งบประมาณ 2570

เจาะลึก อ.ต.ก. “เจ๊งอย่างสาหัส” ทำไมต้องพะเยาโครงการตลาดกลางภาคเหนือ

เจาะลึก อ.ต.ก. “เจ๊งอย่างสาหัส” ทำไมต้องพะเยาโครงการตลาดกลางภาคเหนือ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภา เมื่อนายวีระ ธีระภัทรานันท์ สมาชิกกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ได้ตั้งคำถามสำคัญต่อการดำเนินงานของ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร หรือ อ.ต.ก. โดยชี้ให้เห็นว่าภาวะขององค์กรในขณะนี้เข้าข่ายเจ๊งอย่างสาหัส เนื่องจากประสบปัญหาขาดทุนสะสมอย่างต่อเนื่องและแบกรับภาระหนี้สินที่มากกว่าสินทรัพย์ที่มีอยู่จริง

ทำไมโครงการตลาดกลางภาคเหนือถึงต้องไปลงที่พะเยา?

ประเด็นที่นายวีระตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาคือ โครงการก่อสร้างตลาดกลางภาคเหนือด้วยงบประมาณสูงถึง 168 ล้านบาท เหตุใดจึงต้องไปลงทุนที่ จ.พะเยา ซึ่งหากย้อนดูผลประกอบการจะพบว่าขาดทุนสะสมเกินทุนไปแล้วกว่า 1 พันล้านบาท การลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ท่ามกลางสภาวะขาดทุนเช่นนี้ จึงเป็นคำถามตัวโตๆ ว่าจะคุ้มค่าหรือไม่ และจะสามารถสู้กับตลาดเอกชนอย่างตลาดไทหรือตลาดสี่มุมเมืองได้อย่างไร

ทางด้านฝ่ายบริหารของ อ.ต.ก. ได้ชี้แจงเหตุผลว่าการเลือก จ.พะเยา เพราะเป็นจุดยุทธศาสตร์กึ่งกลางภูมิศาสตร์ เชื่อมต่อเส้นทางไปสู่จังหวัดข้างเคียงอย่างน่าน เชียงราย และแพร่ รวมถึงเตรียมรองรับการขนส่งผ่านรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อลาวและจีนในอนาคต โดยมองว่าจะช่วยในการเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าเกษตรได้ดียิ่งขึ้น

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ อ.ต.ก. ต้องเผชิญกับสถานการณ์ย่ำแย่จนถูกเรียกว่าเจ๊งอย่างสาหัส มีหลายปัจจัยที่น่าสนใจ ดังนี้:

  • ภาระค่าเช่าที่ดินการรถไฟที่ปรับตัวสูงขึ้นทุกปี
  • การแบกรับต้นทุนพนักงานและค่าใช้จ่ายบริหารจัดการที่สูง
  • คดีฟ้องร้องทางกฎหมายที่มีจำนวนมากกว่า 291 คดี
  • การแข่งขันในธุรกิจตลาดสินค้าเกษตรที่เอกชนมีความคล่องตัวกว่ามาก

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่าภารกิจของ อ.ต.ก. ในยุคปัจจุบันจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนขนานใหญ่ หากยังคงเดินหน้าด้วยโมเดลธุรกิจเดิม การจะทำให้โครงการขยายตลาดกลาง เช่น โครงการตลาดกลางภาคเหนือ เกิดผลกำไรหรืออย่างน้อยก็ไม่ขาดทุนซ้ำซากนั้น เป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง และอาจต้องมีการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียดว่าความคุ้มค่าของเม็ดเงินภาษีประชาชนจะย้อนกลับมาในรูปแบบใด

เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า แผนฟื้นฟูของ อ.ต.ก. จะสามารถพลิกฟื้นองค์กรให้ออกมาจากภาวะติดลบได้จริง หรือจะเป็นเพียงการทุ่มงบประมาณไปกับโครงการที่อาจจะไม่ได้สร้างผลสัมฤทธิ์ทางการค้าอย่างที่วางแผนไว้

ที่มา – “อ.วีระ” ซัด อ.ต.ก. “เจ๊งอย่างสาหัส” ถามทำไมต้องพะเยา โครงการตลาดกลางภาคเหนือ

กมธ.งบฯ 70 ตั้ง 8 อนุ กมธ. ช่วยกรองงาน ตัดงบฯ ซ้ำซ้อน

กมธ.งบฯ 70 ตั้ง 8 อนุ กมธ. ช่วยกรองงาน ตัดงบฯ ซ้ำซ้อน

กลายเป็นประเด็นสำคัญที่น่าจับตามองในแวดวงการเมืองไทย เมื่อล่าสุดนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าการทำงาน โดยมีการประกาศใช้มาตรการ กมธ.งบฯ 70 ตั้ง 8 อนุ กมธ. ช่วยกรองงาน ตัดงบฯ ซ้ำซ้อน ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด งานนี้ถือเป็นการขยับตัวครั้งสำคัญเพื่อตรวจสอบการใช้งบประมาณแผ่นดินให้ตอบโจทย์ประเทศอย่างแท้จริงครับ

