จังหวัดชายแดนภาคใต้

“อนุทิน” ให้อำนาจ “วันนอร์” สั่งการแก้ชายแดนใต้ เสมือนนายกฯ

ในสถานการณ์ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยืดเยื้อมานาน “อนุทิน” ให้อำนาจ “วันนอร์” สั่งการแก้ชายแดนใต้ เสมือนเป็นนายกฯ ถือเป็นข่าวสำคัญที่สร้างความหวังให้ประชาชนในพื้นที่ โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ดูแลการแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิด

“อนุทิน” ให้อำนาจ “วันนอร์” สั่งการแก้ชายแดนใต้ เสมือนเป็นนายกฯ

วันที่ 23 เมษายน 2569 ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทินได้เปิดเผยหลังหารือกับนายวันมูหะมัดนอร์ โดยเน้นย้ำถึงการสร้างความเข้าใจกับโรงเรียนปอเนาะและตาดีกาในพื้นที่ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของชุมชนมุสลิม นายกฯ ระบุว่า ได้ขอให้ “วันนอร์” สั่งการในนามของตนได้เลย โดยใช้แนวทางไมตรีจิตและความเป็นพี่น้อง ไม่ใช่การใช้กฎหมายหรืออำนาจแบบแข็งกร้าว ทั้งสองฝ่ายเห็นด้วยอย่างเต็มที่

การขยายผลคดียิง ส.ส.กมลศักดิ์

อีกประเด็นที่ถกเถียงกันคือคดียิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ซึ่งตำรวจจับผู้กระทำผิดได้แล้ว และจะขยายผลไปถึงผู้บงการอย่างแน่นอน นายอนุทินยืนยันว่า ไม่มีตัดตอน ต้องทำตามขั้นตอนกฎหมายให้ครบถ้วน เพื่อความยุติธรรมและสร้างความเชื่อมั่น

  • จับกุมผู้กระทำผิดเรียบร้อย
  • สอบสวนขยายผลถึงผู้บงการ
  • ยืนยันไม่มีการแทรกแซงหรือตัดตอน

คำแนะนำจาก “วันนอร์” และการลงพื้นที่

นายวันมูหะมัดนอร์ให้คำแนะนำมากมาย โดยยืนยันว่ายังแข็งแรงพอที่จะลงพื้นที่ร่วมคณะนายกฯ และพร้อมร่วมหารือกับประเทศมุสลิม ด้วยเครือข่ายที่กว้างขวางทั้งในและต่างประเทศ นายอนุทินชื่นชมและมองว่าเป็นโอกาสดีที่จะเร่งรัดภารกิจให้สำเร็จ หากช่วยคลี่คลายปัญหาสามจังหวัดชายแดนได้ แค่นี้ก็คุ้มค่าที่สุด

นอกจากนี้ ยังมีการหารือกับพลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยทุกฝ่ายเข้าใจตรงกัน ไม่มีความขัดแย้ง ทุกอย่างมุ่งสู่ความมั่นคงของประเทศ

การแต่งตั้งนายฐนัตถ์ หัวหน้าคณะเจรจาสันติสุข

นายอนุทินยังประกาศแต่งตั้งนายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติ เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนใต้ เนื่องจากมีเครือข่ายแน่น รอบรู้ข้อมูลเชิงลึก และเคยทำงานร่วมกันมานาน เหมาะสมกับสมัยเจรจาที่สองของรัฐบาลชุดนี้ คาดว่าจะนำไปสู่สันติสุขที่ยั่งยืน

ปัญหาชายแดนภาคใต้เป็นบาดแผลเก่าของชาติที่ต้องการแนวทางสร้างสรรค์แบบนี้ การมอบอำนาจให้ “วันนอร์” ซึ่งมีอิทธิพลในชุมชนมุสลิม จะช่วยประสานทุกฝ่ายได้ดี โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการและฝ่ายปกครอง หลีกเลี่ยงความขัดแย้งเพิ่มเติม

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา การแก้ปัญหาต้องอาศัยความไว้วางใจและเครือข่ายท้องถิ่น ซึ่ง “วันนอร์” มีครบถ้วน หากดำเนินต่อเนื่อง ก็น่าจะเห็นความคืบหน้าภายในปีนี้

คุณคิดอย่างไรกับการมอบอำนาจนี้? มันจะนำสันติสุขมาสู่ชายแดนใต้ได้จริงหรือไม่? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้กันนะครับ

ที่มา – “อนุทิน” ให้อำนาจ “วันนอร์” สั่งการแก้ชายแดนใต้ เสมือนเป็นนายกฯ

สมช. ตั้ง “ผอ.ข่าวกรอง” เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาคุยกันเรื่องข่าวสำคัญที่กำลังเป็นกระแส สมช. ตั้ง “ผอ.ข่าวกรอง” เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ นี่แหละครับ! เป็นข่าวดีที่หลายคนรอคอย เพราะปัญหาชายแดนใต้หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ “ไฟใต้” เนี่ย วนเวียนมานาน จนในที่สุด สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ก็มีมติชัดเจนในการแก้ปัญหานี้แบบจริงจัง

สมช. ตั้ง “ผอ.ข่าวกรอง” เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้

ที่ประชุม สมช. เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธาน ได้เห็นชอบเรื่องสำคัญ 5 ข้อเลยทีเดียว นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. ออกมาแถลงเองครับ เริ่มจากข้อแรก การบริหารจัดการการศึกษา โดยมอบหมายกระทรวงศึกษาธิการไปดูแลใหม่หมด ทั้งโครงสร้าง วัฒนธรรม และบุคคลที่จะดูแลโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามให้เหมาะสม จะได้ลดช่องว่างทางวัฒนธรรมที่อาจจุดชนวนปัญหาได้

