งบประมาณ

“อัครแสนคีรี” ไม่ติด โอนงบหมื่นล้าน จี้ถามนายกฯ เอาไปทำอะไร

“อัครแสนคีรี” ไม่ติด โอนงบหมื่นล้าน จี้ถามนายกฯ เอาไปทำอะไร

กลายเป็นประเด็นร้อนในสภาฯ เมื่อนายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ สส.ชัยภูมิ จากพรรคกล้าธรรม ได้ออกมาอภิปรายร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 โดยประเด็นหลักคือการโอนเงินจำนวนกว่า 10,328 ล้านบาทไปไว้ในงบกลางภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี ซึ่งการที่ “อัครแสนคีรี” ไม่ติด โอนงบหมื่นล้าน จี้ถามนายกฯ เอาไปทำอะไร นั้น สะท้อนถึงความกังวลของตัวแทนประชาชนที่ต้องการความโปร่งใสและเป้าหมายที่ชัดเจนในการใช้จ่ายเงินแผ่นดิน

ความจำเป็นของงบประมาณและผลกระทบต่อเกษตรกร

ในมุมมองของ นายอัครแสนคีรี การตัดงบประมาณจากหน่วยงานต่างๆ เพื่อไปรวมเป็นงบกลางนั้น หากทำเพื่อรีดไขมันส่วนเกินก็เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ แต่คำถามสำคัญคือ “อัครแสนคีรี” ไม่ติด โอนงบหมื่นล้าน จี้ถามนายกฯ เอาไปทำอะไร เพราะต้องมั่นใจว่าการโอนงบก้อนนี้จะไม่กระทบต่อการดำเนินงานหลักของหน่วยงานรัฐ และที่สำคัญที่สุดคือต้องนำไปแก้ปัญหาให้ประชาชนได้จริง โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ภาคอีสาน

นายอัครแสนคีรีได้สะท้อนความเจ็บปวดแทนเกษตรกรว่า ปัจจุบันหลายจังหวัดในภาคอีสานกำลังเผชิญกับภาวะฝนทิ้งช่วงอย่างหนัก สภาพนาข้าวแห้งกรอบจนแทบไม่ต่างจากสนามหญ้า ซึ่งเขากล่าวอย่างดุเดือดว่า:

  • ต้นข้าวเหี่ยวตายจนสภาพเหมือนสนามหญ้าที่จัดแข่งฟุตบอลโลกได้
  • ค่าครองชีพ ปุ๋ย และยาปราบศัตรูพืช ราคาพุ่งสูงกว่าหุ้น IPO ดังๆ
  • เกษตรกรขาดแคลนทุนทรัพย์และปัจจัยในการผลิตอย่างรุนแรง

ด้วยเหตุนี้ “อัครแสนคีรี” ไม่ติด โอนงบหมื่นล้าน จี้ถามนายกฯ เอาไปทำอะไร จึงกลายเป็นคำถามแห่งปีที่รัฐบาลต้องเร่งหาคำตอบให้กระจ่าง หากนำงบประมาณหมื่นล้านนี้ไปสร้างระบบชลประทานหรือช่วยเหลือเกษตรกรที่กำลังเดือดร้อน ฝ่ายค้านก็พร้อมสนับสนุน แต่ถ้าใช้ไม่คุ้มค่าก็เตรียมตัวรับการตรวจสอบอย่างเข้มข้นได้เลย

เราในฐานะประชาชนคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า เงินงบประมาณก้อนใหญ่ขนาดนี้จะถูกนำไปใช้อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อคนรากหญ้า ไม่ใช่เพียงแค่การย้ายตัวเลขในบัญชี แต่คือการต่อลมหายใจให้พี่น้องเกษตรกรที่กำลังเผชิญวิกฤตภัยแล้งอยู่ในขณะนี้

ที่มา – “อัครแสนคีรี” ไม่ติด โอนงบหมื่นล้าน จี้ถามนายกฯ เอาไปทำอะไร วอนช่วยเกษตรกรด้วย

“ไหม” ซัดรัฐบาลชักหน้าไม่ถึงหลัง พยายามโอนงบ 10,000 ล้าน

“ไหม” ซัดรัฐบาลชักหน้าไม่ถึงหลัง พยายามโอนงบ 10,000 ล้าน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ “ศิริกัญญา ตันสกุล” สส. พรรคประชาชน ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตถึงสถานะทางการคลังของรัฐบาลอย่างดุเดือด โดยเฉพาะการผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. 2569 วงเงินกว่า 10,328 ล้านบาท ซึ่งเธอมองว่านี่คือสัญญาณเตือนชั้นดีว่ารัฐบาลกำลังอยู่ในภาวะ “ไหม” ซัดรัฐบาลชักหน้าไม่ถึงหลัง พยายามโอนงบ 10,000 ล้าน จนทำให้ระบบการบริหารราชการแผ่นดินเกิดอาการสะดุดและเสียจังหวะอย่างหนัก

เบื้องหลังการโอนงบ: วิกฤตคลังหรือการจัดสรรใหม่?

