จังหวัดชายแดนใต้

ยึดของกลางกว่า 2.2 ล้านมวน รัฐบาลเดินหน้าสกัดกั้นบุหรี่เถื่อนชายแดนใต้ต่อเนื่อง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีข่าวความคืบหน้าเรื่องการบังคับใช้กฎหมายที่น่าสนใจมากมาฝากกันครับ เกี่ยวกับประเด็นเรื่อง ยึดของกลางกว่า 2.2 ล้านมวน รัฐบาลเดินหน้าสกัดกั้นบุหรี่เถื่อนชายแดนใต้ต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทั้งเศรษฐกิจและสุขภาพของประชาชนในบ้านเราครับ

ยึดของกลางกว่า 2.2 ล้านมวน รัฐบาลเดินหน้าสกัดกั้นบุหรี่เถื่อนชายแดนใต้ต่อเนื่อง

ล่าสุดทางรัฐบาลได้ออกมาเปิดเผยถึงความสำเร็จในการปราบปรามสินค้าผิดกฎหมาย โดยมีการบูรณาการกำลังจากหลายหน่วยงาน ทั้งฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายปกครอง เพื่อปฏิบัติการเชิงรุกในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ ผลจากการลงพื้นที่อย่างเข้มข้น ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดบุหรี่ต่างประเทศที่ไม่ได้เสียภาษีได้จำนวนมหาศาล โดยมียอดรวมกว่า 2.2 ล้านมวนเลยทีเดียวครับ

ผลกระทบและมาตรการจัดการกับบุหรี่เถื่อน

ทำไมเรื่อง ยึดของกลางกว่า 2.2 ล้านมวน รัฐบาลเดินหน้าสกัดกั้นบุหรี่เถื่อนชายแดนใต้ต่อเนื่อง ถึงมีความสำคัญมาก? เพราะนอกจากจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีสรรพสามิตไปนับร้อยล้านบาทแล้ว สินค้าเหล่านี้ยังเป็นการทำลายระบบความเป็นธรรมทางการค้าอีกด้วยครับ สำหรับรายละเอียดผลการจับกุมที่ผ่านมามีดังนี้:

  • ตรวจยึดบุหรี่ต่างประเทศที่หลีกเลี่ยงภาษีได้กว่า 117,820 ซอง
  • คิดเป็นจำนวนมวนทั้งหมด 2,289,000 มวน
  • ประมาณการค่าปรับสูงถึง 106,439,490 บาท

นโยบายของรัฐบาลในตอนนี้ คือการกวาดล้างขบวนการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง เพื่อไม่ให้กลุ่มผู้กระทำความผิดใช้พื้นที่แนวชายแดนเป็นเส้นทางลำเลียงสินค้าอีกต่อไปครับ การกระทำของภาครัฐในครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า เราจะไม่ยอมให้มีการละเมิดกฎหมายจนส่งผลเสียต่อประเทศชาติในระยะยาว

ผมมองว่าการสกัดกั้นอย่างต่อเนื่องเช่นนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้องครับ เพราะบุหรี่เถื่อนนอกจากจะทำลายรายได้ภาษีที่ควรจะนำมาพัฒนาประเทศแล้ว สินค้าที่ไม่มีการควบคุมคุณภาพยังเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคมากกว่าบุหรี่ปกติเสียอีก การที่รัฐบาลประกาศจุดยืน ยึดของกลางกว่า 2.2 ล้านมวน รัฐบาลเดินหน้าสกัดกั้นบุหรี่เถื่อนชายแดนใต้ต่อเนื่อง จึงเป็นก้าวสำคัญในการสร้างมาตรฐานและความปลอดภัยให้กับสังคมไทย หวังว่ามาตรการนี้จะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้ผลประโยชน์ของชาติได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่ครับ

ที่มา – ยึดของกลางกว่า 2.2 ล้านมวน รัฐบาลเดินหน้าสกัดกั้นบุหรี่เถื่อนชายแดนใต้ต่อเนื่อง

ทร. หนุน ทบ. ดูแลพื้นที่นราธิวาส กำชับ ศรชล. ดูแลชายแดนทางน้ำ

จากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเหตุการณ์ลอบยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ล่าสุดทางกองทัพเรือได้ออกมาแสดงความชัดเจนถึงแนวทางการปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อรักษาความปลอดภัยให้พี่น้องประชาชนและเจ้าหน้าที่