รายละเอียดการแบ่งคณะทำงานเพื่อตรวจสอบงบประมาณ

สำหรับการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการฯ ในครั้งนี้ ได้มีการแบ่งโครงสร้างการทำงานออกเป็น 7 คณะหลัก และมีคณะที่ 8 ซึ่งเป็นคณะอนุ กมธ.ข้อสังเกตเพื่อกลั่นกรองภาพรวม โดยมีเป้าหมายหลักในการพิจารณางบประมาณของแต่ละกระทรวงให้เกิดความคุ้มค่า โดยยึดหลัก TQD คือ Target (เป้าหมาย), Quality (คุณภาพ) และ Duration (ระยะเวลา) ให้ชัดเจนที่สุด เพื่อให้มั่นใจได้ว่าโครงการต่างๆ จะไม่ใช้งบประมาณเกินความจำเป็น

สาเหตุที่ต้องเน้นย้ำว่า กมธ.งบฯ 70 ตั้ง 8 อนุ กมธ. ช่วยกรองงาน ตัดงบฯ ซ้ำซ้อน นั้น ก็เพื่อต้องการให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า งบประมาณทุกบาททุกสตางค์ที่มาจากภาษีพี่น้องประชาชน จะถูกนำไปใช้ในโครงการที่จำเป็นและตอบโจทย์ปัญหาปากท้องอย่างตรงจุด ไม่ใช่การตัดงบฯ แบบลอยๆ หรือตัดตามยอดเปอร์เซ็นต์แบบเดิมๆ แต่นี่คือการตรวจดูเป็นรายโครงการ หากโครงการไหนไม่ตอบโจทย์ชาติ ก็พร้อมที่จะตัดทิ้งทันที

  • คณะที่ 1: ดูแลเรื่องฝึกอบรม สัมมนา และงบดำเนินงาน
  • คณะที่ 2: ดูแลครุภัณฑ์ ICT และทุนหมุนเวียน
  • คณะที่ 3: ดูแลที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
  • คณะที่ 4: ดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
  • คณะที่ 5: ดูแลจังหวัด กลุ่มจังหวัด และรัฐวิสาหกิจ
  • คณะที่ 6: ดูแลด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวิจัย
  • คณะที่ 7: ดูแลหน่วยงานรัฐสภา ศาล และองค์กรอิสระ
  • คณะที่ 8: คณะอนุ กมธ.ข้อสังเกตเพื่อพิจารณากลั่นกรองภาพรวม

นอกจากนี้ ในประเด็นที่มีการตั้งคำถามถึงงบกลางที่คาดว่าจะซ้ำซ้อนกับพ.ร.ก.กู้เงินฯ ทางกรรมาธิการฯ ก็ได้แสดงจุดยืนชัดเจนว่า หากเป็นโครงการที่ซ้ำซ้อนจริงๆ ทุกฝ่ายก็เห็นพ้องต้องกันว่าจะดำเนินการปรับลดเพื่อรักษาประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ การที่ กมธ.งบฯ 70 ตั้ง 8 อนุ กมธ. ช่วยกรองงาน ตัดงบฯ ซ้ำซ้อน ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวใหม่ที่แสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการตรวจสอบงบประมาณแบบเจาะลึก เพื่อป้องกันการใช้จ่ายที่รั่วไหลและเน้นย้ำถึงความโปร่งใสในยุคปัจจุบัน

ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ฝ่ายค้านและรัฐบาลมีจุดมุ่งหมายเดียวกันในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ การตรวจสอบงานกันอย่างเข้มข้นทุกๆ 15 วันจะช่วยให้เกิดความโปร่งใสและสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนได้เป็นอย่างดี เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าโครงการไหนจะถูกปรับลดบ้าง และงบประมาณในปี 2570 นี้จะนำพาประเทศไปสู่ทิศทางที่ดียิ่งขึ้นได้ขนาดไหนครับ

ที่มา – กมธ.งบฯ 70 ตั้ง 8 อนุ กมธ. ช่วยกรองงาน ไฟเขียวตัดงบฯ ซ้ำซ้อน ถ้าไม่ตอบโจทย์ชาติ

