จตุพร พรหมพันธุ์

“สมชัย” คาดศาลรธน.ตัดสินคดีเร็วสุด 1 เดือน

“สมชัย” คาดศาลรธน. ตัดสินคดีเร็วสุด 1 เดือน เชื่อมีกระบวนการดึงเกมให้ยาวที่สุด เป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนกำลังจับตามองในแวดวงการเมืองไทย โดยเฉพาะคดีบัตรเลือกตั้งที่มีคิวอาร์โค้ดหรือบาร์โค้ดติดอยู่ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเพิ่งมีมติรับคำร้องจากผู้ตรวจการแผ่นดินด้วยคะแนน 6:3 และให้ผู้เกี่ยวข้องชี้แจงภายใน 15 วัน

“สมชัย” คาดศาลรธน. ตัดสินคดีเร็วสุด 1 เดือน เชื่อมีกระบวนการดึงเกมให้ยาวที่สุด

รศ.ดร.สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ให้ความเห็นในรายการไทยรัฐนิวส์รูม เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2567 ว่ากระบวนการพิจารณาคดีนี้จะไม่น่าจะตื่นเต้นใน 15 วันแรก เพราะต้องรอเอกสารหลักฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากไม่มีการขอขยายเวลา ศาลน่าจะใช้เวลาไต่สวนอีก 7 วัน และวินิจฉัยอีก 7 วัน ทำให้ “สมชัย” คาดศาลรธน. ตัดสินคดีเร็วสุด 1 เดือน ซึ่งเปิดโอกาสให้รัฐบาลชุดใหม่ โดยเฉพาะนายอนุทิน แสดงศักยภาพการบริหารงานเต็มที่ในช่วงเวลานี้

รศ.สมชัย ยังย้ำว่า กกต.ทั้ง 7 คน รวมถึงเลขาธิการและองค์กร ต้องรับผิดชอบเต็มตัว แม้จะอ้างว่าเป็นข้อเสนอจากโรงพิมพ์ แต่ทุกอย่างต้องผ่านการอนุมัติจากกกต.อยู่ดี

มุมมองจากนายจตุพร พรหมพันธุ์

นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน มองว่าทุกขั้นตอนต้องไม่เกิน 1 เดือน โดยกกต.น่าจะขอขยายเวลา 15 วัน และศาลอาจอนุญาต ทำให้รวมเวลาเป็น 1 เดือน จากนั้นศาลจะตัดสินว่าสส.ทั้ง 499 คนต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ แม้เหตุการณ์ดูเหมือนชัดเจน แต่ศาลอาจไม่ตัดสินแบบเบ็ดเสร็จ นายจตุพร ชี้ให้เห็นความเห็นที่แตกต่างจากนักกฎหมายชื่อดังอย่างศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ที่บอกว่าไม่โมฆะ ขณะที่นายวิษณุ เครืองาม บอกว่าโมฆะ

ในสถานการณ์วิกฤตพลังงานปัจจุบัน รัฐบาลต้องเร่งแก้ปัญหาให้เห็นผล หากศาลสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ สส.จะกระทบหนัก

กลยุทธ์ดึงเกมการเมือง

รศ.สมชัย วิเคราะห์เกมการเมืองว่า อาจมีกระบวนการดึงเวลาให้ยาวที่สุด โดยแต่ละฝ่ายจะเสนอพยานจำนวนมาก เช่น 30-40 ปาก เพื่อยืดไต่สวน ศาลอาจขยายเวลาเป็น 1-1.5 เดือน ดังนั้น รัฐบาล สภา ข้าราชการ ต้องเร่งทำงานเต็มที่ อย่าเกียร์ว่าง เพราะประเทศไทยรอไม่ได้ หากกกต.เสนอพยานเต็มที่ ศาลอาจรับแค่ 0-2 คนเท่านั้น

  • ไทม์ไลน์คาดการณ์: 15 วันชี้แจง + 7 วันไต่สวน + 7 วันวินิจฉัย = 1 เดือน
  • ความเสี่ยง: หากขยายเวลา อาจถึง 1.5 เดือน ส่งผลต่อการจัดตั้งรัฐบาล
  • คำแนะนำ: รัฐบาลแสดงผลงานการบริหาร ประชาชนจับตากระบวนการยุติธรรม

