กลับ รัชนก หยุดบิดเบือนปมบัตรคนจน

เหตุการณ์เริ่มต้นจากทางฝั่งพรรคประชาชนได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า รัฐบาลมีความสับสนในการกำหนดวันยื่นอุทธรณ์ จนสร้างความกังวลว่าจะมีประชาชนกว่า 9 ล้านคนอาจเสียสิทธิ์ แต่ทางด้านนายวัชรพงศ์ได้ออกมายืนยันว่า รัฐบาลไม่ได้ถังแตก แต่กำลังเร่งดำเนินการตรวจสอบเพื่อคัดกรอง “คนจนตัวจริง” ให้ได้รับงบประมาณจากภาษีอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย พร้อมทั้งยืนยันว่าการที่ วัชรพงศ์ โต้กลับ รัชนก หยุดบิดเบือนปมบัตรคนจน ก็เพื่อปกป้องสิทธิ์ไม่ให้กลุ่มทุนสีเทาหรือมิจฉาชีพมาแอบอ้างสิทธิ์ของชาวบ้านไปใช้โดยมิชอบ

เหตุผลเบื้องหลังการจัดระเบียบสวัสดิการรัฐ

สำหรับประเด็นที่หลายคนสงสัย นายวัชรพงศ์ได้แจกแจงรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • การตรวจสอบสิทธิ์มุ่งเน้นไปที่การกำจัดมิจฉาชีพและทุนสีเทาที่แอบแฝง
  • รัฐบาลพร้อมพิจารณาขยายเวลาการยื่นอุทธรณ์เพื่อไม่ให้ประชาชนที่ตกหล่นเสียสิทธิ์
  • งบประมาณการคลังของประเทศยังมั่นคงและเพียงพอต่อการดูแลประชาชน

นายวัชรพงศ์ยังได้ฝากเตือนไปถึงฝ่ายค้านว่า อย่าเอาความเดือดร้อนของชาวบ้านมาเป็นเครื่องมือในการหาแสงหรือสร้างผลประโยชน์ทางการเมือง การทำงานการเมืองที่สร้างสรรค์ควรเป็นการนำข้อมูลจริงมาหารือกัน มากกว่าการบิดเบือนให้เกิดความตื่นตระหนกในสังคม เพราะผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือประชาชนที่ตั้งตารอความช่วยเหลืออยู่

ในมุมมองของเรา เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าในยุคโซเชียลมีเดีย ข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็วอาจถูกนำไปตีความให้เกิดความเข้าใจผิดได้ง่าย ประชาชนจึงควรติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวสารที่เป็นทางการและมีความน่าเชื่อถือ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของวาทกรรมทางการเมืองที่มุ่งเน้นแต่จะโต้ตอบกันไปมามากกว่าการแก้ปัญหาให้ถึงตัวชาวบ้านอย่างแท้จริง การที่ วัชรพงศ์ โต้กลับ รัชนก หยุดบิดเบือนปมบัตรคนจน เป็นตัวอย่างชัดเจนของการเมืองในปัจจุบันที่ต่างฝ่ายต่างต้องออกมาปกป้องผลงานและตรวจสอบซึ่งกันและกันโดยมีความเดือดร้อนของประชาชนเป็นฉากหลัง

ที่มา – “วัชรพงศ์” โต้กลับ “รัชนก” หยุดบิดเบือนปมบัตรคนจน ซัดพรรคส้มอย่าหิวแสง โหนความเดือดร้อนชาวบ้าน

ปชป. ย้ำ “อภิสิทธิ์” ชูปฏิรูประบบงบฯ เพื่อความยั่งยืน ไม่ได้พูดตัดบำนาญข้าราชการ

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นข่าวคราวทางการเมืองที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรง เกี่ยวกับการอภิปรายเรื่องงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 ซึ่งมีการพาดพิงถึงแนวคิดของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในเรื่องสิทธิสวัสดิการของข้าราชการ วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันว่าทำไมพรรคประชาธิปัตย์ต้องออกมาตอกย้ำจุดยืนเรื่องการ ปชป. ย้ำ “อภิสิทธิ์” ชูปฏิรูประบบงบฯ เพื่อความยั่งยืน ไม่ได้พูดตัดบำนาญข้าราชการ อย่างชัดเจนครับ

ปชป. ย้ำ “อภิสิทธิ์” ชูปฏิรูประบบงบฯ เพื่อความยั่งยืน ไม่ได้พูดตัดบำนาญข้าราชการ

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่มีกระแสข่าวบิดเบือนว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะทำการตัดบำนาญข้าราชการ ทำให้นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ต้องรีบออกมาเคลียร์ประเด็นนี้ทันที โดยเน้นย้ำว่าสิ่งที่อภิสิทธิ์ได้นำเสนอไปนั้น คือการสร้างความยั่งยืนให้กับระบบการคลังของชาติในระยะยาว ไม่ใช่การล้มล้างสิทธิเดิมที่มีอยู่แล้ว

เปิดมุมมองการปฏิรูประบบงบประมาณที่แท้จริง

หลายท่านอาจสงสัยว่าการ ปชป. ย้ำ “อภิสิทธิ์” ชูปฏิรูประบบงบฯ เพื่อความยั่งยืน ไม่ได้พูดตัดบำนาญข้าราชการ นั้นมีใจความสำคัญอย่างไร คำตอบก็คือ:

  • การสร้างระบบใหม่: มุ่งเน้นการวางโครงสร้างงบประมาณใหม่สำหรับคนรุ่นใหม่ที่จะเข้ามารับราชการในอนาคต
  • ความเป็นธรรม: ยึดหลักการไม่ทำลายสิทธิของคนที่เข้ามาทำงานด้วยกฎเกณฑ์เดิม เพื่อความยุติธรรมของข้าราชการปัจจุบัน
  • ความยั่งยืนทางการคลัง: เพื่อให้ประเทศมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืน

พรรคประชาธิปัตย์มองว่า การเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เป็นสิทธิเดิมนั้นไม่เป็นธรรม แต่การวางแผนใหม่ด้วยวิธีคิดเชิงสร้างสรรค์จะเป็นทางออกที่ดีกว่า การที่กระแสสังคมถูกปั่นหัวให้เข้าใจผิดถือเป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะแนวคิดนี้แท้จริงแล้วคือความปรารถนาดีต่อระบบราชการไทยนั่นเองครับ

นอกเหนือจากเรื่องบำนาญแล้ว พรรคประชาธิปัตย์ยังแสดงความห่วงใยถึงการบริหารงบประมาณในภาพรวม โดยเฉพาะการที่รัฐบาลกู้เงินก้อนโตแต่กลับไม่เห็นการลงทุนที่ชัดเจนในโครงการใหญ่ที่ได้ประโยชน์จริง รวมถึงความกังวลเรื่องการจัดการภัยพิบัติที่ควรทำมากกว่าแค่การรอเยียวยา เพราะความสูญเสียเมื่อเกิดขึ้นแล้วย่อมไม่คุ้มค่ากับการประหยัดงบประมาณที่ไม่ถูกจุด

ในฐานะประชาชน เราควรพินิจพิเคราะห์ข้อมูลให้รอบด้านก่อนจะตัดสินใจเชื่อข่าวลือทางการเมือง เพราะการที่ ปชป. ย้ำ “อภิสิทธิ์” ชูปฏิรูประบบงบฯ เพื่อความยั่งยืน ไม่ได้พูดตัดบำนาญข้าราชการ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของพรรคในการเสนอทางออกให้กับบ้านเมือง ท่ามกลางกระแสการเมืองที่เน้นสร้างความขัดแย้งเพียงอย่างเดียว

ที่มา – ปชป. ย้ำ “อภิสิทธิ์” ชูปฏิรูประบบงบฯ เพื่อความยั่งยืน ไม่ได้พูดตัดบำนาญข้าราชการ

“ศิริภา” ท้า “ภราดร” เช็กสมอง ไหนตอนหาเสียงบอกคนละครึ่งพลัส ไม่คิดกู้เงินมาแจก

การเมืองไทยช่วงนี้ร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อ “ศิริภา” ท้า “ภราดร” เช็กสมอง ไหนตอนหาเสียงบอกคนละครึ่งพลัส ไม่คิดกู้เงินมาแจก น.ส.ศิริภา อินทวิเชียร รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาโพสต์โต้กลับแบบจัดหนักต่อนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จากพรรคภูมิใจไทย หลังจากนายภราดรโจมตีนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ตั้งคำถามถึงการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทสำหรับมาตรการช่วยเหลือประชาชน โดยอ้างว่าไม่ได้ใช้เงินงบประมาณตามที่เคยสัญญาไว้ตอนหาเสียง

“ศิริภา” ท้า “ภราดร” เช็กสมอง ไหนตอนหาเสียงบอกคนละครึ่งพลัส ไม่คิดกู้เงินมาแจก

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2567 โดยนายภราดรได้โพสต์ตอบโต้การตรวจสอบของฝ่ายค้าน โดยบอกว่าเขาไม่ใช่นอสตราดามุสที่จะรู้ล่วงหน้าถึงสงครามที่เกิดขึ้น ทำให้ต้องกู้เงินแทนใช้จากงบประมาณแผ่นดิน แต่ศิริภาไม่ยอม ฟาดกลับแรงๆ ว่า “เข้าใจว่าคุณภราดรไม่ใช่นอสตราดามุส แต่แนะนำให้ตรวจประเมินความจำ เพราะตรวจพบแต่เนิ่นๆ จะช่วยชะลอความเสื่อมของสมองได้ดีที่สุด”

ศิริภาชี้แจงชัดเจนว่าตอนหาเสียง พรรคภูมิใจไทยเคยระบุในนโยบายโครงการ “คนละครึ่งพลัส” หรือ “ไทยช่วยไทยพลัส” ว่าจะใช้เงิน 44,000 ล้านบาทจากงบประมาณแผ่นดิน ไม่ใช่เงินกู้ พรรคประชาธิปัตย์เองก็เห็นด้วยกับการช่วยเหลือประชาชนในช่วงวิกฤต แต่กังวลเรื่องความไม่ชัดเจนในการใช้เงินกู้ ว่าจะนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือไม่ และจะทิ้งภาระหนี้สินระยะยาวไว้ให้ประชาชนหรือเปล่า แม้ไม่ต้องเป็นนอสตราดามุส แต่ถามผีถ้วยแก้วก็พอจะรู้

เปรียบเทียบยุครัฐบาลประชาธิปัตย์: GDP พุ่งทะลุ 7.5%

ศิริภายังท้าทายให้พรรคภูมิใจไทยลองทำ GDP ให้บวกแบบยุครัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ โดยยกตัวอย่างยุครัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่นายกรณ์เป็นรัฐมนตรีคลัง ช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ (วิกฤตการเงินโลก 2008) GDP ติดลบ แต่รัฐบาลใช้เงินกู้อย่างมีประสิทธิภาพ กระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่แจกเงิน จน GDP โตกว่า 7.5% ภายใน 18 เดือน

  • มาตรการเด่นยุคประชาธิปัตย์: ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน กระตุ้นการส่งออก สนับสนุน SME
  • ใช้เงินกู้อย่างโปร่งใส มีเป้าหมายชัดเจน สร้างมูลค่าเศรษฐกิจยั่งยืน
  • เพดานหนี้สาธารณะควบคุมได้ ไม่พุ่งทะลุ 70% แบบปัจจุบัน

ในทางตรงกันข้าม รัฐบาลชุดนี้กู้ 4 แสนล้าน แต่ GDP ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ เพดานหนี้สาธารณะใกล้ทะลุ 70% ซึ่งเสี่ยงทำให้ไทยติดหล่มหนี้สินยาวนาน หรือแย่กว่านั้นคือล้มละลาย หากเงินกู้ไม่สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ

ทำไมประชาชนต้องตั้งคำถามเรื่องเงินกู้?

