จังหวัดนนทบุรี

เจเศรษฐ์ สั่งปิดสนามยิงปืนบางบัวทอง 30 วัน หลังเกิดเหตุสลด

เจเศรษฐ์ สั่งปิดสนามยิงปืนบางบัวทอง 30 วัน หลังเกิดเหตุสลด

กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นภายในสนามกีฬายิงปืนแห่งหนึ่งย่านนนทบุรี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต ล่าสุด เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงพื้นที่ด้วยตนเองเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยผลสรุปเบื้องต้นคือการสั่งปิดสนามยิงปืนบางบัวทอง 30 วัน เพื่อตรวจสอบมาตรการความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ทั้งฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมตรวจสอบ พบว่าในเบื้องต้นใบอนุญาตของสนามและอาวุธปืนที่ใช้ในเหตุการณ์นั้นถูกต้องตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม นายเจเศรษฐ์มองว่าความปลอดภัยของประชาชนต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง จึงจำเป็นต้องมีการตรวจสอบมาตรฐานการให้บริการอย่างละเอียดอีกครั้งในช่วงที่สั่งปิดทำการนี้

ก้าวต่อไปกับกฎหมายคุมสนามยิงปืนที่เข้มงวดกว่าเดิม

จากการลงพื้นที่ตรวจสนามยิงปืนบางบัวทอง สั่งปิด 30 วัน สางเหตุคนเสียชีวิต นายเจเศรษฐ์ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับการปรับปรุงกฎหมายในอนาคต โดยระบุว่า:

  • รัฐบาลกำลังเร่งยกร่างพระราชกำหนดเกี่ยวกับสนามยิงปืน
  • เน้นครอบคลุมทั้งสนามของภาครัฐและเอกชน
  • เพิ่มความเข้มงวดในระเบียบการใช้สนามและคุณสมบัติของผู้ดูแล
  • เร่งจัดการปืนเถื่อนออกจากระบบเพื่อความปลอดภัยในระยะยาว

ความพยายามในการสร้างมาตรฐานกลางสำหรับสนามยิงปืนทั่วประเทศถือเป็นก้าวสำคัญ เพราะในปัจจุบันแต่ละสถานที่มีกฎเกณฑ์ที่ต่างกันออกไป การมีกฎหมายที่รัดกุมจะช่วยลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์สูญเสียแบบที่เพิ่งเกิดขึ้นได้

บทเรียนจากเหตุการณ์นี้นับเป็นสัญญาณเตือนให้ผู้ประกอบการต้องเพิ่มความระมัดระวังในทุกขั้นตอนการบริการ ไม่ใช่เพียงแค่ตรวจสอบใบอนุญาตให้ครบถ้วนเท่านั้น แต่ต้องมีมาตรการคัดกรองและเฝ้าระวังพฤติกรรมผู้เข้าใช้บริการอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น ทั้งนี้ เราต้องรอดูกันต่อไปว่าร่างพระราชกำหนดฉบับใหม่จะมีบทลงโทษหรือมาตรการควบคุมที่เด็ดขาดเพียงใด เพื่อความปลอดภัยของสังคมโดยรวม

ที่มา – “เจเศรษฐ์” ตรวจสนามยิงปืนบางบัวทอง สั่งปิด 30 วัน สางเหตุคนเสียชีวิต

นายกฯ ย้ำ ไม่ยุบ กอ.รมน. ยันเป็นกลไกสำคัญดูแลความมั่นคง

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับกรณีที่มีการออกมาเสนอให้ยุบหน่วยงานความมั่นคงอย่าง กอ.รมน. ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ออกมาไขข้อข้องใจเรื่องนี้อย่างชัดเจน โดยนายกฯ ย้ำ ไม่ยุบ กอ.รมน. เพราะถือเป็นกลไกสำคัญในการบริหารงานความมั่นคงของรัฐบาลให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพครับ

เหตุผลที่ นายกฯ ย้ำ ไม่ยุบ กอ.รมน. เพื่อความมั่นคงของชาติ

หลายท่านอาจสงสัยว่าทำไมรัฐบาลถึงยังให้ความสำคัญกับหน่วยงานนี้ นายกฯ ได้อธิบายว่า กอ.รมน. ไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่ดูแลเรื่องความปลอดภัยในภาพรวมของประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นเสมือนแขนขาในการประสานงานระหว่างกองทัพกับภาคส่วนต่างๆ เพื่อให้การส่งมอบความช่วยเหลือและการบริการประชาชนเข้าถึงพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในมิติด้านการใช้ชีวิตและความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ห่างไกล

มุมมองต่อการปรับความเข้าใจกับ “วันนอร์”

สำหรับข้อเสนอจากทางฝั่งของท่านวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่เสนอให้ยุบหน่วยงานนี้นั้น นายกรัฐมนตรีมีความเข้าใจดีถึงที่มาที่ไป เนื่องจากท่านวันนอร์ดูแลพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งอาจมีความกดดันที่แตกต่างจากพื้นที่อื่น อย่างไรก็ตาม นายกฯ ยืนยันว่าจะขอเข้าไปปรับความเข้าใจกับท่านด้วยตนเองในฐานะผู้ใหญ่ที่เคารพ เพื่อชี้แจงถึงความจำเป็นที่รัฐบาลต้องมีกลไกนี้ไว้ขับเคลื่อนนโยบาย ซึ่งยืนยันว่าไม่มีการก้าวก่ายหน้าที่ของใคร ทุกอย่างจะดำเนินการตามโครงสร้างเดิมเพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อได้ครับ