ความร่วมมือกับมาเลเซีย: กุญแจสำคัญในการดับไฟใต้

ข้อที่สอง เพิ่มประสิทธิภาพอาสาสมัครของกระทรวงมหาดไทย เตรียมพร้อมเข้าสู่ระบบปกติในอนาคต กระทรวงมหาดไทยจะนำเสนอแผนอบรมต่อไป ข้อที่สามนี่เด็ดมาก เห็นชอบความร่วมมือกับมาเลเซีย! ไม่ใช่แค่พูดเล่นๆ แต่ชวนมาเลเซียมาร่วมพัฒนาพื้นที่ มีผลประโยชน์เศรษฐกิจร่วมกัน ทำงานสร้างสรรค์ ประสานบังคับใช้กฎหมายกับกลุ่มผิดกฎหมายให้ใกล้ชิดขึ้น แถมยังพูดคุยสันติสุขทั้งกับมาเลเซียและภายในประเทศไปพร้อมๆ กัน เพื่อเชื่อมโยงให้ลงตัว

ส่วนที่แฟนๆ รอคอย สมช. ตั้ง “ผอ.ข่าวกรอง” นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้คนใหม่ มี สมช. เป็นเลขานุการสนับสนุน นอกจากนี้ ยังตั้งคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาลเพื่อสานต่อจากชุดก่อน ตัวบุคคลมีประสบการณ์แน่นๆ กระชับและมีประสิทธิภาพ ข้อห้า ตั้ง พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม อดีตเลขาฯ สมช. เป็นหัวหน้าคณะที่ปรึกษา สมช. ด้วย

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นยกเลิกเอ็มโอยู 2544 กับกัมพูชา แต่ยังไม่กำหนดวันเข้าครม. จะดำเนินตามขั้นตอนครบถ้วน แล้วกลับมาใช้ UNCLOS แทน เรื่องจับมือยิง สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ยังไม่พูดถึงในที่ประชุม

โดยรวมแล้ว มติ สมช. ครั้งนี้ดูมีหวังมากครับ การดึงมาเลเซียมาร่วม และตั้งหัวหน้าคณะใหม่ที่เป็นมือข่าวกรองอาชีพ น่าจะช่วยเร่งแก้ปัญหาได้จริงจัง ไม่ใช่แค่พูดๆ อย่างเดียว เพื่อนๆ คิดยังไงบ้าง? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ แล้วติดตามข่าวอัปเดตต่อไป เพราะสันติสุขชายแดนใต้คืออนาคตของทุกคน!

  • สรุป 5 มติสำคัญ: การศึกษา, อาสาสมัคร, ร่วมมือมาเลเซีย, ตั้งหัวหน้าคณะใหม่, คณะที่ปรึกษา
  • จุดเด่น: เชื่อมโยงพูดคุยในและต่างประเทศ
  • คาดหวัง: เข้าสู่ภาวะปกติเร็วขึ้น

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกคนช่วยกันส่งเสริมสันติภาพนะครับ สนับสนุนนโยบายรัฐบาลด้วยการแชร์ข้อมูลดีๆ กันเยอะๆ

ที่มา – สมช. ตั้ง “ผอ.ข่าวกรอง” เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้

“ยศชนัน” เผยเตรียมคุย รร.ปอเนาะ-ตาดีกา แง้มปรับเพื่อไทย

ในวันที่ 23 เมษายน 2567 “ยศชนัน” เผย เตรียมแนวทางคุย รร.ปอเนาะ-ตาดีกาแล้ว แง้มประชุมเพื่อไทยปรับคนให้เหมาะกับงาน ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะในแวดวงการเมืองและการศึกษา นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาลอย่างเป็นกันเอง แสดงถึงความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

“ยศชนัน” เผย เตรียมแนวทางคุย รร.ปอเนาะ-ตาดีกาแล้ว แง้มประชุมเพื่อไทยปรับคนให้เหมาะกับงาน

นายยศชนัน เน้นย้ำว่ากระทรวงศึกษาธิการได้เตรียมความพร้อมอย่างครบถ้วนสำหรับการพูดคุยกับโรงเรียนปอเนาะและตาดีกา ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาศาสนาอิสลามที่สำคัญในพื้นที่ชายแดนใต้ แม้จะขออุบรายละเอียด แต่ก็ยืนยันว่ามีแนวทางชัดเจนแล้ว ประเด็นหลักที่ถูกหยิบยกคือการส่งเสริมความเท่าเทียมทางการศึกษา ความปลอดภัย ความมั่นคง และการลดความรุนแรง รวมถึงปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชนในพื้นที่

การศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องอาศัยการบูรณาการจากทุกภาคส่วน โรงเรียนปอเนาะและตาดีกาไม่เพียงแต่เป็นแหล่งเรียนรู้ศาสนา แต่ยังเป็นศูนย์กลางชุมชนที่ช่วยหล่อหลอมเยาวชน หากสามารถเชื่อมโยงหลักสูตรให้สอดคล้องกับระบบการศึกษารัฐได้ จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและลดช่องว่างทางสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รายละเอียดการเตรียมแนวทางคุย รร.ปอเนาะ-ตาดีกา

จากที่ “ยศชนัน” เผย เตรียมแนวทางคุย รร.ปอเนาะ-ตาดีกาแล้ว แง้มประชุมเพื่อไทยปรับคนให้เหมาะกับงาน นายยศชนันได้หารือเบื้องต้นกับนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยมุ่งเน้นมิติความมั่นคงและเศรษฐกิจควบคู่กัน ในฐานะสมาชิกคณะรัฐมนตรี เขาจะสะท้อนปัญหาเหล่านี้เพื่อหาทางแก้ไขอย่างยั่งยืน

