จังหวัดนราธิวาส

ครม.สัญจรสงขลา จ่อถกปัญหา 5 จังหวัดใต้ ขอม็อบอย่าชุมนุมทำเนียบฯ มีอะไรไปคุยที่คมนาคม

ครม.สัญจรสงขลา จ่อถกปัญหา 5 จังหวัดใต้ ขอม็อบอย่าชุมนุมทำเนียบฯ มีอะไรไปคุยที่คมนาคม

เป็นที่จับตามองอย่างมากสำหรับการเตรียมความพร้อมจัดประชุม ครม.สัญจรสงขลา จ่อถกปัญหา 5 จังหวัดใต้ ขอม็อบอย่าชุมนุมทำเนียบฯ มีอะไรไปคุยที่คมนาคม โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าถึงภารกิจสำคัญในครั้งนี้ ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อมุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่และแก้ไขปัญหาผังเมืองที่คั่งค้างมานาน

การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้เห็นการขับเคลื่อนนโยบายจากส่วนกลางสู่ภูมิภาค โดยเน้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ซึ่งทางภาครัฐได้มีการประสานงานร่วมกับภาคเอกชนและผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อรวบรวมข้อมูลและโครงการที่จะช่วยพัฒนาอาชีพและรายได้ให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

จุดประสงค์หลักของการประชุม ครม.สัญจรสงขลา จ่อถกปัญหา 5 จังหวัดใต้ ขอม็อบอย่าชุมนุมทำเนียบฯ มีอะไรไปคุยที่คมนาคม

ในการประชุมที่จะถึงนี้ รัฐบาลไม่ได้เพียงแค่ต้องการอนุมัติงบประมาณ แต่ต้องการฟังเสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่จริงๆ โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับ:

  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและผังเมืองใหม่ให้เหมาะสมกับยุคสมัย
  • การส่งเสริมอาชีพเพื่อยกระดับรายได้เฉลี่ยของคนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
  • การเร่งผลักดันโครงการรถไฟทางคู่ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารให้เป็นระบบมากขึ้น

ทางด้านนายพิพัฒน์ได้ฝากถึงกลุ่มผู้ชุมนุมที่อาจมีการยกระดับความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับประเด็นเศรษฐกิจว่า ตนไม่เข้าใจถึงเหตุผลในการประท้วง โดยเฉพาะประเด็นที่จบไปแล้วหรือไม่มีอยู่จริง พร้อมย้ำว่า ครม.สัญจรสงขลา จ่อถกปัญหา 5 จังหวัดใต้ ขอม็อบอย่าชุมนุมทำเนียบฯ มีอะไรไปคุยที่คมนาคม ซึ่งเป็นช่องทางที่เปิดกว้างและพร้อมรับฟังมากกว่าการมาชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาล

นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงโครงการ Missing Link และการพัฒนาท่าเรือฝั่งอันดามัน ซึ่งกระทรวงคมนาคมกำลังเร่งศึกษาความเหมาะสมเพื่อให้สอดคล้องกับระบบราง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว ส่วนประเด็นน้ำท่วมในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ ได้มีการกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมรับมือฤดูฝนอย่างใกล้ชิดแล้ว

ในมุมมองของเรา การที่ภาครัฐลงมาประชุมถึงพื้นที่จริงเป็นสัญญาณที่ดีของการแก้ปัญหาแบบถึงลูกถึงคน สิ่งสำคัญคือการสื่อสารและการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐกับภาคประชาชน หากเกิดข้อสงสัยหรือต้องการข้อเสนอแนะ การพูดคุยผ่านช่องทางที่ถูกต้องตามที่กระทรวงคมนาคมแนะนำ ถือเป็นวิธีการที่สร้างสรรค์และก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากกว่าการใช้กฎหมู่กดดันรัฐบาลครับ

ที่มา – ครม.สัญจรสงขลา จ่อถกปัญหา 5 จังหวัดใต้ ขอม็อบอย่าชุมนุมทำเนียบฯ มีอะไรไปคุยที่คมนาคม

นายกฯ ลั่นปัญหาภาคใต้ไม่มีเคลียร์ ลุยปราบยา-ของเถื่อน

นายกฯ ลั่นปัญหาภาคใต้ไม่มีเคลียร์ ลุยปราบยา-ของเถื่อน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อ นายกฯ ลั่นปัญหาภาคใต้ไม่มีเคลียร์ ลุยปราบยา-ของเถื่อน หลังจากเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส การออกมาประกาศจุดยืนที่ชัดเจนของรัฐบาลในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังกลุ่มผู้มีอิทธิพลและขบวนการผิดกฎหมายว่า ยุคนี้ไม่มีการประนีประนอมหรือใช้เส้นสายเพื่อหลบเลี่ยงความผิดอย่างแน่นอน