  • กอ.รมน. ทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการประสานงานด้านความมั่นคงและสวัสดิการ
  • รัฐบาลเน้นการทำงานตามกฎหมาย ไม่ก้าวก่ายกระบวนการยุติธรรม
  • นายกฯ มุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจกับผู้ที่มีความเห็นต่างเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน

ในส่วนของความคืบหน้าคดีลอบยิง สส. กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการไปตามพยานหลักฐานและกระบวนการยุติธรรมอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่มีการยกเว้นให้ใคร ไม่ว่าจะเป็นใครก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันครับ

สรุปแล้ว การที่นายกฯ ย้ำ ไม่ยุบ กอ.รมน. ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าในภาวะที่ประเทศต้องการเสถียรภาพ การรักษาหน่วยงานที่เป็นกลไกประสานงานสำคัญคือทางออกที่รัฐบาลเลือกใช้ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าความมั่นคงและสันติสุขในทุกย่างก้าวของพี่น้องประชาชนจะได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง แล้วคุณล่ะครับคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ อย่าลืมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะครับ

ที่มา – นายกฯ ย้ำ ไม่ยุบ กอ.รมน. เหตุต้องใช้เป็นกลไกของรัฐบาลดูแลความมั่นคง ขอปรับความเข้าใจ “วันนอร์” เอง

นายกฯ วิ่งรอกภารกิจเยือนงาน OTOP โดดขึ้นเวทีร่วมร้อง เต้นเพลง “เพียงกระซิบ”

กลายเป็นภาพที่สร้างรอยยิ้มให้กับประชาชนไม่น้อย เมื่อท่านนายกฯ เดินทางไปชมงาน OTOP Midyear 2026 พร้อมโชว์สปิริตความสนุกสนานแบบจัดเต็ม โดยนายกฯ วิ่งรอกภารกิจเยือนงาน OTOP โดดขึ้นเวทีร่วมร้อง เต้นเพลง “เพียงกระซิบ” เรียกเสียงกรี๊ดจากแฟนคลับที่มาร่วมงานได้อย่างท่วมท้น

นายกฯ วิ่งรอกภารกิจเยือนงาน OTOP โดดขึ้นเวทีร่วมร้อง เต้นเพลง “เพียงกระซิบ”

เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ณ อิมแพค เมืองทองธานี บรรยากาศงาน OTOP Midyear 2026 เต็มไปด้วยความคึกคัก ซึ่งถือเป็นการลงพื้นที่เยี่ยมชมงานเป็นวันที่ 4 ของท่านนายกฯ ท่านได้เดินทักทายพี่น้องประชาชนผู้ประกอบการอย่างเป็นกันเอง พร้อมแวะอุดหนุนสินค้าท้องถิ่นและร่วมถ่ายภาพเซลฟีตลอดเส้นทาง

เบื้องหลังความสนุก: นายกฯ วิ่งรอกภารกิจเยือนงาน OTOP โดดขึ้นเวทีร่วมร้อง เต้นเพลง “เพียงกระซิบ”

ไฮไลท์สำคัญของงานคือช่วงที่วง “เดอะพาเลซ” ขึ้นแสดงมินิคอนเสิร์ต ซึ่งรวบรวมศิลปินระดับตำนานไว้มากมาย ท่านนายกฯ ไม่รอช้าที่จะร่วมเต้นกับประชาชนก่อนจะถูกเชิญขึ้นเวทีเพื่อโชว์พลังเสียงในเพลงอมตะอย่าง “เพียงกระซิบ” สร้างสีสันและความประทับใจให้กับผู้มาร่วมงานเป็นอย่างมาก แสดงให้เห็นถึงมุมสบายๆ ของท่านผู้นำที่ใส่ใจความสุขของประชาชน

หลังจากจบภารกิจสร้างรอยยิ้มที่เมืองทองธานี ท่านนายกฯ ก็รีบมุ่งตรงสู่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อปฏิบัติภารกิจระดับประเทศทันที โดยมีการหารือทางโทรศัพท์กับนายกรัฐมนตรีแคนาดา เพื่อสานต่อความร่วมมือทวิภาคีระหว่างสองประเทศ สะท้อนให้เห็นว่าแม้จะมีภารกิจที่ตึงเครียดเพียงใด ท่านก็ยังสามารถรักษาสมดุลในการเข้าถึงประชาชนและทำงานด้านนโยบายระหว่างประเทศได้อย่างมืออาชีพ

  • การลงพื้นที่เชิงรุกช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการ OTOP
  • การมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางวัฒนธรรมช่วยผ่อนคลายบรรยากาศการเมือง
  • การบริหารจัดการเวลาอย่างมีประสิทธิภาพเป็นหัวใจสำคัญของผู้นำ

ถือเป็นภาพสะท้อนของการทำงานแบบเข้าถึงใจคนไทยและมีความเป็นมืออาชีพในเวทีโลกไปพร้อมๆ กัน แม้จะมีตารางงานที่รัดตัว แต่การแวะพักเพื่อแบ่งปันความสุขให้ประชาชนก็นับเป็นน้ำใจที่น่าชื่นชม คุณผู้อ่านมีความเห็นอย่างไรกับมุมน่ารักๆ ของท่านนายกฯ ในครั้งนี้บ้างครับ?