ศิริภาสิทธิ์ในฐานะประชาชนเจ้าของภาษี ที่ต้องแบกหนี้กู้ทั้งหมด ย้ำว่ามีสิทธิ์ตั้งคำถามถึงความจำเป็นของ พ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อให้แน่ใจว่าเงินทุกบาทถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่รัฐบาลเผด็จการที่ไม่ฟังเสียงคัดค้าน การตรวจสอบจากฝ่ายค้านจึงสำคัญ เพื่อความโปร่งใสและรับผิดชอบต่อประชาชน

ประเด็นนี้สะท้อนปัญหาใหญ่ของการเมืองไทย คือ การหาเสียงด้วยนโยบายประชานิยม แต่พอบริหารจริงกลับต้องกู้เงินมหาศาล โครงการคนละครึ่งพลัสเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ตอนหาเสียงบอกไม่กู้ แต่พอเกิดปัญหาโลกอย่างสงครามยูเครนหรือโควิด ก็อ้างเหตุสุดวิสัย ประชาชนจึงต้องจับตาใกล้ชิด

นอกจากนี้ ยังมีตัวอย่างจากต่างประเทศ เช่น กรีซที่หนี้สาธารณะพุ่งเกิน 100% ของ GDP จนต้องขอความช่วยเหลือจาก EU และ IMF ทำให้ประชาชนเดือดร้อนหนัก ไทยไม่ควรเดินรอยนั้น

สรุปคือ “ศิริภา” ท้า “ภราดร” เช็กสมอง ไหนตอนหาเสียงบอกคนละครึ่งพลัส ไม่คิดกู้เงินมาแจก เพื่อเตือนใจให้จำนโยบายตัวเอง และวางแผนการเงินประเทศให้ดี รัฐบาลควรตอบคำถามสังคมให้ชัดเจน

คุณคิดอย่างไรกับการกู้เงิน 4 แสนล้านนี้? มันจำเป็นจริงหรือจะกลายเป็นภาระรุ่นลูกรุ่นหลาน? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการถกเถียงที่สร้างสรรค์!

ที่มา – “ศิริภา” ท้า “ภราดร” เช็กสมอง ไหนตอนหาเสียงบอกคนละครึ่งพลัส ไม่คิดกู้เงินมาแจก

“สส.ลิซ่า” ซัด พิพัฒน์ น่าสงสัยดันแลนด์บริดจ์

“สส.ลิซ่า” ซัดประเทศไทยไม่ใช่สมบัติใคร อัด “พิพัฒน์” น่าสงสัยรีบดันโครงการแลนด์บริดจ์ กลายเป็นประเด็นร้อนที่สร้างความฮือฮาในแวดวงการเมืองและโซเชียลมีเดียช่วงนี้ หลังจาก น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ หรือที่รู้จักกันในนาม สส.ลิซ่า ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กวิจารณ์โครงการแลนด์บริดจ์อย่างดุเดือด

โครงการแลนด์บริดจ์ หรือ Landbridge เป็นหนึ่งในอภิมหาโครงการพื้นฐานของรัฐบาล มูลค่ารวมกว่า 1 ล้านล้านบาท โดยมีเป้าหมายพัฒนาท่าเรือน้ำลึกสองแห่ง คือ ท่าเรือชุมพรฝั่งอ่าวไทย และท่าเรือรันคเวย์ที่สุราษฎร์ธานีฝั่งอันดามัน เชื่อมต่อด้วยรถไฟความเร็วสูงและระบบโลจิสติกส์ เพื่อสร้างเส้นทางขนส่งสินค้าทางบกที่ลัดฟัน ลดเวลาและต้นทุนจากการขนส่งทางทะเลผ่านช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นจุดอับคอขวดของการค้าทั่วโลก โครงการนี้คาดว่าจะช่วยยกระดับไทยให้เป็นฮับคมนาคมแห่งอาเซียน สร้างรายได้มหาศาลและงานจ้างการจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2567 ว่า โครงการมีความคืบหน้าเตรียมนำเสนอคณะรัฐมนตรีช่วงมิถุนายน-กรกฎาคมนี้ โดยจะเชิญเอกชนลงทุน ไม่ใช้งบประมาณแผ่นดิน แต่ใช้การจัดสรรที่ดินและสิทธิสัมปทานแทน

“สส.ลิซ่า” ซัดประเทศไทยไม่ใช่สมบัติใคร อัด “พิพัฒน์” น่าสงสัยรีบดันโครงการแลนด์บริดจ์

สส.ลิซ่าถึงกับตั้งข้อสังเกตหนักว่า การดันทุรังทั้งที่ยังตอบคำถามเรื่องความคุ้มทุนและนักลงทุนไม่ได้นั้นน่าสงสัย “ประเทศไทยไม่ใช่สมบัติท่านคนเดียว ที่จะทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ” เธอเน้นย้ำว่า ทุกโครงการของรัฐต้องวัดผลจากประโยชน์สาธารณะและความคุ้มค่า ไม่ใช่แค่มีคนได้ประโยชน์บางกลุ่ม โดยเฉพาะ “สส.ลิซ่า” ซัดประเทศไทยไม่ใช่สมบัติใคร อัด “พิพัฒน์” น่าสงสัยรีบดันโครงการแลนด์บริดจ์ จนกลายเป็นข่าวใหญ่