ณัฐพงษ์ ชี้ปัญหาโครงสร้างงบประมาณไทยและพิรุธงบรายจ่าย

เชื่อว่าหลายคนอาจจะกำลังสงสัยว่า ทำไมภาษีของพวกเราถึงดูเหมือนไม่ได้ถูกนำไปพัฒนาประเทศอย่างเต็มที่เท่าที่ควร? ล่าสุด คุณณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาตีแผ่ถึงประเด็นร้อนที่น่าสนใจมาก นั่นคือ ณัฐพงษ์ ชี้ปัญหาโครงสร้างงบประมาณไทย ลงทุนต่ำ-ทุจริต-ขาดวิสัยทัศน์ ชวนจับตาพิรุธงบรายจ่าย ซึ่งถือเป็นการเปิดมุมมองที่คนไทยทุกคนควรรู้เพื่อร่วมกันตรวจสอบงบประมาณของแผ่นดินครับ

ณัฐพงษ์ ชี้ปัญหาโครงสร้างงบประมาณไทย ลงทุนต่ำ-ทุจริต-ขาดวิสัยทัศน์ ชวนจับตาพิรุธงบรายจ่าย

จากการเปิดกิจกรรม “Hack งบ 70” คุณณัฐพงษ์ได้ชี้ให้เห็นว่า โครงสร้างงบประมาณไทยเปรียบเสมือนวงจรที่ยากจะเปลี่ยนแปลง โดยพบว่ารายจ่ายลงทุนนั้นถูกจำกัดไว้เพียง 1 ใน 5 ของงบประมาณทั้งหมด หรือประมาณ 21% เท่าเดิมมาตลอดหลายปี ทำให้เราขาดเม็ดเงินที่จะนำไปพัฒนาอนาคตของประเทศอย่างจริงจัง นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องการทุจริต และการจัดทำนโยบายที่มุ่งเน้นเพียงคะแนนนิยมระยะสั้นมากกว่าวิสัยทัศน์ระยะยาวอีกด้วย

เปิดปมวิกฤต: ทำไม ณัฐพงษ์ ชี้ปัญหาโครงสร้างงบประมาณไทย ลงทุนต่ำ-ทุจริต-ขาดวิสัยทัศน์ ชวนจับตาพิรุธงบรายจ่าย

นอกจากปัญหาภาพรวมแล้ว ข้อมูลเชิงลึกยังชี้ให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในการกระจายงบประมาณรายหัว โดยในขณะที่กรุงเทพฯ ได้รับงบสูงถึง 22,493 บาทต่อคน แต่พื้นที่ภาคอีสานกลับได้รับเพียง 5,517 บาทต่อคนเท่านั้น สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าการบริหารจัดการงบประมาณปัจจุบันยังห่างไกลจากความเท่าเทียม ทั้งที่ภาระหนี้สาธารณะของประเทศเรานั้นสูงพอๆ กับประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่รายได้รัฐกลับต่ำกว่ามาก

บทเรียนสำคัญจากกิจกรรมนี้คือ:

  • งบประมาณไทยยึดติดกับฐานเดิมจากอดีต ไม่มีการทำ Zero-Based Budgeting อย่างแท้จริง
  • โครงการส่วนใหญ่กว่า 95% เป็นโครงการต่อเนื่อง ไม่ได้มีนวัตกรรมใหม่เพื่ออนาคต
  • มีความเสี่ยงเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันในโครงการต่างๆ ที่ต้องอาศัยตาเหยี่ยวของประชาชนในการตรวจสอบ

คุณณัฐพงษ์ย้ำชัดว่า พรรคประชาชนไม่ได้เพียงแค่ติง แต่ได้เตรียมเสนอการปฏิรูปกฎหมาย ทั้งร่าง พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ และการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อเพิ่มความโปร่งใสให้เกิดขึ้นจริง ดังนั้น ในฐานะประชาชนคนไทย เราอย่ามองว่าเรื่องงบประมาณเป็นเรื่องไกลตัวครับ ทุกบาททุกสตางค์ที่มาจากหยาดเหงื่อของเราควรถูกใช้ไปเพื่ออนาคตของลูกหลานอย่างคุ้มค่าที่สุด มาช่วยกันจับตาดูความผิดปกติรายโครงการและส่งเสียงเรียกร้องความโปร่งใสไปพร้อมๆ กันครับ

ที่มา – “ณัฐพงษ์” ชี้ปัญหาโครงสร้างงบประมาณไทย ลงทุนต่ำ-ทุจริต-ขาดวิสัยทัศน์ ชวนจับตาพิรุธงบรายจ่าย