การเกลี่ยงบประมาณในยามจำเป็นไม่ใช่เรื่องแปลก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้กลับต่างออกไป ศิริกัญญาชี้ให้เห็นว่าการเร่งรีบดึงงบประมาณจากหน่วยงานต่างๆ ไม่ได้เป็นไปเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตของประเทศอย่างแท้จริง แต่เป็นการหาเงินมาพยุงภาระหนี้สินที่รัฐบาลค้างจ่ายอยู่ ไม่ว่าจะเป็นหนี้ค่ารถไฟฟ้าสายสีส้ม หรือค่าโง่คลองด่าน สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการบริหารงานที่ขาดการวางแผนล่วงหน้า

ผลกระทบที่ตามมาจากการกระทำของรัฐบาลครั้งนี้มีหลายประการ ได้แก่:

  • ระบบราชการเกิดความระแวง: หน่วยงานต่างๆ ชะลอการเบิกจ่ายเพราะเกรงว่าจะถูกดึงงบกลางคัน
  • การลงทุนหยุดชะงัก: โครงการลงทุนที่เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจถูกระงับเพื่อโยกงบไปใช้ในส่วนอื่น
  • ขาดความโปร่งใสและประสิทธิภาพ: งบประมาณที่ดึงออกมาเกือบ 93% เป็นรายจ่ายลงทุน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ภาวะที่ “ไหม” ซัดรัฐบาลชักหน้าไม่ถึงหลัง พยายามโอนงบ 10,000 ล้าน ในครั้งนี้ ยังชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวในการจัดลำดับความสำคัญ รัฐบาลเลือกที่จะตัดงบโครงการก่อสร้างที่อาจเป็นประโยชน์ แทนที่จะตรวจสอบงบประมาณขององค์กรอิสระหรือศาลที่ไม่ถูกแตะต้องเลยแม้แต่บาทเดียว

บทสรุป: ถึงเวลาทบทวนการบริหารการคลัง

ศิริกัญญายังเปรียบเทียบสถานการณ์นี้ว่า หากรัฐบาลเป็นบริษัทเอกชน คงถูกวิจารณ์ว่ามีการบริหารจัดการที่แย่และขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง การดึงงบมาได้เพียง 10,000 ล้าน ซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับภาระหนี้ก้อนโต 140,000 ล้านบาทนั้น ถือเป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุและได้ไม่คุ้มเสีย

ในฐานะประชาชน เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า รัฐบาลจะมีมาตรการอื่นใดที่จะเข้ามาช่วยกอบกู้สถานการณ์ทางการคลังโดยไม่เบียดบังการลงทุนของภาครัฐจนชะงักงันเช่นนี้อีก การบริหารประเทศในสภาวะวิกฤตต้องการความชัดเจนและการจัดลำดับความสำคัญที่ถูกต้อง ไม่ใช่การวิ่งหาเงินมาปิดช่องโหว่ไปวันๆ ท้ายที่สุด การขับเคลื่อนประเทศต้องอาศัยวิสัยทัศน์และการวางแผนการคลังที่ยั่งยืนมากกว่าการแก้ปัญหาแบบเฉพาะหน้าครับ

ที่มา – “ไหม” ซัดรัฐบาลชักหน้าไม่ถึงหลัง พยายามโอนงบ 10,000 ล้าน

“อภิสิทธิ์” ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ สวนทางวิกฤตเศรษฐกิจ

ในสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจอย่างหนัก ประเด็นการบริหารจัดการงบประมาณแผ่นดินกลายเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะล่าสุดที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลอย่างดุเดือดเกี่ยวกับประเด็น “อภิสิทธิ์” ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ สวนทางวิกฤตเศรษฐกิจ ที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในแวดวงการเมืองขณะนี้

“อภิสิทธิ์” ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ สวนทางวิกฤตเศรษฐกิจ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการโอนงบประมาณของรัฐบาล โดยระบุว่าการกระทำดังกล่าวนั้นดูจะย้อนแย้งกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น หากมองในมุมของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ รัฐบาลควรจัดสรรวงเงินให้คุ้มค่าที่สุดแทนที่จะเลือกวิธีปะผุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่รัฐบาลเลือกจะกู้เงินถึง 4 แสนล้านบาทแทนที่จะโอนงบประมาณให้เต็มศักยภาพ