จุดวิจารณ์หลักมาจากรายงานศึกษาความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจ (สนข.) ที่อ้างว่ารายได้ต่อปีสูงถึง 58,000 ล้านบาท โดย 8,000 ล้านบาทมาจากค่าบริการขนส่ง แต่ส่วนใหญ่กว่า 50,000 ล้านบาทมาจากการขายน้ำมันให้เรือสินค้าที่แวะเติม แต่สส.ลิซ่าชี้แจงชัดว่า ไทยไม่มีโรงกลั่นน้ำมันของตัวเอง การขายน้ำมันเพื่อกำไรขนาดนั้นต้องลงทุนกลั่นเองเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่ส่วนหนึ่งของแผนโครงการ นี่คือการ “จับแพะชนแกะ” ที่ทำให้ข้อมูลไม่น่าเชื่อถือ

ประเด็นน่าสงสัยในโครงการแลนด์บริดจ์ที่สส.ลิซ่าชี้

  • ขาดความชัดเจนเรื่องความคุ้มทุน: ยังไม่มีตัวเลข BCR (Benefit-Cost Ratio) ที่ชัดเจนและยอมรับได้จากผู้เชี่ยวชาญ
  • นักลงทุนลึกลับ: ยังไม่เปิดเผยชื่อเอกชนที่สนใจลงทุนจริงจัง
  • สิทธิสัมปทานยาวนาน: อยู่ภายใต้ร่าง พ.ร.บ.SEC ที่ให้สิทธิ์ต่างชาติเช่าที่ดิน 99 ปี ซึ่งอาจทำให้ทรัพยากรชาติตกเป็นของต่างชาติ
  • เสี่ยงกำไรเข้าบางกลุ่ม: เกรงว่าประโยชน์จะตกกับนักการเมืองหรือกลุ่มทุนใกล้ชิด แต่ประชาชนต้องแบกรับความเสี่ยงหากล้มเหลว

สส.ลิซ่ายังจี้ให้นายกรัฐมนตรีและนายพิพัฒน์ตอบคำถามประชาชนให้ได้ เนื่องจากถึงแม้ไม่ใช้งบแผ่นดิน แต่การให้สัมปทานที่ดินและสิทธิพิเศษคือการใช้ทรัพย์สินของชาติ โครงการนี้อาจสร้างความมั่งคั่งให้ภาคใต้ สร้างอาชีพ ส่งเสริมการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรม แต่หากขาดการตรวจสอบ อาจกลายเป็นหนี้สินระยะยาวเหมือนโครงการอื่นๆ ในอดีต

ก่อนหน้านี้ โครงการแลนด์บริดจ์เคยถูกวิจารณ์จากสว. นักวิชาการ และนักสิ่งแวดล้อม เรื่องผลกระทบต่อระบบนิเวศทะเล ชุมชนชาวประมง และความยั่งยืนทางการเงิน หากรัฐไม่แก้ไขข้อกังวลเหล่านี้ การผลักดันต่อไปอาจยิ่งจุดชนวนความขัดแย้ง

มุมมองสรุป: “สส.ลิซ่า” ซัดประเทศไทยไม่ใช่สมบัติใคร อัด “พิพัฒน์” น่าสงสัยรีบดันโครงการแลนด์บริดจ์ ถือเป็นการเตือนใจที่ดีให้รัฐบาลโปร่งใสมากขึ้น โครงการใหญ่ต้องตอบโจทย์ชาติ ไม่ใช่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง คุณเห็นด้วยกับสส.ลิซ่าหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อติดตามพัฒนาการต่อไป!

ที่มา – “สส.ลิซ่า” ซัดประเทศไทยไม่ใช่สมบัติใคร อัด “พิพัฒน์” น่าสงสัยรีบดันโครงการแลนด์บริดจ์

นพ.วรงค์ เรียกร้องจำกัดผู้ช่วย สส.-สว. เหลือ 3 คน

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยกันครับ เมื่อ นพ.วรงค์ เรียกร้องจำกัดผู้ช่วย สส.-สว. เหลือ 3 คน เพื่อช่วยประหยัดงบประมาณแผ่นดินให้กับประชาชน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้แถลงข่าวเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา โดยชูแนวคิดปฏิรูปสวัสดิการนักการเมืองที่ฟุ่มเฟือยเกินไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนหลายคนเรียกร้องมานาน

นพ.วรงค์ เรียกร้องจำกัดผู้ช่วย สส.-สว. เหลือ 3 คน

นพ.วรงค์ชี้ให้เห็นว่าปัจจุบัน ส.ส. และ ส.ว. แต่ละคนสามารถตั้งผู้ช่วยได้ถึง 8 คน โดยผู้ช่วย 7 คนรับเงินเดือนเดือนละ 15,000 บาท และอีก 1 คนรับ 20,000 บาท ทำให้งบประมาณต่อ ส.ส. 1 คนสูญเสียไปเดือนละ 154,800 บาท หากจำกัดเหลือเพียง 3 คน จะช่วยประหยัดงบแผ่นดินได้กว่า 540 ล้านบาทต่อปี หรือกว่า 2,000 ล้านบาทใน 4 ปี ซึ่งเป็นเงินภาษีของประชาชนที่ควรนำไปใช้พัฒนาประเทศมากกว่า นพ.วรงค์ยังยืนยันว่าจะตั้งผู้ช่วยเองเพียง 3 คนเท่านั้น เพราะเพียงพอต่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพ

ยกเลิกเลี้ยงอาหารกลางวัน ส.ส.-ส.ว.

