จังหวัดจันทบุรี

ผบ.นทพ. ยืนยันบังเกอร์ชายแดนที่ทางหน่วยรับผิดชอบ กว่า 100 บังเกอร์ แข็งแรง ปลอดภัย

ผบ.นทพ. ยืนยันบังเกอร์ชายแดนที่ทางหน่วยรับผิดชอบ กว่า 100 บังเกอร์ แข็งแรง ปลอดภัย

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจในโลกออนไลน์เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา สำหรับกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับคุณภาพของบังเกอร์ในพื้นที่ชายแดนจันทบุรีและตราด ซึ่งงานนี้ พลเอก ศราวุธ จันทร์พุ่ม ผบ.หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (นทพ.) ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เพื่อความกระจ่างอย่างเป็นทางการ โดยยืนยันว่าการดำเนินงานโครงการก่อสร้างของหน่วยนั้นมีความโปร่งใสและได้มาตรฐานสูงสุดครับ

เจาะลึกคุณภาพบังเกอร์ชายแดนจาก นทพ.

ท่าน ผบ.นทพ. ได้ชี้แจงชัดเจนเลยว่า โครงการที่ทางหน่วยได้รับผิดชอบนั้นคือการจัดสร้างบังเกอร์ให้กับกองกำลังป้องกันชายแดนจำนวน 100 หลัง โดยใช้งบประมาณจากกองทุนหทัยทัศน์ (ระยะที่ 2) รวมกว่า 15 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดดำเนินการเสร็จสิ้น 100% แล้วในพื้นที่กองกำลังบูรพา, กองกำลังสุรนารี และกองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรี-ตราด โดยท่านยังย้ำว่า ผบ.นทพ. ยืนยันบังเกอร์ชายแดนที่ทางหน่วยรับผิดชอบ กว่า 100 บังเกอร์ แข็งแรง ปลอดภัย แน่นอน เพราะเราใช้วัสดุแผ่นปูนคุณภาพสูงจาก SCG ที่สามารถทนต่อแรงกระแทกจากอาวุธหนักอย่างปืน ค.81 ได้อย่างมั่นใจ

สำหรับข้อกังวลที่ว่ามีภาพหลุดสภาพบังเกอร์ที่ดูไม่สมบูรณ์นั้น ทางหน่วยชี้แจงว่าไม่ใช่ผลงานการก่อสร้างของ นทพ. อย่างแน่นอน เพราะหัวใจสำคัญของหน่วยทหารพัฒนาคือ ‘ความปลอดภัยของกำลังพลชายแดนเป็นที่ตั้ง’ ดังนั้น หากมีการกล่าวอ้างถึงความบกพร่องในพื้นที่ที่นอกเหนือจากโครงการของหน่วย จึงขอยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับทางหน่วยงานเราแต่อย่างใด

  • ใช้วัสดุแผ่นปูนมาตรฐานสูงจาก SCG
  • ติดตั้งเสร็จสิ้นแล้วครบ 100% ในทุกพื้นที่รับผิดชอบ
  • เน้นความแข็งแรงเพื่อรองรับภารกิจทางทหาร
  • ไม่ใช่การก่อสร้างของ นทพ. หากพบภาพความชำรุดในจุดที่ไม่ใช่โครงการของหน่วย

ด้วยเหตุนี้ จึงขอให้พี่น้องประชาชนและสังคมมั่นใจได้ว่า งบประมาณทุกบาททุกสตางค์ที่ใช้ไปในโครงการของ นทพ. นั้นถูกนำไปใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด เพื่อเป็นเกราะคุ้มภัยให้แก่ทหารกล้าที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ตามแนวชายแดนให้มีความอุ่นใจและพร้อมปฏิบัติภารกิจได้อย่างเต็มประสิทธิภาพครับ ถือเป็นการยืนยันความโปร่งใสและมาตรฐานการทำงานที่ยึดถือความปลอดภัยเป็นที่ตั้งอย่างแท้จริง

ที่มา – ผบ.นทพ. ยืนยันบังเกอร์ชายแดนที่ทางหน่วยรับผิดชอบ กว่า 100 บังเกอร์ แข็งแรง ปลอดภัย

สส.พรรคประชาชน ยื่น กมธ.ทหาร สอบสร้างบังเกอร์ทหารจ.จันทบุรี-ตราด

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจทันที เมื่อมีข่าวว่า สส.พรรคประชาชน ยื่น กมธ.ทหาร สอบสร้างบังเกอร์ทหารจ.จันทบุรี-ตราด หลังจากได้รับเรื่องร้องเรียนถึงความผิดปกติและความไม่ปลอดภัยในการก่อสร้างบังเกอร์ที่ควรจะเป็นที่มั่นใจให้กับเหล่าทหารผู้ปฏิบัติหน้าที่ชายแดน แต่มันกลับกลายเป็นโครงสร้างที่ดูเปราะบางเกินกว่าจะป้องกันอะไรได้

สส.พรรคประชาชน ยื่น กมธ.ทหาร สอบสร้างบังเกอร์ทหารจ.จันทบุรี-ตราด

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ นายฉัตร สุภัทรวณิชย์ สส.นครราชสีมา พรรคประชาชน ได้ออกมาเปิดเผยผ่านการแถลงข่าวที่รัฐสภา โดยตั้งข้อสังเกตถึงคุณภาพและมาตรฐานของการสร้างบังเกอร์ในพื้นที่ชายแดนจันทบุรีและตราด ว่าแท้จริงแล้วมันมีความปลอดภัยจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงการใช้งบประมาณที่ขาดประสิทธิภาพ