ผลกระทบจากการกู้เงิน 4 แสนล้านและ “อภิสิทธิ์” ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ สวนทางวิกฤตเศรษฐกิจ

การผลักภาระหนี้สาธารณะให้สูงขึ้นเรื่อยๆ จนเกือบแตะเพดานที่กำหนดไว้ ถือเป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง นายอภิสิทธิ์มองว่าหากรัฐบาลมีการบริหารจัดการที่ดี การโอนงบประมาณในสัดส่วนที่เหมาะสมกว่านี้อาจช่วยลดความจำเป็นในการกู้เงินลงได้ ซึ่งประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์การบริหารทางการคลังที่อาจไม่ตอบโจทย์ความเดือดร้อนของประชาชนในระยะยาว

  • ความล่าช้าในการเสนอ พ.ร.บ. ต่อสภาฯ
  • สัดส่วนการโอนงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับความจำเป็น
  • ภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้นจนน่ากังวล

สิ่งที่สังคมตั้งคำถามคือ หากรัฐบาลมีโครงการที่สามารถลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นได้มากถึง 1 แสนล้านบาท เหตุใดจึงเลือกโอนงบประมาณเพียงแค่ 1 หมื่นล้านบาทเท่านั้น? การเลือกตัดสินใจเช่นนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อแผนงานการฟื้นฟูประเทศ ท้ายที่สุดแล้ว การใช้เงินแผ่นดินทุกบาททุกสตางค์ควรต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าและความเป็นธรรมของคนทั้งประเทศ มากกว่าความสะดวกทางการเมืองของฝ่ายบริหาร

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ สวนทางวิกฤตเศรษฐกิจ ซัดกู้ 4 แสนล้าน สร้างภาระหนี้สาธารณะ

ลิซ่า ปชน. ลั่นสืบมาแล้วปมถอดรายการ เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand อ้างมีใบสั่ง

ลิซ่า ปชน. ลั่นสืบมาแล้วปมถอดรายการ เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand อ้างมีใบสั่ง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการสื่อมวลชนและแวดวงการเมืองไทย เมื่อ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ หรือ ‘ลิซ่า’ สส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคประชาชน ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับกรณีการยุติรายการชื่อดังอย่าง เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ของ ‘หมาแก่’ หรือคุณดนัย เอกมหาสวัสดิ์ ซึ่งสร้างความสงสัยให้กับประชาชนจำนวนมากว่าเกิดอะไรขึ้นเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งนี้

เบื้องลึกใบสั่งจากอำนาจสีน้ำเงิน

ลิซ่า ปชน. ลั่นสืบมาแล้วปมถอดรายการ เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand อ้างมีใบสั่ง โดยเธอระบุว่าจากการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกพบว่า เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มีความเชื่อมโยงกับความไม่พอใจของกลุ่ม ‘บ้านใหญ่’ หลังจากที่รายการได้นำเสนอเนื้อหาเจาะลึกโครงการ TH-AI Passport และการทำงานของ รมว.ดีอี อย่างเข้มข้น ซึ่งดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้มีอำนาจเกิดอาการร้อนตัวจนต้องสั่งปิดปากสื่อ

ประเด็นสำคัญที่โฆษกพรรคประชาชนเน้นย้ำ คือการตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการใช้งบประมาณแผ่นดิน ซึ่งปกติแล้วรัฐบาลควรทำหน้าที่ชี้แจงด้วยความจริงใจ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นการใช้อำนาจเพื่อปิดกั้นการรับรู้ของประชาชน การถอดรายการในลักษณะนี้จึงถูกมองว่าเป็นการท้าทายจริยธรรมของสื่อมวลชนและเสรีภาพในการรับรู้ของคนไทยอย่างรุนแรง

  • เปิดพฤติกรรมปิดปากสื่อเพื่อปกป้องผลประโยชน์พวกพ้อง
  • การตรวจสอบงบประมาณที่กลายเป็นเรื่องต้องห้าม
  • คำถามต่อระบอบสีน้ำเงินว่าทำไมถึงต้องกลัวการตรวจสอบ

ลิซ่าได้กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า ถึงแม้รัฐบาลจะอ้างว่าไม่มีนอกมีใน แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ลิซ่า ปชน. ลั่นสืบมาแล้วปมถอดรายการ เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand อ้างมีใบสั่ง นั้นมีมูลความจริงสูงมาก ทั้งนี้ทางกรรมาธิการพัฒนาการเมืองพร้อมที่จะเดินหน้าตรวจสอบเรื่องนี้อย่างถึงที่สุด เพราะการปกป้องโครงการของตนเองจนเกินกว่าเหตุ สะท้อนให้เห็นถึงธาตุแท้ของการปิดหูปิดตาประชาชนเพื่อให้โครงการงบประมาณต่างๆ ดำเนินต่อไปโดยไม่มีใครกล้าขวางทาง