อีกประเด็นหนึ่งที่ นพ.วรงค์ เรียกร้องจำกัดผู้ช่วย สส.-สว. เหลือ 3 คน พร้อมเสนอคือ การยกเลิกสิทธิเลี้ยงอาหารกลางวันของ ส.ส. และ ส.ว. ซึ่งปัจจุบันใช้งบประมาณปีละ 72 ล้านบาท หรือเกือบ 300 ล้านบาทต่อ 1 สมัยประชุม สิ่งที่น่ายินดีคือ ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลเริ่มให้ความร่วมมือต่อกระแสจากประชาชนแล้ว สะท้อนถึงสัญญาณที่ดีในการลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น

เลิกเงินบำนาญ ส.ส. ที่ฟุ่มเฟือยเกินไป

สำหรับเงินบำนาญ ส.ส. จากกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ที่ก่อตั้งปี 2557 ถือเป็นภาระหนักของรัฐ โดย ส.ส.ที่อยู่นาน 1 ปีขึ้นไป ได้รับบำนาญตลอดชีพเดือนละ 21,300 บาท สูงสุด 42,700 บาท แม้ไม่ถึง 1 ปีแต่สภาถูกยุบ ก็ได้ 4 เท่าของระยะเวลา เช่น 10 เดือน ได้เงินเท่ากับ 40 เดือน นอกจากนี้ยังมีสวัสดิการเพิ่มเติม เช่น

  • ค่ารักษาพยาบาลหรือตรวจสุขภาพปีละ 130,000 บาท
  • เบิกค่าการศึกษาบุตร 2 คน อายุไม่เกิน 25 ปี
  • ทุพพลภาพ เพิ่มเดือนละ 15,000 บาท
  • เสียชีวิต ช่วยเหลือ 200,000 บาท

นพ.วรงค์มองว่านี่คือสิทธิประโยชน์ที่มากเกินไป เป็นการเบียดเบียนภาษีประชาชนที่กำลังลำบาก เพื่อดูแลนักการเมืองที่อาสาเข้ามาเอง ข้อเสนอเหล่านี้จะช่วยเพิ่มความโปร่งใสและคุ้มค่าของเงินภาษี

ประเด็น นพ.วรงค์ เรียกร้องจำกัดผู้ช่วย สส.-สว. เหลือ 3 คน ได้รับการตอบรับดีจากสังคม เพราะในยุคที่เศรษฐกิจยากลำบาก การลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นของรัฐจะช่วยให้งบประมาณไปสู่การศึกษา สุขภาพ และโครงสร้างพื้นฐานได้มากขึ้น นี่คือตัวอย่างของการเมืองที่ใส่ใจประชาชนจริงๆ หากทุกพรรคผลักดัน จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบการเมืองไทย

คุณคิดเห็นอย่างไรกับข้อเสนอนี้? เห็นด้วยหรือไม่ว่าควรจำกัดผู้ช่วย ส.ส.-ส.ว. เหลือ 3 คน และยกเลิกสวัสดิการฟุ่มเฟือยเหล่านี้? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ เพื่อให้เสียงของเราดังถึงสภา!

ที่มา – “นพ.วรงค์” เรียกร้องจำกัดตั้งผู้ช่วย สส.-สว. เหลือ 3 คน พร้อมเลิกเลี้ยงอาหาร – เงินบำนาญ สส.

พรรคประชาชน แจงงบอาหาร สส. เลิกบุฟเฟต์กินทิ้ง

วันนี้เรามาคุยกันเรื่องร้อนๆ ในแวดวงการเมืองไทย ที่หลายคนกำลังจับตามอง นั่นคือ พรรคประชาชน แจงปมงบอาหาร สส. ต้องคงไว้ แต่ควรเลิก “บุฟเฟต์” ที่กินทิ้งกินขว้าง เป็นประเด็นที่ สส.พรรคประชาชน โดยเฉพาะนายภัณฑิล น่วมเจิม ออกมาแถลงชัดเจน เพื่อให้การใช้เงินภาษีมีความโปร่งใสและคุ้มค่ามากขึ้น ในยุคที่ทุกคนกำลังห่วงงบประมาณแผ่นดิน การเสนอแบบนี้เลยน่าสนใจมากเลยทีเดียว

พรรคประชาชน แจงปมงบอาหาร สส. ต้องคงไว้ แต่ควรเลิก “บุฟเฟต์” ที่กินทิ้งกินขว้าง

วันที่ 17 มีนาคม 2569 นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.พรรคประชาชน ได้แถลงข่าวเรื่องการเสนอตัดงบประมาณอาหารสำหรับ สส. โดยยืนยันว่าพรรคเห็นด้วยกับการปรับลดงบที่ไม่จำเป็น แต่ต้องทำอย่างสมดุล แม้เงินเดือน สส. จะสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำถึง 7 เท่า แต่การคงงบอาหารบางส่วนยังจำเป็น เพื่อให้การประชุมในสภาสามารถดำเนินต่อเนื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่สะดุดเรื่องหิวข้าวกลางวัน

ที่สำคัญ นายภัณฑิล เคยอภิปรายในสภา ค้านงบกำจัดขยะอาหารที่สูงถึงหลายสิบล้านบาทต่อปี ซึ่งส่วนใหญ่มาจากระบบบุฟเฟต์ที่จัดตลอดทั้งวัน จนเกิดขยะอาหารทิ้งขว้างมหาศาล เขาเสนอให้เปลี่ยนระบบใหม่ โดยเลิกบุฟเฟต์ แล้ว改成การจัดเลี้ยงแบบรายมื้ออาหารตามความเหมาะสม เช่น มื้อเช้า มื้อกลางวัน มื้อเย็น แบบพอดีกับจำนวนคนจริงๆ พร้อมมีอาหารว่างสำหรับหน่วยงานภายนอกที่มารายงานชี้แจง เพื่อไม่ให้เสียมารยาทและเกรงใจเงินภาษีของประชาชน