เปิด 3 ข้อสงสัยจากการตรวจสอบโครงการ

จากการลงพื้นที่และได้รับข้อมูลเบื้องต้น ทาง สส.พรรคประชาชน ได้ตั้งข้อสังเกตหลัก 3 ประเด็นที่ทำให้การก่อสร้างบังเกอร์ดังกล่าวถูกจับตามอง:

  • ความเสี่ยงต่อชีวิต: วัสดุที่ใช้เป็นเพียงแผ่นคอนกรีตสำเร็จรูปบางๆ และใช้ไม้ค้ำยัน ซึ่งไม่น่าจะรองรับแรงกระแทกจากกระสุนหรือสะเก็ดระเบิดได้จริง
  • คุณภาพที่ไม่คุ้มค่า: โครงสร้างที่พบดูไม่สอดคล้องกับมาตรฐานวิศวกรรมทหารที่ควรจะเป็น และเสี่ยงพังถล่มลงมาได้ง่ายโดยเฉพาะในฤดูฝน
  • ความโปร่งใสของงบประมาณ: พบส่วนต่างราคาที่น่าสงสัย โดยมีการอนุมัติงบ 50,000 บาทต่อหลัง แต่กลับมีการสั่งทำจริงในราคาเพียง 35,000 บาท ซึ่งเมื่อรวม 90 หลังแล้ว ถือเป็นตัวเลขที่มหาศาล

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าการตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานภาครัฐโดยภาคประชาชนนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของกำลังพลในพื้นที่เสี่ยงภัย หากมีการทุจริตหรือการสร้างงานที่ไม่ได้มาตรฐาน ผลกระทบที่ตามมาอาจหมายถึงชีวิตของทหารที่ต้องไปนอนอยู่ในบังเกอร์เหล่านั้น

ในฐานะประชาชนเราควรติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพราะนี่คือบทพิสูจน์ของการทำงานเชิงรุกในการตรวจสอบโครงการต่างๆ ของรัฐบาล ว่าจะสามารถดำเนินการให้โปร่งใสและคุ้มค่ากับเงินภาษีของประชาชนได้อย่างไรบ้าง รวมถึงต้องมีการเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องหากพบว่ามีการทุจริตจริง เพื่อให้แน่ใจว่าทรัพยากรทุกบาททุกสตางค์จะถูกนำไปใช้เพื่อสวัสดิภาพของทหารชายแดนอย่างแท้จริง

ที่มา – สส.พรรคประชาชน ยื่น กมธ.ทหาร สอบสร้างบังเกอร์ทหารจ.จันทบุรี-ตราด

เสธ.ทร. ย้ำ ถก 3 เสธ.เหล่าทัพ บูรณาการรบร่วม

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีประเด็นข่าวที่น่าสนใจเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติมาฝากกันครับ เกี่ยวกับการประชุมที่สำคัญของกองทัพไทย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ประชาชนอย่างเราควรรับทราบ โดยเฉพาะเมื่อมีการพูดถึง เสธ.ทร. ย้ำ ถก 3 เสธ.เหล่าทัพ บูรณาการรบร่วม ในช่วงเวลาที่มีการปรับเปลี่ยนตัวบุคคลสำคัญในเหล่าทัพครับ

เสธ.ทร. ย้ำ ถก 3 เสธ.เหล่าทัพ บูรณาการรบร่วม ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่าน

การประชุมดังกล่าวเกิดขึ้นโดยมี พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ (เสธ.ทร.) เป็นแกนนำสำคัญในการหารือร่วมกับเสนาธิการทหารบกและเสนาธิการทหารอากาศ ซึ่งหัวใจหลักของการประชุมครั้งนี้คือการปรับปรุงแผนปฏิบัติการให้มีความสอดคล้องกัน แม้ในช่วงนี้จะเป็นช่วงการปรับเปลี่ยนตัวบุคคลในแต่ละเหล่าทัพ แต่การทำงานร่วมกันก็ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง

เหตุผลที่ เสธ.ทร. ย้ำ ถก 3 เสธ.เหล่าทัพ บูรณาการรบร่วม นั้นสำคัญอย่างไร?

การบูรณาการรบร่วมในยุคปัจจุบันมีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาปรับใช้ เพื่อให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งนี้ เสธ.ทร. ย้ำ ถก 3 เสธ.เหล่าทัพ บูรณาการรบร่วม เพื่อให้ทุกเหล่าทัพสามารถทำงานประสานกันได้ไร้รอยต่อ ลดข้อขัดข้องที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนผ่านตำแหน่งต่างๆ

  • การนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรบ
  • การประสานแผนปฏิบัติการร่วม 3 เหล่าทัพให้เป็นหนึ่งเดียว
  • การจัดการความมั่นคงในพื้นที่รับผิดชอบอย่างเป็นระบบ

