จังหวัดชายแดน

ปลัดมท. ติวเข้มผวจ. 32 จังหวัดชายแดน ขับเคลื่อนความมั่นคง

ปลัดกระทรวงมหาดไทย ติวเข้มผวจ. 32 จังหวัดชายแดน ขับเคลื่อนศูนย์บูรณาการด้านความมั่นคงชายแดน

เมื่อเร็วๆ นี้ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อยกระดับความมั่นคงในพื้นที่ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดจาก 32 จังหวัดชายแดนเข้าร่วมรับฟังนโยบายสำคัญ ซึ่งการประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการบูรณาการความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนปลัดกระทรวงมหาดไทย ติวเข้มผวจ. 32 จังหวัดชายแดน ขับเคลื่อนศูนย์บูรณาการด้านความมั่นคงชายแดน ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกมิติของความปลอดภัยภายใต้การนำของรัฐบาล

บทบาทสำคัญของศูนย์ฯ คือการติดตามและประเมินสถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่ร่วมกับเหล่าทัพอย่างใกล้ชิด เพื่อลดภัยคุกคามในรูปแบบต่างๆ เช่น อาชญากรรมทางเทคโนโลยี การลักลอบค้ามนุษย์ และปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติด ซึ่งถือเป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องอาศัยกลไกของจังหวัดในการคานอำนาจและเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด

มาตรการเด็ดขาดเพื่อความปลอดภัยระดับประเทศ

นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังมีการเน้นย้ำถึงแนวทางการปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ชายแดน โดยปลัดกระทรวงมหาดไทยได้ฝากให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอเร่งผลักดันโครงการ ‘ตำบลปลอดยาเสพติด’ เพื่อขยายผลความสำเร็จไปสู่ระดับจังหวัดและประเทศ การทำหน้าที่เป็นด่านหน้าในการสกัดกั้นช่องทางธรรมชาตินั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีอาณาเขตติดกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีความเสี่ยงสูง

เพื่อให้การขับเคลื่อนปลัดกระทรวงมหาดไทย ติวเข้มผวจ. 32 จังหวัดชายแดน ขับเคลื่อนศูนย์บูรณาการด้านความมั่นคงชายแดน เกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม ได้มีการสรุปประเด็นหลักที่ทุกจังหวัดต้องดำเนินการ ดังนี้:

  • การใช้กลไกศูนย์สั่งการชายแดนระดับจังหวัดเพื่อบูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานความมั่นคง
  • การบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อผู้กระทำผิด โดยเฉพาะการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย
  • การเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อเจรจาแก้ไขปัญหาหมอกควันและไฟป่า
  • การเฝ้าระวังความสงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยหลัก ‘เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา’

ท้ายที่สุด การผนึกกำลังครั้งนี้คือหัวใจสำคัญของการรักษาอธิปไตยและความสงบสุขของประชาชน เรามุ่งหวังว่าการดำเนินงานตามแนวทางที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้วางไว้ จะสามารถลดปัญหาอาชญากรรมและสร้างพื้นที่ชายแดนให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืนได้ในอนาคตอันใกล้

ที่มา – ปลัดกระทรวงมหาดไทย ติวเข้มผวจ. 32 จังหวัดชายแดน ขับเคลื่อนศูนย์บูรณาการด้านความมั่นคงชายแดน

ปลัด มท. สั่งด่วนผู้ว่าฯ 31 จว.ชายแดนสกัดสินค้าผิดกฎหมาย

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวสำคัญที่กำลังเป็นกระแส ปลัด มท. สั่งด่วนผู้ว่าฯ 31 จว.ติดชายแดน สกัดส่งออกนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย-ยาเสพติด ซึ่งเป็นมาตรการเข้มข้นจากกระทรวงมหาดไทย เพื่อปกป้องความมั่นคงชายแดนไทยให้ปลอดภัยจากภัยคุกคามทั้งยาเสพติดและสินค้าผิดกฎหมายที่ลักลอบข้ามแดน ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ในช่วงนี้ดูเหมือนจะรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะบริเวณชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้รัฐบาลต้องออกมาตรการด่วนเพื่อรับมือ

ปลัด มท. สั่งด่วนผู้ว่าฯ 31 จว.ติดชายแดน สกัดส่งออกนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย-ยาเสพติด

วันที่ 6 พฤษภาคม 2567 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ออกคำสั่งด่วนที่สุดถึงผู้ว่าราชการจังหวัด 31 จังหวัดที่มีพื้นที่ติดชายแดน โดยอ้างอิงนโยบายของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่มุ่งส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นยาเสพติด สแกมเมอร์ หรือการลักลอบขนส่งสินค้า

ปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย เช่น สินค้าปลอม ละเมิดลิขสิทธิ์ หรือสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงยาเสพติดทุกประเภท ส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจไทย ความมั่นคง และสุขภาพประชาชน หากปล่อยไว้จะทำให้สูญเสียรายได้ภาษีมหาศาล และเปิดช่องให้อาชญากรรมข้ามชาติเติบโต ปลัดมหาดไทยจึงเน้นย้ำให้ทุกจังหวัดบูรณาการกำลังทุกฝ่าย เพื่อสกัดกั้นอย่างเด็ดขาด

รายชื่อ 31 จังหวัดชายแดนที่ได้รับคำสั่งด่วน

จังหวัดเหล่านี้ครอบคลุมชายแดนทั้ง北部 東部 ตะวันตก และใต้ ได้แก่:

  • เชียงราย
  • เชียงใหม่
  • ตาก
  • กาญจนบุรี
  • ราชบุรี
  • แม่ฮ่องสอน
  • เพชรบุรี
  • ประจวบคีรีขันธ์
  • ชุมพร
  • ระนอง
  • พะเยา
  • น่าน
  • อุตรดิตถ์
  • พิษณุโลก
  • เลย
  • หนองคาย
  • บึงกาฬ
  • นครพนม
  • มุกดาหาร
  • อำนาจเจริญ
  • อุบลราชธานี
  • ศรีสะเกษ
  • บุรีรัมย์
  • สุรินทร์
  • สระแก้ว
  • จันทบุรี
  • ตราด
  • สตูล
  • สงขลา
  • ยะลา
  • นราธิวาส

4 มาตรการเข้มงวดที่ปลัด มท. สั่งการ

เพื่อให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพ ปลัดมหาดไทยกำหนด 4 มาตรการหลัก ดังนี้:

  1. เพิ่มความเข้มงวดการตรวจตราและเฝ้าระวัง: จัดชุดลาดตระเวนร่วมระหว่างฝ่ายปกครองและหน่วยความมั่นคง โดยเฉพาะจุดเสี่ยง ช่องทางธรรมชาติ มอบหมายนายอำเภอ ปลัดอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สอดส่องและแจ้งเบาะแส เพื่อป้องกันการลักลอบตั้งแต่ต้นทาง มาตรการนี้จะช่วยลดช่องโหว่และเพิ่มการตรวจจับได้ทันท่วงที
  2. ดำเนินคดีผู้กระทำผิดอย่างเคร่งครัด: หากพบการลักลอบนำเข้า-ส่งออกสินค้าผิดกฎหมายหรือยาเสพติด ให้ตรวจสอบแหล่งที่มา การเคลื่อนย้าย และครอบครองอย่างละเอียด แล้วลงโทษตามกฎหมายเต็มขั้น ไม่มีละเว้น เพื่อเป็นเยี่ยงอย่าง
  3. สร้างการรับรู้และมีส่วนร่วมของประชาชน: จัดรณรงค์ให้ชาวชายแดนตระหนักถึงกฎหมายและผลกระทบ เช่น สินค้าผิดกฎหมายทำลายอุตสาหกรรมในประเทศ ส่งเสริมแจ้งเบาะแสผ่านช่องทางต่างๆ เพื่อให้ทุกคนเป็นหูเป็นตา
  4. ติดตามวิเคราะห์และรายงานสถานการณ์: ผู้ว่าฯ ต้องรายงานกระทรวงทันทีเมื่อพบปัญหา เพื่อประเมินและปรับมาตรการให้เหมาะสม

มาตรการเหล่านี้ไม่เพียงสกัดกั้นภัยทันที แต่ยังสร้างระบบเฝ้าระวังระยะยาว ทำให้ชายแดนไทยแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ในมุมมองของผู้เขียน ปลัด มท. สั่งด่วนผู้ว่าฯ 31 จว.ติดชายแดน สกัดส่งออกนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย-ยาเสพติด ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงความเด็ดขาดของรัฐบาล หากบูรณาการดี จะช่วยลดอาชญากรรมชายแดนได้มาก

สำหรับประชาชนที่อาศัยในพื้นที่ชายแดนหรือสนใจเรื่องนี้ ลองช่วยกันเป็นส่วนหนึ่งโดยแจ้งเบาะาสู่เจ้าหน้าที่ สามารถโทรสายด่วน 191 หรือ 1155 เพื่อรายงานข้อมูล ติดตามข่าวอัปเดตเพิ่มเติมเพื่อรู้เท่าทันสถานการณ์ คุณคิดว่ามาตรการนี้จะได้ผลแค่ไหน? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ

ที่มา – ปลัด มท. สั่งด่วนผู้ว่าฯ 31 จว.ติดชายแดน สกัดส่งออกนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย-ยาเสพติด

นายกฯ บินด่วนชายแดนไทยกัมพูชา ถกมาตรการรองรับความเสี่ยง

จากสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชาที่ตึงเครียดขึ้น นายกฯ บินด่วนชายแดนไทยกัมพูชา ถกมาตรการรองรับความเสี่ยง เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและกำลังพล

“อนุทิน” เตรียมควง “บิ๊กเล็ก” บินด่วน ไปชายแดนไทยกัมพูชาพรุ่งนี้ หลังเหตุปะทะ สั่งกองทัพดูแลกำลังพลส่วนหน้าอย่างเต็มที่ ให้จังหวัดเตรียมรองรับการอพยพประชาชน

เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. 2568 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (8 ธ.ค. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม และคณะ มีกำหนดนำคณะลงพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา ได้แก่ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี สุรินทร์ และบุรีรัมย์ เพื่อติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคง การจัดการพิทักษ์ส่วนหลัง รวมถึงมาตรการรองรับความเสี่ยงของประชาชนในพื้นที่เสี่ยง หลังจากที่วันนี้ (7 ธ.ค. 68) เกิดเหตุปะทะระหว่างกำลังฝ่ายไทยและกัมพูชาบริเวณภูผาเหล็ก–พลาญหินแปดก้อน ทำให้ต้องยกระดับการเตรียมพร้อมในพื้นที่อย่างเข้มงวด และกองทัพภาคที่ 2 ได้แจ้งเตือนประชาชนใน 4 จังหวัดชายแดนให้ดำเนินการอพยพ ทั้งนี้ นายอนุทินได้รับรายงานและติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง โดยได้แสดงความห่วงใยต่อกำลังพล รวมถึงประชาชนในจังหวัดชายแดน จึงสั่งการให้ทุกหน่วยงานบูรณาการด้านความปลอดภัย พร้อมตัดสินใจลงพื้นที่โดยเร็ว เพื่อรับฟังข้อมูลจากกองทัพและฝ่ายปกครองในพื้นที่จริงเพื่อกำหนดมาตรการสนับสนุนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ต่อไป

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีกำชับให้กองทัพดูแลกำลังพลส่วนหน้าอย่างเต็มที่ และให้จังหวัดต่าง ๆ เตรียมระบบรองรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะศูนย์พักพิงตามแผนอพยพ การลงพื้นที่ครั้งนี้ก็เพื่อประเมินสถานการณ์และเตรียมมาตรการรองรับหากมีความตึงเครียดเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ข้อมูลจากกองทัพภาคที่ 2 ระบุว่า เหตุปะทะเกิดขึ้นเวลา 14.15 น. ของวันที่ 7 ธ.ค. หลังฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อนบริเวณภูผาเหล็ก–พลาญหินแปดก้อน ทำให้ฝ่ายไทยตอบโต้ ก่อนสถานการณ์ยุติลงในเวลา 14.50 น. แต่ยังคงประเมินว่ามีความไม่แน่นอนสูง หน่วยในพื้นที่ต้องตรึงกำลังและเฝ้าระวังตลอดเวลา โดยมีรายงานกำลังพลไทยบาดเจ็บ 2 นาย นอกจากนี้ ศูนย์ปฏิบัติการ ทภ.2 ได้แจ้งเตือนประชาชนใน 4 จังหวัดชายแดนให้ดำเนินการอพยพตามแผน เพื่อความปลอดภัยสูงสุด โดยการที่นายกรัฐมนตรีเตรียมลงพื้นที่ในวันที่ 8 ธ.ค.นี้ จะมีการหารือถึงมาตรการรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นเพิ่มเติมต่อไปด้วย

นายกฯ บินด่วนชายแดนไทยกัมพูชา ถกมาตรการรองรับความเสี่ยง

ทำไมนายกฯ ถึงต้องบินด่วนไปชายแดนไทยกัมพูชา?

การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีในการเดินทางไปยังพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างเร่งด่วน สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญในการจัดการกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด การลงพื้นที่ด้วยตนเองช่วยให้สามารถรับฟังข้อมูลโดยตรงจากผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์และประเมินสถานการณ์ได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการกำหนดมาตรการที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพในการรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างระมัดระวัง การปะทะกันระหว่างกำลังพลทั้งสองฝ่ายอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น การที่นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการดูแลกำลังพลส่วนหน้าและการเตรียมระบบรองรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความห่วงใยที่มีต่อความปลอดภัยของประชาชนและเจ้าหน้าที่

ประชาชนควรเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์อย่างไร?