  • ประเด็นความเท่าเทียม: ส่งเสริมการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพเท่าเทียมทุกคน
  • ความปลอดภัยและมั่นคง: ลดเหตุรุนแรงในพื้นที่ผ่านการศึกษา
  • เศรษฐกิจปากท้อง: พัฒนาทักษะเพื่อเพิ่มรายได้
  • บูรณาการหลักสูตร: เชื่อมโรงเรียนเอกชนศาสนากับระบบรัฐ

นอกจากนี้ ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน นายยศชนันจะประชุมกับนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อหารือเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา สนับสนุนสินค้ามูลค่าสูง ซึ่งอาจนำไปสู่การแถลงข่าว

แง้มประชุมพรรคเพื่อไทย: ปรับคนให้เหมาะกับงาน

สำหรับการประชุมพรรคเพื่อไทยในวันที่ 24 เมษายน นายยศชนันในฐานะแกนนำเผยว่าเป็นการอัปเดตการลงพื้นที่ รายงานแผนระยะสั้น-ยาว และบูรณาการงาน โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างบุคลากรให้เหมาะสมกับตำแหน่ง “เป็นการปรับคนให้เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ เพื่อความคล่องตัว โดยเฉพาะคนที่ร่วมรัฐบาลและต้องรับมือสถานการณ์เร่งด่วน” เขากล่าว ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของพรรคการเมือง

การปรับเปลี่ยนนี้สะท้อนถึงความยืดหยุ่นของพรรคเพื่อไทยในการบริหารจัดการท่ามกลางสถานการณ์政治ที่ซับซ้อน ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่เปลี่ยนหลักการใหญ่โต

โดยรวมแล้ว “ยศชนัน” เผย เตรียมแนวทางคุย รร.ปอเนาะ-ตาดีกาแล้ว แง้มประชุมเพื่อไทยปรับคนให้เหมาะกับงาน แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของผู้นำในการแก้ปัญหาเชิงรุก ทั้งการศึกษาและการเมือง หากดำเนินการได้ดี จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับภาคใต้และเสถียรภาพรัฐบาล

คุณคิดอย่างไรกับแนวทางนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวสารการเมืองการศึกษาล่าสุดจากบล็อกเรา เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – “ยศชนัน” เผย เตรียมแนวทางคุย รร.ปอเนาะ-ตาดีกาแล้ว แง้มประชุมเพื่อไทยปรับคนให้เหมาะกับงาน

“ประเสริฐ” เผยเชิญปอเนาะ-ตาดีกา 29 เม.ย.

ในวงการการศึกษาไทยกำลังมีข่าวสำคัญที่ทุกคนให้ความสนใจ โดย“ประเสริฐ” เผย 29 เม.ย.นี้ เชิญผู้บริหารสถาบันปอเนาะ-ตาดีกา หารือที่ ศธ. ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐกับสถาบันการศึกษาเอกชนในพื้นที่ภาคใต้ของไทย ข่าวนี้มาจากนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2567 ที่เมืองทองธานี

“ประเสริฐ” เผย 29 เม.ย.นี้ เชิญผู้บริหารสถาบันปอเนาะ-ตาดีกา หารือที่ ศธ.

นายประเสริฐ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาความไม่เข้าใจระหว่างแม่ทัพภาคที่ 4 กับสถาบันปอเนาะและโรงเรียนตาดีกา โดยระบุว่าจะเชิญผู้บริหารเหล่านี้มาพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกันที่กระทรวงศึกษาธิการในวันที่ 29 เมษายนนี้ จริงๆ แล้ว สถาบันเหล่านี้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ซึ่งทำงานบูรณาการกันมาโดยตลอด ไม่มีปัญหาใหญ่โตอะไร เพียงแต่ต้องการทำงานใกล้ชิดมากขึ้นเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและวางแผนการทำงานร่วมกันในอนาคต

ปูมหลังปัญหาและความสำคัญของการหารือ “ประเสริฐ” เผย 29 เม.ย.นี้

สถาบันปอเนาะและตาดีกาเป็นโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามแบบดั้งเดิมที่ตั้งอยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เช่น ปัตตานี ยะลา นราธิวาส มีบทบาทสำคัญในการให้การศึกษาแก่เด็กมุสลิม โดยเน้นหลักสูตรศาสนาควบคู่กับวิชาการทั่วไป อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีความเข้าใจผิดพลาดระหว่างหน่วยงานความมั่นคงอย่างแม่ทัพภาคที่ 4 กับสถาบันเหล่านี้ เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ ทำให้บางครั้งเกิดความกังวลเรื่องหลักสูตรหรือการบริหารจัดการ

ผู้สื่อข่าวถามนายประเสริฐถึงวิธีทำความเข้าใจ โดยเฉพาะเมื่อสังคมมักมองสถาบทเหล่านี้ในแง่ลบ รัฐมนตรีตอบอย่างชัดเจนว่าไม่มีปัญหาอะไรเลย เพราะ สช. ดูแลอย่างเข้มงวด ที่ผ่านมาทุกฝ่ายทำงานร่วมกันมาโดยตลอด การพูดคุยครั้งนี้จึงมุ่งเน้นแนวทางอนาคต รวมถึงประเด็นทั่วไปที่โรงเรียนเอกชนต้องการ เช่น การพัฒนาหลักสูตร การสนับสนุนงบประมาณ และการบูรณาการกับระบบการศึกษาของรัฐ