ทร. หนุน ทบ. ดูแลพื้นที่นราธิวาส กำชับ ศรชล. ดูแลชายแดนทางน้ำ

พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ได้เปิดเผยว่า กองทัพเรือพร้อมเต็มที่ในการเป็นหน่วยสนับสนุนกองทัพบกเพื่อดูแลความมั่นคงภายใน โดยพื้นที่เกิดเหตุหลักยังคงอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกองทัพบก อย่างไรก็ตาม กองทัพเรือได้มีการประชุมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อให้ทุกหน่วยงานมีความพร้อม และพร้อมเข้าสนับสนุนทันทีหากได้รับการร้องขอ

การดำเนินงานของ ทร. หนุน ทบ. ดูแลพื้นที่นราธิวาส กำชับ ศรชล. ดูแลชายแดนทางน้ำ

ในส่วนของพื้นที่รับผิดชอบของหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ทางกองทัพเรือได้เน้นย้ำเรื่องการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด โดยพล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ ได้ระบุรายละเอียดการปฏิบัติงานว่า ขณะนี้กองทัพเรือทำงานร่วมกับ ฉก.นราธิวาส อย่างใกล้ชิด ครอบคลุม 5 อำเภอ ได้แก่

  • อ.เมือง
  • อ.บาเจาะ
  • อ.ยี่งอ
  • อ.ตากใบ
  • อ.สุไหงโก-ลก

โดยมีการปรับเปลี่ยนแผนการตั้งด่านและตรวจค้นอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน สำหรับการทำงานของศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ทางผู้บัญชาการทหารเรือได้สั่งการให้ตรวจตราความผิดปกติตั้งแต่เขตท่าเรือใน จ.นราธิวาส เพื่อระงับเหตุตั้งแต่ต้นทาง โดยยึดถือความปลอดภัยของประชาชนเป็นที่ตั้ง ทร. หนุน ทบ. ดูแลพื้นที่นราธิวาส กำชับ ศรชล. ดูแลชายแดนทางน้ำ ถือเป็นภารกิจสำคัญที่กองทัพเรือให้ความสำคัญอย่างสูงสุด

ในประเด็นเรื่องแนวคิดการสร้างรั้วชายแดนไทย-มาเลเซีย แนวที่ 10 ของ กอ.รมน. ทางเสนาธิการทหารเรือระบุว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและต้องดูรายละเอียดเชิงนโยบายต่อไป ทั้งนี้ การทำงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ยังคงเป็นไปอย่างรัดกุม แม้จะมีคำถามเรื่องเส้นทางการหลบหนีของผู้ก่อเหตุ แต่ทางกองทัพขอสงวนรายละเอียดไว้เพื่อไม่ให้กระทบต่อผลการปฏิบัติการเชิงยุทธวิธี

เราหวังว่าการบูรณาการกำลังระหว่างกองทัพเรือและกองทัพบกในครั้งนี้ จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขและปลอดภัยที่สุดครับ

ที่มา – ทร. หนุน ทบ. ดูแลพื้นที่นราธิวาส กำชับ ศรชล. ดูแลชายแดนทางน้ำ

ผู้นำฝ่ายค้าน รุดติดตามเหตุระเบิดปั๊มที่นราฯ

ผู้นำฝ่ายค้าน รุดติดตามเหตุระเบิดปั๊มที่นราฯ พร้อมรับฟังปัญหาจากพื้นที่

เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านได้ลงพื้นที่ จ.นราธิวาส เพื่อติดตามคดีระเบิดปั๊มน้ำมัน ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่ ผู้นำฝ่ายค้าน รุดติดตามเหตุระเบิดปั๊มที่นราฯ รวมถึงการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบและการหาแนวทางป้องกันในระยะยาว

เสียงสะท้อนจากหน่วยความมั่นคงและการปฏิบัติงานจริง

จากการรายงานของ กอ.รมน. และกรมทหารพรานที่ 44 พบว่าสถานการณ์ดังกล่าวยังคงมีความซับซ้อน โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็นฝีมือของกลุ่ม BRN อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดในขณะนี้คือเรื่องของอัตรากำลังพลที่ดูเหมือนจะไม่สอดคล้องกับภัยคุกคามในปัจจุบัน ทางด้านทหารได้สะท้อนปัญหาอย่างตรงไปตรงมาว่า ด้านทหารสะท้อน กำลังพลไม่พอรับมือ เหตุการณ์ในลักษณะนี้ทุกจุด เนื่องมีการปรับลดกำลังพลลงอย่างต่อเนื่องในแต่ละปี

  • การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุระเบิดอย่างเป็นธรรม
  • ปัญหาการขาดแคลนกำลังพลในพื้นที่เสี่ยงภัย
  • แนวทางการปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัยในแหล่งชุมชน

นายณัฐพงษ์ กล่าวเสริมว่า ทางพรรคประชาชนและฝ่ายค้านพร้อมที่จะผลักดันการจัดหาอุปกรณ์ที่ทันสมัยและจำเป็น เพื่อเสริมศักยภาพให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ ยิ่งไปกว่านั้น การที่เจ้าหน้าที่สามารถระบุตัวบุคคลผู้ก่อเหตุได้แล้ว เป็นก้าวสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมให้ถึงที่สุด

