จังหวัดยะลา

ครม.สัญจรสงขลา จ่อถกปัญหา 5 จังหวัดใต้ ขอม็อบอย่าชุมนุมทำเนียบฯ มีอะไรไปคุยที่คมนาคม

ครม.สัญจรสงขลา จ่อถกปัญหา 5 จังหวัดใต้ ขอม็อบอย่าชุมนุมทำเนียบฯ มีอะไรไปคุยที่คมนาคม

เป็นที่จับตามองอย่างมากสำหรับการเตรียมความพร้อมจัดประชุม ครม.สัญจรสงขลา จ่อถกปัญหา 5 จังหวัดใต้ ขอม็อบอย่าชุมนุมทำเนียบฯ มีอะไรไปคุยที่คมนาคม โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าถึงภารกิจสำคัญในครั้งนี้ ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อมุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่และแก้ไขปัญหาผังเมืองที่คั่งค้างมานาน

การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้เห็นการขับเคลื่อนนโยบายจากส่วนกลางสู่ภูมิภาค โดยเน้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ซึ่งทางภาครัฐได้มีการประสานงานร่วมกับภาคเอกชนและผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อรวบรวมข้อมูลและโครงการที่จะช่วยพัฒนาอาชีพและรายได้ให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

จุดประสงค์หลักของการประชุม ครม.สัญจรสงขลา จ่อถกปัญหา 5 จังหวัดใต้ ขอม็อบอย่าชุมนุมทำเนียบฯ มีอะไรไปคุยที่คมนาคม

ในการประชุมที่จะถึงนี้ รัฐบาลไม่ได้เพียงแค่ต้องการอนุมัติงบประมาณ แต่ต้องการฟังเสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่จริงๆ โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับ:

  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและผังเมืองใหม่ให้เหมาะสมกับยุคสมัย
  • การส่งเสริมอาชีพเพื่อยกระดับรายได้เฉลี่ยของคนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
  • การเร่งผลักดันโครงการรถไฟทางคู่ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารให้เป็นระบบมากขึ้น

ทางด้านนายพิพัฒน์ได้ฝากถึงกลุ่มผู้ชุมนุมที่อาจมีการยกระดับความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับประเด็นเศรษฐกิจว่า ตนไม่เข้าใจถึงเหตุผลในการประท้วง โดยเฉพาะประเด็นที่จบไปแล้วหรือไม่มีอยู่จริง พร้อมย้ำว่า ครม.สัญจรสงขลา จ่อถกปัญหา 5 จังหวัดใต้ ขอม็อบอย่าชุมนุมทำเนียบฯ มีอะไรไปคุยที่คมนาคม ซึ่งเป็นช่องทางที่เปิดกว้างและพร้อมรับฟังมากกว่าการมาชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาล

นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงโครงการ Missing Link และการพัฒนาท่าเรือฝั่งอันดามัน ซึ่งกระทรวงคมนาคมกำลังเร่งศึกษาความเหมาะสมเพื่อให้สอดคล้องกับระบบราง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว ส่วนประเด็นน้ำท่วมในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ ได้มีการกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมรับมือฤดูฝนอย่างใกล้ชิดแล้ว

ในมุมมองของเรา การที่ภาครัฐลงมาประชุมถึงพื้นที่จริงเป็นสัญญาณที่ดีของการแก้ปัญหาแบบถึงลูกถึงคน สิ่งสำคัญคือการสื่อสารและการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐกับภาคประชาชน หากเกิดข้อสงสัยหรือต้องการข้อเสนอแนะ การพูดคุยผ่านช่องทางที่ถูกต้องตามที่กระทรวงคมนาคมแนะนำ ถือเป็นวิธีการที่สร้างสรรค์และก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากกว่าการใช้กฎหมู่กดดันรัฐบาลครับ

ที่มา – ครม.สัญจรสงขลา จ่อถกปัญหา 5 จังหวัดใต้ ขอม็อบอย่าชุมนุมทำเนียบฯ มีอะไรไปคุยที่คมนาคม

สส.ยะลา พรรคประชาชาติ ตั้งกระทู้ถามแผนรับมือน้ำท่วม

สส.ยะลา พรรคประชาชาติ ตั้งกระทู้ถามแผนรับมือน้ำท่วม

เมื่อเร็วๆ นี้ ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายอับดุลอายี สาแม็ง สส.ยะลา พรรคประชาชาติ ได้สร้างความตื่นตัวให้กับพื้นที่ภาคใต้อีกครั้ง ด้วยการสส.ยะลา พรรคประชาชาติ ตั้งกระทู้ถามแผนรับมือน้ำท่วม เพื่อจี้ให้รัฐบาลเร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน โดยมองว่ามาตรการเดิมอย่างการขุดลอกคูคลองเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพออีกต่อไปต่อสถานการณ์ฝนตกหนักแบบฉับพลัน