ประเด็นนี้สะท้อนถึงความสำคัญของความโปร่งใสในการเลือกตั้ง หากบัตรมีคิวอาร์โค้ดจริง อาจกระทบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ สร้างความไม่แน่นอนให้การเมืองไทย

ในมุมมองของผู้เขียน คดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่เป็นบททดสอบระบบเลือกตั้งไทย หากศาลตัดสินเร็วตามที่ “สมชัย” คาดศาลรธน. ตัดสินคดีเร็วสุด 1 เดือน เชื่อมีกระบวนการดึงเกมให้ยาวที่สุด จะช่วยให้การเมืองเดินหน้าต่อได้เร็ว คุณคิดอย่างไรกับคดีนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามอัปเดตข่าวการเมืองล่าสุด!

ที่มา – “สมชัย” คาดศาลรธน. ตัดสินคดีเร็วสุด 1 เดือน เชื่อมีกระบวนการดึงเกมให้ยาวที่สุด

จตุพร ซัด! ผบ.เรือนจำอ้างไม่รู้เรื่องนักโทษจีนเทา

“จตุพร พรหมพันธุ์” แนะปฏิรูปองค์กรเรือนจำ หลังมีเหตุนักโทษจีนเทามั่วเซ็กซ์ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ชี้เป็นสิ่งที่ประชาชนตกใจ เพราะไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้น ซัดผู้บัญชาการเรือนจำจะอ้างไม่รู้ไม่เห็นไม่ได้เด็ดขาด

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 นายจตุพร พรหมพันธุ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง เปิดเผยกับทีมข่าวไทยรัฐทีวี ถึงกรณีที่กรมราชทัณฑ์ตั้งกรรมการตรวจสอบผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หลังจากที่มีพฤติกรรมรับเงินจากผู้ต้องขังจีนเทาแลกกับการจัดหาสิ่งของอำนวยความสะดวก รวมไปถึงมีสาวสวยต่างชาติเข้าไปให้บริการทางเพศ

โดย นายจตุพร กล่าวว่า สำหรับตนเองเข้าไปเป็นผู้ต้องขังครั้งแรก ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เมื่อปี พ.ศ. 2550 จนถึงการเข้าไปเป็นผู้ต้องขังในครั้งที่ 5 เมื่อปี 2564 ซึ่งในห้วงระยะเวลาตลอด 5 ครั้งที่ตนเองเข้าไปเป็นผู้ต้องขังภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ นั้น ยอมรับว่ารู้จักพื้นที่ภายในเรือนจำเป็นอย่างดี อาจจะเปรียบเทียบได้ว่า ต่อให้ปิดตาเดินก็ยังเดินไปได้ แต่ยุคที่ตนเองเข้าไปเป็นผู้ต้องขังนั้นยังไม่มีเรื่องจีนเทาเข้ามาเกี่ยวข้องในประเทศ จึงทำให้ไม่เคยเห็นว่ามีการคุมขังผู้ต้องขังที่เป็นจีนเทาแต่อย่างใด พบเพียงผู้ต้องขังที่เป็นระดับเจ้าของบ่อนคาสิโนของมาเก๊า ซึ่งถูกคุมขังอยู่ในระหว่างที่ทางการจีนขอตัวไปดำเนินคดีในประเทศจีน แต่ตนเองก็ได้สังเกตจากลักษณะของเจ้าพ่อบ่อนคาสิโนคนดังกล่าว อยู่ในลักษณะของการถ้อยทีถ้อยอาศัย ไม่ได้มีพฤติกรรมวางอิทธิพล ก้าวร้าว หรือแสดงถึงการมีอำนาจภายในเรือนจำ รวมถึงลักษณะของการสร้างฮาเร็มภายในเรือนจำ แต่อย่างใด