ในฐานะประชาชน เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า สุดท้ายแล้วกระแสสังคมจะสามารถกดดันให้รัฐบาลออกมาชี้แจงเรื่องนี้ได้อย่างไร หรือนี่จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการใช้อำนาจล้นเกินเพื่อรวบอำนาจสื่อไว้ในกำมือเพียงฝ่ายเดียวกันแน่ บทเรียนครั้งนี้คงเป็นเครื่องเตือนใจว่าเสรีภาพสื่อเป็นของมีค่าที่ต้องช่วยกันรักษาครับ

ที่มา – “ลิซ่า” ปชน. ลั่นสืบมาแล้วปมถอดรายการ “เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand” ของหมาแก่ อ้างมีใบสั่ง

ดีอี ยอมถอยปรับเงื่อนไข TH-AI Passport ใช้เท่าไหร่จ่ายเท่านั้น

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงกำลังจับตามองโครงการไอทีภาครัฐอย่างเจ้าตัว TH-AI Passport กันอยู่ใช่ไหมครับ? ล่าสุดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี ได้ออกมาขานรับกระแสสังคมด้วยการประกาศปรับเงื่อนไขใหม่ให้มีความโปร่งใสมากขึ้น งานนี้เรียกได้ว่าเป็นการฟังเสียงประชาชนอย่างแท้จริงเลยทีเดียว

ดีอี ยอมถอยปรับเงื่อนไข TH-AI Passport ใช้เท่าไหร่จ่ายเท่านั้น

การปรับเปลี่ยนโมเดลการจ่ายเงินของโครงการ TH-AI Passport มาเป็นแบบ “ใช้เท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น” (Success Fee) ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้โครงการนี้ดูคุ้มค่าและไม่เสียเปรียบ โดยปลัดกระทรวงดีอี นายพชร อนันตศิลป์ ได้ออกมาย้ำชัดว่า หากมีประชาชนใช้งานไม่ถึงเป้าหมายที่วางไว้ 5 ล้านคน ทางภาครัฐก็ไม่ต้องแบกรับภาระจ่ายเงินเต็มจำนวนเหมือนโมเดลเดิมครับ

ทำไมต้องปรับเงื่อนไขให้เป็นธรรม?

สาเหตุหลักที่กระทรวงดีอีต้องปรับเงื่อนไข TH-AI Passport ก็เพื่อลบข้อครหาเรื่องงบประมาณและเพื่อความโปร่งใสสูงสุด ทุกฝ่ายสามารถตรวจสอบได้ตั้งแต่ขั้นตอนการทำสัญญาไปจนถึงการใช้งานจริง ไม่ต้องกลัวเรื่องล็อกสเปกหรือการเอื้อประโยชน์ให้ใครคนใดคนหนึ่งครับ โดยเน้นย้ำว่าหากพบการทุจริตพร้อมที่จะยกเลิกโครงการทันทีไม่มีละเว้น

สำหรับประเด็นดราม่าเรื่องงบพีอาร์ในร้านสะดวกซื้อ ปลัดกระทรวงฯ ได้ชี้แจงว่านั่นเป็นเพียงงบส่วนน้อยมาก เมื่อเทียบกับประโยชน์ที่จะได้รับ ทั้งการฝึกอบรม การสัมมนา และการเข้าถึงระบบ AI ที่มีราคาถูกประหยัดกว่าการเช่าซื้อเชิงพาณิชย์ทั่วไปหลายเท่าตัว โดยมีรายละเอียดจุดเด่นดังนี้:

  • ต้นทุนที่คุ้มค่ากว่า: เฉลี่ยเพียง 27 บาทต่อคนต่อเดือน
  • เข้าถึง AI ได้หลากหลาย: ตอบโจทย์การใช้งานยุคดิจิทัล
  • ความโปร่งใสเป็นที่ตั้ง: ปรับสัญญาให้เป็นธรรมทุกฝ่าย
  • เริ่มใช้งานจริง: ลงทะเบียนพร้อมกันทั่วประเทศ 1 ก.ค.นี้

ในมุมมองของผม การที่ภาครัฐยอมรับฟังความคิดเห็นและปรับปรุงแผนงานให้สอดคล้องกับงบประมาณที่มาจากภาษีประชาชนเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมครับ การที่ TH-AI Passport ปรับโมเดลก่อนเริ่มใช้งานจริงในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ นอกจากจะช่วยลดความกังวลของสังคมแล้ว ยังเป็นการปูทางให้เทคโนโลยี AI เข้าถึงคนไทยได้ง่ายขึ้นอีกด้วย อย่าลืมติดตามข่าวสารการลงทะเบียนกันให้ดีนะครับ เพราะโครงการนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันของเราได้มากทีเดียว

ที่มา – “ดีอี” ยอมถอยปรับเงื่อนไข “TH-AI Passport” ใช้เท่าไหร่จ่ายเท่านั้น ลงทะเบียน 1 ก.ค.