“นายกแป้น” พ้อของบฯ ถูกตัด เหลือแค่เรือยาง 4 ลำ

“นายกแป้น” พ้อของบฯ ถูกตัด เหลือแค่เรือยาง 4 ลำ

กลายเป็นประเด็นที่ชาวหาดใหญ่ต้องจับตามองครับ เมื่อล่าสุด “นายกแป้น” นายณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ได้ออกมาเปิดใจถึงสถานการณ์งบประมาณปี 2570 ที่ถูกตัดไปเกือบหมด โดยแทนที่จะได้รับงบสนับสนุนตามที่เสนอไปเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วม แต่กลับได้เพียงเรือยาง 4 ลำและรถสิบล้อ 3 คันเท่านั้น

ในวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ได้ชี้แจงประเด็นที่หลายคนสงสัย โดยเฉพาะกรณีที่มีกระแสข่าวว่าเทศบาลนครหาดใหญ่ยังมีงบประมาณเหลืออยู่ถึง 200 ล้านบาท แต่เจ้าตัวได้ออกมาโต้กลับชัดเจนว่า “นายกแป้น” พ้อของบฯ ถูกตัด เหลือแค่เรือยาง 4 ลำ และที่สำคัญตอนนี้งบประมาณที่แท้จริงเหลือเพียง 42 ล้านบาทเท่านั้น ไม่ใช่ตัวเลข 200 ล้านตามที่ถูกกล่าวอ้าง

รายละเอียดการของบประมาณและการบริหารจัดการ

ท่านนายกฯ ได้ขยายความว่า งบประมาณ 200 ล้านบาทที่เคยมีนั้น ได้ถูกนำไปใช้จ่ายจริงในภารกิจเร่งด่วน ได้แก่:

  • การซ่อมแซมโรงเรียนและถนนที่เสียหายจากน้ำท่วม
  • การปรับปรุงสถานีอนามัยและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ได้รับความเสียหาย
  • การลอกคูคลองและจัดซื้อเครื่องสูบน้ำเพื่อป้องกันอุทกภัย

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการเสนอของบประมาณเพิ่มเติมเพื่อซื้อเจ็ตสกีสำหรับการกู้ภัย ก็กลับถูกตัดงบส่วนนี้ออกไป เหลือเพียงเรือยาง 4 ลำและรถสิบล้อ 3 คัน นอกจากนี้ “นายกแป้น” พ้อของบฯ ถูกตัด เหลือแค่เรือยาง 4 ลำ ยังได้กล่าวทิ้งท้ายด้วยความมุ่งมั่นว่าแม้ข้อจำกัดจะเยอะ แต่ในฐานะคนทำงาน ตนจะยังคงเดินหน้าทำหน้าที่แก้ไขปัญหาน้ำท่วมให้พี่น้องประชาชนชาวหาดใหญ่ต่อไปอย่างเต็มกำลัง

บทเรียนในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการบริหารจัดการงบประมาณท้องถิ่นในสถานการณ์วิกฤต ซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจระหว่างส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นเพื่อให้การแก้ไขปัญหามีประสิทธิภาพสูงสุด เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทางรัฐบาลจะหันมามองเห็นถึงความจำเป็นของอุปกรณ์กู้ภัยในเขตพื้นที่เสี่ยงภัย เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนในระยะยาวครับ

ที่มา – “นายกแป้น” พ้อของบฯ ไปถูกตัด ได้แค่เรือยาง-รถสิบล้อ โต้มี 200 ล้าน ตอนนี้เหลือ 42 ล้าน

ปชป. ย้ำ “อภิสิทธิ์” ชูปฏิรูประบบงบฯ เพื่อความยั่งยืน ไม่ได้พูดตัดบำนาญข้าราชการ

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นข่าวคราวทางการเมืองที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรง เกี่ยวกับการอภิปรายเรื่องงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 ซึ่งมีการพาดพิงถึงแนวคิดของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในเรื่องสิทธิสวัสดิการของข้าราชการ วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันว่าทำไมพรรคประชาธิปัตย์ต้องออกมาตอกย้ำจุดยืนเรื่องการ ปชป. ย้ำ “อภิสิทธิ์” ชูปฏิรูประบบงบฯ เพื่อความยั่งยืน ไม่ได้พูดตัดบำนาญข้าราชการ อย่างชัดเจนครับ

ปชป. ย้ำ “อภิสิทธิ์” ชูปฏิรูประบบงบฯ เพื่อความยั่งยืน ไม่ได้พูดตัดบำนาญข้าราชการ

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่มีกระแสข่าวบิดเบือนว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะทำการตัดบำนาญข้าราชการ ทำให้นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ต้องรีบออกมาเคลียร์ประเด็นนี้ทันที โดยเน้นย้ำว่าสิ่งที่อภิสิทธิ์ได้นำเสนอไปนั้น คือการสร้างความยั่งยืนให้กับระบบการคลังของชาติในระยะยาว ไม่ใช่การล้มล้างสิทธิเดิมที่มีอยู่แล้ว