ที่มา – นายกฯ วิ่งรอกภารกิจเยือนงาน OTOP โดดขึ้นเวทีร่วมร้อง เต้นเพลง “เพียงกระซิบ”

นายกฯ อนุทิน สะพายย่ามช้อปปิ้ง OTOP Midyear 2026

บรรยากาศสุดคึกคัก นายกฯ อนุทิน สะพายย่ามช้อปปิ้ง OTOP Midyear 2026

เรียกได้ว่าสร้างสีสันให้กับงานได้อย่างยอดเยี่ยม เมื่อ นายกฯ อนุทิน สะพายย่ามช้อปปิ้ง OTOP Midyear 2026 ด้วยตัวเอง โดยท่านนายกรัฐมนตรีได้ใช้เวลาเดินชมและอุดหนุนสินค้าภายในงานนานกว่า 5 ชั่วโมงเต็ม หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจที่จังหวัดเลย ท่านไม่รอช้ามุ่งหน้าสู่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อชื่นชมและสนับสนุนสินค้าของดีจากทั่วทุกสารทิศในประเทศไทย

เจาะลึกความสำเร็จของงาน OTOP Midyear 2026

การลงพื้นที่ของท่านนายกฯ ในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเดินชมงานทั่วไป แต่ถือเป็นการให้กำลังใจผู้ประกอบการระดับรากหญ้าอย่างใกล้ชิด โดยมีการแวะชิมอาหาร แวะชมเสื้อผ้า และที่น่าประทับใจคือท่านยังได้ใช้บริการนวดคอ บ่า ไหล่ จากร้านของทัณฑสถานหญิงกลางอีกด้วย นอกจากนี้ ท่านยังเชิญชวนให้ประชาชนร่วมกันใช้โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนให้หมุนเวียนอย่างคึกคัก

สำหรับตัวเลขยอดขายที่น่าทึ่งนั้น ปรากฏว่าผ่านไปเพียง 1 วันครึ่ง มียอดจำหน่ายสะพัดแล้วกว่า 147 ล้านบาท ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประชาชนยังคงให้ความสนใจและสนับสนุนผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาไทยกันอย่างล้นหลาม โดยโซนที่ได้รับความนิยมสูงสุด 5 ลำดับแรก มีดังนี้:

  • OTOP 5 ประเภท
  • OTOP ชวนชิม
  • ศิลปิน OTOP
  • OTOP Startup
  • OTOP Premium

กิจกรรมนี้ยังตอกย้ำให้เห็นว่า งาน นายกฯ อนุทิน สะพายย่ามช้อปปิ้ง OTOP Midyear 2026 เป็นเวทีสำคัญที่ช่วยผลักดันสินค้าจากท้องถิ่นออกสู่ตลาดสากล ภายใต้แนวคิด “OTOP NEXT INSPIRATION สร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญา สู่ระดับสากล” ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพ และกระจายรายได้สู่ชุมชนได้อย่างทั่วถึงอย่างแน่นอน

หากใครที่ยังไม่ได้มาเดินงานนี้ บอกเลยว่าห้ามพลาดเด็ดขาด เพราะสินค้าคุณภาพระดับ 3-5 ดาวจากกว่า 2,500 บูธ ทั่วไทยกำลังรอให้คุณเลือกซื้ออยู่ การที่ นายกฯ อนุทิน สะพายย่ามช้อปปิ้ง OTOP Midyear 2026 มาให้เห็นแบบนี้ ยิ่งเป็นการการันตีถึงคุณภาพสินค้าไทยที่มีแต่ความน่าภาคภูมิใจ มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการอุดหนุนสินค้าไทย เพื่อเศรษฐกิจไทยที่เข้มแข็งไปด้วยกันนะครับ!

ที่มา – “นายกฯ อนุทิน” สะพายย่ามช้อปปิ้ง OTOP Midyear 2026

อนุทิน ควง จ๋า ธนนนท์ ตำส้มตำงาน OTOP Midyear 2026

บรรยากาศสุดคึกคักเมื่อ อนุทิน ควง จ๋า ธนนนท์ ตำส้มตำงาน OTOP Midyear 2026

เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ถือเป็นวันเปิดงานสุดยิ่งใหญ่ของงาน OTOP Midyear 2026 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1–3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยไฮไลต์สำคัญที่เรียกเสียงฮือฮาและรอยยิ้มจากประชาชนได้ไม่น้อย คือภาพของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นางสาวธนนนท์ นิรามิษ ภริยา ที่ได้แวะมาเยี่ยมชมบูธสินค้าชุมชน พร้อมร่วมกิจกรรมตำส้มตำแจกจ่ายให้กับผู้ที่มาเดินงานกันอย่างใกล้ชิดและเป็นกันเอง ซึ่งกิจกรรม อนุทิน ควง จ๋า ธนนนท์ ตำส้มตำงาน OTOP Midyear 2026 สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจในการสนับสนุนสินค้าพื้นบ้านและเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง

ปลุกกระแสเศรษฐกิจฐานรากไทย

นอกจากบรรยากาศที่สนุกสนาน นายกรัฐมนตรียังได้ให้ความสำคัญกับการเชิญชวนประชาชนร่วมอุดหนุนสินค้า OTOP จากทั่วประเทศ โดยเน้นย้ำถึงโครงการพิเศษอย่าง ไทยช่วยไทย พลัส ที่มุ่งเน้นการสร้างรายได้หมุนเวียนสู่ชุมชน ไม่ว่าจะเป็นงานหัตถกรรม งานฝีมือ หรืออาหารพื้นถิ่นที่มีอัตลักษณ์โดดเด่น การที่ อนุทิน ควง จ๋า ธนนนท์ ตำส้มตำงาน OTOP Midyear 2026 ในครั้งนี้ ได้กลายเป็นกระบอกเสียงสำคัญที่ดึงดูดให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจสินค้าไทยมากขึ้น

ภายในงานยังมีโซนที่น่าสนใจอีกมากมาย เช่น

  • OTOP Premium: คัดสรรสินค้าเกรดพรีเมียมจากทั่วไทย
  • OTOP Craft & Beverage Hub: แหล่งรวมงานฝีมือและเครื่องดื่มที่มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม
  • ผ้าไทยใส่ให้สนุก: การยกระดับผ้าทอไทยสู่แฟชั่นร่วมสมัย

ทำไมคุณต้องมางาน OTOP Midyear 2026?

สำหรับใครที่กำลังมองหาสินค้าคุณภาพดี ราคาย่อมเยา การมาเดินงานนี้ถือว่าคุ้มค่ามาก เพราะนอกจากจะได้ของติดไม้ติดมือกลับบ้านแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดเล็กโดยตรง การดำเนินงานของรัฐบาลที่ผ่านภาพลักษณ์ อนุทิน ควง จ๋า ธนนนท์ ตำส้มตำงาน OTOP Midyear 2026 เป็นเครื่องยืนยันว่าสินค้าไทยในปัจจุบันมีความก้าวหน้าและน่าสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง

อย่าลืมแวะไปพบกับสุดยอดผลิตภัณฑ์ชุมชนได้ตั้งแต่วันที่ 20–28 มิถุนายน 2569 นี้ งานนี้บอกเลยว่าห้ามพลาดเด็ดขาด เพราะนอกจากจะได้อิ่มอร่อยกับอาหารไทยแท้ๆ แล้ว คุณยังได้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนไปพร้อมๆ กันครับ

ที่มา – “อนุทิน” ควง “จ๋า ธนนนท์” ตำส้มตำงาน OTOP Midyear 2026 ชวนใช้ไทยช่วยไทย พลัส

“ศุภจี” ใช้สิทธิเลือกตั้ง-ออกเสียงประชามติ

สวัสดีชาวไทยทุกคน! วันนี้เรามาพูดถึงเรื่องสำคัญที่กำลังเป็นกระแสกันทั่วประเทศ นั่นคือ “ศุภจี” ใช้สิทธิเลือกตั้ง-ออกเสียงประชามติ นางศุภจี สุธรรมพันธ์ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่มาพร้อมครอบครัว แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ใครที่ยังลังเลอยู่ว่าจะไปโหวตดีไหม บทความนี้จะเล่าให้ฟังแบบเป็นกันเอง พร้อมเหตุผลเจ๋งๆ ที่คุณไม่ควรพลาด!

“ศุภจี” ใช้สิทธิเลือกตั้ง-ออกเสียงประชามติ

เช้าวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09:09 น. ที่โรงเรียนประเสริฐอิสลาม หน่วยเลือกตั้งที่ 143 ตำบลบางตลาด เทศบาลนครปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี พี่ศุภจีเดินทางมาพร้อมคุณแม่ ลูกชาย และน้องชาย สวมเดรสสีน้ำเงินเข้ม สีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสสุดๆ รายชื่อของแกนนำพรรคภูมิใจไทยคนนี้อยู่ลำดับที่ 694 ในหน่วยเลือกตั้งเลยนะ

บรรยากาศวันนั้นคึกคักมาก ผู้คนทยอยมาใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ รวมถึงการออกเสียงประชามติที่ทุกคนรอคอย พี่ศุภจีให้สัมภาษณ์สื่ออย่างอบอุ่นว่า “วันนี้เป็นวันที่สำคัญมากของประเทศไทย ประชาชนทุกคนมีสิทธิ์กำหนดอนาคตได้ด้วยตัวเอง เสียงของเรามีพลังจริงๆ นะคะ”

ศุภจี ใช้สิทธิเลือกตั้ง
ศุภจี กับครอบครัวที่หน่วยเลือกตั้ง

เชิญชวนคนไทย ออกมาแสดงพลังกำหนดทิศทางประเทศไทย

หลังจากใช้สิทธิเรียบร้อย พี่ศุภจียังย้ำชัดเจนว่า “ศุภจี” ใช้สิทธิเลือกตั้ง-ออกเสียงประชามติ เพื่อเป็นตัวอย่าง และขอเชิญชวนทุกคนออกมาโหวตตั้งแต่ 08:00 น. – 17:00 น. ของวันเดียวกัน เพื่อกำหนดทิศทางประเทศไทยไปด้วยกัน แกนนำคนนี้ยังพาครอบครัวทั้งหมดไปโหวตให้ครบ ถือเป็นโมเดลครอบครัวที่ลงตัวมาก!