ต้องเร่งตั้งกมธ.วิสามัญฯพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ก่อนสายเกินไป

ต้องเร่งตั้งกมธ.วิสามัญฯพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เพื่อโปร่งใส

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภาฯ เมื่อ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล จากพรรคประชาชน ออกมาผลักดันอย่างหนักให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อติดตามการใช้จ่ายเงินตาม ต้องเร่งตั้งกมธ.วิสามัญฯพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน บาท เนื่องจากที่ผ่านมาการจัดสรรงบประมาณในรูปแบบนี้ขาดการตรวจสอบถ่วงดุลอย่างเข้มข้นจากฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาความไม่โปร่งใสในอนาคต

หากเรามองย้อนกลับไปในช่วงวิกฤตโควิดที่ผ่านมา จะพบว่าโครงการเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท หรือแม้แต่พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท เคยมีการตั้งกมธ.วิสามัญขึ้นมาตรวจสอบ ซึ่งในขณะนั้น สส.จากพรรคภูมิใจไทยที่ปัจจุบันเป็นแกนนำรัฐบาล ก็เคยร่วมเสนอญัตติและเข้าเป็นกรรมาธิการด้วยตนเอง ดังนั้นการที่ฝ่ายค้านเรียกร้องให้เกิดขึ้นในครั้งนี้ จึงถือเป็นมาตรฐานปกติที่รัฐบาลควรให้ความร่วมมือและไม่ควรปัดตกญัตติดังกล่าวแต่อย่างใด

ความคาดหวังต่อรัฐบาลในประเด็นต้องเร่งตั้งกมธ.วิสามัญฯพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

น.ส.ศิริกัญญา ยังได้ย้ำชัดเจนว่าความตั้งใจหลักของการ ต้องเร่งตั้งกมธ.วิสามัญฯพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน คือการป้องกันข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากการอนุมัติโครงการซ้ำซ้อนหรือขาดการกลั่นกรองที่ดีพอ โดยสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้:

  • การตรวจสอบโครงการที่กระทรวงการคลังเป็นผู้เสนอและอนุมัติเอง
  • ความจำเป็นในการมี “หูตา” จากสภาฯ เพื่อคัดกรองโครงการให้มีประสิทธิภาพ
  • การเรียนรู้จากอดีตเพื่อไม่ให้เกิดการใช้จ่ายงบประมาณที่รั่วไหล
  • การสร้างบรรทัดฐานที่ดีให้กับงบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีประชาชน

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ปัจจุบันยังมีความล่าช้าในการกำหนดกรอบเวลาเพื่ออภิปรายญัตติ ซึ่งทางฝ่ายค้านหวังว่าวิปรัฐบาลจะเห็นถึงความสำคัญของเรื่องนี้และเปิดโอกาสให้สภาฯ ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเต็มรูปแบบ แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีเหตุการณ์ในทำนองว่าการเสนอเรื่องบางอย่างจากฝ่ายค้านจะไม่ได้รับความร่วมมือ แต่ครั้งนี้เราต้องกลับมาตั้งคำถามว่า อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดระหว่างการรักษามารยาททางการเมือง หรือการรักษาเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ

บทสรุปของเรื่องนี้ยังคงเป็นที่น่าจับตามองในสภาผู้แทนราษฎร ว่าสุดท้ายแล้วรัฐบาลจะแสดงความจริงใจต่อการทำงานของสภาฯ มากน้อยเพียงใด เพราะการตรวจสอบงบประมาณก้อนโตไม่ได้เป็นเพียงหน้าที่ของฝ่ายค้าน แต่เป็นหน้าที่ของทุกคนที่กินเงินเดือนจากภาษีประชาชนที่จะต้องร่วมกันทำให้เกิดความคุ้มค่าและเป็นธรรมที่สุด

ที่มา – “ไหม” ชี้ต้องเร่งตั้งกมธ.วิสามัญฯพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน หวัง รัฐบาลให้ความร่วมมือ ไม่ปัดตก