ในส่วนของพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพเรือนั้น ทาง เสธ.ทร. ได้ยืนยันว่าทุกอย่างยังอยู่ในการควบคุมดูแลเป็นอย่างดี จากการลงพื้นที่ตรวจความพร้อมในเขตจังหวัดจันทบุรี พบว่ากำลังพลและยุทโธปกรณ์มีความพร้อมเต็มที่ รวมถึงการสร้างรั้วชายแดนก็กำลังดำเนินไปตามแผนงานที่วางไว้อย่างไม่มีสะดุด เจ้าหน้าที่ในทุกจุดมีการประสานงานกันอย่างแน่นแฟ้น เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนครับ

โดยสรุปแล้ว แม้จะเป็นช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านตำแหน่ง แต่ความมั่นคงของชาติไม่ได้หยุดนิ่ง กองทัพยังคงเดินหน้าทำงานหนักเพื่อรักษาอธิปไตยด้วยการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ หากเพื่อนๆ มีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับการบูรณาการงานของกองทัพ สามารถคอมเมนต์พูดคุยกันได้เลยนะครับ เราเชื่อมั่นว่าการวางแผนที่ดีจะนำมาซึ่งความสงบสุขของบ้านเมืองครับ

ที่มา – เสธ.ทร. ย้ำ ถก 3 เสธ.เหล่าทัพ บูรณาการรบร่วม ห้วงปรับเปลี่ยนตัวบุคคล เดินหน้าสร้างรั้วตามแผน

พายุไมสัก ทำฝนตกหนัก-น้ำท่วม 4 จังหวัด แม้คลี่คลายแล้ว

พายุไมสัก ทำฝนตกหนัก-น้ำท่วม 4 จังหวัด แม้คลี่คลายแล้ว แต่ยังต้องเฝ้าระวัง

ในช่วงที่ผ่านมา สภาพอากาศบ้านเราค่อนข้างแปรปรวนอย่างหนัก โดยเฉพาะอิทธิพลจาก พายุไมสัก ที่แม้จะไม่ได้พัดผ่านประเทศไทยโดยตรง แต่ก็สร้างผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้รายงานเหตุฝนตกหนักและน้ำท่วมใน 4 จังหวัดคือ จันทบุรี ระยอง ตราด และชลบุรี แม้ขณะนี้สถานการณ์ในหลายพื้นที่เริ่มคลี่คลายแล้ว แต่เราก็ยังวางใจไม่ได้ เพราะช่วงนี้ยังคงเป็นช่วงที่ต้องเฝ้าระวังภัยธรรมชาติอย่างใกล้ชิดครับ

สรุปสถานการณ์ พายุไมสัก กระทบที่ไหนบ้าง

จากการรายงานเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2569 ผลกระทบจาก พายุไมสัก ทำให้เกิดทั้งวาตภัย น้ำท่วมขัง และน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือนประชาชนและพื้นที่การเกษตรเป็นจำนวนมาก โดยสรุปเหตุการณ์สำคัญในแต่ละจังหวัดได้ดังนี้ครับ:

  • จังหวัดจันทบุรี: ถนนหลายสายในตัวเมืองถูกน้ำท่วมขัง รวมถึงพื้นที่สวนผลไม้ในที่ลุ่มต่ำ เจ้าหน้าที่ต้องเร่งระบายน้ำออกจากถนนสุขุมวิทและชุมชนต่างๆ อย่างเร่งด่วน
  • จังหวัดระยอง: พบเหตุวาตภัยบ้านเรือนเสียหายในตำบลวังหว้า รวมถึงมีน้ำท่วมขังบนผิวจราจรและร้านค้าในเส้นทางวังตาผิน–ห้วยปราบ
  • จังหวัดตราด: เกิดน้ำหลากเข้าท่วมบ้านเรือนในอำเภอบ่อไร่ และมีเหตุต้นไม้ล้มทับบ้านเรือนประชาชน ซึ่งหน่วยงานในพื้นที่ได้นำเรือไฟเบอร์และชุดปฏิบัติการเข้าช่วยเหลือเรียบร้อยแล้ว
  • จังหวัดชลบุรี: ที่อำเภอศรีราชา ฝนที่ตกหนักทำให้น้ำหลากพัดพากองวัสดุโฟมเข้าสู่บ้านเรือนประชาชน แต่สถานการณ์ปัจจุบันได้เข้าสู่สภาวะปกติแล้ว

แม้ว่าการติดตามข่าวสารจาก พายุไมสัก จะช่วยให้เราเตรียมตัวได้ทันท่วงที แต่สิ่งที่อยากฝากไว้คือ การหมั่นตรวจสอบสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอยู่เสมอครับ เพราะในฤดูฝนแบบนี้ สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วมาก การจัดเตรียมสิ่งของจำเป็นและยกของขึ้นที่สูงยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการรับมือกับน้ำท่วมฉับพลันที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

ผมขอส่งกำลังใจให้พี่น้องในทุกพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติครั้งนี้ให้กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด และอย่าลืมดูแลสุขภาพในช่วงที่ฝนตกหนักด้วยนะครับ หากใครอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย อย่าลืมเก็บเบอร์โทรศัพท์สายด่วนหน่วยงานกู้ภัยหรือ ปภ. จังหวัด ไว้ใกล้ตัว เพื่อความอุ่นใจในการใช้ชีวิตช่วงหน้าฝนนี้ครับ

ที่มา – “พายุไมสัก” ทำฝนตกหนัก-น้ำท่วม 4 จังหวัด แม้คลี่คลายแล้ว แต่ยังต้องเฝ้าระวัง