ทำไมการเลือกตั้งครั้งนี้ถึงสำคัญ? เพราะนี่คือโอกาสที่เราจะได้เลือก ส.ส. ที่จะทำงานเพื่อประชาชนจริงๆ แบบแบ่งเขตคือตัวแทนท้องถิ่น ส่วนบัญชีรายชื่อคือภาพรวมพรรค ส่วนประชามติก็เป็นการตัดสินใจเรื่องใหญ่ของชาติ ถ้าคุณไม่ออกมา เสียงคุณหายไป อนาคตชาติอาจไม่เป็นอย่างที่หวัง

ประโยชน์ของการออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง

  • กำหนดอนาคตตัวเอง: เลือกคนที่ใช่ ทำงานให้คุณ
  • แสดงพลังประชาชน: ยิ่งคนมาเยอะ ยิ่งมีน้ำหนัก
  • เป็นตัวอย่างให้ลูกหลาน: เหมือนพี่ศุภจีที่พาครอบครัวมา
  • มีส่วนร่วมประชาธิปไตย: อย่าให้คนอื่นตัดสินแทน

นอกจากนี้ พรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของพี่ศุภจี มีนโยบายที่ตอบโจทย์คนไทยหลายเรื่อง เช่น เศรษฐกิจ การศึกษา สุขภาพ การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นเวทีสำคัญที่ทุกพรรคต้องพิสูจน์ตัวเอง เราเห็นแล้วว่าพี่ศุภจีเริ่มต้นด้วยการลงมือทำก่อนใคร

สำหรับเพื่อนๆ ที่พลาดไปแล้ว ครั้งหน้าก็อย่าลืมเช็คบัตรประชาชน เตรียมใจ และไปโหวตให้ถูกต้อง สามารถเช็คหน่วยเลือกตั้งได้ที่เว็บไซต์ กกต. เลยนะ ทุกเสียงมีค่า!

สรุปแล้ว “ศุภจี” ใช้สิทธิเลือกตั้ง-ออกเสียงประชามติ ไม่ใช่แค่ข่าว แต่เป็นแรงบันดาลใจให้เราทุกคน ลุกขึ้นมาทำหน้าที่พลเมืองที่ดี ประเทศไทยจะก้าวหน้าด้วยมือเรานี่แหละ คุณพร้อมแสดงพลังแล้วหรือยัง? ไปแชร์โพสต์นี้ ชวนเพื่อนๆ ออกมาโหวตครั้งหน้า อนาคตสดใสรออยู่!

เคล็ดลับเพิ่มเติม: ดื่มน้ำเยอะ กินข้าวเช้าก่อนไป อากาศร้อนแต่คุ้มค่าเสมอ!

ที่มา – “ศุภจี” ใช้สิทธิเลือกตั้ง-ออกเสียงประชามติ เชิญชวนคนไทย ออกมาแสดงพลังกำหนดทิศทางประเทศไทย

กัณวีร์ ตั้งเป้า! ปักธง 3 พื้นที่ สิทธิมนุษยชน

“พรรคพลวัต” เปิดตัวแรง “กัณวีร์” เผยส่ง 90 เขต 25 จังหวัด ชู 6 เสาหลักสิทธิมนุษยชน หวังกัณวีร์ ตั้งเป้า! ปักธง 3 พื้นที่ กทม.-นนท์-ชายแดน

วันที่ 23 ธันวาคม 2568 นายกัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพลวัต พร้อมแกนนำพรรคเปิดโครงการปฐมนิเทศผู้สมัคร สส. ประกาศความพร้อมสู้ศึกเลือกตั้งปี 69 แม้เป็นพรรคใหม่แต่เน้นนักปฏิบัติ พร้อมส่งผู้สมัครกระจายทั่วประเทศรวม 90 เขต ใน 25 จังหวัด

นายสุรพันธ์ ไวยากรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลวัต ระบุว่า พรรคคัดเลือกผู้สมัครอย่างเข้มข้น โดยเน้นพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ โดยพื้นที่ กทม. ส่ง 28 เขต และปริมณฑล 7 เขต ตั้งเป้าคว้าชัยพื้นที่ จ.นนทบุรีอย่างน้อย 3 เขต ขณะที่จังหวัดชายแดนมุ่งเน้น จ.นราธิวาส ปัตตานี พิษณุโลก และจังหวัดตามแนวตะวันตก-ตะวันออก เพื่อแก้ปัญหาสิทธิและสันติภาพอย่างยั่งยืน ส่วนบัญชีรายชื่อเบื้องต้นมี 24 ราย พร้อมเสนอแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในนามพรรค

นายกัณวีร์ เผยนโยบายหลักที่ยืนบนระบอบสังคมนิยมประชาธิปไตย เน้นการกระจายทุนที่ไม่กระจุกตัว และสร้างตาข่ายรองรับสิทธิมนุษยชน ผ่าน 6 เสาหลัก 23 นโยบาย อาทิ เร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ คุ้มครองแรงงานนอกระบบและหนุนสหภาพ สิทธิการแข่งขันให้ฐานรากเข้าถึงโอกาสอย่างเป็นธรรม ความปลอดภัยข้ามชาติ จัดการปัญหามลพิษข้ามแดน สแกมเมอร์ และสร้างสันติภาพชายแดนใต้-เมียนมา-กัมพูชา อย่างจริงจัง