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการส่งผู้หญิงชาวต่างชาติเข้าไปบำเรอความใคร่ของผู้ต้องขังจีนเทาภายในเรือนจำนั้น ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกที่ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดขึ้นภายในเรือนจำที่มีความมั่นคงสูง อย่างเช่น เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แห่งนี้ ซึ่งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่แต่เพียงประชาชนชาวไทยที่ตกใจ แม้แต่เจ้าหน้าที่ของราชทัณฑ์เองก็รู้สึกตกใจและไม่มีใครเคยคิดว่าเหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้น เพราะการเอาผู้หญิงที่เป็นนางแบบไปให้บริการกับนักโทษจีนเทาที่ถูกคุมขังอยู่ภายในเรือนจำนั้น ส่วนตัวมองว่าจะไม่สามารถทำได้เลยหากไม่ได้รับการอำนวยความสะดวกจากผู้บริหารระดับสูงของเรือนจำและเจ้าหน้าที่ของเรือนจำ ซึ่งการที่จะมีผู้หญิงผ่านเข้าไปภายในเรือนจำได้ หรือสิ่งของที่เป็นข้อห้ามเข้าไปภายในเรือนจำ ก็สามารถที่จะผ่านได้ในช่องทางเดียวคือทางเข้าออกเฉพาะของผู้บัญชาการเรือนจำ ในการขึ้นบันไดผ่านหน้าห้องผู้บัญชาการ จนไปถึงห้องลับที่เปิดพื้นที่ให้กับกลุ่มนักโทษจีนเทามีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงที่ถูกนำเข้าไปส่ง และสำหรับพื้นที่ภายในเรือนจำก็มีทั้งหมด 8 แดน ซึ่งตอนนี้แดน 2 ก็คือแดนแรกรับ หลังจากนั้นเมื่อครบกำหนด 15 วัน ก็จะส่งผู้ต้องขังไปคุมขังอยู่แต่ละแดน ซึ่งทุกๆ แดนก็สามารถเดินเข้าพื้นที่ส่วนกลาง และเดินเข้าไปยังจุดที่ใกล้เคียงกับห้องทำงานของผู้บัญชาการเรือนจำได้ ซึ่งก็หมายถึงว่า การที่จะเดินไปถึงห้องลับก็ไม่ได้เป็นไปอย่างยากลำบากอะไร

สำหรับประเด็นเรื่องห้องลับดังกล่าว ตนเองอยากจะขออธิบายว่า ตามข้อเท็จจริงแล้วไม่ได้เป็นห้องลับ แต่เป็นห้องเก็บของทั่วไป แต่เมื่อไม่ได้ถูกใช้งานให้เป็นห้องปฏิบัติภารกิจหลักประจำ จึงผันแปรสภาพมาเป็นห้องลับที่เปิดพื้นที่ให้กับนักโทษกลุ่มจีนเทาไปใช้ภารกิจในการเสพสังวาสเป็นฮาเร็ม จึงมีการเรียกห้องดังกล่าวว่าห้องลับ

ซึ่งตนเองก็อยากให้ไปตรวจสอบกล้องวงจรปิดว่า วิธีการเข้าออกของผู้หญิงคนดังกล่าว รวมถึงข้าวของเครื่องใช้สิ่งอำนวยความสะดวกที่เข้าไปปรนเปรอความสบายของนักโทษจีนเทาเหล่านั้นเป็นอย่างไร ส่วนตัวมองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทางผู้บัญชาการเรือนจำจะอ้างว่าไม่รู้ไม่เห็นนั้นไม่ได้เด็ดขาด

สำหรับส่วนตัวยังมองอีกว่า วิธีการอำนวยความสะดวกของผู้บัญชาการเรือนจำและเจ้าหน้าที่ภายในเรือนจำกับกลุ่มผู้ต้องขังจีนเทานั้น ต้องยอมรับก่อนว่ากลุ่มผู้ต้องขังจีนเทาจะมีลูกน้องที่อยู่ภายนอกเรือนจำ เมื่อพวกเขาเหล่านั้นมีความต้องการอยากได้อะไรก็จะสั่งการผ่านลูกน้องที่เข้ามาเยี่ยม และให้ประสานกับเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ โดยการประสานตั้งแต่ระดับสูงจนถึงระดับปฏิบัติงาน เพราะฉะนั้น กลุ่มคนพวกนี้จึงไปประสานที่จะเอาผู้หญิงเข้าไปบำเรอกลุ่มผู้ต้องขังจีนเทา ซึ่งก็เป็นเจ้านายที่ถูกคุมขังอยู่ภายใน