ท่านนายกฯ ได้กำชับหน่วยงานฝ่ายปกครอง ตำรวจ และทหาร ให้ตรึงกำลังเข้มงวดตามแนวชายแดน พร้อมกวาดล้างผู้มีอิทธิพลแบบเต็มสูบ โดยมองว่าปัญหาในพื้นที่ไม่ได้มีแค่เรื่องความมั่นคง แต่ยังมีเรื่องของยาเสพติดและการค้าของเถื่อนเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขโดยด่วน

มาตรการเด็ดขาด: อยากเจ๊งก็ลอง

สำหรับกลุ่มคนที่คิดจะท้าทายกฎหมาย นายกฯ ได้ฝากเตือนสั้นๆ แต่ได้ใจความว่า นายกฯ ลั่นปัญหาภาคใต้ไม่มีเคลียร์ ลุยปราบยา-ของเถื่อน ใครที่คิดจะลองดีหรือหวังจะใช้คอนเนคชันมาเคลียร์คดีนั้น บอกได้เลยว่า “อยากเจ๊งก็ลอง” เพราะที่ผ่านมามีคนหน้าแตกไปหลายรายแล้วจากการพยายามใช้อิทธิพลมืดเข้ามาแทรกแซงการทำงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ยืนยันว่าไม่มีนโยบายเคลียร์ให้ใครทั้งสิ้น

  • เร่งประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อแก้ปัญหายาเสพติด
  • สั่งการหน่วยงานความมั่นคงคุมเข้มการค้าของเถื่อนตลอดแนวชายแดน
  • เดินหน้าพูดคุยสันติสุขไปพร้อมกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด

นอกจากนี้ ในวันที่ 6-7 สิงหาคมนี้ จะมีการหารือร่วมกับผู้นำจากเมียนมาเพื่อหารือเรื่องปัญหายาเสพติดและมลพิษข้ามพรมแดน ซึ่งถือเป็นวาระสำคัญในการยกระดับความมั่นคงในระดับภูมิภาค ส่วนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น นายกฯ ย้ำชัดว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนมีอำนาจเต็มในการดำเนินการตามกฎหมาย ไม่ต้องรอคำสั่งจากส่วนกลาง เพื่อให้การระงับเหตุและปราบปรามผู้กระทำผิดเป็นไปอย่างรวดเร็วที่สุด

สุดท้ายนี้ การที่ นายกฯ ลั่นปัญหาภาคใต้ไม่มีเคลียร์ ลุยปราบยา-ของเถื่อน ไม่เพียงแต่เป็นการเรียกขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ว่า รัฐบาลเอาจริงกับการปราบปรามความไม่สงบทุกรูปแบบ และพร้อมที่จะนำความสงบสุขกลับคืนสู่ชายแดนใต้ให้ได้โดยเร็วที่สุด

ที่มา – “นายกฯ” ลั่นปัญหาภาคใต้ไม่มีเคลียร์ ลุยปราบยา-ของเถื่อน เตือนพวกท้าทาย “อยากเจ๊งก็ลอง”

เสนาธิการทหารบก ย้ำดูแลครอบครัว จ.ส.อ.ธีรยุทธ โสมะเกิด อย่างสมเกียรติ

เสนาธิการทหารบก ย้ำดูแลครอบครัว จ.ส.อ.ธีรยุทธ โสมะเกิด อย่างสมเกียรติ

เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ในฐานะเลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ได้เดินทางไปเป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ จ่าสิบเอก ธีรยุทธ โสมะเกิด ทหารกล้าผู้เสียสละ ณ วัดพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ท่ามกลางความโศกเศร้าของครอบครัวและพี่น้องทหารด้วยกัน

การจากไปของ จ.ส.อ.ธีรยุทธ โสมะเกิด ถือเป็นการสูญเสียครั้งสำคัญของกองทัพ เนื่องจากท่านได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งในการปกป้องผืนแผ่นดินไทย ณ พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจากกลุ่มผู้ไม่หวังดีลอบใช้อาวุธปืนและระเบิดไปป์บอมบ์โจมตีจุดตรวจบูเก๊ะซามี จ.นราธิวาส ซึ่งเป็นความสูญเสียที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