สุริยะ สั่งเร่งช่วยชาวสวนทุเรียนหลังพายุถล่ม

พายุฤดูร้อนที่พัดถล่มหลายพื้นที่ในไทย สร้างความเสียหายหนักให้กับผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะ สุริยะ สั่งเร่งช่วยชาวสวนทุเรียนหลังพายุถล่ม ในจังหวัดจันทบุรี ที่ทุเรียนใกล้เก็บเกี่ยวร่วงหล่นเต็มพื้น นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ออกคำสั่งทันทีให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่สำรวจความเสียหายอย่างเร่งด่วน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้ทันท่วงที

สุริยะ สั่งเร่งช่วยชาวสวนทุเรียนหลังพายุถล่ม

สถานการณ์พายุที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสวนทุเรียนในภาคตะวันออก โดยเฉพาะจันทบุรีซึ่งเป็นแหล่งปลูกทุเรียนสำคัญของประเทศ ลูกทุเรียนที่ใกล้สุกกำลังดีร่วงหล่นจำนวนมาก ทำให้ชาวสวนขาดทุนมหาศาล นายสุริยะ จึงสั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าสำรวจความเสียหายทันที และรายงานข้อมูลเข้าสู่ศูนย์ติดตามและเตือนภัยพิบัติทางเกษตร เพื่อประเมินความเสียหายและจัดสรรงบประมาณช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว

ชูมาตรการรับซื้อผลร่วงหล่น สุริยะ สั่งเร่งช่วยชาวสวนทุเรียนหลังพายุถล่ม

เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร สุริยะ สั่งเร่งช่วยชาวสวนทุเรียนหลังพายุถล่ม โดยมอบหมายให้จัดตั้งจุดรับซื้อผลผลิตในพื้นที่ประสบภัยทันที ประสานงานกับเครือข่ายสหกรณ์ทั่วประเทศ เพื่อรับซื้อทุเรียนที่ร่วงหล่นแต่ยังมีคุณภาพดี ส่งเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า เช่น ทุเรียนทอดกรอบ ทุเรียนกวน หรือทุเรียนชิพ ที่สามารถขายได้ราคาดีในตลาดทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังกำชับเจ้าหน้าที่ให้ตรวจสอบคุณภาพอย่างเข้มงวด ป้องกันไม่ให้ทุเรียนอ่อนหรือทุเรียนด้อยคุณภาพหลุดเข้าไปสู่ตลาด ซึ่งอาจทำลายชื่อเสียงของทุเรียนไทย

  • ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายครอบคลุมพืชผล ประมง และปศุสัตว์
  • จัดจุดรับซื้อทุเรียนร่วงหล่นในพื้นที่เสี่ยง เช่น จันทบุรี
  • ประสานสหกรณ์แปรรูปผลผลิตเป็นทุเรียนทอดและกวน
  • เฝ้าระวังและแจ้งเตือนเกษตรกร 24 ชั่วโมง ในภาคเหนือ อีสาน กลาง และตะวันออก
  • สกัดกั้นทุเรียนอ่อนไม่ให้วางขาย สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ช่วยเหลืออย่างเต็มที่ โดยครอบคลุมทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นพืชผลที่เสียหาย ประมงที่เรือล่ม หรือปศุสัตว์ที่คอกพัง นอกจากนี้ ยังมีการแจ้งเตือนเกษตรกรในพื้นที่เสี่ยงให้เตรียมรับมือพายุต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง

ผลกระทบของพายุต่อสวนทุเรียนและแนวทางฟื้นฟู

ทุเรียนเป็นผลไม้เศรษฐกิจตัวสำคัญของไทย โดยเฉพาะในจันทบุรีที่ผลิตทุเรียนส่งออกคุณภาพสูง การที่พายุถล่มทำให้ผลร่วงหล่น สร้างความสูญเสียทางเศรษฐรฐกิจหลายร้อยล้านบาท ชาวสวนหลายรายเผชิญปัญหาขาดรายได้ในฤดูเก็บเกี่ยว แต่ด้วยมาตรการจากนายสุริยะ จะช่วยลดความสูญเสียได้มาก โดยการแปรรูปผลร่วงหล่นไม่เพียงช่วยเกษตรกรได้เงินก้อน แต่ยังสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตที่เหลือใช้ไม่ได้ขายสด เช่น ทำทุเรียนอบแห้งหรือน้ำทุเรียน ซึ่งเป็นทางเลือกยอดนิยมในตลาดสุขภาพ

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังเตรียมงบประมาณช่วยเหลือด้านอื่นๆ เช่น ประกันภัยพืชผล เมล็ดพันธุ์ใหม่สำหรับปลูกทดแทน และเทคโนโลยีป้องกันภัย เช่น ตาข่ายกันลม หรือระบบเตือนภัยอัตโนมัติ เพื่อให้ชาวสวนทุเรียนมีเครื่องมือรับมือภัยธรรมชาติในอนาคต

ช่องทางขอความช่วยเหลือสำหรับเกษตรกร

เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบสามารถขอความช่วยเหลือได้ง่ายๆ ผ่านศูนย์บริการเกษตรกร “พิรุณราช” (One Stop Service) ที่สำนักงานเกษตรอำเภอทั่วประเทศ ซึ่งให้บริการครบวงจรในจุดเดียว ไม่ว่าจะขอเงินช่วยเหลือ สำรวจความเสียหาย หรือคำปรึกษาการแปรรูป นอกจากนี้ สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันกระทรวงเกษตรฯ เพื่อติดตามข้อมูลภัยพิบัติ ข่าวสารช่วยเหลือ และยื่นขอรับสิทธิ์ออนไลน์ได้ทันที