“เราไม่ควรจัดเลี้ยงแบบบุฟเฟต์ตลอดทั้งวันจนเหลือทิ้งขว้าง ควรเปลี่ยนเป็นการจัดเลี้ยงเป็นมื้ออาหารตามความเหมาะสม และต้องมีอาหารว่างรองรับหน่วยงานภายนอกที่มาชี้แจง เพื่อให้เกิดความเกรงใจต่อภาษีของพี่น้องประชาชน” นายภัณฑิล กล่าวอย่างหนักแน่น

ข้อเสนอเปลี่ยนระบบบุฟเฟต์ สส. ให้ประหยัดและยั่งยืน

  • ลดขยะอาหาร ลดงบกำจัดขยะหลายสิบล้านบาทต่อปี
  • จัดอาหารรายมื้อ แบ่งตามเวลาและจำนวนคนจริง ไม่เหลือทิ้ง
  • มีอาหารว่างสำหรับแขกภายนอก สร้างภาพลักษณ์ดีต่อประชาชน
  • ประหยัดงบโดยรวม แต่ยังรองรับการประชุมยาวๆ ได้

การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่แค่ตัดงบ แต่เป็นการใช้ทรัพยากรอย่างชาญฉลาด ในขณะที่หลายประเทศอย่างญี่ปุ่นหรือสิงคโปร์ ก็ใช้ระบบอาหารแบบสั่งล่วงหน้า ไม่มีบุฟเฟต์ฟุ่มเฟือยแบบนี้ ถ้าไทยทำตาม ก็น่าจะช่วยลดภาระงบประมาณได้เยอะเลย

รื้อระบบผู้ช่วย สส. ไม่ใช่แค่จ้างญาติ

นอกจากเรื่องอาหารแล้ว นายภัณฑิล ยังชี้ปัญหาผู้ช่วย สส. ที่มีได้ถึง 8 คนต่อคน ในยุคดิจิทัลสมัยใหม่ จำนวนนี้ดูมากเกินไป หากไม่มี KPI หรือตัวชี้วัดผลงานชัดเจน เขาเสนอให้ตรวจสอบประวัติและความเสี่ยงอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการจ้างญาติสนิทมาทำงานแบบผลประโยชน์ทับซ้อน และควรเปิดเผยผลงานผู้ช่วยต่อสาธารณะ ให้ประชาชนตรวจสอบได้ง่ายๆ

  • กำหนด KPI ชัดเจนสำหรับผู้ช่วยแต่ละคน
  • ตรวจประวัติเข้มงวด ลดความเสี่ยงคอร์รัปชัน
  • เปิดผลงานสาธารณะ เพิ่มความโปร่งใส
  • ลดจำนวนผู้ช่วยหากเทคโนโลยีช่วยได้ เช่น AI ช่วยงานเอกสาร

แก้กองทุนอดีต สส. ลดภาระงบแผ่นดิน

อีกประเด็นชocker คือกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ที่รัฐต้องอุดหนุนปีละ 700-800 ล้านบาท แต่เงินสมทบจาก สส. เองมีแค่ 1 ต่อ 20 เท่านั้น! นายภัณฑิล เสนอปรับสูตรใหม่ ให้สัดส่วนเงินออมสมาชิกกับเงินรัฐเท่าเทียมกัน เพื่อไม่ให้เป็นภาระระยะยาว

พรรคประชาชน แจงปมงบอาหาร สส. ต้องคงไว้ แต่ควรเลิก “บุฟเฟต์” ที่กินทิ้งกินขว้าง แบบนี้ แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อประชาชนจริงๆ การปรับปรุงงบพวกนี้จะช่วยให้เงินภาษีไปสู่สวัสดิการประชาชนมากขึ้น เช่น สุขภาพ การศึกษา

ในมุมมองของผม นี่คือก้าวสำคัญในการปฏิรูประบบการเมืองไทย ที่นักการเมืองเริ่มคิดถึงประชาชนมากขึ้น ถ้าทุกพรรคร่วมมือ ปรับโครงสร้างงบแบบนี้ ไทยเราก็จะก้าวหน้าได้แน่นอน คุณล่ะคิดเห็นอย่างไรกับข้อเสนอนี้? มาคอมเมนต์แชร์ความคิดเห็นด้านล่างกันเลยนะ แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วย!

ที่มา – พรรคประชาชน แจงปมงบอาหาร สส. ต้องคงไว้ แต่ควรเลิก “บุฟเฟต์” ที่กินทิ้งกินขว้าง

ม็อบทวงคดีโยกงบฯ 3.5 หมื่นล้าน บุก ป.ป.ช.