บทบาทของ สช. ในการกำกับดูแลปอเนาะ-ตาดีกา

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) มีหน้าที่หลักในการกำกับดูแลโรงเรียนเอกชนทั้งหมดทั่วประเทศ รวมถึงปอเนาะและตาดีกาด้วย โดยต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการศึกษาเอกชน พ.ศ. 2550 ซึ่งกำหนดให้หลักสูตรต้องได้มาตรฐาน สถานศึกษาต้องมีคุณสมบัติครบถ้วน และครูผู้สอนต้องมีใบอนุญาต สถาบันเหล่านี้ได้ปรับตัวเข้ากับระบบรัฐมากขึ้น เช่น การสอบ O-NET การรับทุนการศึกษา และการใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอน

  • การตรวจสอบหลักสูตรศาสนาและวิชาการให้สอดคล้องกับมาตรฐานชาติ
  • การสนับสนุนด้านบุคลากรและสิ่งอำนวยความสะดวก
  • การประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่นและความมั่นคง
  • การพัฒนานักเรียนให้มีทักษะสมัยใหม่ควบคู่คุณธรรม

การหารือครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างความไว้วางใจ และลดช่องว่างความเข้าใจผิด ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเด็กนักเรียนกว่า 10,000 คนในสถาบันเหล่านี้

ประโยชน์ที่คาดหวังจากการพูดคุย

“ประเสริฐ” เผย 29 เม.ย.นี้ เชิญผู้บริหารสถาบันปอเนาะ-ตาดีกา หารือที่ ศธ. จะไม่ใช่แค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกันอย่างยั่งยืน เช่น การพัฒนาหลักสูตรสองภาษาไทย-อาหรับ การฝึกอบรมครู การเชื่อมโยงกับอาชีวะเพื่อสร้างงาน และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในห้องเรียน นอกจากนี้ ยังช่วยลดภาพลบในสายตาสังคม โดยแสดงให้เห็นว่าสถาบันเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การศึกษาในภาคใต้ต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้เด็กทุกคนมีโอกาส平等 โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม การเคลื่อนไหวของกระทรวงศึกษาธิการครั้งนี้จึงน่าประชุมอย่างยิ่ง

สุดท้ายนี้ การหารือดังกล่าวเป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการพัฒนาการศึกษาแบบ inclusive ชวนทุกท่านติดตามผลการประชุมวันที่ 29 เมษายนนี้ เพื่อเห็นถึงความก้าวหน้าที่จะเกิดขึ้นกับอนาคตของเยาวชนภาคใต้

ที่มา – “ประเสริฐ” เผย 29 เม.ย.นี้ เชิญผู้บริหารสถาบันปอเนาะ-ตาดีกา หารือที่ ศธ.

รัฐบาลจ่อจัดงบ 2570 ตั้งศูนย์บำบัดชายแดนใต้

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามาพูดถึงข่าวสำคัญที่กำลังจะเป็นจุดเปลี่ยนในการแก้ปัญหายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กันครับ รัฐบาลจ่อจัดงบฯ ปี 2570 ตั้งศูนย์บำบัดยาเสพติดระดับอำเภอในจังหวัดชายแดนภาคใต้ นโยบายนี้มาจากความห่วงใยของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ที่เห็นว่าปัญหายาเสพติดยังรุนแรง โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนที่เสพยาบ้าเพิ่มขึ้นแบบน่าตกใจ

รัฐบาลจ่อจัดงบฯ ปี 2570 ตั้งศูนย์บำบัดยาเสพติดระดับอำเภอในจังหวัดชายแดนภาคใต้

จากข้อมูลล่าสุดที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสาวรัชดา ธนาดิเรก เปิดเผยเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2567 หลังนายกฯ ลงพื้นที่ประชุมที่ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) จังหวัดยะลา และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า จังหวัดปัตตานี พบว่าการปราบปรามผู้ค้ายาเสพติดดีขึ้นมาก จับกุมได้หลายเท่าตัว แต่การแพร่ระบาดยังน่ากังวล โดยเฉพาะเยาวชนและวัยรุ่นหญิงที่เพิ่มขึ้น 2 เท่า บางรายยังกลายเป็นผู้ค้ารายย่อย

ประชาชนในพื้นที่สะท้อนชัดเจนว่าต้องการศูนย์บำบัดยาเสพติดที่ใกล้ชุมชน เพื่อดูแลรักษาต่อเนื่อง ลดการหลบหนีและกลับไปเสพซ้ำ รัฐบาลจึงเตรียมงบปี 2570 เพื่อตั้งศูนย์ระดับอำเภอ โดยออกแบบให้เหมาะกับบริบทท้องถิ่น บูรณาการกับครอบครัว ศาสนา โรงเรียน องค์กรปกครองท้องถิ่น และหน่วยความมั่นคง

ทำไม รัฐบาลจ่อจัดงบฯ ปี 2570 ตั้งศูนย์บำบัดยาเสพติดระดับอำเภอในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถึงสำคัญ?

ปัญหายาเสพติดในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสงขลา ไม่ใช่แค่เรื่องผิดกฎหมาย แต่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงและคุณภาพชีวิต ปัจจุบันผู้เสพส่วนใหญ่เป็นเยาวชนที่ขาดโอกาสบำบัดใกล้บ้าน ทำให้ต้องเดินทางไกล ส่งผลให้รักษาไม่ต่อเนื่อง สถิติพบผู้เสพยาบ้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะยาบ้าที่แพร่หลายเพราะใกล้ชายแดน

ศูนย์บำบัดระดับอำเภอจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร? มาดูประโยชน์หลักๆ กันครับ