เปิดมุมมองการจัดการน้ำในพื้นที่ภาคใต้

นายอับดุลอายีได้หยิบยกประเด็นเรื่อง Rain Bomb หรือการที่มวลน้ำฝนขนาดใหญ่เทลงมาในพื้นที่แคบๆ จนเกิดสภาวะเหมือนสึนามิจากท้องฟ้า ซึ่งที่ผ่านมาสร้างความเสียหายให้กับจังหวัดสงขลาและยะลาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเหตุการณ์น้ำท่วมบนภูเขาและดินถล่มที่ตำบลอัยเยอร์เวง ซึ่งการสส.ยะลา พรรคประชาชาติ ตั้งกระทู้ถามแผนรับมือน้ำท่วม ในครั้งนี้ ได้สะท้อนให้เห็นว่าสภาพแม่น้ำปัตตานีและแม่น้ำสายบุรีได้รับภาระหนักเกินไปจนไม่สามารถรองรับน้ำได้

ทางด้านรัฐบาลโดย นายทรงศักดิ์ ทองศรี ได้ออกมาชี้แจงว่ามีการเตรียมความพร้อมเชิงรุกอย่างเต็มที่ โดยมีมาตรการสำคัญดังนี้:

  • ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในแม่น้ำสายหลัก
  • นำเทคโนโลยีเรดาร์มาใช้ตรวจจับและแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อการตอบสนองที่รวดเร็ว
  • สร้างเครือข่ายภาคประชาชนให้มีความพร้อมในการรับมือและอพยพอย่างมีขั้นตอน

อย่างไรก็ตาม นายอับดุลอายียังคงยืนยันผ่านการสส.ยะลา พรรคประชาชาติ ตั้งกระทู้ถามแผนรับมือน้ำท่วมว่า การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุควรเน้นไปที่การขุดช่องทางระบายน้ำสายใหม่ เพื่อช่วยลดการไหลหลากเข้าสู่แม่น้ำสายหลักก่อนที่น้ำจะเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่เขตเศรษฐกิจและบ้านเรือนของพี่น้องประชาชน

ในมุมมองของเรา การถกเถียงในสภาครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่ผู้แทนราษฎรให้ความสำคัญกับปัญหาภัยพิบัติเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพียงอย่างเดียว หากรัฐบาลสามารถบูรณาการงบประมาณและนำข้อเสนอเรื่องการเปิดช่องทางระบายน้ำใหม่ไปปฏิบัติได้จริง เชื่อว่าความสูญเสียจากอุทกภัยในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ที่มา – สส.ยะลา พรรคประชาชาติ ตั้งกระทู้ถามแผนรับมือน้ำท่วม ชี้แค่ขุดลอกคูคลองไม่เพียงพอ

พิพัฒน์-เลขา สมช. รับบึ้มปั๊มน้ำมัน PT ป่วนก่อนเจรจาความสงบชายแดนใต้

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายฝ่ายเฝ้าจับตามอง สำหรับสถานการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หลังจากเกิดเหตุการณ์ลอบวางระเบิดปั๊มน้ำมัน PT ในพื้นที่ จ.ยะลา ซึ่งส่งผลให้เกิดความกังวลในวงกว้าง ล่าสุด พิพัฒน์-เลขา สมช. รับบึ้มปั๊มน้ำมัน PT ป่วนก่อนเจรจาความสงบชายแดนใต้ โดยมองว่าเหตุการณ์นี้อาจเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์จากกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ เพื่อสร้างอำนาจต่อรองก่อนที่การเจรจาสันติภาพจะเริ่มขึ้นในช่วงต้นเดือนหน้า

พิพัฒน์-เลขา สมช. รับบึ้มปั๊มน้ำมัน PT ป่วนก่อนเจรจาความสงบชายแดนใต้

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เปิดเผยว่าได้รับรายงานเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว และตั้งข้อสังเกตว่ามีความเชื่อมโยงกับกำหนดการเจรจาสันติภาพที่จะจัดขึ้นในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมนี้ โดยรัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจและเตรียมหาทางออกที่ดีที่สุดเพื่อให้ความสงบสุขกลับคืนสู่พื้นที่โดยเร็วที่สุด พร้อมมองว่านี่คือวิถีทางของการกดดันที่มักเกิดขึ้นก่อนการเจรจาสำคัญในหลายประเทศ ซึ่งต้องอาศัยความอดทนและการดำเนินการอย่างรอบคอบจากภาครัฐ