การเยียวยาและเชิดชูเกียรติทหารกล้า

เสนาธิการทหารบก ย้ำดูแลครอบครัว จ.ส.อ.ธีรยุทธ โสมะเกิด อย่างสมเกียรติ โดยกองทัพบกได้จัดเตรียมสวัสดิการและการช่วยเหลืออย่างเต็มที่ผ่านโครงการต่างๆ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ทายาทของผู้เสียสละ โดยสรุปการช่วยเหลือมีดังนี้:

  • มอบธงชาติไทยเพื่อเชิดชูเกียรติในการปฏิบัติหน้าที่จนวาระสุดท้าย
  • มอบเงินบำรุงขวัญและเงินสินไหมทดแทนจากโครงการพิทักษ์พล กห.
  • ให้สิทธิสวัสดิการด้านต่างๆ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 4,144,761 บาท

ในการนี้ พลเอก ชัยพฤกษ์ ได้เน้นย้ำกับครอบครัวว่า กองทัพจะไม่ทอดทิ้งและจะเฝ้าดูแลคุณภาพชีวิตของครอบครัวผู้เสียสละให้ครอบคลุมในทุกมิติ เพื่อให้เกียรติแก่ความกล้าหาญและความทุ่มเทที่ จ.ส.อ.ธีรยุทธ โสมะเกิด ได้มีต่อประเทศชาติ

ความมุ่งมั่นทวงคืนความยุติธรรม

นอกเหนือจากการเยียวยาครอบครัว ทางฝ่ายความมั่นคงได้ประกาศเดินหน้าติดตามตัวผู้ก่อเหตุและเครือข่ายผู้สนับสนุนมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเด็ดขาด โดยยืนยันว่าการที่ เสนาธิการทหารบก ย้ำดูแลครอบครัว จ.ส.อ.ธีรยุทธ โสมะเกิด อย่างสมเกียรติ นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจของกองทัพต่อกำลังพลทุกนาย แม้ว่าจะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากเพียงใดก็ตาม

ในท้ายที่สุดนี้ เราขอส่งกำลังใจให้ครอบครัวโสมะเกิดผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ และเชื่อมั่นว่าความเสียสละของ จ.ส.อ.ธีรยุทธ จะเป็นแบบอย่างของทหารกล้าที่คนไทยจะไม่มีวันลืม ความยุติธรรมที่ฝ่ายความมั่นคงกำลังดำเนินการอยู่นั้นจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า แม้เส้นทางจะยาวไกล แต่ทุกความสูญเสียจะได้รับการชดเชยด้วยความเป็นธรรมและการปกป้องสิทธิของผู้ถือกฎหมายอย่างแท้จริง

ที่มา – เสนาธิการทหารบก ย้ำดูแลครอบครัว จ.ส.อ.ธีรยุทธ โสมะเกิด อย่างสมเกียรติ

“หัวหน้าการพูดคุยสันติสุขฯ” ลั่น เลื่อนเจรจากลุ่มผู้เห็นต่าง

“หัวหน้าการพูดคุยสันติสุขฯ” ลั่น เลื่อนเจรจากลุ่มผู้เห็นต่าง

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนจับตามองสำหรับสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ เมื่อล่าสุด “หัวหน้าการพูดคุยสันติสุขฯ” ลั่น เลื่อนเจรจากลุ่มผู้เห็นต่าง ออกไปแบบไม่มีกำหนด หลังจากเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงในจังหวัดนราธิวาส ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในการพูดคุยเพื่อสันติภาพที่กำลังดำเนินอยู่

นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขฯ ได้ออกมาเปิดเผยว่า แม้ในช่วงแรกการเจรจาจะเริ่มต้นไปได้ด้วยดี แต่การเกิดเหตุรุนแรงขึ้นในระหว่างที่มีการส่งทีมเทคนิคเข้าไปหารือ ทำให้ต้องหยุดชะงักลง โดยนายฐนัตถ์ได้ตั้งคำถามสำคัญไปยังกลุ่มผู้เห็นต่างว่า ทำไมจึงเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น และต้องการคำตอบที่ชัดเจนก่อนจะกลับมาพูดคุยกันอีกครั้ง

สรุปปมปัญหาที่ทำให้ต้องเลื่อนการเจรจา

สาเหตุหลักที่ทำให้ “หัวหน้าการพูดคุยสันติสุขฯ” ลั่น เลื่อนเจรจากลุ่มผู้เห็นต่าง ในครั้งนี้ มีประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้:

  • การกระทำที่รุนแรงเกินกว่าจะยอมรับได้ในขณะที่การเจรจากำลังดำเนินอยู่
  • ความสับสนของฝ่ายผู้เห็นต่างในการกำหนดทิศทางของตนเอง
  • ความไม่คืบหน้าในการประสานงานผ่านผู้อำนวยความสะดวกจากมาเลเซีย
  • ข่าวการเปลี่ยนตัวผู้อำนวยความสะดวกของมาเลเซียที่อาจส่งผลต่อรอยต่อของการเจรจา

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าบรรยากาศจะดูตึงเครียด แต่ทางฝ่ายไทยยังคงยึดมั่นในแนวทางสันติวิธี โดยนายฐนัตถ์เน้นย้ำว่า การเจรจาคือหนทางแก้ไขปัญหาระยะยาว ไม่ใช่ทางลัดสำหรับเหตุการณ์เฉพาะหน้า นอกจากนี้ เขายังเชื่อมั่นว่าแม้ในสถานการณ์ปัจจุบันจะดูเหมือนทางตัน แต่ความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายปฏิบัติการยังมีช่องทางที่สามารถประสานงานกันได้อยู่

สำหรับการเตรียมความพร้อมในระยะถัดไป ทางฝ่ายความมั่นคงจะใช้กระบวนการข่าวกรองวิเคราะห์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันความสูญเสียและรักษาสมดุลของสถานการณ์ไม่ให้บานปลาย การทำงานครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขหรือวันนัดหมาย แต่มันคือการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องท่ามกลางความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานาน

ในมุมมองของผม สถานการณ์ชายแดนใต้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน การหยุดชะงักของการพูดคุยอาจไม่ใช่ข่าวดีในระยะสั้น แต่ก็นับว่าเป็นบททดสอบสำคัญที่ไทยต้องแสดงจุดยืน เพื่อให้การเจรจาในอนาคตมีความหมายและเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากกว่าเพียงแค่การพูดคุยตามนัดในปฏิทินเท่านั้น เราคงต้องรอติดตามกันต่อไปว่าฝ่ายผู้เห็นต่างจะส่งสัญญาณตอบกลับมาอย่างไร และกระบวนการสันติสุขจะก้าวข้ามผ่านช่วงเวลานี้ไปได้อย่างไรครับ

ที่มา – “หัวหน้าการพูดคุยสันติสุขฯ” ลั่น เลื่อนเจรจากลุ่มผู้เห็นต่าง จาก ก.ย. ไม่มีกำหนด

“บิ๊กปู” ตรวจเยี่ยม ฉก.ทพ.45 – ฉก.ตร.น.ธ.93 ย้ำดูแลกำลังพลรอบด้าน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เราจะมาอัปเดตภารกิจสำคัญของผู้นำกองทัพบกกับการลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจและสร้างขวัญกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่เป็นอย่างมากครับ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) หรือที่หลายคนคุ้นหูในชื่อ “บิ๊กปู” ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม “บิ๊กปู” ตรวจเยี่ยม ฉก.ทพ.45 – ฉก.ตร.น.ธ.93 ย้ำดูแลกำลังพลรอบด้าน เพื่อติดตามสถานการณ์ในพื้นที่จ.นราธิวาสครับ

“บิ๊กปู” ตรวจเยี่ยม ฉก.ทพ.45 – ฉก.ตร.น.ธ.93 ย้ำดูแลกำลังพลรอบด้าน ในพื้นที่นราธิวาส

การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นวันที่ 2 ของภารกิจ โดย ผบ.ทบ. ได้เข้าไปพบปะพี่น้องทหารและตำรวจที่ปฏิบัติงานในหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 และหน่วยเฉพาะกิจตำรวจนราธิวาส 93 ท่านได้มอบสิ่งของอุปโภคบริโภคเพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ทุกนายที่เสียสละทำงานในพื้นที่เสี่ยงภัยอย่างเข้มแข็งครับ

เจาะลึกแนวทางปฏิบัติ “บิ๊กปู” ตรวจเยี่ยม ฉก.ทพ.45 – ฉก.ตร.น.ธ.93 ย้ำดูแลกำลังพลรอบด้าน

สิ่งหนึ่งที่ ผบ.ทบ. เน้นย้ำเป็นพิเศษคือเรื่องการดูแลคุณภาพชีวิตของกำลังพล ซึ่งไม่ได้ดูแลแค่เรื่องงานเท่านั้น แต่รวมถึง:

  • สวัสดิการความเป็นอยู่ของทหารและตำรวจในพื้นที่
  • สุขภาพกายและสุขภาพจิตใจของเจ้าหน้าที่
  • การจัดผลัดพักหมุนเวียนกำลังพลอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่
  • การรักษาความปลอดภัยของฐานที่ตั้งและการปฏิบัติภารกิจนอกพื้นที่

ผบ.ทบ. ได้กำชับให้นำบทเรียนจากเหตุการณ์ในอดีตมาปรับปรุงแผนงาน โดยต้องเน้นการบูรณาการทั้งงานข่าว งานพลเรือน และการเข้าถึงพี่น้องประชาชนในพื้นที่เพื่อให้เกิดสันติสุขอย่างยั่งยืนครับ

ในมุมมองของผม การที่ผู้บังคับบัญชาลงมาใส่ใจรายละเอียดถึงความเป็นอยู่ของผู้ปฏิบัติงานหน้างานเช่นนี้ เป็นสัญญาณที่ดีมาก เพราะนอกจากจะทำให้กำลังพลมีความมั่นใจในการทำงานแล้ว ยังทำให้แผนการรักษาความสงบมีความละเอียดรอบคอบและปลอดภัยยิ่งขึ้นครับ หวังว่าการปรับแผนในครั้งนี้จะนำมาซึ่งความสงบสุขให้กับพี่น้องชาวนราธิวาสและจังหวัดชายแดนภาคใต้ในเร็ววันนะครับ

ที่มา – “บิ๊กปู” ตรวจเยี่ยม ฉก.ทพ.45 – ฉก.ตร.น.ธ.93 ย้ำดูแลกำลังพลรอบด้าน

“บิ๊กดุลย์” น้ำตาคลอ ขอโทษปมเข้าใจผิดห้ามใช้คำว่าไล่ล่า

“บิ๊กดุลย์” น้ำตาคลอ ขอโทษปมเข้าใจผิดห้ามใช้คำว่าไล่ล่า

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองและพูดถึงกันอยู่ในขณะนี้ สำหรับกรณีที่ “บิ๊กดุลย์” น้ำตาคลอ ขอโทษปมเข้าใจผิดห้ามใช้คำว่าไล่ล่า จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าท่านอาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับลูกน้องที่สูญเสียไปจากการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ซึ่งล่าสุดเจ้าตัวได้ออกมาเปิดใจผ่านสื่อมวลชนด้วยท่าทีที่หนักแน่นแต่แฝงไปด้วยความรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง

หากย้อนกลับไปดูเหตุการณ์นี้ เมื่อช่วงวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ได้ให้สัมภาษณ์ชี้แจงถึงประเด็นดราม่าดังกล่าว โดยยืนยันว่าการที่ท่านออกมาให้สัมภาษณ์เรื่องการไม่ใช้คำว่า “ไล่ล่า” นั้น เป็นเพราะต้องการระมัดระวังในเรื่องของการยกระดับความขัดแย้ง แต่กลับกลายเป็นว่าสื่อสารออกไปไม่ครบจนทำให้เกิดความเข้าใจผิดไปว่าไม่รักลูกน้อง ซึ่งแน่นอนว่าประเด็น “บิ๊กดุลย์” น้ำตาคลอ ขอโทษปมเข้าใจผิดห้ามใช้คำว่าไล่ล่า นี้ สร้างความสะเทือนใจให้แก่เจ้าตัวไม่น้อย เพราะชีวิตทหารที่ผ่านสมรภูมิมาอย่างโชกโชน ย่อมเข้าใจความเสียสละของลูกน้องดีที่สุด

เหตุผลเบื้องหลังคำพูดที่ถูกตีความผิดพลาด

ท่าน รมว.กลาโหม ได้กล่าวย้ำอย่างชัดเจนว่า “ลูกน้องต้องไม่ตายฟรี” และได้รับสั่งให้แม่ทัพภาคที่ 4 เร่งติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุมาลงโทษให้ได้ โดยท่านได้อธิบายประเด็นที่หลายคนสงสัยเพิ่มเติมดังนี้:

  • หัวใจของการเป็นทหารยังคงเหมือนเดิม ไม่เคยเปลี่ยนไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใด
  • การเลือกใช้คำพูดในฐานะรัฐมนตรีต้องมีความเหมาะสมเพื่อไม่ให้เป็นการเติมไฟในพื้นที่
  • ความผิดพลาดในการสื่อสารที่ทำให้สังคมเข้าใจผิดว่าท่านไม่เสียใจกับการสูญเสียของลูกน้อง

หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่าทำไมเรื่องนี้ถึงกลายเป็นประเด็นใหญ่โต? คำตอบอาจอยู่ที่ความคาดหวังของประชาชนที่อยากเห็นท่าทีที่แข็งกร้าวจากผู้นำทัพในยามที่เกิดเหตุร้ายแรง แต่การที่ “บิ๊กดุลย์” น้ำตาคลอ ขอโทษปมเข้าใจผิดห้ามใช้คำว่าไล่ล่า ในครั้งนี้ก็นับเป็นการแสดงความรับผิดชอบและพิสูจน์ให้เห็นว่า แม้จะอยู่ในตำแหน่งบริหารทางเมือง แต่หัวใจของท่านยังคงอยู่กับลูกน้องที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญเสมอมา

บทเรียนในครั้งนี้ทำให้เราเห็นว่า “การสื่อสาร” เป็นเรื่องละเอียดอ่อน โดยเฉพาะในบริบทของความปลอดภัยและความมั่นคงที่คนไทยแทบทั้งประเทศให้ความสนใจ ความจริงใจที่สื่อออกมาผ่านน้ำตาในวันนี้ น่าจะช่วยคลี่คลายข้อสงสัยและทำให้ประชาชนเข้าใจเจตนาของท่าน รมว.กลาโหม มากยิ่งขึ้น ในฐานะคนทำงาน เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้เห็นกระบวนการยุติธรรมนำตัวคนผิดมาลงโทษได้โดยเร็วที่สุด เพื่อเป็นเกียรติแก่ทหารพรานผู้เสียสละทั้ง 5 นาย

ที่มา – “บิ๊กดุลย์” น้ำตาคลอ ขอโทษสื่อสารไม่ครบ ทำคนเข้าใจผิดว่าไม่รักลูกน้อง ปมห้ามใช้คำว่าไล่ล่า

ประกาศใช้ กฎอัยการศึก คลุมพื้นที่ จ.นราธิวาส ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหาร ใช้อาวุธได้ทันที

สถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เมื่อล่าสุดมีรายงานข่าวสำคัญเกี่ยวกับการ ประกาศใช้ “กฎอัยการศึก” คลุมพื้นที่ จ.นราธิวาส ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหาร ใช้อาวุธได้ทันที เพื่อเร่งติดตามผู้ก่อเหตุรุนแรงที่ยังคงหลบหนีการจับกุม สร้างความกังวลใจให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก

ประกาศใช้ “กฎอัยการศึก” คลุมพื้นที่ จ.นราธิวาส ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหาร ใช้อาวุธได้ทันที

สืบเนื่องจากเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ที่มีการลอบยิงและใช้ระเบิดโจมตีเจ้าหน้าที่ทหารพรานจนเป็นเหตุให้มีการสูญเสีย พล.ต.ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ ผบ.ฉก.นราธิวาส จึงได้ลงนามในคำสั่งหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ที่ 131/2569 เพื่อบังคับใช้กฎหมายพิเศษในการควบคุมสถานการณ์และรักษาความสงบเรียบร้อย

รายละเอียดการประกาศใช้กฎอัยการศึกในนราธิวาส

การดำเนินงานภายใต้คำสั่งฉบับนี้มีความเข้มข้นและครอบคลุมหลายด้าน เพื่อให้การสืบสวนจับกุมคนร้ายเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยเนื้อหาหลักระบุถึงการ ประกาศใช้ “กฎอัยการศึก” คลุมพื้นที่ จ.นราธิวาส ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหาร ใช้อาวุธได้ทันที โดยมีรายละเอียดการปฏิบัติที่สำคัญดังนี้:

  • เจ้าหน้าที่มีอำนาจตั้งจุดตรวจค้น ทั้งตัวบุคคล ยานพาหนะ และเคหสถาน
  • สามารถจับกุมและกักตัวผู้ที่มีพฤติการณ์ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มก่อความไม่สงบได้ทันที
  • อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ใช้อาวุธได้หากพบผู้ก่อเหตุมีพฤติการณ์ก่ออันตรายต่อกำลังพล โดยยึดหลักความจำเป็นและได้สัดส่วน
  • ฝ่ายพลเรือนต้องให้ความร่วมมือกับฝ่ายทหารในการระงับปราบปรามความไม่สงบ