พรรคประชาชน จี้ตั้ง กมธ.วิสามัญเงินกู้ 4 แสนล้าน

พรรคประชาชน จี้ตั้ง กมธ.วิสามัญเงินกู้ 4 แสนล้าน เพื่อตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณอย่างโปร่งใส ล่าสุด นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้แถลงข่าวเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2567 ที่รัฐสภา เรียกร้องให้รัฐบาลอย่าขวางการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ โดยย้ำว่าหากรัฐบาลไม่มีอะไรปิดบัง ก็ไม่ควรคัดค้าน

พรรคประชาชน จี้ตั้ง กมธ.วิสามัญเงินกู้ 4 แสนล้าน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์การคลังของประเทศที่ค่อนข้างตึงตัว พรรคประชาชนได้ยื่นญัตติด่วนแบบลายลักษณ์อักษรไปยังสภาแล้ว เพื่อขอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นพระราชกำหนดที่ให้กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงานและส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า “ถ้ารัฐบาลไม่ได้ตั้งใจสอดไส้หรือปกปิดอะไร ก็ไม่น่าจะขวาง” และคาดว่าญัตติจะเข้าสู่วาระประชุมสัปดาห์หน้า หรือสามารถเสนอด้วยวาจาและลงมติได้ทันทีหากทุกฝ่ายเห็นชอบ

พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านคืออะไร และทำไมต้องตรวจสอบ

พ.ร.ก.กู้เงิน พ.ศ. 2567 นี้ อนุญาตให้กู้เงินจำนวนมหาศาลถึง 4 แสนล้านบาท เพื่อรับมือกับปัญหาพลังงานที่กำลังเป็นวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันผันผวน การขาดแคลนพลังงาน หรือการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน ในขณะที่พื้นที่การคลังเหลือน้อย การใช้เงินก้อนนี้จึงต้องตรงเป้าหมายและโปร่งใสที่สุด เพื่อป้องกันการใช้งบไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์

ประโยชน์ของการตั้ง กมธ.วิสามัญตรวจสอบ

การมีคณะกรรมาธิการวิสามัญจะช่วยให้สภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบได้ทุกบาททุกสตางค์ โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้

  • เพิ่มความโปร่งใส: ตรวจสอบว่างบถูกใช้ตามแผน ไม่มีการสอดไส้โครงการที่ไม่เกี่ยวข้อง
  • ป้องกันการทุจริต: ในยามที่งบน้อย ต้องใช้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อประชาชน
  • สร้างความเชื่อมั่น: ให้ประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาลบริหารการเงินอย่างรับผิดชอบ
  • กำกับดูแลการเปลี่ยนผ่านพลังงาน: ตรวจสอบโครงการใหญ่ๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ

นายณัฐพงษ์ ยังเน้นย้ำว่าสถานการณ์ปัจจุบัน การคลังไทยไม่ได้มีช่องว่างเหลือมาก การกู้เงินจำนวนนี้จึงต้องรัดกุม หากไม่มี กมธ.ชุดนี้ อาจเสี่ยงต่อการใช้จ่ายที่ไม่เหมาะสม

บทบาทฝ่ายค้านในการตรวจสอบรัฐบาล

พรรคประชาชนในฐานะฝ่ายค้านมีหน้าที่สำคัญในการกำกับดูแลรัฐบาล โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณที่กระทบประชาชนโดยตรง การจี้ตั้ง กมธ.วิสามัญเงินกู้ 4 แสนล้าน ถือเป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนต่อความโปร่งใส หากรัฐบาลเห็นด้วย ก็จะเป็นสัญญาณดีต่อการเมืองไทยที่ยึดหลักประชาธิปไตย

นอกจากนี้ ยังมีกระแสจากสื่อและนักวิเคราะห์ที่เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ เพราะในอดีตเคยมีกรณีใช้งบกู้ไม่โปร่งใส จนประชาชนสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ การตรวจสอบจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างสมดุลอำนาจ

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวของพรรคประชาชนครั้งนี้เป็นสิ่งที่สมควรสนับสนุน เพราะเงินภาษีของประชาชนต้องได้รับการตรวจสอบอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะเงินกู้ที่เป็นหนี้อนาคตของชาติ หากปล่อยให้ไร้การกำกับ อาจนำไปสู่ปัญหายาวนาน

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? การตั้ง กมธ.วิสามัญจะช่วยแก้ปัญหาการคลังได้จริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – พรรคประชาชน จี้รัฐบาลอย่าขวางตั้ง กมธ.วิสามัญตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ 4 แสนล้าน