กลุ่มม็อบรวมพลังแผ่นดินฯ เคลื่อนขบวนไปยังสำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อทวงถามความคืบหน้าในคดีโยกงบฯ 3.5 หมื่นล้านบาท โดยขู่ว่าจะเปิดเผยข้อมูลหากยังไม่มีความคืบหน้า ขณะที่ “จตุพร” ชี้ว่าการดึงเรื่องอาจเข้าข่ายผิดมาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 2 กันยายน 2568 กลุ่มคณะรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย พร้อมผู้ชุมนุมจำนวนมาก โบกธงชาติไทยและชูป้ายข้อความต่างๆ เช่น “ไม่เอาชัยเกษม”, “ไม่แก้รัฐธรรมนูญหมวด 1, 2”, “นักการเมืองชั่ว ผิด ม.144”, “ป.ป.ช.จะฟ้องกี่โมง” โดยเคลื่อนขบวนจากสะพานชมัยมรุเชฐไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่สนามบินน้ำ จังหวัดนนทบุรี จุดประสงค์คือการติดตามและทวงถามความคืบหน้าในกรณีการโยกงบฯ 3.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งถูกกล่าวหาว่านำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ตามมาตรา 144 ของรัฐธรรมนูญ โดยมีแกนนำผลัดเปลี่ยนขึ้นปราศรัยบนรถบรรทุกที่ดัดแปลงเป็นเวทีชั่วคราว หน้าสำนักงาน ป.ป.ช.

ม็อบทวงคดีโยกงบฯ 3.5 หมื่นล้าน บุก ป.ป.ช.

นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส. นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตนได้ยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 25 เมษายน เพื่อให้ดำเนินคดีกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในรัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสิน และรัฐบาลของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร รวมถึง สส. และ สว. ที่โหวตผ่าน พ.ร.บ.งบประมาณปี 2568 ซึ่งมีการโยกงบฯ 3.5 หมื่นล้านบาท จาก 5 ธนาคารรัฐวิสาหกิจที่ควรนำไปใช้หนี้เงินกู้และเงินต้น ไปใช้ในโครงการแจกเงินหมื่นดิจิทัลวอลเล็ตของรัฐบาลเพื่อไทย ซึ่งเข้าข่ายมาตรา 144 ของรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม ผ่านมาเกือบ 3 เดือนแล้ว ป.ป.ช. ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ซึ่งขัดแย้งกับข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญที่ระบุให้ดำเนินการโดยพลัน เมื่อเทียบกับกรณีของนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลาเพียง 15 วันในการวินิจฉัยถอดถอนและตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 10 ปี รัฐธรรมนูญมาตรา 144 ระบุชัดเจนว่า สส. และ สว. ไม่มีสิทธิแก้ไขงบประมาณเพื่อให้ตนเองหรือพรรคพวกได้รับผลประโยชน์โดยตรงหรือโดยอ้อม หากฝ่าฝืน ศาลรัฐธรรมนูญสามารถสั่งตัดสิทธิทางการเมืองและเพิกถอนสิทธิทางการเมืองได้ทันที รวมถึงมีอำนาจเรียกเงินคืนพร้อมดอกเบี้ยภายใน 20 ปีจากผู้ที่เกี่ยวข้อง

สถานการณ์ปัจจุบันทำให้สังคมไทยเกิดความสงสัยและตั้งคำถามว่า ป.ป.ช. จงใจดองเรื่องนี้หรือไม่ นายชาญชัยกล่าวว่าหาก ป.ป.ช. ยังไม่เร่งรัดพิจารณาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ ตนจะเปิดเผยเบื้องหลังการทำงานของ ป.ป.ช. ที่อาจมีการรับงานจากฝ่ายการเมือง ในสัปดาห์หน้า

จตุพรชี้ ป.ป.ช. ดึงเรื่องโยกงบฯ 3.5 หมื่นล้าน ผิด ม.157

นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคณะรวมพลังฯ กล่าวว่า หาก ป.ป.ช. ยังคงนิ่งเฉยและดึงเวลา อาจส่งผลให้ประเทศเข้าสู่ภาวะทางตัน เนื่องจากเรื่องนี้กระทบต่อหลักการใช้งบประมาณและความเชื่อมั่นของประชาชน เมื่อประชาชนยื่นเรื่องโดยตรงตามกฎหมาย แต่ ป.ป.ช. กลับไม่เร่งดำเนินการ ทั้งที่มีพยานหลักฐานครบถ้วน จึงเกิดความสงสัยว่าองค์กรนี้ยังคงทำหน้าที่อย่างเป็นอิสระจากอิทธิพลทางการเมืองจริงหรือไม่ นอกจากนี้ อาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งกลุ่มของตนพร้อมที่จะดำเนินการตามกฎหมายเพื่อสร้างบรรทัดฐานต่อไป

“สถานการณ์การเมืองในขณะนี้ยังคงมีความสับสนและไม่แน่นอน โดยรัฐบาลรักษาการนำโดยนายภูมิธรรม เวชยชัย ขู่ว่าจะยุบสภา หลังจากที่ไม่สามารถรวบรวมเสียง สส. ข้างมากเพื่อจัดตั้งรัฐบาลได้ อย่างไรก็ตาม ยังมีเงื่อนไขที่ว่ารัฐบาลรักษาการมีอำนาจในการยุบสภาหรือไม่ หากมีการยุบสภาจริง เชื่อว่าจะมีผู้ร้องเรียนให้นำเรื่องขึ้นสู่ศาลรัฐธรรมนูญทันที ดังนั้น การยุบสภาจึงไม่น่าจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้”

การที่ม็อบรวมพลังแผ่นดินฯ ออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจของประชาชนต่อการทำงานของ ป.ป.ช. ในคดีโยกงบฯ 3.5 หมื่นล้านบาท การที่ ป.ป.ช. ดำเนินการล่าช้า อาจส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อองค์กรอิสระ และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงยิ่งขึ้น

ที่มา – ม็อบรวมพลังแผ่นดินฯ บุก ป.ป.ช. ทวงคดีโยกงบฯ 3.5 หมื่นล้าน

“ธนกร” เชื่อ สว. โหวตผ่านร่างงบฯ 69 แน่นอน!