  • ติดต่อศูนย์พิรุณราชใกล้บ้าน
  • ใช้แอปพลิเคชันเกษตรติดตามสถานการณ์
  • แจ้งความเสียหายผ่านสายด่วนเกษตร

แผนการช่วยเหลือครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลต่อเกษตรกรตัวจริง โดยเฉพาะในช่วงฤดูผลไม้ที่สำคัญ หากชาวสวนทุเรียนรีบแจ้งความเสียหายและนำผลร่วงส่งแปรรูป จะช่วยลดขาดทุนและเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสได้อย่างแน่นอน

CTA: ชาวสวนทุเรียนที่ประสบภัยรีบติดต่อศูนย์พิรุณราชหรือสำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้านทันที เพื่อรับความช่วยเหลือและเข้าร่วมโครงการรับซื้อแปรรูป อย่าปล่อยให้ผลผลิตเสียเปล่า!

สุดท้าย แผนนี้ไม่เพียงช่วยเกษตรกรในระยะสั้น แต่ยังเสริมความยั่งยืนให้อุตสาหกรรมทุเรียนไทยในระยะยาว โดยลดของเสียและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์แปรรูป

ที่มา – “สุริยะ” สั่งเร่งช่วยชาวสวนทุเรียนหลังพายุถล่ม ชูแผนรับซื้อผลผลิตร่วงหล่นมาแปรรูป

“อนุทิน” ควง “จ๋า” ยกดาบพระเจ้าตาก ขอพรน้ำมันถูก

ในเหตุการณ์ที่น่าประทับใจของปีใหม่ไทย “อนุทิน” ควง “จ๋า” ยกดาบพระเจ้าตาก ขอพรให้โลกสงบสุข ให้น้ำมันราคาถูก ได้กลายเป็นข่าวใหญ่ที่ประชาชนให้ความสนใจ นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ควงข้างภรรยาสาวสวย นางสาวธนนนท์ นิรามิษ หรือที่ทุกคนเรียกติดปากว่า “จ๋า” เดินทางลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรี เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังมาถึง การกระทำนี้ไม่เพียงแสดงถึงความศรัทธาในประเพณีไทยโบราณ แต่ยังสะท้อนถึงความใกล้ชิดกับประชาชนอีกด้วย

“อนุทิน” ควง “จ๋า” ยกดาบพระเจ้าตาก ขอพรให้โลกสงบสุข ให้น้ำมันราคาถูก

วันที่ 13 เมษายน 2567 เวลา 14.00 น. นายกรัฐมนตรีอนุทินได้ขับเครื่องบินเล็กลงจอดที่สนามบินท่าใหม่ อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากชาวจันทบุรี ก่อนจะเริ่มเส้นทางสักการะด้วยการเดินทางไปยังศาลหลักเมืองจันทบุรี ที่นั่นท่านได้ยกพระหลักเมืองขึ้นบนศรีษะ เพื่อความเป็นสิริมงคลตามประเพณีโบราณ จากนั้นจึงมุ่งหน้าไปยังศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระองค์ผู้เป็นวีรบุรุษกู้เอกราชไทย

ที่ศาลพระเจ้าตากสิน นายกฯ อนุทินและภรรยาได้กราบไหว้ขอพรอย่างตั้งใจ โดยมีพิธียกดาบตามประเพณี ซึ่งมีความหมายลึกซึ้งว่า “ชนะศึก ชนะภัยทั้งปวง” เป็นการขอพรให้ประเทศไทยรอดพ้นจากภัยพิบัติและความขัดแย้งทั้งมวล การยกดาบนี้เป็นสัญลักษณ์ที่ทรงพลัง โดยเฉพาะในช่วงที่โลกกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจ

สักการะหลวงพ่อทอง วัดทองทั่ว จันทบุรี

ต่อมา คณะของนายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปยังวัดทองทั่ว ตำบลคลองนารายณ์ อำเภอเมืองจังหวัดจันทบุรี เพื่อนมัสการ “หลวงพ่อทอง” หรือพระพุทธสุวรรณมงคลศากยมุนีศรีสรรเพ็ชญ์ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่ พ.ศ. 2310 ในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระพุทธรูปองค์นี้หล่อด้วยทองคำบริสุทธิ์ สูงประมาณ 1 ศอก 3 นิ้ว ชาวบ้านในพื้นที่ให้ความศรัทธาอย่างยิ่ง โดยเชื่อว่าท่านจะคุ้มครองให้พ้นภัยและนำพาความสุขมาให้

ระหว่างนั้น นายกฯ อนุทินได้สนทนาธรรมกับพระครูจารุเขมากร เจ้าอาวาสวัดทองทั่ว เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของวัดที่เชื่อมโยงกับสมเด็จพระเจ้าตากสิน โดยวัดแห่งนี้เคยเป็นที่พักพิงของพระองค์ในอดีต โอกาสนี้ เจ้าอาวาสยังได้มอบวัตถุมงคลอันล้ำค่าอย่าง “พระยอดธงหลวงพ่อทอง” ซึ่งเป็นของเก่าแก่ประเมินมูลค่าไม่ได้ และรูปหล่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงบัลลังก์ที่งดงามยิ่ง เพื่อเป็นสิริมงคลในโอกาสปีใหม่ไทย