ในฐานะมุมมองจากผู้ติดตามสถานการณ์ ปัญหาชายแดนใต้ไม่ใช่แค่เรื่องของกองกำลังเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการสื่อสารระหว่างฝ่ายการเมืองและผู้ปฏิบัติงานที่ต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน การที่ ผู้นำฝ่ายค้าน รุดติดตามเหตุระเบิดปั๊มที่นราฯ และลงลึกถึงปัญหาอย่าง ด้านทหารสะท้อน กำลังพลไม่พอรับมือ จึงเป็นนิมิตหมายที่ดีว่าภาครัฐจะหันมาทบทวนรูปแบบการจัดวางกำลังและทรัพยากรใหม่ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ เราต้องจับตาดูกันต่อไปว่าการพิจารณาใหม่ของฝ่ายการเมืองจะเปลี่ยนบทบาทของกองกำลังในพื้นที่ไปในทิศทางใด

ที่มา – ผู้นำฝ่ายค้าน รุดติดตามเหตุระเบิดปั๊มที่นราฯ ด้านทหารสะท้อน กำลังพลไม่พอรับมือ

สั่งเอาผิดถึงที่สุด ทัวร์แสวงบุญ พบผู้เสียหายกว่า 500 ราย

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อล่าสุดมีรายงานความคืบหน้ากรณีประชาชนจำนวนมากได้รับผลกระทบจากการซื้อแพ็กเกจทัวร์แสวงบุญ จนนำไปสู่การ สั่งเอาผิดถึงที่สุด ทัวร์แสวงบุญ พบผู้เสียหายใน 3 จังหวัดชายแดนใต้แล้วกว่า 500 ราย ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่เป็นวงกว้าง

สั่งเอาผิดถึงที่สุด ทัวร์แสวงบุญ พบผู้เสียหายใน 3 จังหวัดชายแดนใต้แล้วกว่า 500 ราย

นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เร่งประสานผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ให้เข้ามาดูแลและรวบรวมพยานหลักฐานของผู้เสียหายอย่างเร่งด่วน โดยเน้นย้ำว่าจะต้องดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้อย่างถึงที่สุด หากพบว่ามีการฉ้อโกงหรือกระทำผิดในรูปแบบใดก็ตาม

ความคืบหน้าการช่วยเหลือและขั้นตอนการดำเนินคดี

ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งรวบรวมรายชื่อผู้เสียหายเพิ่มเติมจากจำนวนกว่า 500 รายที่ปรากฏอยู่ โดยทางกระทรวงมหาดไทยได้ร่วมมือกับหน่วยงานรัฐหลายภาคส่วน เพื่อให้การช่วยเหลือรวดเร็วและเป็นธรรมที่สุด ดังนี้:

  • สคบ. ร่วมตรวจสอบสัญญาและคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค
  • กรมการท่องเที่ยว ตรวจสอบใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวของบริษัทที่เกี่ยวข้อง
  • ศูนย์ดำรงธรรม รับเรื่องร้องเรียนและอำนวยความสะดวกในระดับพื้นที่
  • กระทรวงดิจิทัลฯ ติดตามร่องรอยการกระทำผิดทางออนไลน์

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมเหตุการณ์เช่นนี้ถึงเกิดขึ้นได้บ่อยครั้ง การตรวจสอบ สั่งเอาผิดถึงที่สุด ทัวร์แสวงบุญ พบผู้เสียหายใน 3 จังหวัดชายแดนใต้แล้วกว่า 500 ราย ในครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญให้กับภาครัฐที่จะต้องปรับมาตรการกำกับดูแลให้เข้มงวดมากขึ้น เพื่อไม่ให้มิจฉาชีพใช้ความศรัทธาของประชาชนมาเป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ

สำหรับผู้เสียหายที่ยังไม่ได้ลงทะเบียน สามารถติดต่อศูนย์ดำรงธรรมในพื้นที่ของท่านได้ทันที เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานให้ได้มากที่สุด รัฐบาลยืนยันว่าจะไม่ปล่อยให้ผู้กระทำผิดลอยนวลและจะติดตามทรัพย์สินกลับคืนมาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถือเป็นกำลังใจสำคัญให้กับทุกครอบครัวที่ได้รับผลกระทบในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้

ที่มา – สั่งเอาผิดถึงที่สุด ทัวร์แสวงบุญ พบผู้เสียหายใน 3 จังหวัดชายแดนใต้แล้วกว่า 500 ราย