เปิดมุมมองการปฏิรูประบบงบประมาณที่แท้จริง

หลายท่านอาจสงสัยว่าการ ปชป. ย้ำ “อภิสิทธิ์” ชูปฏิรูประบบงบฯ เพื่อความยั่งยืน ไม่ได้พูดตัดบำนาญข้าราชการ นั้นมีใจความสำคัญอย่างไร คำตอบก็คือ:

  • การสร้างระบบใหม่: มุ่งเน้นการวางโครงสร้างงบประมาณใหม่สำหรับคนรุ่นใหม่ที่จะเข้ามารับราชการในอนาคต
  • ความเป็นธรรม: ยึดหลักการไม่ทำลายสิทธิของคนที่เข้ามาทำงานด้วยกฎเกณฑ์เดิม เพื่อความยุติธรรมของข้าราชการปัจจุบัน
  • ความยั่งยืนทางการคลัง: เพื่อให้ประเทศมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืน

พรรคประชาธิปัตย์มองว่า การเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เป็นสิทธิเดิมนั้นไม่เป็นธรรม แต่การวางแผนใหม่ด้วยวิธีคิดเชิงสร้างสรรค์จะเป็นทางออกที่ดีกว่า การที่กระแสสังคมถูกปั่นหัวให้เข้าใจผิดถือเป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะแนวคิดนี้แท้จริงแล้วคือความปรารถนาดีต่อระบบราชการไทยนั่นเองครับ

นอกเหนือจากเรื่องบำนาญแล้ว พรรคประชาธิปัตย์ยังแสดงความห่วงใยถึงการบริหารงบประมาณในภาพรวม โดยเฉพาะการที่รัฐบาลกู้เงินก้อนโตแต่กลับไม่เห็นการลงทุนที่ชัดเจนในโครงการใหญ่ที่ได้ประโยชน์จริง รวมถึงความกังวลเรื่องการจัดการภัยพิบัติที่ควรทำมากกว่าแค่การรอเยียวยา เพราะความสูญเสียเมื่อเกิดขึ้นแล้วย่อมไม่คุ้มค่ากับการประหยัดงบประมาณที่ไม่ถูกจุด

ในฐานะประชาชน เราควรพินิจพิเคราะห์ข้อมูลให้รอบด้านก่อนจะตัดสินใจเชื่อข่าวลือทางการเมือง เพราะการที่ ปชป. ย้ำ “อภิสิทธิ์” ชูปฏิรูประบบงบฯ เพื่อความยั่งยืน ไม่ได้พูดตัดบำนาญข้าราชการ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของพรรคในการเสนอทางออกให้กับบ้านเมือง ท่ามกลางกระแสการเมืองที่เน้นสร้างความขัดแย้งเพียงอย่างเดียว

ที่มา – ปชป. ย้ำ “อภิสิทธิ์” ชูปฏิรูประบบงบฯ เพื่อความยั่งยืน ไม่ได้พูดตัดบำนาญข้าราชการ

พชรชี้ปฏิรูปงบประมาณต้องแก้ที่ต้นเหตุ จัดสรร 5 ด้าน

ในปัจจุบัน ประเด็นเรื่องการใช้งบประมาณของประเทศถือเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยพชรชี้ปฏิรูปงบประมาณต้องแก้ที่ต้นเหตุ จัดสรร 5 ด้าน เพื่อให้เกิดความยั่งยืนทางการคลังอย่างแท้จริง แทนที่จะมุ่งเน้นเพียงแค่การตัดรายจ่ายบุคลากรภาครัฐเพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น

พชรชี้ปฏิรูปงบประมาณต้องแก้ที่ต้นเหตุ จัดสรร 5 ด้าน อย่างเป็นธรรม

นายพชร นริพทะพันธุ์ ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่าปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยไม่ใช่เรื่องการตั้งงบประมาณสูงเกินไป แต่เป็นเรื่องของฐานภาษีที่แคบผิดปกติ ข้อมูลพบว่าแรงงานกว่า 40 ล้านคน แต่มีผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจริงๆ เพียงไม่กี่ล้านคน ทำให้ภาครัฐต้องแบกรับภาระและพึ่งพาภาษีทางอ้อมสูงมาก ส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

ทำไมการปฏิรูปงบประมาณต้องแก้ที่ต้นเหตุ

การที่พชรชี้ปฏิรูปงบประมาณต้องแก้ที่ต้นเหตุ จัดสรร 5 ด้านนั้น เขาเน้นย้ำถึงแนวทางการขยายฐานภาษีผ่านระบบดิจิทัลและการทำ e-Payment เพื่อดึงเศรษฐกิจนอกระบบให้เข้ามาอยู่ในระบบฐานข้อมูลภาษี ซึ่งจะสร้างรายได้ให้รัฐอย่างเป็นธรรมมากขึ้น โดยไม่ต้องบังคับเพิ่มอัตราภาษีให้เป็นภาระต่อประชาชนจนเกินจำเป็น