“ณัฐพงษ์” นำยื่นศาล รธน. ดัน กมธ.ตรวจ พ.ร.ก.เงินกู้

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนทั่วประเทศ นั่นคือ“ณัฐพงษ์” นำพรรคฝ่ายค้านยื่นศาล รธน. ดันตั้ง กมธ.วิสามัญตรวจสอบ ปมรัฐบาลสอดไส้ พ.ร.ก.เงินกู้ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2567 ที่อาคารรัฐสภา เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความพยายามของฝ่ายค้านในการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาลให้โปร่งใสและถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ

“ณัฐพงษ์” นำพรรคฝ่ายค้านยื่นศาล รธน. ดันตั้ง กมธ.วิสามัญตรวจสอบ ปมรัฐบาลสอดไส้ พ.ร.ก.เงินกู้

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้นำทีมแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้าน ยื่นคำร้องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 173 เพื่อส่งต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัยว่าการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานและเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานนั้น ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 วรรคหนึ่งหรือไม่

ประเด็นหลักที่ฝ่ายค้านตั้งข้อสงสัยคือ รัฐบาลถูกกล่าวหาว่ามีการสอดไส้เงินกู้ 200,000 ล้านบาท สำหรับแผนเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือความจำเป็นเร่งด่วน แต่กลับใช้เงินเยียวยาประชาชนเป็นตัวประกันในการผลักดัน พ.ร.ก.ฉบับนี้ นายณัฐพงษ์ ย้ำว่าประชาชนควรตรวจสอบการทำหน้าที่ของรัฐบาลให้ดี

รายละเอียดในคำร้องที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ

คำร้องประกอบด้วยข้อมูลหลายส่วนเพื่อให้ศาลพิจารณา เช่น แผนเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานควรดำเนินการผ่านงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งต้องใช้เวลายาวนานหลายปี ไม่เหมาะสมที่จะรวมใน พ.ร.ก.เงินกู้ที่ออกในสถานการณ์ฉุกเฉิน นอกจากนี้ พ.ร.ก.นี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้แล้ว ฝ่ายค้านจึงขอให้ศาลสั่งระงับการเบิกจ่ายส่วนที่ไม่จำเป็นก่อน เพื่อป้องกันปัญหาภายหลังหากศาลวินิจฉัยว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เงินที่กู้มาใช้ไปแล้วจะเรียกคืนอย่างไร

  • เงินกู้รวม 400,000 ล้านบาท: แบ่งเป็นเยียวยาประชาชนจากวิกฤตพลังงาน และส่วนเปลี่ยนผ่านพลังงาน 200,000 ล้าน
  • ข้อกังวลสอดไส้: ส่วนพลังงานไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน ควรใช้ระบบงบประมาณปกติ
  • ขอระงับเบิกจ่าย: รอคำวินิจฉัยศาล เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหาย
  • หลีกเลี่ยงก้าวล่วงอำนาจ: คำร้องเขียนรอบคอบ ไม่ให้ศาลถูกวิจารณ์เหมือนกรณีรถไฟความเร็วสูง

ฝ่ายค้านยังเตรียมเสนอญัตติในสภาเพื่อตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ฉบับนี้ โดยคาดว่ารัฐบาลไม่ควรโหวตคว่ำ หากไม่มีอะไรปกปิด เพราะการใช้งบเงินกู้มีกระบวนการกรองน้อยกว่าการใช้งบประมาณปกติที่ผ่านสภา หลายชั้น หากโปร่งใสจริง ยิ่งควรตั้ง กมธ. เพื่อติดตาม

บริบทและความสำคัญของกรณีนี้

พ.ร.ก.เงินกู้ฉบับนี้เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตราคาพลังงานที่กระทบประชาชน รัฐบาลอ้างเพื่อเยียวยาและปรับโครงสร้างพลังงานให้ยั่งยืน แต่ฝ่ายค้านมองว่าเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต ผสมเรื่องไม่เกี่ยวข้องเข้าไป การยื่นศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบสมดุลอำนาจ ระหว่างฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ หากศาลรับคำร้อง อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในการกำกับดูแลการเงินของรัฐ

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงบทบาทฝ่ายค้านที่เข้มแข็งในการปกป้องผลประโยชน์ประชาชน โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณมหาศาลที่อาจกลายเป็นภาระหนี้สินในอนาคต ประชาชนควรติดตามผลการวินิจฉัยของศาลอย่างใกล้ชิด เพราะจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระบบการเมืองไทย

คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? รัฐบาลสอดไส้จริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจาย สมัครรับข่าวสารอัปเดตทางการเมืองจากเราเพื่อไม่พลาดทุกเหตุการณ์สำคัญ!