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นายกฯ อนุทินสักการะ

  • ศาลหลักเมืองจันทบุรี: ยกพระขึ้นหัวเพื่อความมงคล
  • ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสิน: ยกดาบเพื่อชนะศึกชนะภัย
  • หลวงพ่อทอง วัดทองทั่ว: สักการะพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์และรับวัตถุมงคล

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่านายกรัฐมนตรีขอพรอะไรนานขนาดนั้น ท่านตอบด้วยรอยยิ้มว่า “ขอให้คนไทยทุกคนมีความสุข ขอให้โลกสงบสุข และขอให้น้ำมันถูกๆ” คำตอบนี้เรียบง่ายแต่ตรงใจประชาชน โดยเฉพาะในยุคที่ราคาน้ำมันผันผวนส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของทุกคน การขอพรเรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจปัญหาของรัฐบาล

จังหวัดจันทบุรีไม่เพียงเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังอย่างน้ำตกพลิ้วหรือไร่ทุเรียน แต่ยังเป็นดินแดนที่มีประวัติศาสตร์เกี่ยวข้องกับสมเด็จพระเจ้าตากสินอย่างลึกซึ้ง ในอดีต พระองค์เคยเสด็จมาประชวรที่นี่ และทรงสร้างวัดทองทั่วเพื่อเป็นที่พำนัก การที่นายกฯ อนุทินเลือกที่นี่จึงมีความหมายเชิงสัญลักษณ์สูง ช่วยเสริมภาพลักษณ์ของผู้นำที่ยึดมั่นในวัฒนธรรมไทย

นอกจากนี้ การเดินทางครั้งนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมต้อนรับเทศกาลสงกรานต์หรือปีใหม่ไทย ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คนไทยทำบุญ สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อเริ่มต้นปีใหม่ด้วยความเป็นสิริมงคล การกระทำของ “อนุทิน” ควง “จ๋า” ยกดาบพระเจ้าตาก ขอพรให้โลกสงบสุข ให้น้ำมันราคาถูก จึงไม่ใช่แค่พิธีกรรม แต่เป็นการเชื่อมโยงจิตใจผู้นำกับประชาชน

ในมุมมองของผู้เขียน การขอพรให้น้ำมันราคาถูกนี้เป็น insight ที่น่าสนใจ แสดงว่ารัฐบาลตระหนักถึงปัญหาเศรษฐกิจที่กระทบชีวิตประจำวัน หากสามารถทำให้คำขอนี้เป็นจริงได้ คงเป็นของขวัญปีใหม่ที่ดีที่สุดสำหรับคนไทยทุกคน คุณล่ะคิดอย่างไร ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตการเมืองและเศรษฐกิจจากเรา!

ที่มา – “อนุทิน” ควง “จ๋า” ยกดาบพระเจ้าตาก ขอพรให้โลกสงบสุข ให้น้ำมันราคาถูก

“สาธิต” มั่นใจ ปชป.ภาคตะวันออกฟื้น มีลุ้น สส.

“สาธิต ปิตุเตชะ” มั่นใจกระแสประชาธิปัตย์ภาคตะวันออกฟื้นตัว ระยอง จันทบุรี ตราด มีลุ้นคว้า สส. ครบทุกเขต ชี้ประชาชนเชื่อมั่นการเมืองสุจริต ตอบรับนโยบาย “เกิดปุ๊บ รับปั๊บ 65,000 บาท”

วันที่ 10 มกราคม 2569 นายสาธิต ปิตุเตชะ ประธานคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และผู้อำนวยการการเลือกตั้ง สส. ภาคตะวันออกและปริมณฑล พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยระหว่างลงพื้นที่จังหวัดระยอง รวมถึงจังหวัดจันทบุรีและจังหวัดตราด เพื่อช่วยผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์หาเสียงและรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่ ว่า จากการลงพื้นที่พบปะประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทำให้ตนมีความเชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์จะได้รับการตอบรับจากประชาชนดีกว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาอย่างชัดเจน

นายสาธิต กล่าวว่า กระแสตอบรับจากประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยเฉพาะจังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งจากฐานเสียงเดิมของพรรคที่ยังคงให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง และประชาชนที่เคยเปลี่ยนไปสนับสนุนพรรคการเมืองอื่น เริ่มกลับมาให้ความเชื่อมั่นพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง เนื่องจากจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจน การทำงานที่ยึดหลักสุจริต และผลงานที่พรรคเคยดำเนินการไว้ในพื้นที่ภาคตะวันออกในอดีต

นอกจากนี้ นายสาธิตระบุว่า ประชาชนในพื้นที่ให้ความสนใจและตอบรับนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์อย่างชัดเจน โดยเฉพาะนโยบายด้านการดูแลครอบครัวและเด็ก ซึ่งเป็นประเด็นที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน อาทิ นโยบาย “เกิดปุ๊บ รับปั๊บ 65,000 บาท” เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวตั้งแต่วันแรกของการมีบุตร และสร้างหลักประกันพื้นฐานให้เด็กไทยทุกคนอย่างเท่าเทียม