นอกเหนือจากเรื่องรายได้แล้ว การบริหารรายจ่ายก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยควรให้ความสำคัญกับการพัฒนา 5 รากฐานสำคัญของประเทศ ได้แก่:

  • ระบบยุติธรรมและความปลอดภัยที่โปร่งใส
  • ระบบสาธารณสุขที่มีคุณภาพสำหรับทุกคน
  • ระบบการศึกษาที่ตอบโจทย์ทักษะแรงงานยุคใหม่
  • ระบบคมนาคมที่เชื่อมโยงและทั่วถึง
  • ระบบสังคมที่ส่งเสริมความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัว

ปัญหาความสามารถในการแข่งขันด้านการศึกษาของไทยที่ทักษะภาษาต่างประเทศและทักษะแรงงานระดับสูงกำลังถดถอย เป็นเครื่องพิสูจน์ได้ดีว่าที่ผ่านมาการลงทุนนั้นยังไม่ตรงจุด ดังนั้นการจัดทำงบประมาณในอนาคตจึงต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมและทักษะมนุษย์ให้แข็งแกร่งอย่างแท้จริง การปฏิรูปไม่ใช่แค่ตัวเลขในบัญชี แต่คือการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้แก่ประชาชนทุกคนในประเทศ

ที่มา – “พชร” ชี้ปฏิรูปงบประมาณต้องแก้ที่ต้นเหตุ เสนอจัดสรรตอบโจทย์รากฐาน 5 ด้าน

นายกฯ มองตั้ง “อ.วีระ” นั่ง กมธ.งบฯ 70 ได้คนมีประสบการณ์ กล้าวิจารณ์ ช่วยรักษาประโยชน์ชาติ

นายกฯ มองตั้ง “อ.วีระ” นั่ง กมธ.งบฯ 70 ได้คนมีประสบการณ์ กล้าวิจารณ์ ช่วยรักษาประโยชน์ชาติ

กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามองในแวดวงการเมืองไทย เมื่อมีการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 โดยหนึ่งในรายชื่อที่หลายคนให้ความสนใจคือ “อ.วีระ ธีระภัทรานนท์” ซึ่งเข้ามานั่งในโควตาของคณะรัฐมนตรี ซึ่งงานนี้ทางด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาแสดงทัศนะต่อเรื่องนี้อย่างน่าสนใจ

นายกฯ มองว่าการที่ นายกฯ มองตั้ง “อ.วีระ” นั่ง กมธ.งบฯ 70 ได้คนมีประสบการณ์ กล้าวิจารณ์ ช่วยรักษาประโยชน์ชาติ นั้นถือเป็นเรื่องที่ดีและเป็นผลดีต่อประเทศชาติอย่างยิ่ง เพราะการพิจารณางบประมาณแผ่นดินเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีความสำคัญสูง การได้ผู้ที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญเข้ามาช่วยตรวจสอบ จะทำให้การจัดสรรงบประมาณมีความโปร่งใสและเกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชน

ทำไมการตั้ง อ.วีระ ถึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ

สำหรับคำถามที่ว่าทำไม นายกฯ มองตั้ง “อ.วีระ” นั่ง กมธ.งบฯ 70 ได้คนมีประสบการณ์ กล้าวิจารณ์ ช่วยรักษาประโยชน์ชาติ ถึงกลายเป็นข่าวใหญ่ เหตุผลสำคัญคือบุคลิกและบทบาทของ อ.วีระ ที่เป็นที่ทราบกันดีว่ามีความตรงไปตรงมา กล้าวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นต่างๆ อย่างแหลมคม ซึ่งในมุมของฝั่งบริหาร นายกฯ เองมองว่านี่คือตัวช่วยชั้นดีที่จะมาเติมเต็มในส่วนที่อาจมองข้ามไป เพื่อให้การใช้งบประมาณคุ้มค่าที่สุด

  • มีความเป็นมืออาชีพและประสบการณ์สูงในการวิเคราะห์ข้อมูล
  • กล้าตั้งคำถามและวิจารณ์ในจุดที่ควรปรับปรุง
  • เน้นย้ำถึงการรักษาประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีอาจจะไม่ได้ติดตามการประชุมสภาอย่างใกล้ชิดเนื่องจากภารกิจการทำงานที่ต่างประเทศ แต่ท่านก็ได้เน้นย้ำชัดเจนว่า กระบวนการแต่งตั้งทั้งหมดเป็นไปตามกลไกของสภาฯ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า นายกฯ มองตั้ง “อ.วีระ” นั่ง กมธ.งบฯ 70 ได้คนมีประสบการณ์ กล้าวิจารณ์ ช่วยรักษาประโยชน์ชาติ คือการขับเคลื่อนประเทศด้วยการดึงคนเก่งเข้ามาช่วยงานกรรมาธิการนั่นเอง