  • ใกล้ชุมชน: ผู้ป่วยไม่ต้องเดินทางไกล ครอบครัวดูแลง่าย ลดโอกาสหลบหนี
  • ระบบส่งต่อครบวงจร: จากบำบัดเบื้องต้นสู่รักษาระยะยาว มีทีมแพทย์ จิตวิทยา และอาสาสมัคร
  • บูรณาการท้องถิ่น: ร่วมกับ Imam ในมัสยิด โรงเรียน สร้างเครือข่ายป้องกัน
  • ลดผู้เสพใหม่: เน้นป้องกันเยาวชน อบรมให้ความรู้เรื่องอันตรายยาเสพติด
  • วัดผลได้: ติดตามผลหลังออกจากศูนย์ ป้องกันการกลับไปเสพ

นอกจากนี้ รัฐบาลยังย้ำว่าต้องปราบปรามควบคู่บำบัด เพราะยาเสพติดคือภัยร้ายที่ต้องจัดการจริงจัง เหมือนที่นายกฯ พูด “ยาเสพติดเป็นภัยคุกคามสำคัญ”

สถานการณ์ยาเสพติดในชายแดนใต้ที่ยังน่าห่วง

จากรายงาน พบผู้เสพยาบ้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะวัยรุ่นหญิงที่เพิ่ม 2 เท่า สาเหตุมาจากปัจจัยสังคม เศรษฐกิจ และการลักลอบจากชายแดน การมีศูนย์บำบัดท้องถิ่นจะช่วยตัดวงจรนี้ได้ โดยเริ่มจากบำบัดผู้เสพก่อน แล้วป้องกันไม่ให้กลายเป็นผู้ค้า

เปรียบเทียบกับพื้นที่อื่น ศูนย์บำบัดใหญ่ๆ มักไกลเกินไป ทำให้อัตราการกลับเสพสูงถึง 70% แต่ถ้าศูนย์ใกล้บ้าน อัตราความสำเร็จจะสูงกว่าแน่นอน นโยบายนี้จึงเป็นก้าวสำคัญที่รัฐบาลคิดถึงประชาชนจริงๆ

ในมุมมองของผม นี่คือโอกาสทองในการสร้างชุมชนปลอดภัย หากงบปี 2570 ผ่านฉลับ รัฐบาลควรเร่งรัดก่อสร้างและอบรมบุคลากรให้พร้อม คุณล่ะครับ คิดว่านโยบายนี้จะช่วยลดยาเสพติดได้จริงไหม? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ เพื่อช่วยกันรณรงค์ปราบยาเสพติดครับ สุดท้ายแล้ว การบำบัดคือหนทางสู่สังคมที่ยั่งยืน

ที่มา – รัฐบาลจ่อจัดงบฯ ปี 2570 ตั้งศูนย์บำบัดยาเสพติดระดับอำเภอในจังหวัดชายแดนภาคใต้

นายกฯ สั่ง กอ.รมน. เข้มบังคับใช้กฎหมาย

ในช่วงที่สถานการณ์ชายแดนภาคใต้ยังคงตึงเครียด นายกฯ สั่ง กอ.รมน. เข้มบังคับใช้กฎหมาย อย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความมั่นคงและความสงบสุขให้กับประชาชน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยนโยบายสำคัญหลังลงพื้นที่ตรวจราชการ โดยเน้นการบังคับใช้กฎหมายให้เด็ดขาด ยกระดับการข่าวสาร และใช้หลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” อย่างเต็มรูปแบบ นอกจากนี้ยังอวยพรประชาชนหลังเทศกาลสงกรานต์ว่า “ขอให้เงินทองไหลมาเทมา” และติดตลกว่า “ไม่กล้าบอกว่าไม่ไหวแล้ว”

นายกฯ สั่ง กอ.รมน. เข้มบังคับใช้กฎหมาย

เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2567 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง นายกรัฐมนตรีได้ให้สัมภาษณ์หลังลงพื้นที่ชายแดนภาคใต้ โดยย้ำถึงบทบาทของ กอ.รมน. ที่ต้องปรับเปลี่ยนเพื่อเข้มงวดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการบังคับใช้กฎหมาย การพัฒนาพื้นที่ และการสร้างความร่วมมือกับประชาชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ นโยบายนี้มุ่งหวังลดปัญหาความไม่สงบและป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ

นายกฯ ระบุว่าทุกกระทรวงได้ส่งตัวแทนลงพื้นที่ช่วยเหลือ ยกเว้นกระทรวงสาธารณสุขเพียงแห่งเดียว แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือข้ามหน่วยงานในการแก้ปัญหา นอกจากนี้ยังมีการอนุมัติสร้างรั้วชายแดนที่อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส กั้นแม่น้ำโก-ลก เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าเถื่อนและสิ่งอันตราย รวมถึงป้องกันน้ำท่วมที่เป็นปัญหาประจำ

ความคืบหน้าคดีสำคัญหลังนายกฯ สั่ง กอ.รมน. เข้มบังคับใช้กฎหมาย

ในคดีลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ มีความคืบหน้าอย่างรวดเร็ว โดยจับกุมผู้ต้องหาได้ 4 จาก 5 คนแล้ว กำลังขยายผลเพื่อจับคนสุดท้ายที่อาจหลบหนีทางช่องทางธรรมชาติ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ได้ลงพื้นที่ติดตามด้วย นอกจากนี้ กอ.รมน. ยังแจ้งดำเนินคดีนายทหารยศนาวาเอกที่อนุมัติยืมรถเกี่ยวข้องกับคดี สะท้อนความเด็ดขาดในการตรวจสอบภายใน

  • จับกุมผู้ต้องหา 4/5 คนในคดียิง ส.ส.
  • ขยายผลจับกุมคนร้ายที่เหลือ
  • ดำเนินคดีนายทหารที่เกี่ยวข้อง
  • สร้างรั้วชายแดนป้องกันลักลอบ
  • ยกระดับการข่าวและพัฒนาพื้นที่