หลังจากนั้นทางเจ้าหน้าที่เรือนจำเองก็จะต้องเลือกเวลาที่เป็นวันหยุดราชการ เนื่องจากไม่มีการพลุกพล่านของผู้คนในการที่จะนำผู้หญิงเข้าไปส่งให้กับผู้ต้องขังจีนเทา รวมถึงข้าวของเครื่องใช้สิ่งอำนวยความสะดวก ซึ่งทั้งหมดนี้ก็คือขบวนการอำนวยความสะดวกของเจ้าหน้าที่เรือนจำที่นักโทษทั่วไปไม่สามารถทำได้

ที่ผ่านมาเราอาจจะได้ยินข่าวว่าในเรื่องของการมีเพศสัมพันธ์ภายในเรือนจำนั้น ก็อาจจะเป็นการพูดกันปากต่อปากเกี่ยวกับเรื่องของเพศสัมพันธ์เพศเดียวกัน แต่ถึงขั้นที่ว่านำผู้หญิงเข้าไปปรนเปรอทำเป็นฮาเร็ม และมีอุปกรณ์เครื่องใช้อำนวยความสะดวกให้กับผู้ต้องขังจีนเทา เสมือนว่าไม่ได้เข้าไปถูกคุมขังอยู่ภายในเรือนจำนั้น

ส่วนตัวมองว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ถือว่าเป็นโศกนาฏกรรมที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้น ระบบราชการตอนนี้กำลังพังตามสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นเรื่องที่กรมราชทัณฑ์และกระทรวงยุติธรรม นอกจากสืบสวนดำเนินคดีและหาข้อเท็จจริงแล้ว ก็ควรที่จะปฏิรูปองค์กร อย่าให้เป็นเหมือนตำรวจที่ต้องไปปฏิญาณว่าไม่เกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรม แม้ว่าที่ผ่านมากระทรวงยุติธรรมจะออกแถลงข้อเท็จจริงหลายประการมาแล้วก็ตาม นอกจากนี้ตนเองยังได้มีโอกาสสอบถามข้อเท็จจริงจากผู้คุมที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แห่งนี้เกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นว่าเป็นอย่างไร ซึ่งก็ได้รับคำตอบที่ตรงกันกับสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งจากพฤติกรรมการอำนวยความสะดวกให้กับกลุ่มนักโทษจีนเทาดังกล่าวนี้ ก็ทำให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานมีความอึดอัดมานาน และเรื่องราวเหล่านี้ก็ได้ยินเข้าหูไปถึงนักโทษภายในเรือนจำมาเป็นระยะเวลานานพอสมควร จนมาถึงห้วงเวลาที่เหมาะสมที่ทางกรมราชทัณฑ์จัดชุดจู่โจม บุกเข้าตรวจค้นภายในเรือนจำ อาศัยช่วงที่เกลือยังไม่ทันเป็นหนอน จนสามารถทำให้เจอหลักฐานปรากฏหลายอย่างเกี่ยวกับการกระทำความผิด

จตุพร ซัด! ผบ.เรือนจำอ้างไม่รู้เรื่องนักโทษจีนเทา

ประเด็นสำคัญ จตุพร กับเรื่องนักโทษจีนเทา

จากกรณีข่าวอื้อฉาวที่เกิดขึ้นในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เกี่ยวกับนักโทษจีนเทาและการอำนวยความสะดวกต่างๆ ภายในเรือนจำ ทำให้นายจตุพร พรหมพันธุ์ ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา โดยเน้นย้ำว่าผู้บัญชาการเรือนจำไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบต่อเรื่องนี้ได้ และควรมีการปฏิรูปองค์กรเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่ฝังรากลึกในระบบราชทัณฑ์ไทย ซึ่งต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย

ความคิดเห็นของนายจตุพร นอกจากจะชี้ให้เห็นถึงปัญหาแล้ว ยังเป็นการกระตุ้นให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้การบริหารงานเป็นไปอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ

เรื่องราวของ นักโทษจีนเทา ในเรือนจำยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และหวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการสอบสวนและแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องราวเช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ที่มา – “จตุพร” ซัดผบ.เรือนจำอ้างไม่รู้เรื่องนักโทษจีนเทามั่วเซ็กซ์ไม่ได้ แนะปฏิรูปองค์กร

ศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาคดี นปช. เป็น 7 ต.ค. นี้

ศาลได้เลื่อนอ่านคำพิพากษาคดีแกนนำกลุ่ม นปช. ชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ไปเป็นวันที่ 7 ตุลาคมนี้ เวลา 09.00 น. งานนี้ “จตุพร” ยืนยันว่าการกลับมาเจอกับแนวร่วมเดิมนั้นไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ เพราะทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วง 16 ปีที่ผ่านมานั้นถือเป็นประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้แล้ว

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 เวลา 09.00 น. ที่ห้องพิจารณา 909 ศาลอาญา ศาลได้นัดฟังคำพิพากษาคดี นปช. ก่อความไม่สงบ หมายเลขดำ อ.968/2561 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ฟ้อง นายวีระกานต์ หรือวีระ มุสิกพงศ์ อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (ปธ.นปช.), นายจตุพร พรหมพันธุ์, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นพ.เหวง โตจิราการ, นายสิระ หรือสรวิชญ์ พิมพ์กลาง แกนนำคนเสื้อแดง จ.สกลนคร, นายณรงศักดิ์ มณี, นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท, นายพิพัฒน์ชัย หรือสมชาย ไพบูลย์, นายพายัพ ปั้นเกตุ, นายพงศ์พิเชษฐ์ หรือพิเชษฐ์ สุขจินดาทอง, นายอดิศร เพียงเกษ, นายพีระ พริ้งกลาง (เสียชีวิต) และนายเมธี อมรวุฒิกุล เป็นจำเลยที่ 1-13 ในความผิดฐานร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป สร้างความกระด้างกระเดื่องก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง และฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พ.ศ. 2548

คดีนี้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เมื่อระหว่างวันที่ 31 มกราคม – 9 เมษายน 2552 ที่จำเลยร่วมกันชุมนุมขับไล่รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปิดทางเข้าออกทำเนียบรัฐบาล เพื่อขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีรัฐบาลอภิสิทธิ์ รวมถึงมีผู้ชุมนุมบางส่วนบุกไปยังบ้านพัก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี (ในขณะนั้น) เพื่อกดดันให้ พล.อ.เปรม พร้อมด้วย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และนายชาญชัย ลิขิตจิตถะ ลาออกจากองคมนตรี รวมทั้งการปิดล้อมสถานที่ราชการหลายแห่งในกรุงเทพฯ จำเลยทั้งหมดได้ให้การปฏิเสธ และได้รับการประกันตัวคนละ 2 แสนบาท

สำหรับการฟังคำพิพากษาในวันนี้ จำเลยทั้งหมดได้เดินทางมาศาล โดยนายเมธี จำเลยที่ 13 ถูกนำตัวจากเรือนจำกลางคลองเปรม ส่วนจำเลยอื่นไม่ได้รวมกลุ่มนัดรวมตัวกันเพื่อขึ้นศาลเหมือนครั้งแรกที่ถูกดำเนินคดีในชั้นศาล โดยนายวีระกานต์สวมเสื้อซาฟารีสีเทาสีหน้าเรียบเฉย มีผู้ติดตามคอยเดินประคองและมาให้กำลังใจจำนวนหนึ่ง

ทางด้าน นพ.เหวง เดินทางมาพร้อม นางธิดา ถาวรเศรษฐ อดีตแกนนำ นปช. ภรรยา มาให้กำลังใจ ทั้งนี้ นพ.เหวง ได้เปิดใจกับสื่อมวลชนก่อนขึ้นฟังคำพิพากษาว่า วันนี้ตนไม่มีความเครียดหรือกังวลอะไร ส่วนคำพิพากษาจะเป็นคุณหรือเป็นโทษกับตนหรือไม่ ก็แล้วแต่พิจารณาของศาล เพราะเคารพศาลอยู่แล้ว ตนเชื่อมั่นในพยานหลักฐานว่าไม่ได้ทำอะไรผิด ขึ้นอยู่กับคำพิพากษาของศาลในวันนี้