ในยุคที่การตรวจสอบงบประมาณมีความท้าทายมากขึ้น การได้คนที่มีความรอบรู้และไม่เกรงใจในสิ่งที่ควรวิจารณ์ ย่อมเป็นสัญญาณบวกของระบบรัฐสภาไทย เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า การทำงานของคณะกรรมาธิการชุดนี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงหรือช่วยให้งบประมาณปี 2570 ถูกนำไปใช้ได้ดีขึ้นเพียงใด แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือความคาดหวังของสังคมที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้นของการบริหารจัดการงบประมาณแผ่นดิน

ที่มา – นายกฯ มองตั้ง “อ.วีระ” นั่ง กมธ.งบฯ 70 ได้คนมีประสบการณ์ กล้าวิจารณ์ ช่วยรักษาประโยชน์ชาติ

โอนไว สภาฯ ใช้เวลา 15 นาที เห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบ 1 หมื่นล้านบาท

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล เมื่อมีการกล่าวถึงเหตุการณ์ โอนไว สภาฯ ใช้เวลา 15 นาที เห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบ 1 หมื่นล้านบาท โดยเป็นการโหวตผ่านร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ วันนี้เรามาเจาะลึกกันว่าเกิดอะไรขึ้นในสภาฯ แห่งนี้ครับ

สถานการณ์จริงเมื่อ โอนไว สภาฯ ใช้เวลา 15 นาที เห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบ 1 หมื่นล้านบาท

การประชุมในวันนั้นเต็มไปด้วยความกระชับ โดยนางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาฯ ได้ทำหน้าที่ประธานในการพิจารณาร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย วงเงินรวมทั้งสิ้น 10,328 ล้านบาท ซึ่งเงินก้อนนี้มาจากหน่วยงานต่างๆ ถึง 118 แห่ง โดยมีเป้าหมายหลักคือการโอนไปใส่ไว้ในงบกลาง เพื่อนำไปใช้เป็นเงินสำรองจ่ายฉุกเฉินและปฏิบัติภารกิจที่เร่งด่วนในการแก้วิกฤตการณ์ทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทย

รายละเอียดการโหวตมติเอกฉันท์หลังจาก โอนไว สภาฯ ใช้เวลา 15 นาที เห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบ 1 หมื่นล้านบาท

ความน่าสนใจของเหตุการณ์นี้อยู่ที่ตัวเลขและขั้นตอนการพิจารณาครับ เพราะในวาระที่ 2 ของการประชุม ไม่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านใดติดใจอภิปรายในรายละเอียดที่กรรมาธิการวิสามัญฯ ได้แก้ไขมา ส่งผลให้วาระที่ 3 เกิดการลงมติด่วนด้วยผลคะแนนเอกฉันท์ 449 ต่อ 0 เสียง และงดออกเสียง 2 เสียง ภายในเวลาเพียง 15 นาทีเท่านั้น ซึ่งถือว่าเร็วมากหากเทียบกับกระบวนการปกติของสภาฯ

สาเหตุสำคัญของการเร่งรีบในครั้งนี้คือ:

  • เพื่อสนับสนุนภารกิจเร่งด่วนในการฟื้นฟูประเทศ
  • เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจทั้งปัจจัยภายในและภายนอก
  • เพื่อให้เงินสำรองฉุกเฉินมีความพร้อมในการนำมาใช้งานทันที

หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่า การที่สภาฯ ทำงานรวดเร็วขนาดนี้เป็นเรื่องดีหรือน่ากังวล? ในมุมมองหนึ่ง นี่คือการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการตอบสนองต่อปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างทันท่วงที แต่ในอีกมุมหนึ่ง ประชาชนก็ยังคงจับตามองว่า งบประมาณกว่า 1 หมื่นล้านบาทนี้ จะถูกบริหารจัดการอย่างไรให้โปร่งใสและคุ้มค่าที่สุด เพื่อไม่ให้เงินภาษีของประชาชนต้องสูญเปล่าไปกับโครงการที่ไม่เกิดผลตอบแทนที่ชัดเจน

สรุปแล้ว แม้เหตุการณ์ โอนไว สภาฯ ใช้เวลา 15 นาที เห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบ 1 หมื่นล้านบาท จะผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่ภารกิจสำคัญหลังจากนี้คือการติดตามการนำงบประมาณไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชนทั่วประเทศครับ