นโยบาย นายกฯ สั่ง กอ.รมน. เข้มบังคับใช้กฎหมาย นี้ไม่เพียงช่วยเสริมความมั่นคง แต่ยังส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านหลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น สถานการณ์ชายแดนใต้ที่เคยร้อนระอุกำลังดีขึ้นทีละน้อยจากการบูรณาการทุกฝ่าย

หลังเทศกาลสงกรานต์ นายกฯ อวยพรประชาชนว่า “ขอให้ทุกคนมีความสุข สำเร็จ สมปรารถนา เงินทองไหลมาเทมา” พร้อมแซวตัวเองว่า “เอาไหลมาเทมาทุกวันก็แล้วกัน ไม่กล้าบอกไม่ไหวแล้ว” คำพูดนี้สร้างรอยยิ้มและกำลังใจให้คนไทยทั้งประเทศ

การดำเนินการครั้งนี้แสดงให้เห็นวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการจัดการปัญหาความมั่นคงอย่างรอบด้าน หากรัฐบาลยังคงความเด็ดขาดแบบนี้ต่อไป สถานการณ์ชายแดนใต้จะยั่งยืนมากขึ้นแน่นอน คุณคิดอย่างไรกับนโยบายนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตได้ที่นี่!

ที่มา – นายกฯ สั่ง กอ.รมน. เข้มบังคับใช้กฎหมาย อวยพรคนไทยเงินไหลมาเทมา ลั่นไม่กล้าใช้คำว่า “ไม่ไหวแล้ว”

สส.กล้าธรรมยื่นหนังสือถึงอนุทิน จี้คลี่คลายคดีลอบยิงกมลศักดิ์

ในวันที่ 17 เมษายน 2569 เกิดเหตุการณ์สำคัญที่สะท้อนความกังวลของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อ สส.กล้าธรรม ยื่นหนังสือเปิดผนึกถึงอนุทิน จี้คลี่คลายคดีลอบยิงกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาสจากพรรคประชาชาติ การเคลื่อนไหวนี้นำโดย สส.นราธิวาส สัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ, อามินทร์ มะยูโซ๊ะ, ลุตฟี หะยีอีแต และยูนัยดี วาบา สส.ปัตตานี พรรคกล้าธรรม ซึ่งต้อนรับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมหาดไทยระหว่างลงพื้นที่นราธิวาสเพื่อติดตามปัญหาความไม่สงบ

สส.กล้าธรรม ยื่นหนังสือเปิดผนึกถึงอนุทิน จี้คลี่คลายคดีลอบยิงกมลศักดิ์

สส.กลุ่มนี้เลือกยื่นหนังสือผ่านสื่อมวลชนแทน เพื่อให้ข้อเรียกร้องถึงรัฐบาลโดยตรงและรวดเร็ว โดยเน้นย้ำให้เร่งรัดคดีลอบสังหารนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ซึ่งเป็นเหตุรุนแรงที่สร้างความหวาดกลัวในพื้นที่ พวกเขายืนยันว่า สส.กล้าธรรม ยื่นหนังสือเปิดผนึกถึงอนุทิน จี้คลี่คลายคดีลอบยิงกมลศักดิ์ เพื่อนำผู้กระทำผิดและผู้บงการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยเร็วที่สุด

สถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องความมั่นคง แต่เป็นบททดสอบความจริงใจของรัฐบาลว่าจะยืนหยัดเคียงข้างความยุติธรรมหรือไม่ สส.กล้าธรรมชี้ว่าความคลุมเครือในคดีเช่นนี้จะยิ่งบ่อนทำลายความเชื่อมั่นของประชาชน

ข้อเรียกร้อง 4 ข้อจากสส.กล้าธรรม ยื่นหนังสือเปิดผนึกถึงอนุทิน จี้คลี่คลายคดีลอบยิงกมลศักดิ์

หนังสือเปิดผนึกเสนอแนวทางชัดเจนเพื่อนำสันติภาพกลับคืน โดยมีดังนี้

  • ข้อ 1: กำหนดกรอบเวลาชัดเจนในการคลี่คลายคดีลอบยิงกมลศักดิ์ นำผู้ผิดและบงการเข้าสู่ยุติธรรม เพราะความยุติธรรมล่าช้าคือความอยุติธรรม
  • ข้อ 2: จัดตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบข้อเท็จจริงคดีความมั่นคงและสิทธิมนุษยชน โดยมีตัวแทนทุกภาคส่วน ไม่ให้อำนาจการเมืองแทรกแซง
  • ข้อ 3: ยุติความรุนแรงด้วยการเมืองนำการทหาร ลดบทบาทกำลังทหาร เปิดพื้นที่การเมืองให้ประชาชน
  • ข้อ 4: ฟื้นฟูความเชื่อมั่นประชาชนด้วยเป้าหมายและตัวชี้วัดชัดเจนที่ตรวจสอบได้ สันติภาพต้องมาจากความรู้สึกได้รับความเป็นธรรม
สส.กล้าธรรม ยื่นหนังสือเปิดผนึกถึงอนุทิน จี้คลี่คลายคดีลอบยิงกมลศักดิ์
ภาพเหตุการณ์สส.กล้าธรรมยื่นหนังสือถึงอนุทิน

ปัญหาชายแดนใต้ยืดเยื้อมานานกว่า 20 ปี การแก้ไขต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะการคลี่คลายคดีรุนแรงอย่างคดีลอบยิงสส.กมลศักดิ์ ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับความขัดแย้งทางการเมืองและความมั่นคง หากรัฐบาลตอบสนองข้อเรียกร้องเหล่านี้ จะช่วยเสริมสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืน ลดเหตุรุนแรง และเพิ่มความเชื่อมั่นจากประชาชนในพื้นที่