ด้านนายอภิสิทธิ์ ไล่ศัตรูไกล ย้ำจุดแข็งเรื่อง เศรษฐกิจสร้างสรรค์ มุ่ง Upskill-Reskill แรงงานและฟรีแลนซ์ เพิ่มอำนาจต่อรองกับแพลตฟอร์มใหญ่ ยืนยันพรรคพลวัตมาจากนักปฏิบัติที่มีประสบการณ์กว่า 20 ปี นโยบายจึงไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรูแต่ต้องสัมฤทธิ์ผลในพื้นที่จริง เราไม่กังวลเรื่องฐานเสียงเดิม เพราะมีประชาชนกว่า 40% ที่ยังไม่ได้ตัดสินใจ พรรคพลวัตจะเป็นทางเลือกใหม่สำหรับคนที่รอความชัดเจนและการปฏิบัติจริง” แกนนำพรรคระบุทิ้งท้าย

กัณวีร์ ตั้งเป้า! ปักธง 3 พื้นที่ สิทธิมนุษยชน

การเปิดตัวอย่างแข็งขันของพรรคพลวัตและการประกาศนโยบายที่มุ่งเน้นสิทธิมนุษยชน 6 เสาหลัก ถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป้าหมายของพรรคในการ กัณวีร์ ตั้งเป้า! ปักธง 3 พื้นที่ สำคัญ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และพื้นที่ชายแดน

กัณวีร์ ตั้งเป้า! ปักธง 3 พื้นที่สำคัญอย่างไร?

การที่พรรคพลวัตให้ความสำคัญกับพื้นที่ทั้ง 3 แห่งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจในปัญหาและความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่ กรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการเมือง การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญ นนทบุรีเป็นจังหวัดปริมณฑลที่มีประชากรหนาแน่นและมีความหลากหลาย การพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนจึงเป็นสิ่งจำเป็น ขณะที่พื้นที่ชายแดนมีความซับซ้อนของปัญหา ทั้งเรื่องความมั่นคง สิทธิมนุษยชน และการพัฒนาเศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างยั่งยืนจึงเป็นความท้าทาย

นโยบาย 6 เสาหลักสิทธิมนุษยชนของพรรคพลวัตมีความครอบคลุมและตอบโจทย์ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การคุ้มครองแรงงาน การส่งเสริมสิทธิการแข่งขัน การจัดการปัญหามลพิษ และการสร้างสันติภาพในพื้นที่ชายแดน นอกจากนี้ พรรคพลวัตยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการ Upskill-Reskill แรงงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาประเทศในยุคปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของพรรคพลวัตคือการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับประชาชน เนื่องจากเป็นพรรคใหม่ที่ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก การสื่อสารนโยบายและการทำงานในพื้นที่อย่างเข้มแข็งจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประชาชนเห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงของพรรคในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศ

การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นโอกาสสำคัญสำหรับประชาชนในการตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการและแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างแท้จริง พรรคพลวัตเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหาความเปลี่ยนแปลงและต้องการเห็นประเทศไทยเป็นสังคมที่เคารพสิทธิมนุษยชนและมีความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน การที่ กัณวีร์ ตั้งเป้า! ปักธง 3 พื้นที่ นี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่น่าจับตามอง

ดังนั้นจึงอยู่ที่ประชาชนแล้วว่า จะให้โอกาสพรรคพลวัตได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงประเทศไทยได้มากน้อยแค่ไหน

ที่มา – “กัณวีร์” ตั้งเป้าปักธง 3 พื้นที่ เมืองกรุง – เมืองนนท์ – เมืองชายแดน ชู 6 เสาหลักสิทธิมนุษยชน

นายกฯ เปิดงาน OTOP City 2025 หนุนสินค้าไทย

นายกฯ เปิดงาน “OTOP City 2025” หนุนสินค้าไทย สร้างรายได้ชุมชน – 7 จังหวัดได้รับผลกระทบชายแดน ย้ำ OTOP เปรียบดั่งแบรนด์สินค้าไทยแสดงศักยภาพให้ทั่วโลกประจักษ์

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 เวลา 17.00 น. ณ เวทีกลาง อาคารชาเลนเจอร์ 2 ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “OTOP CITY 2025” โดยมีนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะทูตานุทูต คณะกรรมการอำนวยการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์แห่งชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ และภาคเอกชน เข้าร่วมงาน

ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีและคณะ ได้ถวายความเคารพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากนั้นได้รับชมการแสดงชุดพิเศษ “OTOP.…Happiness Festival” ที่ถ่ายทอดเรื่องราวเทศกาลแห่งการให้และการแบ่งปันในช่วงปีใหม่ ผ่านสีสัน เสียงดนตรี และการแสดงร่วมสมัย ผสานการแสดงจากวงโยธวาทิตจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้ากุนนที สร้างความประทับใจและปลุกพลังแห่งความสุข