ที่มา – โอนไว สภาฯ ใช้เวลา 15 นาที เห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบ 1 หมื่นล้านบาท

เปิดรายชื่อ กมธ.งบฯ 70 ดร.โจ-มาดามเดียร์ ร่วมงานสภา

เปิดรายชื่อ กมธ.งบฯ 70 ดร.โจ-มาดามเดียร์ ร่วมงานสภา

หลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ในวาระแรกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา บรรยากาศการเมืองก็เข้มข้นขึ้นทันที เมื่อมีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ขึ้นมาเพื่อพิจารณารายละเอียดงบประมาณ โดยล่าสุดมีการ เปิดรายชื่อ กมธ.งบฯ 70 ดร.โจ-มาดามเดียร์ ร่วมงานสภา ซึ่งถือเป็นที่จับตาของสังคมอย่างมากในขณะนี้

ความน่าสนใจของรายชื่อครั้งนี้ คือการปรากฏตัวของ “ดร.โจ” หรือ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร จากพรรคประชาชน ซึ่งเป็นอดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ที่ได้รับความสนใจก่อนหน้านี้ และการกลับมาของ “มาดามเดียร์” ในโควตาของพรรคประชาธิปัตย์ นอกจากนี้ยังมีชื่อของ “อ.วีระ ธีระภัทรานนท์” ที่ทาง ครม. ได้ส่งชื่อมาร่วมในคณะกรรมาธิการด้วยการ เปิดรายชื่อ กมธ.งบฯ 70 ดร.โจ-มาดามเดียร์ ร่วมงานสภา ครั้งนี้ ทำให้เห็นภาพรวมของการจัดสรรงบประมาณที่เต็มไปด้วยตัวแทนจากหลากพรรคการเมือง

ความเคลื่อนไหวสำคัญในการการตั้งกมธ.งบประมาณปี 70

สำหรับรายชื่อผู้ที่ได้รับคัดเลือกให้เป็น กมธ.งบประมาณปี 70 ทั้ง 72 คนนั้น มีการกระจายโควตาจากหลายส่วน โดยพรรคภูมิใจไทยครองเสียงส่วนใหญ่ถึง 21 คน ตามมาด้วยพรรคประชาชน 13 คน พรรคเพื่อไทย 8 คน พรรคกล้าธรรม 6 คน ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ส่ง 2 คน ได้แก่ นายอัมพร พินะสา และ น.ส.วทันยา บุนนาค หรือมาดามเดียร์นั่นเอง

ในการ เปิดรายชื่อ กมธ.งบฯ 70 ดร.โจ-มาดามเดียร์ ร่วมงานสภา ครั้งนี้ เราได้เห็นรายชื่อจากหน่วยงานต่างๆ ดังนี้:

  • คณะรัฐมนตรี (ครม.): ส่งรายชื่อบุคคลสำคัญ 18 คน รวมถึง อ.วีระ ธีระภัทรานนท์ และนายชาดา ไทยเศรษฐ์
  • พรรคภูมิใจไทย: ส่งตัวแทน 21 คน นำโดย นายชยุต ภุมมะกาญจนะ และคณะ
  • พรรคประชาชน: นำโดย น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล และนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (ดร.โจ)
  • พรรคการเมืองอื่น: รวมถึงพรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ ที่ส่งตัวแทนร่วมพิจารณา

การพิจารณางบประมาณแผ่นดินเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนประเทศ การที่แต่ละพรรคส่งบุคลากรคุณภาพหรือตัวแทนที่มีชื่อเสียงมาร่วมด้วย สะท้อนให้เห็นว่าทุกฝ่ายต่างให้ความสำคัญกับเงินภาษีของประชาชน ทุกขั้นตอนต่อจากนี้จะเป็นบทพิสูจน์ว่าพวกเขาสามารถตรวจสอบและบริหารจัดการงบประมาณปี 2570 ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร

คุณคิดอย่างไรกับการจัดทัพกรรมาธิการงบประมาณชุดนี้? นี่คือการรวมตัวกันของมืออาชีพเพื่อรับมือกับโจทย์งบประมาณที่ท้าทาย หรือเป็นเพียงเกมการเมืองในสภา? มาร่วมติดตามสถานการณ์นี้ไปพร้อมๆ กัน เพราะทุกบาททุกสตางค์ของงบประมาณคืออนาคตของคนไทยทั้งชาติครับ

ที่มา – เปิดรายชื่อ กมธ.งบฯ 70 “ดร.โจ” โผล่ร่วมหลังแพ้เลือกตั้ง “มาดามเดียร์” โควตา ปชป. ครม. ส่ง “อ.วีระ”

Scroll to top