เลขาฯ สมช.ปัดปล่อยชิลปัญหาความมั่นคง ชี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีชั้นความลับ

เลขาฯ สมช.ปัดปล่อยชิลปัญหาความมั่นคง ชี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีชั้นความลับ

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนจับตามองหลังจากมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของหน่วยงานระดับสูงอย่าง สภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช. ในสถานการณ์ที่เปราะบางปัจจุบัน โดย นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. ได้ออกมาเคลื่อนไหวหลังถูกตั้งข้อสังเกตว่าหน่วยงานกำลังทำงานในลักษณะปล่อยตัวตามสบาย ท่ามกลางปัญหาความมั่นคงที่รุมเร้าทั้งเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและพื้นที่ชายแดนใต้

นายฉัตรชัยยืนยันว่า เลขาฯ สมช.ปัดปล่อยชิลปัญหาความมั่นคง ชี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีชั้นความลับ โดยอธิบายว่างานด้านความมั่นคงไม่ใช่สิ่งที่สามารถป่าวประกาศรายละเอียดทั้งหมดต่อสาธารณะได้ เนื่องด้วยผลกระทบที่อาจเกิดกับคู่ขัดแย้งหรือกลุ่มผู้แสวงประโยชน์ การขับเคลื่อนงานในยุครัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล จึงเป็นไปอย่างเข้มข้นภายใต้ยุทธศาสตร์ที่วางไว้ ไม่ใช่การทำงานแบบชิลอย่างที่หลายคนเข้าใจผิด

เจาะลึกสถานการณ์ชายแดนและความละเอียดอ่อนของภารกิจ

สำหรับการแก้ไขปัญหาความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา สมช. ได้ยึดแนวทางที่รอบคอบและเป็นระบบ ดังนี้:

  • การป้องกันอธิปไตย: มีการเตรียมพร้อมทั้งด้านการทหารและการทูตเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ
  • การบริหารจัดการชายแดน: มุ่งเน้นการควบคุมกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติและแก๊งสแกมเมอร์ที่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนทั่วไป
  • การประชุมติดตามงาน: มีการประชุมเชิงยุทธศาสตร์อย่างเข้มข้น เช่น ในปี 2568 ที่ผ่านมามีการประชุมถึง 18 ครั้ง เพื่อกำกับทิศทางให้เป็นไปตามเป้าหมายเดียวกัน

ในส่วนของปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ นายฉัตรชัยย้ำว่านี่คือประเด็นที่ละเอียดอ่อนที่สุดเรื่องหนึ่ง เลขาฯ สมช.ปัดปล่อยชิลปัญหาความมั่นคง ชี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีชั้นความลับ และทางหน่วยงานได้น้อมนำยุทธศาสตร์ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” มาใช้โดยเน้นการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ควบคู่ไปกับการเร่งเดินหน้ากระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขผ่านคณะทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างเป็นรูปธรรม

สรุปแล้ว การทำงานระดับมหภาคภายใต้ความกดดันของสถานการณ์โลกและระดับภูมิภาคจำเป็นต้องอาศัย “ความเงียบ” ในบางจังหวะเพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพของผลลัพธ์ ไม่ใช่การเพิกเฉยหรือปล่อยปละละเลยแต่อย่างใด เป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วนที่จะต้องช่วยกันหนุนเสริมให้การแก้ปัญหาความมั่นคงของไทยมีความยั่งยืนและราบรื่นยิ่งขึ้นต่อไปในอนาคต

ที่มา – เลขาฯ สมช.ปัดปล่อยชิลปัญหาความมั่นคง ชี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีชั้นความลับ

โฆษกรัฐบาล เผย 1 เดือนแรกรัฐบาล เดินหน้าสร้างความเข้าใจชายแดนใต้

โฆษกรัฐบาล เผย 1 เดือนแรกรัฐบาล เดินหน้าสร้างความเข้าใจชายแดนใต้ อย่างจริงจัง โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง มุ่งสร้างความไว้วางใจและสันติสุขยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ นี่คือก้าวสำคัญที่รัฐบาลชุดใหม่ให้ความสำคัญกับปัญหาเรื้อรังมานาน

โฆษกรัฐบาล เผย 1 เดือนแรกรัฐบาล เดินหน้าสร้างความเข้าใจชายแดนใต้

วันที่ 3 พฤษภาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยความคืบหน้าของรัฐบาลในช่วง 1 เดือนแรกหลังเข้ารับตำแหน่ง โดยเฉพาะการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ครอบคลุมมิติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และกระบวนการสันติภาพ รัฐบาลมุ่งเน้นการทำงานที่ประชาชนเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชน

การลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ของนายกรัฐมนตรี

ตั้งแต่สัปดาห์แรก นายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ยะลา และปัตตานี เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมมอบนโยบายหลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ให้หน่วยงานทั้งฝ่ายพลเรือนและฝ่ายความมั่นคง นโยบายนี้ช่วยให้การแก้ปัญหาตรงจุด ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง

ด้านการพัฒนา รัฐบาลสั่งการเร่งยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ทั้งรายได้ โอกาสเศรษฐกิจ การศึกษา และการอยู่ร่วมกันในสังคม โดยลดความเปราะบางในชุมชน สร้างความเชื่อมั่นระหว่างรัฐและประชาชน ซึ่งเป็นรากฐานของความสงบสุขระยะยาว

5 เรื่องสำคัญจากที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ

ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้กำหนดทิศทางชัดเจนใน 5 เรื่องหลัก ดังนี้

  • การพัฒนาระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ เพื่อให้การเรียนการสอนเหมาะสมกับวัฒนธรรมและความต้องการท้องถิ่น สร้างโอกาสให้เยาวชนมีอนาคตที่ดี
  • การเพิ่มศักยภาพอาสาสมัคร โดยฝึกอบรมและสนับสนุนให้อาสาสมัครเป็นสะพานเชื่อมระหว่างรัฐและชุมชน
  • การยกระดับความร่วมมือไทย–มาเลเซีย เพื่อปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและส่งเสริมสันติภาพชายแดน
  • การแต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุย เพื่อสานต่อกระบวนการสันติภาพ
  • การแต่งตั้งผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อประสานงานทุกฝ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับกระบวนการสันติภาพ รัฐบาลแต่งตั้งนายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยคนใหม่จากฝ่ายพลเรือน ซึ่งมีประสบการณ์ยาวนาน เพื่อเจรจากับทุกฝ่ายอย่างสร้างสรรค์ เปิดกว้างให้ทุกความเห็นมีส่วนร่วม

โฆษกรัฐบาล เผย 1 เดือนแรกรัฐบาล เดินหน้าสร้างความเข้าใจชายแดนใต้ ด้วยความตั้งใจจริงจังเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตปลอดภัย มีโอกาส และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น การรับฟังเสียงประชาชนและทำงานร่วมกัน จะเป็นกุญแจสู่ความสงบสุขยั่งยืน

นอกจากนี้ รัฐบาลยังวางแผนขยายโครงการพัฒนาเศรษฐกิจ เช่น สนับสนุน SME ท้องถิ่น สร้างตลาดใหม่ และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้เศรษฐกิจชายแดนใต้เติบโตอย่างยั่งยืน ในด้านการศึกษา มีการปรับหลักสูตรให้รวมภาษาท้องถิ่นและวัฒนธรรม เพื่อลดช่องว่างระหว่างเยาวชนกับรัฐ

ความร่วมมือกับมาเลเซียก็เป็นจุดเด่น โดยมีการประชุมระดับสูงเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองและป้องกันเหตุรุนแรงข้ามพรมแดน ขณะที่การเพิ่มศักยภาพอาสาสมัคร ช่วยให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังและพัฒนาตนเอง

โฆษกรัฐบาล เผย 1 เดือนแรกรัฐบาล เดินหน้าสร้างความเข้าใจชายแดนใต้ นี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลชุดใหม่ในการแก้ปัญหาพื้นฐาน สร้างอนาคตที่สดใสให้พี่น้องชาวใต้

ในฐานะผู้ติดตามสถานการณ์ เรามองว่านี่คือจุดเริ่มต้นที่ดี รัฐบาลควรเร่งดำเนินการต่อเนื่องและเปิดเผยความคืบหน้าให้ประชาชนทราบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นยิ่งขึ้น คุณคิดอย่างไรกับนโยบายเหล่านี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อกระจายข้อมูลดีๆ กันนะครับ

ที่มา – โฆษกรัฐบาล เผย 1 เดือนแรกรัฐบาล เดินหน้าสร้างความเข้าใจชายแดนใต้

“อภิสิทธิ์” ดีใจ รัฐบาลเดินหน้าพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้

“อภิสิทธิ์” ดีใจ รัฐบาลเดินหน้าพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ แนะ 2 ข้อเร่งสะสาง เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในวันนี้ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้แสดงความเห็นอย่างชัดเจนต่อการแต่งตั้งคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ปัญหาความไม่สงบที่ยืดเยื้อมานาน

“อภิสิทธิ์” ดีใจ รัฐบาลเดินหน้าพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ แนะ 2 ข้อเร่งสะสาง