นายกรัฐมนตรีกล่าวเปิดงานว่า เป็นเวลาหลายปีติดต่อกันที่ได้มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมกับงาน OTOP ทั้งในฐานะผู้เปิดงาน หรือแม้แต่ในฐานะลูกค้า โดยของประดับที่บ้านถือเป็นที่เชิดหน้าชูตา เมื่อผู้มาเยือนต่างถามว่าได้มาจากที่ใด ซึ่งของต่างๆ ล้วนมาจากงาน OTOP ทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้ นายกรัฐมนตรีจึงรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มามีส่วนร่วมในงาน “OTOP CITY 2025” ในวันนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์มาตลอด เนื่องจากสินค้า OTOP ในปัจจุบันได้ก้าวขึ้นมาเป็นเสมือนแบรนด์หลักแบรนด์หนึ่งของประเทศไทยแล้ว แค่เพียงเอ่ยคำว่า “OTOP” ผู้คนจะนึกถึงความเป็นไทย คุณภาพ ความประณีต และรายละเอียดที่ใส่ใจในทุกขั้นตอนการผลิต จนก่อให้เกิดความประทับใจ ซึ่งคุณค่าดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเครื่องประดับ เสื้อผ้า หรือชิ้นงานเชิงศิลปะเท่านั้น หากแต่สะท้อนอยู่ในทุกผลิตภัณฑ์ที่คนไทยสร้างสรรค์ขึ้นภายใต้แบรนด์ OTOP

เมื่อแบรนด์ได้รับการยอมรับและติดตลาดแล้ว ความท้าทายที่สำคัญต่อไปคือการรักษาคุณภาพ การคงไว้ซึ่งความประทับใจของผู้บริโภค และท้ายที่สุดคือการสร้างความแปลกใหม่ ความน่าสนใจ หรือเรื่องราวใหม่ๆ เพื่อให้ผู้บริโภครู้สึกตื่นเต้นและติดตามผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง สิ่งเหล่านี้ถือเป็นโจทย์สำคัญของการเป็น “แชมเปียน” และเป็นความท้าทายของการรักษาความเป็นผู้นำ ซึ่งเชื่อมั่นว่าสามารถทำได้

นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า เป้าหมายสำคัญในการขับเคลื่อนสินค้า OTOP คือ การสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการ ตลอดจนสมาชิกในชุมชน อันจะนำไปสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม อีกทั้งยังเป็นโอกาสอันดีที่ประเทศไทยจะได้แสดงศักยภาพให้ทั่วโลกได้ประจักษ์ ถึงความก้าวหน้าในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของไทย ทั้งนี้ ขอให้กรมการพัฒนาชุมชน และผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ตระหนักถึงความท้าทายของการรักษาแชมป์ไว้ เราจำเป็นต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง คิดโจทย์ใหม่อยู่ตลอดเวลา และไม่ย่ำอยู่กับที่ จึงจะสามารถรักษาความเป็นแชมป์ของสินค้า OTOP ไทยไว้ได้อย่างยั่งยืน

ท่ามกลางความเหน็ดเหนื่อยและความตึงเครียดจากสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติจากธรรมชาติ หรือสถานการณ์ความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน เรายังมีงาน OTOP City ซึ่งถือเป็นพื้นที่แห่งการผ่อนคลาย เปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชน ได้ออกมาร่วมกิจกรรมดีๆ ร่วมกัน

“การซื้อสินค้า OTOP ไม่ได้เป็นเพียงการจับจ่ายใช้สอยเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการร่วมแรงร่วมใจกันอย่างแท้จริง เป็นการช่วยอุดหนุนสินค้าของประชาชนจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งตามแนวชายแดนทั้ง 7 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดตราด จันทบุรี บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี และสระแก้ว โดยทั้ง 7 จังหวัดนี้ ล้วนเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ มีผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพหลากหลาย ทั้งอาหาร เครื่องนุ่งห่ม และสินค้าของใช้ในชีวิตประจำวันจำนวนมาก ดังนั้น การจัดงาน OTOP City ในวันนี้ จึงไม่เพียงเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากเท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติที่กำลังเผชิญกับความยากลำบากจากสถานการณ์ดังกล่าวด้วย” นายกรัฐมนตรีกล่าว

นอกจากนี้ ภายในงานยังจัดพื้นที่พิเศษให้กับผู้ผลิตจากจังหวัดที่ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ดังนั้น ขอเชิญชวนทุกคนใช้โอกาสนี้ ร่วมกันแสดงพลังน้ำใจ ช่วยเหลือประชาชนของเราด้วยกัน เพราะแทบไม่มีโอกาสใดที่จะสามารถรวบรวมสินค้าคุณภาพจากทั่วประเทศมาให้ทุกคนได้เลือกชม เลือกซื้อ และนำไปใช้ประโยชน์

เนื่องจากสัปดาห์นี้ถือเป็นช่วงสัปดาห์สุดท้ายของปี จึงขอใช้โอกาสอันเป็นมงคลนี้ อวยพรปีใหม่ล่วงหน้าให้ปีพุทธศักราช 2569 ที่กำลังจะมาถึง เป็นปีที่ดีที่สุดของคนไทยทุกคน ขอให้มีสุขภาพแข็งแรง ปลอดภัย และมีความผาสุกโดยทั่วหน้ากัน

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีเปิด นายกรัฐมนตรี คณะทูตานุทูต และคณะผู้บริหาร ได้เดินเยี่ยมชมบูธส่วนจัดแสดงของหน่วยงานภาคี พร้อมพูดคุยกับผู้ผลิตผู้ประกอบการที่นำสินค้ามาแสดงและจำหน่าย ก่อนจะเดินทางกลับ

นายกฯ เปิดงาน OTOP City 2025

งาน OTOP City 2025 เป็นงานที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะถือเป็นโอกาสในการสนับสนุนสินค้าไทย และสร้างรายได้ให้กับชุมชน ผู้ประกอบการ และประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ การจัดงาน OTOP City 2025 ไม่ได้เป็นเพียงการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากเท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติที่กำลังเผชิญกับความยากลำบากจากสถานการณ์ต่างๆ อีกด้วย

ทำไมต้องสนับสนุนงาน OTOP City 2025?