นอกจากนี้ การเมืองนำการทหารที่เสนอจะเปลี่ยนแปลงแนวทางการแก้ปัญหาจากการใช้กำลังเป็นการเจรจาและเปิดโอกาสทางการเมือง ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการยุติวงจรความรุนแรง สส.กล้าธรรมยังเน้นว่าความจริงต้องถูกเปิดเผย ไม่ใช่ถูกจัดการ เพื่อป้องกันการแทรกแซงจากอำนาจนอกระบบ

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านสันติภาพชายแดนใต้ การยื่นหนังสือครั้งนี้เป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นว่าพรรคการเมืองท้องถิ่นกำลังมีบทบาทมากขึ้นในการผลักดันวาระประชาชน หากรัฐบาลนำข้อเสนอไปปฏิบัติ จะเป็นก้าวสำคัญสู่การแก้ไขปัญหาอย่างรอบด้าน

สุดท้ายแล้ว สส.กล้าธรรม ยื่นหนังสือเปิดผนึกถึงอนุทิน จี้คลี่คลายคดีลอบยิงกมลศักดิ์ ไม่ใช่แค่การเรียกร้อง แต่เป็นคำเตือนถึงรัฐบาลว่าความสันติภาพต้องเริ่มจากความยุติธรรม คุณคิดว่ารัฐบาลจะตอบสนองอย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างและแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

ที่มา – สส.กล้าธรรม ยื่นหนังสือเปิดผนึกถึง “อนุทิน” จี้เร่งคลี่คลายคดีลอบยิง “กมลศักดิ์”

นายกฯ มอบนโยบาย ศอ.บต. ยึดหลัก เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา

เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2567 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางลงพื้นที่จังหวัดยะลา เพื่อมอบนโยบายสำคัญให้กับ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) โดยยึดหลัก “เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา” ซึ่งเป็นแนวทางที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ นโยบายนี้ไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป็นการลงมือทำจริงจัง โดยนายกฯ ย้ำชัดว่าไม่ได้มาฟื้นฝอยหาตะเข็บ แต่มาช่วยทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน

นายกฯ มอบนโยบาย ศอ.บต. ยึดหลัก เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา ที่จังหวัดยะลา

นายกฯ มอบนโยบาย ศอ.บต. ยึดหลัก เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา

การเดินทางครั้งนี้ นายกฯ ควงคู่กับนายวันมูฮะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 เดินทางถึงศอ.บต. อ.เมือง จ.ยะลา เวลา 10.10 น. เพื่อประชุมร่วมกับหน่วยราชการในพื้นที่ เช่น พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4, พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบช.ภ.9 และผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดนใต้ทั้ง 5 จังหวัด ได้แก่ สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส

นายกฯ เน้นย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการแก้ปัญหาชายแดนใต้ โดยนโยบายนี้แถลงต่อสภาฯ ไปแล้ว และน้อมนำพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลัก “เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา” ซึ่งจะนำสันติสุขยั่งยืนกลับคืนสู่พื้นที่

นายกรัฐมนตรีประชุม ศอ.บต. ยึดหลัก เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา

หลัก “เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา” คืออะไร

นายกฯ อธิบายหลักการอย่างละเอียด ดังนี้

  • เข้าใจ: ศึกษาข้อมูลลึกซึ้ง ปัญหาพื้นที่ วิถีชีวิตประชาชน เพื่อให้รู้จริง
  • เข้าถึง: ลงพื้นที่พบปะประชาชน รับฟังปัญหา สร้างความไว้วางใจ
  • พัฒนา: แก้ปัญหา พัฒนายั่งยืน สอดคล้องบริบทชุมชน สร้างเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิตที่ดี

หากได้ความร่วมมือจากประชาชน ความสำเร็จจะเกิดขึ้นเร็วแน่นอน นายกฯ ยังอัพเดทสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงเร็วจากปัจจัยโลก ขอให้ข้าราชการทันสมัย ทันเหตุการณ์

ภาพประชุมนายกฯ กับผู้บริหาร ศอ.บต.

นอกจากนี้ นายกฯ สนับสนุนศอ.บต.ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตทุกมิติ พร้อมรับฟังข้อเสนอจากหน่วยงานความมั่นคง ยืนยันทุ่มเทสร้างสันติสุข ไม่มีนายกฯ ระดับไหนลงมาประชุมแบบนี้มาก่อน

“เรามีผู้ทรงคุณวุฒิอย่างวันนอร์และเกรียงไกรมาช่วย ไม่ปล่อยให้สถานการณ์แบบนี้ต่อไป มาทำงานจริง ไม่จ้องจับผิดหรือฟื้นฝอยหาตะเข็บ มองไปข้างหน้า สร้างความมั่นใจให้ประชาชน” นายกฯ กล่าว

ปัญหาชายแดนใต้ยืดเยื้อมานาน แต่ด้วยนโยบายนี้ จะยกระดับเศรษฐกิจ รายได้มั่นคง คุณภาพชีวิตดีขึ้น สำหรับชาวไทยมุสลิมและพุทธทุกคน นายกฯ ยังชี้ให้เห็นอคติที่ไม่ควรเหมารวมประชาชนกับความไม่สงบ ต้องแก้ต้นเหตุด้วยความยุติธรรม ซึ่งเป็นกุญแจสู่สันติภาพ

นายกฯ พูดคุยกับประชาชนชายแดนใต้

การแก้ปัญหาต้องตรงจุด ไม่เหมารวม โดยศึกษาประวัติศาสตร์พบว่าประชาชนต้องการความเป็นธรรม หากรัฐแสดงความจริงใจ สถานการณ์จะดีขึ้น

ในมุมมองของผม นโยบาย นายกฯ มอบนโยบาย ศอ.บต. ยึดหลัก เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา นี้เป็นก้าวสำคัญ หากทุกฝ่ายร่วมมือ จะนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ภาคใต้ได้จริง คุณคิดอย่างไร ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวสารพัฒนาพื้นที่ชายแดนใต้เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา!