ในวันที่ 25 เมษายน 2569 ที่สำนักงานพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงการแต่งตั้งนายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เป็นหัวหน้าคณะพูดคุย โดยระบุว่า ดีใจที่รัฐบาลเดินหน้าเรื่องนี้ เพราะก่อนหน้านี้ได้ท้วงติงในช่วงแถลงนโยบายต่อรัฐสภาที่ขาดการกล่าวถึงประเด็นนี้ แม้จะมีการรายงานในสภาความมั่นคง แต่ยังให้น้ำหนักน้อยเกินไป ทั้งที่การพูดคุยคือกระบวนการที่มีโอกาสแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืนที่สุด

นายอภิสิทธิ์ ย้ำว่าการเลือกบุคคลเป็นพลเรือนช่วยสร้างความมั่นใจได้ แต่ต้องระวังเรื่องการข่าวที่อาจทำให้เกิดความหวาดระแวง โดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคงที่มักถูกมองว่าใช้วงเจรจาหาข้อมูล ดังนั้นคณะพูดคุยต้องสร้างความไว้วางใจ สร้างภาพชัดเจนว่าจะนำไปสู่อะไร โดยเฉพาะการกระจายอำนาจภายใต้รัฐธรรมนูญที่ยังคงเป็นราชอาณาจักรอัน indivisible เพื่อให้ประชาชนหลากหลายเชื้อชาติอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน รักษาอัตลักษณ์ของตน

2 ข้อแนะนำเร่งด่วนจาก “อภิสิทธิ์” ดีใจ รัฐบาลเดินหน้าพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้

นอกจากนี้ ในพื้นที่ยังมี 2 เรื่องเร่งสะสางเพื่อลดความขัดแย้ง:

  • คดีลอบสังหาร ส.ส.: หลังจับกุมผู้ต้องหาแล้ว ต้องขยายผลถึงผู้บงการ โดยเฉพาะตรวจสอบการใช้รถราชการและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เพื่อความโปร่งใส มิเช่นนั้นจะยิ่งสร้างความหวาดระแวง
  • หยุดใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO): การใช้ IO กับผู้เห็นต่างและสื่อมวลชน ไม่ช่วยแก้ปัญหา แต่กลับเพาะความเกลียดชังและขัดแย้งมากขึ้น

ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างปัตตานี ยะลา นราธิวาส และบางส่วนของสงขลา เริ่มมาตั้งแต่ปี 2547 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตนับพันราย การพูดคุยสันติภาพจึงเป็นทางออกที่ทุกฝ่ายรอคอย รัฐบาลต้องสื่อสารให้ประชาชนทั้งประเทศเข้าใจว่า การกระจายอำนาจไม่ใช่การแยกตัว แต่เป็นการบริหารจัดการให้เหมาะสมกับความหลากหลายทางวัฒนธรรม ศาสนา และภาษา

การสร้างความไว้วางใจต้องเริ่มจากความโปร่งใส เช่น การเปิดเผยข้อมูลคดีสำคัญ และหยุดการแทรกแซงข้อมูลที่บิดเบือน หากทำได้ จะช่วยลดช่องว่างระหว่างฝ่ายรัฐกับกลุ่มผู้เห็นต่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ควรมีกลไกตรวจสอบอิสระเพื่อให้ประชาชนมั่นใจในกระบวนการ

ในมุมมองของผู้เขียน การริเริ่มนี้เป็นสัญญาณบวก แต่ต้องติดตามผลอย่างใกล้ชิด หากรัฐบาลทำตามคำแนะนำของนายอภิสิทธิ์ได้ โอกาสสู่สันติภาพยั่งยืนจะสูงขึ้นมาก คุณคิดอย่างไรกับแนวทางนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความเพื่อกระจายข้อมูลที่เป็นประโยชน์!

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ดีใจ รัฐบาลเดินหน้าพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ แนะ 2 ข้อเร่งสะสาง

“ประเสริฐ” เผยเชิญปอเนาะ-ตาดีกา 29 เม.ย.

ในวงการการศึกษาไทยกำลังมีข่าวสำคัญที่ทุกคนให้ความสนใจ โดย“ประเสริฐ” เผย 29 เม.ย.นี้ เชิญผู้บริหารสถาบันปอเนาะ-ตาดีกา หารือที่ ศธ. ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐกับสถาบันการศึกษาเอกชนในพื้นที่ภาคใต้ของไทย ข่าวนี้มาจากนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2567 ที่เมืองทองธานี

“ประเสริฐ” เผย 29 เม.ย.นี้ เชิญผู้บริหารสถาบันปอเนาะ-ตาดีกา หารือที่ ศธ.