  • เป็นการสนับสนุนสินค้าไทย คุณภาพดี มีเอกลักษณ์
  • เป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย และชุมชนต่างๆ
  • เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทย
  • เป็นการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาไทย
  • เป็นการให้กำลังใจเพื่อนร่วมชาติ

งาน OTOP City 2025 จึงเป็นงานที่ไม่ควรพลาดสำหรับผู้ที่ต้องการสนับสนุนสินค้าไทย และช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติ นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสที่ดีในการเลือกซื้อของขวัญปีใหม่ที่มีคุณค่าและความหมายอีกด้วย มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนสินค้าไทย ในงาน OTOP City 2025 กันนะคะ

ที่มา – นายกฯ เปิดงาน “OTOP City 2025” ชวนคนไทยรวมพลังอุดหนุนสินค้าช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติ

สวัสดิ์ โชติพานิช ถึงแก่อสัญกรรม วัย 93 ปี

วงการกฎหมายไทยต้องสูญเสียบุคคลสำคัญ เมื่อนายสวัสดิ์ โชติพานิช อดีตประธานศาลฎีกา ถึงแก่อสัญกรรมอย่างสงบในวัย 93 ปี ที่บ้านพักของท่าน โดยจะมีพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพในช่วงเย็นวันนี้

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 ได้รับรายงานข่าวเศร้าว่า นายสวัสดิ์ โชติพานิช อดีตประธานศาลฎีกา ได้ถึงแก่อสัญกรรมอย่างสงบ สิริอายุ 93 ปี ณ บ้านพักของท่าน ถนนแจ้งวัฒนะ เมื่อเวลา 00.11 น. ของวันนี้

นายสวัสดิ์ โชติพานิช เกิดเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2474 ท่านเป็นบุคคลสำคัญที่ได้ดำรงตำแหน่งสำคัญมากมายในแวดวงกฎหมายและการปกครองของประเทศไทย อาทิ ประธานศาลฎีกา, ประธานกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 10) (กฎหมายสาธารณสุข) สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, กรรมการการเลือกตั้งด้านสืบสวนสอบสวน, สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550, อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์, ปลัดกระทรวงยุติธรรม, อธิบดีกรมบังคับคดี, สมาชิกวุฒิสภา และกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) นอกจากนี้ ท่านยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นกรรมการกฤษฎีกา ตั้งแต่ พ.ศ. 2531 จนวาระสุดท้ายของชีวิต

ในวันนี้ จะมีพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ สวัสดิ์ โชติพานิช ในเวลา 16.30 น. ณ วัดชลประทานรังสฤษดิ์ (ห้องประชุม โรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์) พระอารามหลวง ถนนติวานนท์ ต.บางตลาด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี

สวัสดิ์ โชติพานิช ถึงแก่อสัญกรรม

กำหนดการพิธีบำเพ็ญกุศล สวัสดิ์ โชติพานิช

สำหรับกำหนดการพิธีบำเพ็ญกุศลมีดังนี้

  • วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม 2568
    • เวลา 16.30 น. พิธีรดน้ำศพ
    • เวลา 16.30 น. เจ้าหน้าที่กองพระราชพิธี สำนักพระราชวังเชิญน้ำหลวงอาบศพพระราชทานมาถึง
    • เวลา 17.30 น. ประกอบพิธีรดน้ำหลวงอาบศพพระราชทาน
    • เวลา 19.00 น. พระพิธีธรรม สวดพระอภิธรรมศพ
  • วันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม 2568
    • เวลา 19.00 น. พระพิธีธรรม สวดพระอภิธรรมศพ
  • วันอังคารที่ 19 สิงหาคม 2568
    • เวลา 19.00 น. พระพิธีธรรม สวดพระอภิธรรมศพ
  • วันพุธที่ 20 สิงหาคม 2568
    • เวลา 19.00 น. พระพิธีธรรม สวดพระอภิธรรมศพ
  • วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม 2568
    • เวลา 19.00 น. พระพิธีธรรม สวดพระอภิธรรมศพ

ส่วนกำหนดการพระราชทานเพลิงศพทางเจ้าภาพจะแจ้งให้ทราบต่อไป ทั้งนี้เจ้าภาพของดรับพวงหรีด ผู้ประสงค์ร่วมทำบุญ สามารถร่วมทำบุญในการบูรณะพระมหาธาตุเจดีย์ พระพุทธธรรมประกาศ วัดพุทธาธิวาส (พระอารามหลวง) อ.เบตง จ.ยะลา

การจากไปของนายสวัสดิ์ โชติพานิช นับเป็นการสูญเสียบุคลากรสำคัญของวงการกฎหมายไทย ท่านได้สร้างคุณูปการต่อประเทศชาติและเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ข้าราชการรุ่นหลัง ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของท่าน

ที่มา – “สวัสดิ์ โชติพานิช”ถึงแก่อสัญกรรมอย่างสงบในวัย 93 ปี มีพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพเย็นนี้

Scroll to top