ที่มา – “ณัฐพงษ์” นำพรรคฝ่ายค้านยื่นศาล รธน. ดันตั้ง กมธ.วิสามัญตรวจสอบ ปมรัฐบาลสอดไส้ พ.ร.ก.เงินกู้

กลาโหมเผย สหรัฐฯ ทำสงครามอิหร่าน ใช้งบ 8 แสนล้านบาท

กลาโหมเผย สหรัฐฯ ทำสงครามอิหร่าน ใช้งบไปแล้ว 8 แสนล้านบาท ข้อมูลล่าสุดจากเพนตากอนช็อกโลก เมื่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงเปิดเผยตัวเลขค่าใช้จ่ายมหาศาลที่กองทัพสหรัฐฯ ต้องแบกรับในการรบกับอิหร่าน นับตั้งแต่สงครามปะทุเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว

กลาโหมเผย สหรัฐฯ ทำสงครามอิหร่าน ใช้งบไปแล้ว 8 แสนล้านบาท

วันที่ 29 เมษายน 2569 นายจูลส์ “เจย์” เฮิร์สต์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนตากอน ได้แจ้งต่อสมาชิกรัฐสภาว่า กองทัพสหรัฐฯ ใช้เงินไปแล้วกว่า 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 8.19 แสนล้านบาท ตั้งแต่สงครามเริ่มเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ตัวเลขนี้กลายเป็นประเด็นร้อนในเวทีการเมือง โดยเฉพาะเมื่อสภาคองเกรสกำลังพิจารณางบกลาโหมก้อนใหม่ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สำหรับปี 2570 ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เสนอ

ค่าใช้จ่ายหลักที่ถูกเผยแพร่

นายเฮิร์สต์อธิบายต่อคณะกรรมาธิการการทหารของสภาผู้แทนราษฎรว่า งบประมาณส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับ:

  • เครื่องกระสุนและอาวุธยุทโธปกรณ์: ค่าใช้จ่ายหลักในการรบ
  • การซ่อมบำรุง: รักษาสภาพเครื่องบิน เรือรบ และยานเกราะ
  • จัดหาอาวุธทดแทน: เติมสต็อกที่สูญเสียในสนามรบ

ตัวเลขเหล่านี้ทำให้ ส.ส. อดัม สมิธ ผู้นำเดโมแครตในคณะกรรมาธิการ ยินดีที่ในที่สุดก็ได้ข้อมูลชัดเจน หลังจากสอบถามมานานโดยไม่เคยได้รับคำตอบ

สถานการณ์สงครามและผลกระทบ

จนถึงตอนนี้ กองทัพสหรัฐฯ เสียชีวิต 13 นายในการสู้รบกับอิหร่าน ปัจจุบันทั้งสองฝ่ายอยู่ในช่วงหยุดยิงที่เปราะบาง และกำลังเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้ง สงครามครั้งนี้ไม่เพียงสร้างความสูญเสียทางชีวิต แต่ยังกดดันเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างหนัก ด้วยค่าใช้จ่ายที่พุ่งสูงเกินคาด

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า กลาโหมเผย สหรัฐฯ ทำสงครามอิหร่าน ใช้งบไปแล้ว 8 แสนล้านบาท อาจเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตงบประมาณ หากสงครามยืดเยื้อ ประชาชนอเมริกันเริ่มตั้งคำถามถึงความจำเป็นของการรบครั้งนี้ โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัวจากโควิด-19

นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงขึ้น เนื่องจากอิหร่านเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ สงครามทำให้เส้นทางขนส่งน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียเสี่ยงภัย ส่งผลให้ราคาน้ำมันในไทยและทั่วโลกปรับตัวสูงตามไปด้วย

มุมมองอนาคตและการเจรจา

รัฐบาลทรัมป์ยืนยันว่าจะผลักดันงบกลาโหมเพื่อรักษาความมั่นคง แต่ฝ่ายค้านเรียกร้องความโปร่งใสมากขึ้น สงครามนี้อาจจบลงด้วยข้อตกลงสันติภาพ หากการเจรจาประสบความสำเร็จ แต่ตัวเลข 8 แสนล้านบาทนี้จะกลายเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ

ในฐานะนักวิเคราะห์ เรามองว่าการเปิดเผยข้อมูลนี้เป็นสัญญาณดีต่อสาธารณะ แต่สหรัฐฯ ต้องเร่งหาทางออกทางการทูตเพื่อหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวต่างประเทศจากเราเพื่ออัปเดตล่าสุด

ที่มา – กลาโหมเผย สหรัฐฯ ทำสงครามอิหร่าน ใช้งบไปแล้ว 8 แสนล้านบาท

Scroll to top