นายประเสริฐ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาความไม่เข้าใจระหว่างแม่ทัพภาคที่ 4 กับสถาบันปอเนาะและโรงเรียนตาดีกา โดยระบุว่าจะเชิญผู้บริหารเหล่านี้มาพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกันที่กระทรวงศึกษาธิการในวันที่ 29 เมษายนนี้ จริงๆ แล้ว สถาบันเหล่านี้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ซึ่งทำงานบูรณาการกันมาโดยตลอด ไม่มีปัญหาใหญ่โตอะไร เพียงแต่ต้องการทำงานใกล้ชิดมากขึ้นเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและวางแผนการทำงานร่วมกันในอนาคต

ปูมหลังปัญหาและความสำคัญของการหารือ “ประเสริฐ” เผย 29 เม.ย.นี้

สถาบันปอเนาะและตาดีกาเป็นโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามแบบดั้งเดิมที่ตั้งอยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เช่น ปัตตานี ยะลา นราธิวาส มีบทบาทสำคัญในการให้การศึกษาแก่เด็กมุสลิม โดยเน้นหลักสูตรศาสนาควบคู่กับวิชาการทั่วไป อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีความเข้าใจผิดพลาดระหว่างหน่วยงานความมั่นคงอย่างแม่ทัพภาคที่ 4 กับสถาบันเหล่านี้ เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ ทำให้บางครั้งเกิดความกังวลเรื่องหลักสูตรหรือการบริหารจัดการ

ผู้สื่อข่าวถามนายประเสริฐถึงวิธีทำความเข้าใจ โดยเฉพาะเมื่อสังคมมักมองสถาบทเหล่านี้ในแง่ลบ รัฐมนตรีตอบอย่างชัดเจนว่าไม่มีปัญหาอะไรเลย เพราะ สช. ดูแลอย่างเข้มงวด ที่ผ่านมาทุกฝ่ายทำงานร่วมกันมาโดยตลอด การพูดคุยครั้งนี้จึงมุ่งเน้นแนวทางอนาคต รวมถึงประเด็นทั่วไปที่โรงเรียนเอกชนต้องการ เช่น การพัฒนาหลักสูตร การสนับสนุนงบประมาณ และการบูรณาการกับระบบการศึกษาของรัฐ

บทบาทของ สช. ในการกำกับดูแลปอเนาะ-ตาดีกา

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) มีหน้าที่หลักในการกำกับดูแลโรงเรียนเอกชนทั้งหมดทั่วประเทศ รวมถึงปอเนาะและตาดีกาด้วย โดยต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการศึกษาเอกชน พ.ศ. 2550 ซึ่งกำหนดให้หลักสูตรต้องได้มาตรฐาน สถานศึกษาต้องมีคุณสมบัติครบถ้วน และครูผู้สอนต้องมีใบอนุญาต สถาบันเหล่านี้ได้ปรับตัวเข้ากับระบบรัฐมากขึ้น เช่น การสอบ O-NET การรับทุนการศึกษา และการใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอน

  • การตรวจสอบหลักสูตรศาสนาและวิชาการให้สอดคล้องกับมาตรฐานชาติ
  • การสนับสนุนด้านบุคลากรและสิ่งอำนวยความสะดวก
  • การประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่นและความมั่นคง
  • การพัฒนานักเรียนให้มีทักษะสมัยใหม่ควบคู่คุณธรรม

การหารือครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างความไว้วางใจ และลดช่องว่างความเข้าใจผิด ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเด็กนักเรียนกว่า 10,000 คนในสถาบันเหล่านี้

ประโยชน์ที่คาดหวังจากการพูดคุย

“ประเสริฐ” เผย 29 เม.ย.นี้ เชิญผู้บริหารสถาบันปอเนาะ-ตาดีกา หารือที่ ศธ. จะไม่ใช่แค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกันอย่างยั่งยืน เช่น การพัฒนาหลักสูตรสองภาษาไทย-อาหรับ การฝึกอบรมครู การเชื่อมโยงกับอาชีวะเพื่อสร้างงาน และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในห้องเรียน นอกจากนี้ ยังช่วยลดภาพลบในสายตาสังคม โดยแสดงให้เห็นว่าสถาบันเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การศึกษาในภาคใต้ต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้เด็กทุกคนมีโอกาส平等 โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม การเคลื่อนไหวของกระทรวงศึกษาธิการครั้งนี้จึงน่าประชุมอย่างยิ่ง

สุดท้ายนี้ การหารือดังกล่าวเป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการพัฒนาการศึกษาแบบ inclusive ชวนทุกท่านติดตามผลการประชุมวันที่ 29 เมษายนนี้ เพื่อเห็นถึงความก้าวหน้าที่จะเกิดขึ้นกับอนาคตของเยาวชนภาคใต้

ที่มา – “ประเสริฐ” เผย 29 เม.ย.นี้ เชิญผู้บริหารสถาบันปอเนาะ-ตาดีกา หารือที่ ศธ.