ที่มา – นายกฯ มอบนโยบาย ศอ.บต. ยึดหลัก เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา ย้ำชัดมาช่วยทำงานไม่ได้ฟื้นฝอยหาตะเข็บ

นายกฯ ถึงนราธิวาส แม่ทัพภาค 4 รอต้อนรับ หลังดรามาเดือด

นายกฯ ถึงนราธิวาส แม่ทัพภาค 4 รอต้อนรับ หลังดรามาเดือด ก่อนมอบนโยบายที่ ศอ.บต. เป็นเหตุการณ์ที่หลายคนจับตามอง หลังจากมีกระแสข่าวดรามาร้อนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2567 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางถึงท่าอากาศยานนราธิวาส เวลา 09.28 น. ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากผู้ว่าราชการจังหวัด พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และคณะผู้บริหารท้องถิ่น

นายกฯ อนุทิน ทักทายแม่ทัพภาค 4 ที่นราธิวาส

ภาพที่ทุกคนประทับใจคือ นายกฯ อนุทิน ทักทายและสวมกอด พล.ท.นรธิป อย่างเป็นกันเอง สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้นำรัฐบาลกับกองทัพ แม้ก่อนหน้านี้จะมีดรามาเดือดในพื้นที่ที่ทำให้สังคมกังวล แต่เหตุการณ์นี้ช่วยคลายความตึงเครียดได้อย่างมาก ผู้ว่าราชการจังหวัดบุญช่วย หอมยามเย็น พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. และนายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการ ศอ.บต. ต่างมารอต้อนรับอย่างพร้อมเพรียง

การต้อนรับนายกฯ ที่ท่าอากาศยานนราธิวาส

นายกฯ ถึงนราธิวาส แม่ทัพภาค 4 รอต้อนรับ หลังดรามาเดือด ก่อนมอบนโยบายที่ ศอ.บต.

หลังจากนั้น นายบุญช่วยและพล.ท.นรธิป ได้รายงานสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ นายกฯ ฟังอย่างละเอียด โดยเฉพาะปัญหาความมั่นคงและการพัฒนา นายกฯ ในฐานะผู้บัญชาการกองอาสารักษาดินแดน (ผบ.บก.อส.) ยังได้ตรวจแถวกำลังพลอส.ที่มารักษาความปลอดภัยในการตรวจราชการครั้งนี้ ภาพกำลังพลยืนแถวตระหง่าน สร้างความมั่นใจให้ประชาชนในพื้นที่

นายกฯ ตรวจแถวกองอาสารักษาดินแดนภาพตรวจราชการนายกฯ ที่นราธิวาส

การเดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์สู่ ศอ.บต.

จากท่าอากาศยาน นายกฯ และคณะเดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์ไปยังศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เพื่อมอบนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาพื้นที่ชายแดนใต้ นโยบายเหล่านี้ครอบคลุมด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และการศึกษา โดยเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืนและสร้างสันติภาพถาวร นอกจากนี้ยังตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เพื่อให้กำลังใจและติดตามความก้าวหน้า

บริบทดรามาเดือดก่อนหน้า

ก่อนเกิดเหตุการณ์ นายกฯ ถึงนราธิวาส แม่ทัพภาค 4 รอต้อนรับ มีดรามาเดือดในพื้นที่ โดยเฉพาะประเด็นการบริหารจัดการและความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานท้องถิ่นกับกองทัพ ซึ่งถูกนำมาพูดถึงในโซเชียลมีเดียอย่างกว้างขวาง แต่การปรากฏตัวของนายกฯ ครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความเป็นเอกภาพของทุกฝ่ายในการขับเคลื่อนงานเพื่อประชาชน

ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นประเด็นเรื้อรังมานาน รัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญสูง โดยมีงบประมาณและโครงการพัฒนาจำนวนมาก เช่น โครงการสร้างอาชีพ สร้างโรงเรียน สร้างโครงสร้างพื้นฐาน และกระบวนการพูดคุยสันติภาพ การเยือนครั้งนี้ของนายกฯ จึงไม่ใช่แค่พิธีการ แต่เป็นการยืนยันเจตนารมณ์ที่ชัดเจน

  • การต้อนรับอย่างอบอุ่น สร้างภาพลักษณ์บวก
  • มอบนโยบายแก้ปัญหาโดยตรง
  • ตรวจเยี่ยมกำลังพล เพิ่มขวัญกำลังใจ
  • รายงานสถานการณ์เพื่อปรับแผนงาน

เหตุการณ์นี้ยังช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนในพื้นที่ ว่าปัญหาจะได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ในมุมมองของผม การสวมกอดกันอย่างเป็นกันเองระหว่างนายกฯ กับแม่ทัพภาค 4 คือสัญลักษณ์ของความสามัคคีที่จังหวัดชายแดนใต้ต้องการมากที่สุดตอนนี้

คุณคิดอย่างไรกับการตรวจราชการครั้งนี้? มันจะช่วยคลายดรามาและนำพาสันติภาพมาสู่ภาคใต้ได้หรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารการเมืองและพัฒนาพื้นที่ชายแดนใต้จากเรา!

ที่มา – นายกฯ ถึงนราธิวาส แม่ทัพภาค 4 รอต้อนรับ หลังดรามาเดือด ก่อนมอบนโยบายที่ ศอ.บต.

Scroll to top