นายสาธิตกล่าวเพิ่มเติมว่า อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประชาชนกลับมาให้ความเชื่อมั่นพรรคประชาธิปัตย์ คือจุดยืนในการทำการเมืองอย่างสุจริต ไม่สนับสนุนการทุจริตคอร์รัปชัน ต่อต้านทุนสีเทา และไม่เอานักการเมืองที่มีพฤติกรรมโกงกินเข้าสู่ระบบการเมือง ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน

“พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันจะทำการเมืองที่ยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลาง แก้ปัญหาปากท้อง ลดภาระค่าครองชีพ และสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัวและอนาคตของประเทศ”

นายสาธิตแสดงความเชื่อมั่นว่า จากกระแสตอบรับของประชาชนในพื้นที่จังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด พรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสกลับมาประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง และมีลุ้นคว้าที่นั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ภาคตะวันออกได้อย่างมีนัยสำคัญในการเลือกตั้งครั้งนี้

“สาธิต” มั่นใจกระแส ปชป. ภาคตะวันออกฟื้นตัว มีลุ้นคว้า สส. ชี้ประชาชนเชื่อมั่นการเมืองสุจริต

สถานการณ์การเมืองในภาคตะวันออกกำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฟื้นตัวของพรรคประชาธิปัตย์ในพื้นที่นี้ นายสาธิต ปิตุเตชะ ได้ออกมาแสดงความมั่นใจเกี่ยวกับกระแสตอบรับที่ดีขึ้นจากประชาชนในจังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด ซึ่งเป็นสัญญาณบวกที่สำคัญสำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

### ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ปชป. กลับมามีบทบาท

อะไรคือปัจจัยที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์กลับมาได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอีกครั้ง? นายสาธิตได้ชี้ให้เห็นถึงหลายประเด็นที่น่าสนใจ:

  • จุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจน: พรรคประชาธิปัตย์ยังคงยึดมั่นในหลักการและอุดมการณ์เดิม ทำให้ประชาชนมั่นใจในทิศทางของพรรค
  • การทำงานที่ยึดหลักสุจริต: ความซื่อสัตย์และโปร่งใสในการทำงานเป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความสำคัญ และพรรคประชาธิปัตย์ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในเรื่องนี้
  • ผลงานในอดีต: ประชาชนยังคงจดจำผลงานที่พรรคเคยทำไว้ในพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสามารถในการพัฒนาและแก้ไขปัญหา

นโยบายที่โดนใจประชาชนอีกอย่างคือ “เกิดปุ๊บ รับปั๊บ 65,000 บาท” ซึ่งช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในช่วงแรกของชีวิตลูกน้อย

นอกจากนี้ ประชาชนยังให้ความสำคัญกับการทำการเมืองที่สุจริต ไม่สนับสนุนการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญมาโดยตลอด หากพรรคประชาธิปัตย์สามารถรักษาจุดยืนและนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง ก็มีโอกาสที่จะกลับมาประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างแน่นอน

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าพรรคประชาธิปัตย์จะสามารถกลับมายืนหยัดในพื้นที่ภาคตะวันออกได้หรือไม่ การติดตามสถานการณ์และผลการเลือกตั้งจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

ที่มา – “สาธิต” มั่นใจกระแส ปชป. ภาคตะวันออกฟื้นตัว มีลุ้นคว้า สส. ชี้ประชาชนเชื่อมั่นการเมืองสุจริต

ด่วน! ไทยเตรียมปล่อย 18 เชลยศึกกัมพูชา 12 พ.ย.นี้

กองทัพบกประสานกองบัญชาการป้องกันชายแดน เตรียมปล่อย 18 เชลยศึกกัมพูชา ในวันที่ 12 พ.ย. 2568 ณ จุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด จ.จันทบุรี ข่าวด่วนนี้ได้รับความสนใจจากหลายภาคส่วน

วันที่ 6 พ.ย. 2568 มีรายงานข่าวด่วนว่า กองทัพบกได้ประสานไปยังกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กป.ชต.) ให้เตรียมความพร้อมด้านสถานที่ ที่พัก และการดำเนินการต่างๆ เพื่อเตรียมการปล่อยตัว18 เชลยศึกกัมพูชา จำนวน 18 นาย ณ จุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี ในวันที่ 12 พ.ย. 2568 ที่จะถึงนี้ การเตรียมความพร้อมนี้แสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่ในรายละเอียดและขั้นตอนการดำเนินการที่เป็นระบบ

ด่วน! ไทยเตรียมปล่อย 18 เชลยศึกกัมพูชา 12 พ.ย.นี้

การปล่อยตัวเชลยศึกในครั้งนี้ ถือเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศที่สำคัญ และแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามหลักมนุษยธรรมและข้อตกลงระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง

รายละเอียดการปล่อยตัวเชลยศึก

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปล่อยตัว18 เชลยศึกกัมพูชา มีดังนี้:

  • วันและเวลา: 12 พฤศจิกายน 2568
  • สถานที่: จุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี
  • หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง: กองทัพบก, กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กป.ชต.)
  • จำนวนเชลยศึก: 18 นาย