  • ติดตามข่าวสารจากทางการอย่างใกล้ชิด
  • เตรียมพร้อมสำหรับการอพยพตามแผนที่กำหนด
  • ดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรง
  • เตรียมสิ่งของจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต เช่น น้ำ อาหาร ยา

การที่นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่เพื่อหารือถึงมาตรการรองรับความเสี่ยงเพิ่มเติม แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชน การทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและประชาชนเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความปลอดภัยและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน

สถานการณ์ชายแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การติดตามข่าวสารและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์อยู่เสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคน

ที่มา – นายกฯ บินด่วนพรุ่งนี้ ไปชายแดนไทยกัมพูชา ถกมาตรการรองรับความเสี่ยง

ทบ. แจงเหตุ ขอรับบริจาคลวดหนามหีบเพลง

กองทัพบก (ทบ.) ชี้แจงเหตุผลความจำเป็นในการขอรับบริจาคลวดหนามหีบเพลงจากประชาชน เพื่อให้สามารถนำไปใช้งานในพื้นที่เร่งด่วนเฉพาะหน้าได้ทันที โดยเน้นย้ำว่าการจัดซื้อตามกระบวนการปกติอาจต้องใช้เวลานานถึงหนึ่งเดือน

ทบ.แจงเหตุขอรับบริจาคลวดหนามหีบเพลง

พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้กล่าวถึงกรณีที่ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขอให้กองทัพภาคที่ 2 ยุติการรับบริจาคลวดหนามหีบเพลงจากประชาชน และให้ดำเนินการขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาลโดยตรง โดย พล.ต.วินธัย ยืนยันว่าทั้งรัฐบาลและกองทัพมีงบประมาณเพียงพอสำหรับการจัดซื้อ แต่ปัญหาอยู่ที่กระบวนการจัดซื้อตามกฎหมายซึ่งต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 เดือน และอาจมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นได้หากไม่ปฏิบัติตามระเบียบอย่างเคร่งครัด

ในสถานการณ์ปัจจุบัน มีความจำเป็นเร่งด่วนในการใชลวดหนามหีบเพลง โดยเฉพาะในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดน ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ จึงจำเป็นต้องขอรับการสนับสนุนจากประชาชน การจัดซื้อตามระเบียบราชการยังคงดำเนินต่อไป แต่การจัดหาด้วยวิธีพิเศษก็ยังต้องใช้เวลาเป็นเดือน ที่สำคัญคือ ลวดหนามหีบเพลงที่มีคุณสมบัติตามที่กองทัพต้องการนั้นไม่มีจำหน่ายทั่วไปในท้องตลาด ต้องสั่งผลิตซึ่งต้องใช้เวลามากขึ้นไปอีก พล.ต.วินธัย ยืนยันว่าประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องของงบประมาณ แต่เป็นเรื่องของระยะเวลาในการจัดหา

ทำไมต้องลวดหนามหีบเพลง?

ลวดหนามหีบเพลงถูกนำมาใช้เป็นเครื่องกีดขวางในบางจุดเพื่อความปลอดภัยของกำลังพล และเพื่อป้องกันการลักลอบเข้าออกของบุคคลที่ไม่ได้รับอนุญาต โดยเฉพาะในพื้นที่โล่งหรือพื้นที่ราบ ก่อนหน้านี้ กองทัพบกเคยขอความร่วมมือประชาชนในการชะลอการบริจาคสิ่งของ แต่ในกรณีที่จำเป็นเร่งด่วนและไม่สามารถจัดหาได้ทันเวลา กองทัพบกจะแจ้งให้ทราบ

“ในส่วนของอาหารและสิ่งอำนวยความสะดวกในการดำรงชีวิตนั้นมีเพียงพอแล้ว กองทัพบกจึงเน้นการขอรับบริจาคเฉพาะอุปกรณ์เสริมงานทางยุทธวิธีเป็นหลัก” พล.ต.วินธัย กล่าวเพิ่มเติม การขอรับบริจาคมีข้อได้เปรียบในด้านความรวดเร็ว เนื่องจากไม่ต้องรอการผลิตและกระบวนการจัดซื้อตามระเบียบราชการ

ถึงแม้ว่าจะมีการขอรับบริจาค แต่กระบวนการจัดซื้อตามระบบราชการก็ยังคงดำเนินการควบคู่กันไป พล.ต.วินธัย ย้ำว่าไม่ใช่เรื่องของงบประมาณ เพราะระบบราชการสามารถสนับสนุนได้ แต่ต้องใช้เวลา ดังนั้น ลวดหนามหีบเพลงแบบปกติที่ประชาชนทั่วไปใช้ จึงสามารถนำมาใช้ทดแทนได้ในช่วงเวลาเร่งด่วนเฉพาะหน้า

สถานการณ์ที่ต้องการลวดหนามหีบเพลงอย่างเร่งด่วนนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการบริหารจัดการทรัพยากรของกองทัพ ที่ต้องปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป การพึ่งพาความช่วยเหลือจากประชาชนเป็นทางเลือกหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือร่วมใจของคนในชาติ

ที่มา – ทบ.แจงเหตุขอรับบริจาคลวดหนามหีบเพลง เพื่อให้ทันใช้เร่งด่วนเฉพาะหน้า

Scroll to top