มาตรการดังกล่าวถือว่าจำเป็นอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ความปลอดภัยของประชาชนถูกรบกวน การที่เจ้าหน้าที่มีอำนาจเด็ดขาดตามกฎหมายจะช่วยให้การป้องกันและปราบปรามทำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ทางหน่วยงานความมั่นคงยืนยันว่าการปฏิบัติงานทุกอย่างจะดำเนินภายใต้หลักการความถูกต้องและคำนึงถึงความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนในพื้นที่เป็นหลัก

ในส่วนของสถานการณ์ภาพรวม พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานอย่างเต็มกำลัง เพื่อติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็วที่สุด ท่ามกลางกระแสข่าวที่ว่าการ ประกาศใช้ “กฎอัยการศึก” คลุมพื้นที่ จ.นราธิวาส ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหาร ใช้อาวุธได้ทันที จะเป็นแนวทางหลักในการควบคุมพื้นที่ไปจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายหรือมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

สุดท้ายนี้ ขอส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกนายในการปฏิบัติหน้าที่อันยากลำบาก และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสันติสุขจะกลับคืนสู่พื้นที่จังหวัดนราธิวาสโดยเร็วที่สุด ประชาชนในพื้นที่ควรเพิ่มความระมัดระวังและปฏิบัติตามคำประกาศของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง

ที่มา – ประกาศใช้ “กฎอัยการศึก” คลุมพื้นที่ จ.นราธิวาส ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหาร ใช้อาวุธได้ทันที

โฆษกกระทรวงกลาโหม ประณามผู้ก่อเหตุโจมตีจุดตรวจบูเก๊ะซามี จ.นราธิวาส โหดเหี้ยม ไร้มนุษยธรรม

จากเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ณ จุดตรวจบูเก๊ะซามี จ.นราธิวาส ถือเป็นประเด็นที่สังคมไทยให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยโฆษกกระทรวงกลาโหม ประณามผู้ก่อเหตุโจมตีจุดตรวจบูเก๊ะซามี จ.นราธิวาส โหดเหี้ยม ไร้มนุษยธรรม หลังจากที่กลุ่มคนร้ายได้ใช้อาวุธปืนและระเบิดไปป์บอมบ์เข้าโจมตีเจ้าหน้าที่และส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ในพื้นที่อย่างรุนแรง

โฆษกกระทรวงกลาโหม ประณามผู้ก่อเหตุโจมตีจุดตรวจบูเก๊ะซามี จ.นราธิวาส โหดเหี้ยม ไร้มนุษยธรรม

ทางด้าน พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม ได้ออกมาแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ โดยชี้ให้เห็นว่าการกระทำของกลุ่มคนร้ายครั้งนี้เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ในสังคมอารยะ เนื่องจากเป็นการกระทำที่ไร้ซึ่งมนุษยธรรมและมุ่งหวังสร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชน ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งเร่งด่วนเพื่อควบคุมสถานการณ์และหาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมายให้เร็วที่สุด

มาตรการเร่งด่วนจากนายกรัฐมนตรีหลังเกิดเหตุ

เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่มั่นใจในความปลอดภัย นายกรัฐมนตรีได้วางแนวทางดำเนินงานที่ชัดเจน ดังนี้:

  • เร่งสืบสวนและจับกุมผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตีทั้งหมด
  • ปรับปรุงมาตรการด้านการข่าวให้มีความรวดเร็วและบูรณาการระหว่างหน่วยงานให้ดียิ่งขึ้น
  • จัดตั้งทีมเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ รวมถึงครอบครัวผู้สูญเสียอย่างเต็มกำลัง

หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า โฆษกกระทรวงกลาโหม ประณามผู้ก่อเหตุโจมตีจุดตรวจบูเก๊ะซามี จ.นราธิวาส โหดเหี้ยม ไร้มนุษยธรรม เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่ารัฐบาลจะไม่นิ่งเฉ้มต่อเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้น โดยหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ได้เพิ่มระดับการเฝ้าระวังไม่ว่าจะเป็นการตั้งจุดตรวจเฝ้าระวังภัยหรือการลาดตระเวนในพื้นที่เสี่ยงเพื่อปกป้องชีวิตของกำลังพลและประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

เราในฐานะประชาชนคนไทยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์ความไม่สงบเหล่านี้จะคลี่คลายลงโดยเร็ว และอยากให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกนายที่ยืนหยัดปฏิบัติหน้าที่เพื่อความสงบสุขของบ้านเมือง ความสูญเสียเพียงครั้งเดียวก็ถือว่ามากเกินไปแล้วสำหรับการสร้างสันติภาพในพื้นที่ชายแดนใต้