นายกฯ มอบนโยบาย ศอ.บต. ยึดหลัก เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา

เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2567 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางลงพื้นที่จังหวัดยะลา เพื่อมอบนโยบายสำคัญให้กับ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) โดยยึดหลัก “เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา” ซึ่งเป็นแนวทางที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ นโยบายนี้ไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป็นการลงมือทำจริงจัง โดยนายกฯ ย้ำชัดว่าไม่ได้มาฟื้นฝอยหาตะเข็บ แต่มาช่วยทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน

นายกฯ มอบนโยบาย ศอ.บต. ยึดหลัก เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา ที่จังหวัดยะลา

นายกฯ มอบนโยบาย ศอ.บต. ยึดหลัก เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา

การเดินทางครั้งนี้ นายกฯ ควงคู่กับนายวันมูฮะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 เดินทางถึงศอ.บต. อ.เมือง จ.ยะลา เวลา 10.10 น. เพื่อประชุมร่วมกับหน่วยราชการในพื้นที่ เช่น พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4, พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบช.ภ.9 และผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดนใต้ทั้ง 5 จังหวัด ได้แก่ สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส

นายกฯ เน้นย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการแก้ปัญหาชายแดนใต้ โดยนโยบายนี้แถลงต่อสภาฯ ไปแล้ว และน้อมนำพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลัก “เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา” ซึ่งจะนำสันติสุขยั่งยืนกลับคืนสู่พื้นที่

นายกรัฐมนตรีประชุม ศอ.บต. ยึดหลัก เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา

หลัก “เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา” คืออะไร

นายกฯ อธิบายหลักการอย่างละเอียด ดังนี้

  • เข้าใจ: ศึกษาข้อมูลลึกซึ้ง ปัญหาพื้นที่ วิถีชีวิตประชาชน เพื่อให้รู้จริง
  • เข้าถึง: ลงพื้นที่พบปะประชาชน รับฟังปัญหา สร้างความไว้วางใจ
  • พัฒนา: แก้ปัญหา พัฒนายั่งยืน สอดคล้องบริบทชุมชน สร้างเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิตที่ดี

หากได้ความร่วมมือจากประชาชน ความสำเร็จจะเกิดขึ้นเร็วแน่นอน นายกฯ ยังอัพเดทสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงเร็วจากปัจจัยโลก ขอให้ข้าราชการทันสมัย ทันเหตุการณ์

ภาพประชุมนายกฯ กับผู้บริหาร ศอ.บต.

นอกจากนี้ นายกฯ สนับสนุนศอ.บต.ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตทุกมิติ พร้อมรับฟังข้อเสนอจากหน่วยงานความมั่นคง ยืนยันทุ่มเทสร้างสันติสุข ไม่มีนายกฯ ระดับไหนลงมาประชุมแบบนี้มาก่อน

“เรามีผู้ทรงคุณวุฒิอย่างวันนอร์และเกรียงไกรมาช่วย ไม่ปล่อยให้สถานการณ์แบบนี้ต่อไป มาทำงานจริง ไม่จ้องจับผิดหรือฟื้นฝอยหาตะเข็บ มองไปข้างหน้า สร้างความมั่นใจให้ประชาชน” นายกฯ กล่าว

ปัญหาชายแดนใต้ยืดเยื้อมานาน แต่ด้วยนโยบายนี้ จะยกระดับเศรษฐกิจ รายได้มั่นคง คุณภาพชีวิตดีขึ้น สำหรับชาวไทยมุสลิมและพุทธทุกคน นายกฯ ยังชี้ให้เห็นอคติที่ไม่ควรเหมารวมประชาชนกับความไม่สงบ ต้องแก้ต้นเหตุด้วยความยุติธรรม ซึ่งเป็นกุญแจสู่สันติภาพ

นายกฯ พูดคุยกับประชาชนชายแดนใต้

การแก้ปัญหาต้องตรงจุด ไม่เหมารวม โดยศึกษาประวัติศาสตร์พบว่าประชาชนต้องการความเป็นธรรม หากรัฐแสดงความจริงใจ สถานการณ์จะดีขึ้น

ในมุมมองของผม นโยบาย นายกฯ มอบนโยบาย ศอ.บต. ยึดหลัก เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา นี้เป็นก้าวสำคัญ หากทุกฝ่ายร่วมมือ จะนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ภาคใต้ได้จริง คุณคิดอย่างไร ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวสารพัฒนาพื้นที่ชายแดนใต้เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา!

ที่มา – นายกฯ มอบนโยบาย ศอ.บต. ยึดหลัก เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา ย้ำชัดมาช่วยทำงานไม่ได้ฟื้นฝอยหาตะเข็บ

Scroll to top