การเตรียมการในด้านต่างๆ ได้แก่ การจัดเตรียมสถานที่พัก การอำนวยความสะดวกในการเดินทาง และการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การปล่อยตัวเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังมีการเตรียมความพร้อมด้านการรักษาความปลอดภัย เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน

การปล่อยตัวในครั้งนี้จะเป็นไปตามกระบวนการที่ได้วางไว้ โดยคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนและความปลอดภัยของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านและการแก้ไขปัญหาต่างๆ โดยสันติวิธี

การปล่อยตัวเชลยศึกครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมความร่วมมือในด้านต่างๆ เช่น เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เพื่อประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ

การดำเนินการครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การปล่อยตัวเชลยศึก แต่เป็นการสร้างสะพานเชื่อมความสัมพันธ์และความเข้าใจอันดีระหว่างสองชาติ การให้ความสำคัญกับหลักมนุษยธรรมและความถูกต้องเป็นสิ่งที่ควรยกย่องและสนับสนุนอย่างยิ่ง

การที่ประเทศไทยแสดงออกถึงความเมตตาและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนบ้าน จะนำมาซึ่งไมตรีจิตและความร่วมมืออันดีในระยะยาว การสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคเป็นเป้าหมายที่ทุกประเทศควรหันมาร่วมมือกันอย่างจริงจัง

การปล่อยตัวเชลยศึกในครั้งนี้ จึงเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าในการสร้างสันติภาพและความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการดำเนินการดังกล่าวจะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่ยั่งยืนในอนาคต

ที่มา – ด่วน ทางการไทย เตรียมปล่อย 18 เชลยศึกกัมพูชา 12 พ.ย. นี้

ทัพไทยเล็งสร้างรั้วชายแดน: จุดแรกจันทบุรี

กองทัพไทยเตรียมสร้างรั้วชายแดน โดยคาดว่าจุดแรกที่จะดำเนินการคือบริเวณจังหวัดจันทบุรี หลักเขตที่ 52–54 ซึ่งมีความยาวประมาณ 1.3 กิโลเมตร โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดน

ทัพไทยเล็งสร้างรั้วชายแดน คาดจุดแรกจันทบุรีหลักเขต 52–54 ยาว 1.3 กิโลเมตร

พล.ต.วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับการสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่า การก่อสร้างจะเน้นในพื้นที่ราบเป็นหลัก เนื่องจากพื้นที่ชายแดนมีความหลากหลาย ทั้งพื้นที่สันปันน้ำ พื้นที่ราบ และพื้นที่แนวลำห้วยตามธรรมชาติ

รายละเอียดโครงการสร้างรั้วชายแดน

สำหรับการดำเนินการในจังหวัดต่างๆ พล.ต.วิทัย กล่าวว่า พื้นที่จังหวัดจันทบุรีและสระแก้ว (หลักเขตที่ 49-50) มีความเหมาะสมในการก่อสร้าง นอกจากนี้ บริเวณช่องจอม (หลักเขตที่ 14-15) ก็เป็นอีกพื้นที่ที่สามารถสำรวจเพื่อสร้างรั้วชายแดนได้ อย่างไรก็ตาม พื้นที่บ้านหนองจานหรือบ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว ยังมีปัญหาเรื่องหลักเขตที่ไม่ตรงกัน ทำให้การสร้างรั้วในบริเวณนี้อาจเป็นไปได้ยาก แต่จะมีการปักหมุดชั่วคราวเพื่อแสดงแนวเขตแดนอ้างอิง

“สิ่งใดที่ล้ำออกมาจากแนวนี้จะถือว่าเป็นการรุกล้ำ เราก็ต้องผลักดันสิ่งปลูกสร้างของกัมพูชาที่รุกล้ำออกไป” พล.ต.วิทัย กล่าว

ก่อนหน้านี้ กองทัพไทยได้เริ่มสร้างรั้วอิเล็กทรอนิกส์บริเวณด่านคลองลึก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ในหลักกิโลเมตรที่ 50 และกำลังขยายการก่อสร้างเพิ่มเติม สำหรับรั้วที่เป็นกำแพงนั้น จะเริ่มสร้างในพื้นที่ที่ไม่มีปัญหาหรือพื้นที่ที่ตกลงกันได้แล้ว โดยจังหวัดจันทบุรีจะเป็นจุดเริ่มต้นในหลักเขตที่ 52-54 ซึ่งมีความยาวประมาณ 1.3 กิโลเมตร

ความสำคัญของรั้วชายแดน

  • เสริมสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดน
  • ป้องกันการลักลอบเข้าเมือง
  • ควบคุมการค้าชายแดนที่ไม่ได้รับอนุญาต
  • แสดงแนวเขตแดนที่ชัดเจน

การสร้างรั้วชายแดนถือเป็นมาตรการสำคัญในการรักษาความมั่นคงของประเทศ และช่วยป้องกันปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นตามแนวชายแดน การเริ่มต้นโครงการในจังหวัดจันทบุรีจึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการเสริมสร้างความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

โครงการนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่การสร้างกำแพง แต่ยังรวมถึงการใช้เทคโนโลยีและมาตรการอื่นๆ เพื่อให้การรักษาความปลอดภัยชายแดนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ที่มา – ทัพไทยเล็งสร้างรั้วชายแดน คาดจุดแรกจันทบุรีหลักเขต 52–54 ยาว 1.3 กิโลเมตร

Scroll to top