นายจตุพร ซึ่งเดินทางมาศาลพร้อมผู้ติดตาม 1 คน กล่าวว่า วันนี้เป็นหน้าที่ของตนที่ต้องเข้ามาฟังคำพิพากษาของศาลในคดีเมื่อ 16 ปีก่อน ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไรตนเคารพในคำพิพากษา ส่วนการกลับมาเจอแนวร่วมเดิมนั้น ตนไม่รู้สึกอะไรเพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นในช่วง 16 ปีที่ผ่านมาถือเป็นประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนอะไรไม่ได้ ส่วนแนวทางทางการเมืองที่เปลี่ยนไปของแกนนำแต่ละคนจะสามารถพูดคุยกันได้หรือไม่นั้น ในวันนี้ตนถือว่าทุกคนเป็นจำเลยร่วมกันจะต้องนั่งร่วมในซีกของจำเลยอยู่แล้ว แต่ก็ไม่มีอะไรที่ต้องพูดกับแกนนำรายอื่นเป็นพิเศษ และยืนยันว่าไม่มีเรื่องที่จะต้องทะเลาะกันเป็นการส่วนตัว

นายจตุพรกล่าวอีกว่า สำหรับคดี ม.112 ของนายทักษิณ ชินวัตร ที่ศาลนัดอ่านคำพิพากษาในวันที่ 22 สิงหาคมนี้ ที่มีคนใกล้ชิดนายทักษิณมั่นใจว่าคดีนี้จะถูกยกฟ้องนั้น ตนมองว่าความมั่นใจกับข้อเท็จจริงเป็นคนละเรื่องกัน โดยเฉพาะตนที่ผ่านคดีความมากมายนั้นต่อให้มั่นใจอย่างไรแต่ผลลัพธ์สุดท้ายคือความจริงที่ปรากฏออกมา จึงเป็นธรรมดาของคนที่เป็นจำเลยย่อมมีความเชื่อมั่นในตัวเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล

ศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาคดี นปช. ชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เป็น 7 ต.ค.นี้

เมื่อถึงเวลานัด ศาลออกนั่งบัลลังก์ แต่นายประกันของนายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย แจ้งต่อศาลว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการประชุมสภา ซึ่งนายอดิศรต้องเข้าร่วมประชุมจึงขอเลื่อนฟังคำพิพากษาออกไปก่อน 1 นัด ขณะที่นายพงศ์พิเชษฐ์ จำเลยที่ 10 รับทราบนัดแล้วแต่ไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ศาลเห็นว่ามีพฤติการณ์จะหลบหนีให้ออกหมายจับ ปรับนายประกัน

สรุป: ศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาคดี นปช.

ศาลจึงมีคำสั่งให้เลื่อนไปฟังคำพิพากษาวันที่ 7 ตุลาคม 2568 เวลา 09.00 น. พร้อมทั้งกำชับให้จำเลยทุกคนมาศาลตามนัด หากจำเลยคนใดไม่มาศาล ศาลจะพิจารณาเพิกถอนการประกันตัวต่อไป คดี ศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาคดี นปช. ชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เป็น 7 ต.ค.นี้ ยังคงเป็นที่จับตามองของสังคม และการเลื่อนอ่านคำพิพากษานี้ก็ทำให้หลายฝ่ายต้องรอคอยผลสรุปของคดีต่อไป

คดี ศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาคดี นปช. ชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เป็น 7 ต.ค.นี้ นี้มีความซับซ้อนและมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก การพิจารณาคดีจึงต้องใช้เวลาและความรอบคอบอย่างมาก การเลื่อนอ่านคำพิพากษาอาจเป็นผลมาจากการพิจารณาในรายละเอียดของคดีที่ยังไม่เสร็จสิ้น หรืออาจมีเหตุผลอื่นๆ ที่ศาลเห็นสมควร

สำหรับประชาชนทั่วไป การติดตามข่าวสารเกี่ยวกับคดีนี้อย่างใกล้ชิดจะช่วยให้เข้าใจถึงกระบวนการยุติธรรมและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากคำพิพากษาที่จะมีต่อสังคมไทยในอนาคต

ที่มา – ศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาคดี นปช. ชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เป็น 7 ต.ค.นี้

ศาลตัดสินคดี นปช. ขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ปี 52 วันนี้!