ที่มา – โฆษกกระทรวงกลาโหม ประณามผู้ก่อเหตุโจมตีจุดตรวจบูเก๊ะซามี จ.นราธิวาส โหดเหี้ยม ไร้มนุษยธรรม

พิพัฒน์-เลขา สมช. รับบึ้มปั๊มน้ำมัน PT ป่วนก่อนเจรจาความสงบชายแดนใต้

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายฝ่ายเฝ้าจับตามอง สำหรับสถานการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หลังจากเกิดเหตุการณ์ลอบวางระเบิดปั๊มน้ำมัน PT ในพื้นที่ จ.ยะลา ซึ่งส่งผลให้เกิดความกังวลในวงกว้าง ล่าสุด พิพัฒน์-เลขา สมช. รับบึ้มปั๊มน้ำมัน PT ป่วนก่อนเจรจาความสงบชายแดนใต้ โดยมองว่าเหตุการณ์นี้อาจเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์จากกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ เพื่อสร้างอำนาจต่อรองก่อนที่การเจรจาสันติภาพจะเริ่มขึ้นในช่วงต้นเดือนหน้า

พิพัฒน์-เลขา สมช. รับบึ้มปั๊มน้ำมัน PT ป่วนก่อนเจรจาความสงบชายแดนใต้

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เปิดเผยว่าได้รับรายงานเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว และตั้งข้อสังเกตว่ามีความเชื่อมโยงกับกำหนดการเจรจาสันติภาพที่จะจัดขึ้นในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมนี้ โดยรัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจและเตรียมหาทางออกที่ดีที่สุดเพื่อให้ความสงบสุขกลับคืนสู่พื้นที่โดยเร็วที่สุด พร้อมมองว่านี่คือวิถีทางของการกดดันที่มักเกิดขึ้นก่อนการเจรจาสำคัญในหลายประเทศ ซึ่งต้องอาศัยความอดทนและการดำเนินการอย่างรอบคอบจากภาครัฐ

มุมมองจากเลขา สมช. ต่อเหตุการณ์ความไม่สงบ

ทางด้านนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้ยืนยันว่า เหตุการณ์ พิพัฒน์-เลขา สมช. รับบึ้มปั๊มน้ำมัน PT ป่วนก่อนเจรจาความสงบชายแดนใต้ นั้นมีส่วนเชื่อมโยงกับกลุ่มความไม่สงบในพื้นที่อย่างแน่นอน โดยวิธีปฏิบัติการมีความใกล้เคียงกับเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งทางหน่วยงานความมั่นคงกำลังเร่งตรวจสอบรายละเอียดเชิงลึกเพื่อระบุตัวผู้บงการและกลุ่มผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม

  • เร่งตรวจสอบพยานหลักฐานและกล้องวงจรปิดในพื้นที่ปั๊ม PT
  • ประสานความร่วมมือด้านความมั่นคงกับประเทศมาเลเซียอย่างใกล้ชิด
  • เตรียมมาตรการป้องกันเหตุเชิงรุกก่อนช่วงการเจรจาต้นเดือนกรกฎาคม

นอกจากนี้ ในวันที่ 9-10 กรกฎาคมนี้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเดินทางไปเยือนประเทศมาเลเซีย เพื่อหารือถึงความร่วมมือในการควบคุมชายแดนให้เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยตัดตอนช่องทางของผู้ก่อเหตุไม่ให้ใช้ตะเข็บชายแดนในการหลบหนีหรือเคลื่อนไหว ขณะที่กรณีการประกาศกำหนดพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว นั้น เลขา สมช. ชี้แจงว่าเป็นเพียงขั้นตอนการเตรียมการของกองทัพตามปกติ ไม่ใช่การสู้รบแต่อย่างใด

ในฐานะประชาชน สิ่งที่เราหวังเห็นมากที่สุดคงไม่ใช่แค่การตอบโต้ด้วยกำลัง แต่คือความร่วมมือที่ยั่งยืนและการเจรจาที่เห็นผลจริง เพื่อให้พี่น้องในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขและปราศจากความเสี่ยงจากเหตุรุนแรงเหล่านี้ครับ

ที่มา – “พิพัฒน์-เลขา สมช.” รับบึ้มปั๊มน้ำมัน PT ป่วนก่อนเจรจาความสงบชายแดนใต้

Scroll to top