“ธนกร” เชื่อ ส.ว.โหวตผ่านร่าง พ.ร.บ.งบฯ 69 ไม่มีปัญหา หลังลือมีบางกลุ่มจ่อคว่ำ ชี้เป็นกฎหมายสำคัญขับเคลื่อนประเทศ ฝากทุกฝ่ายเห็นแก่บ้านเมือง ไม่เล่นเกมการเมือง ขออย่าสร้างกลไกสภาให้สะดุด

วันที่ 21 สิงหาคม 2568 นายธนกร วังบุญคงชนะ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รองหัวหน้าพรรคและ สส. บัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงกระแสข่าวมีสมาชิกวุฒิสภาบางกลุ่มเตรียมโหวตคว่ำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ว่า หลายฝ่ายมีข้อห่วงใยเรื่องนี้ หลัง สว. มีมติเลื่อนวันพิจารณาร่างงบประมาณจากเดิมกำหนดวันที่ 25-26 สิงหาคมเป็นวันที่ 1-2 กันยายน นั้น ตนมองว่าจะทำให้ขั้นตอนการพิจารณางบประมาณล่าช้าออกไป แต่ก็เชื่อว่า สมาชิกวุฒิสภาทุกท่านจะเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศและประชาชนมาก่อน เพราะเป็นกฎหมายสำคัญในการขับเคลื่อนบริหารราชการแผ่นดิน เป็นงบประมาณที่จะใช้จ่ายประจำของหน่วยราชการทุกกระทรวงลงไปทำงานให้กับประชาชน รวมถึงการดูแลความมั่นคงภายในประเทศในทุกมิติ

ทั้งนี้ นายธนกร ขอฝากไปยังบางกลุ่ม บางฝ่ายที่มีแนวทางจะล้มหรือคว่ำร่างงบประมาณปี 2569 นั้น ควรมองเห็นความสำคัญของประชาชนมากกว่ามุ่งเล่นเกมการเมือง ไม่ควรสร้างสถานการณ์ในสภาให้เกิดความวุ่นวายปั่นป่วน จนทำให้งบปี 2569 สะดุด ซึ่งล่าสุดโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) ได้ออกมาแถลงข่าวแล้วว่า การโหวตคว่ำงบประมาณปี 2569 ของ สว.ไม่เป็นความจริง ก็ถือว่าเป็นข่าวดี ตนเชื่อว่า สว.จะผ่านทั้ง 3 วาระอย่างราบรื่นเพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้

“รัฐสภาเป็นกลไกที่จะทำให้การบริหารประเทศราบรื่น ออกกฎหมายที่สำคัญเป็นประโยชน์ต่อประเทศ นำการพัฒนาและแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้จริง ไม่ใช่เป็นที่มาเล่นเกมการเมืองทำให้เกิดกลไกที่ปั่นป่วน จนการบริหารประเทศสะดุด ซึ่งเป็นสิ่งไม่สมควรอย่างยิ่ง ขอให้ทุกฝ่ายเห็นแก่ชาติบ้านเมืองมาก่อนการเมือง” นายธนกร ระบุ

“ธนกร” แนะทุกฝ่ายไม่เล่นเกมการเมือง เชื่อ สว. โหวตผ่านร่างงบฯ 69

สถานการณ์ทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิดจากทุกภาคส่วน นายธนกร วังบุญคงชนะ ได้ออกมาแสดงความเชื่อมั่นว่า สมาชิกวุฒิสภา (สว.) จะทำการโหวตผ่านร่างงบประมาณดังกล่าว โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

นายธนกรเน้นย้ำว่า ร่างงบประมาณปี 2569 เป็นกฎหมายที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนประเทศ การพัฒนาเศรษฐกิจ และการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ การที่ทุกฝ่ายร่วมมือกันเพื่อให้ร่างงบประมาณผ่านไปได้อย่างราบรื่น ถือเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบที่ทุกฝ่ายพึงมีต่อประเทศชาติ

ทำไมร่างงบประมาณ 69 ถึงสำคัญ

ร่างงบประมาณปี 2569 มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน การสนับสนุนการศึกษา การสาธารณสุข และการสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจของประเทศ หากร่างงบประมาณไม่ได้รับการอนุมัติ จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของภาครัฐ และอาจทำให้โครงการสำคัญต่าง ๆ ต้องหยุดชะงัก

นอกจากนี้ การที่ สว. โหวตให้ผ่านร่างงบประมาณยังเป็นการส่งสัญญาณที่ดีไปยังนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ว่าประเทศไทยมีความมั่นคงทางการเมือง และมีความพร้อมที่จะเดินหน้าพัฒนาประเทศต่อไป

ข้อเสนอแนะของนายธนกร

นายธนกรได้ฝากข้อเสนอแนะไปยังทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ขอให้พิจารณาร่างงบประมาณด้วยความรอบคอบ และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ หลีกเลี่ยงการนำประเด็นทางการเมืองมาเกี่ยวข้องกับการพิจารณางบประมาณ เพราะอาจทำให้เกิดความล่าช้า และส่งผลเสียต่อประเทศในระยะยาว

การที่ สว. โหวตผ่านร่างงบประมาณ 69 จะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบ และความมุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศของสมาชิกวุฒิสภาทุกท่าน

ดังนั้น เราจึงขอสนับสนุนให้ทุกฝ่ายให้ความสำคัญกับการพิจารณาร่างงบประมาณปี 2569 อย่างสร้างสรรค์ และร่วมมือกันเพื่อให้ร่างงบประมาณผ่านไปได้อย่างราบรื่น เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนชาวไทยทุกคน

ที่มา – “ธนกร” แนะทุกฝ่ายไม่เล่นเกมการเมือง เชื่อ สว. โหวตผ่านร่างงบฯ 69

Scroll to top