วันนี้ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาคดีสำคัญที่หลายคนจับตามอง นั่นคือคดีของ “วีระ มุสิกพงศ์, จตุพร พรหมพันธุ์, และณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” พร้อมแกนนำกลุ่ม นปช. รวม 10 คน จากเหตุการณ์มั่วสุมชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อปี 2552 คดีนี้เกี่ยวเนื่องกับการปิดทางเข้า-ออกทำเนียบรัฐบาลและการบุกบ้านพักของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรี

ลุ้นระทึก! ศาลนัดตัดสินคดี แกนนำกลุ่ม นปช. ชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ปี 52

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 ที่ห้องพิจารณา 909 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลได้นัดฟังคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ อ.968/2561 ซึ่งพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องแกนนำ นปช. ทั้ง 10 คน ในข้อหาร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ก่อความกระด้างกระเดื่อง ก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง และฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พ.ศ. 2548

ความเป็นมาของคดีนี้สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ระหว่างวันที่ 31 มกราคม ถึง 9 เมษายน 2552 เมื่อกลุ่มจำเลยร่วมกันชุมนุมเพื่อขับไล่รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยมีการปิดทางเข้าออกทำเนียบรัฐบาลเพื่อขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี นอกจากนี้ ยังมีผู้ชุมนุมบางส่วนบุกไปยังบ้านพักของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เพื่อกดดันให้ลาออกจากตำแหน่งองคมนตรี รวมถึงการปิดล้อมสถานที่ราชการสำคัญหลายแห่งในกรุงเทพมหานคร

ใครบ้างที่เป็นจำเลยในคดีชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ปี 52?

สำหรับจำเลยทั้ง 10 คนในคดีนี้ ประกอบด้วยบุคคลสำคัญทางการเมืองหลายท่าน ได้แก่:

  • นายวีระกานต์ หรือวีระ มุสิกพงศ์
  • นายจตุพร พรหมพันธุ์
  • นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
  • นพ.เหวง โตจิราการ
  • นายสิระ หรือสรวิชญ์ พิมพ์กลาง
  • นายณรงศักดิ์ มณี
  • นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท
  • นายพิพัฒน์ชัย หรือสมชาย ไพบูลย์
  • นายพายัพ ปั้นเกตุ
  • นายพงศ์พิเชษฐ์ หรือพิเชษฐ์ สุขจินดาทอง

ทั้งนี้ จำเลยทั้งหมดได้ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาและได้รับการประกันตัวคนละ 2 แสนบาท

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากคำตัดสินคดี แกนนำกลุ่ม นปช. ชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ปี 52

การตัดสินคดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันและอนาคต หากศาลตัดสินว่าจำเลยมีความผิดจริง อาจนำไปสู่ความขัดแย้งและความไม่พอใจในหมู่ประชาชนที่สนับสนุนกลุ่ม นปช. ในทางตรงกันข้าม หากศาลตัดสินให้จำเลยพ้นผิด ก็อาจถูกมองว่าเป็นการตัดสินที่ไม่ยุติธรรมจากฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง

สิ่งที่น่าสนใจคือ การที่คดีนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาอีกครั้งหลังจากเวลาผ่านไปนานหลายปี ทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงเจตนาเบื้องหลังการดำเนินคดี และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย

ติดตามข่าวสารและรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดี แกนนำกลุ่ม นปช. ชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ปี 52

คดีศาลนัดตัดสินคดี แกนนำกลุ่ม นปช. ชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ปี 52 นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งคดีประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไทย และผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ไม่ว่าผลการตัดสินจะเป็นอย่างไร เชื่อว่าสังคมไทยจะยังคงจับตาดูและวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่อง

ดังนั้นการติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้และการวิเคราะห์อย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้เราสามารถเข้าใจสถานการณ์และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างถูกต้อง

ศาลนัดตัดสินคดี แกนนำกลุ่ม นปช. ชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ปี 52 ในวันนี้ จะเป็นอย่างไร ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

ที่มา – ลุ้นวันนี้ ศาลนัดตัดสินคดี แกนนำกลุ่ม นปช. ชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ปี 52

Scroll to top