มุมมองจากเลขา สมช. ต่อเหตุการณ์ความไม่สงบ

ทางด้านนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้ยืนยันว่า เหตุการณ์ พิพัฒน์-เลขา สมช. รับบึ้มปั๊มน้ำมัน PT ป่วนก่อนเจรจาความสงบชายแดนใต้ นั้นมีส่วนเชื่อมโยงกับกลุ่มความไม่สงบในพื้นที่อย่างแน่นอน โดยวิธีปฏิบัติการมีความใกล้เคียงกับเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งทางหน่วยงานความมั่นคงกำลังเร่งตรวจสอบรายละเอียดเชิงลึกเพื่อระบุตัวผู้บงการและกลุ่มผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม

  • เร่งตรวจสอบพยานหลักฐานและกล้องวงจรปิดในพื้นที่ปั๊ม PT
  • ประสานความร่วมมือด้านความมั่นคงกับประเทศมาเลเซียอย่างใกล้ชิด
  • เตรียมมาตรการป้องกันเหตุเชิงรุกก่อนช่วงการเจรจาต้นเดือนกรกฎาคม

นอกจากนี้ ในวันที่ 9-10 กรกฎาคมนี้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเดินทางไปเยือนประเทศมาเลเซีย เพื่อหารือถึงความร่วมมือในการควบคุมชายแดนให้เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยตัดตอนช่องทางของผู้ก่อเหตุไม่ให้ใช้ตะเข็บชายแดนในการหลบหนีหรือเคลื่อนไหว ขณะที่กรณีการประกาศกำหนดพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว นั้น เลขา สมช. ชี้แจงว่าเป็นเพียงขั้นตอนการเตรียมการของกองทัพตามปกติ ไม่ใช่การสู้รบแต่อย่างใด

ในฐานะประชาชน สิ่งที่เราหวังเห็นมากที่สุดคงไม่ใช่แค่การตอบโต้ด้วยกำลัง แต่คือความร่วมมือที่ยั่งยืนและการเจรจาที่เห็นผลจริง เพื่อให้พี่น้องในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขและปราศจากความเสี่ยงจากเหตุรุนแรงเหล่านี้ครับ

ที่มา – “พิพัฒน์-เลขา สมช.” รับบึ้มปั๊มน้ำมัน PT ป่วนก่อนเจรจาความสงบชายแดนใต้

วันนอร์แนะรัฐใช้ “ยะลาโมเดล” ฟื้นฟูหลังน้ำท่วม

“วันมูหะมัดนอร์ มะทา” โวน้ำท่วมยะลาปีนี้น้อยกว่าปีก่อน เหตุมีการเตรียมการ แนะรัฐบาลใช้ “ยะลาโมเดล” ในจังหวัดที่เกิดอุทกภัยบ่อย ชี้สำรวจความเสียหายควรรีบทำไม่เกิน 1 เดือน

วันที่ 30 พ.ย. 2568 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงความเสียหายที่เกิดจากปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ จ.ยะลา ในปีนี้ว่า ผลกระทบเกิดขึ้นบ้าง แต่ถือว่าน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้า ส่วนหนึ่งมาจากการเตรียมความพร้อมของหลายภาคส่วนตามแนวคิด “ยะลาโมเดล” ซึ่งมีการเตรียมความพร้อมมาตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ปีนี้ จ.ยะลา มีการแจ้งเตือนประชาชนตลอดเวลา ในลักษณะการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า ประชาชนจึงมีความตื่นตัวตลอดเวลา ขณะเดียวกันจังหวัดยะลาก็มีการจัดเตรียมศูนย์พักพิงที่มีความพร้อม จัดเตรียมอาหารไว้รองรับประชาชนในพื้นที่จึงรู้สึกสบายใจในการอพยพออกจากที่พักอาศัย การสำรวจก่อนที่จะมีเหตุการณ์ ถือว่ามีความจำเป็น ซึ่งก่อนหน้านี้ตนเคยใช้แนวคิดเชิงป้องกันก่อนเกิดปัญหาที่ จ.อุดรธานี ซึ่งปัจจุบัน จ.อุดรธานี ก็เกิดความเสียน้อยจากปัญหาอุทกภัย

อย่างไรก็ตามหลังจากนี้รัฐบาลควรเตรียมการและสำรวจจังหวัดที่เกิดอุทกภัยบ่อย อาทิ จ.พระนครศรีอยุธยา จ.อ่างทอง ซึ่งอาจนำแนวคิด “ยะลาโมเดล” ไปปรับใช้ก็ได้ เพราะหากทำได้ความเสียหายอาจเกิดเพียงครึ่งเดียวจากที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน การสำรวจความเสียหายหลังน้ำลดเป็นสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการ ไม่ควรปล่อยนานเกิน 1 เดือน เพราะหากนานคนก็จะลืม ข้อมูลต่าง ๆ จะหาย เรื่องนี้เป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งในเดือนมกราคมที่จะถึงนี้ ตนเตรียมที่จะลงพื้นที่ จ.ยะลา อีกครั้ง เพื่อตรวจสอบว่าแนวคิด “ยะลาโมเดล” ที่ จ.ยะลา นำมาใช้ในปีนี้ว่ามีอะไรต้องปรับปรุงอีกหรือไม่ เพื่อเตรียมข้อมูลไว้รองรับกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในปี 2569

“ยะลาโมเดล” คืออะไร? ทำไมวันนอร์ถึงแนะนำ?

จากสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดของประเทศไทย ประธานสภาฯ วันมูหะมัดนอร์ มะทา ได้เสนอแนะให้รัฐบาลพิจารณาใช้ “ยะลาโมเดล” เป็นแนวทางในการฟื้นฟูและป้องกันปัญหาอุทกภัยในระยะยาว แต่ “ยะลาโมเดล” คืออะไร และทำไมถึงได้รับการยกย่องว่าเป็นแนวทางที่ได้ผลดี?

“ยะลาโมเดล” เป็นแนวคิดการบริหารจัดการภัยพิบัติแบบบูรณาการ ที่จังหวัดยะลาได้นำมาใช้ในการรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีองค์ประกอบหลักดังนี้:

  • การเตรียมความพร้อมล่วงหน้า: มีการแจ้งเตือนภัยให้ประชาชนทราบล่วงหน้าอย่างทันท่วงที ทำให้ประชาชนสามารถเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ได้
  • ศูนย์พักพิงที่พร้อม: จัดเตรียมศูนย์พักพิงที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันและอาหารเพียงพอ ทำให้ประชาชนที่ต้องอพยพรู้สึกสะดวกสบายและปลอดภัย
  • การสำรวจความเสียหายที่รวดเร็ว: ดำเนินการสำรวจความเสียหายหลังน้ำลดอย่างรวดเร็ว เพื่อให้การช่วยเหลือและเยียวยาเป็นไปอย่างทันท่วงที

ทำไมต้อง “ยะลาโมเดล”?

ประธานสภาฯ ชี้ให้เห็นว่า การนำ “ยะลาโมเดล” ไปปรับใช้ในจังหวัดอื่น ๆ ที่ประสบปัญหาอุทกภัยบ่อยครั้ง จะช่วยลดความเสียหายและผลกระทบต่อประชาชนได้เป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ ด้วยการเตรียมความพร้อมและป้องกันก่อนเกิดเหตุการณ์

นอกจากนี้ การสำรวจความเสียหายอย่างรวดเร็วหลังน้ำลด ยังเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุด ไม่ปล่อยให้ปัญหาเรื้อรังจนประชาชนลืมเลือน

การที่ประธานสภาฯ เน้นย้ำถึงความสำคัญของ “ยะลาโมเดล” แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศอย่างยั่งยืน โดยการนำแนวทางที่ได้ผลจริงมาปรับใช้และพัฒนาให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่

การนำ “ยะลาโมเดล” ไปใช้ไม่ได้หมายความว่าจะต้องทำตามทุกขั้นตอน แต่เป็นการนำหลักการและแนวคิดไปประยุกต์ใช้ให้เข้ากับบริบทของแต่ละพื้นที่ สิ่งสำคัญคือการเตรียมความพร้อม การมีส่วนร่วมของประชาชน และการแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

รัฐบาลควรพิจารณาข้อเสนอแนะนี้อย่างจริงจัง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและสร้างความมั่นคงให้กับประเทศในระยะยาว

ที่มา – ประธานสภาฯ แนะรัฐใช้ “ยะลาโมเดล” ฟื้นพื้นที่หลังน้ำท่วม โวได้ผลดี

“วันนอร์” เยี่ยมผู้ประสบภัยน้ำท่วมยะลา

“วันนอร์” ให้กำลังใจผู้ประสบภัยน้ำท่วมยะลา อ.รามัน โว “ยะลาโมเดล” ช่วยเร่งระบายน้ำลดความสูญเสีย

วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนายซูการ์โน มะทา สส.ยะลา พรรคประชาชาติ และคณะได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและมอบสิ่งของช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วมยะลาในพื้นที่ ต.วังพญา อ.รามัน จ.ยะลา ณ โรงเรียนบ้านโต๊ะปาแก๊ะ โดยมีประชาชนกว่า 300 คน มารับมอบสิ่งของอุปโภคบริโภค

นายจรูญศักดิ์ หมาดเท่ง นายอำเภอรามัน รายงานสถานการณ์ว่า อุทกภัยครั้งนี้เกิดจากปริมาณฝนที่ตกต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า 3,000 คน ใน 16 ตำบล 50 หมู่บ้าน อย่างไรก็ตาม ปริมาณน้ำในปีนี้สามารถระบายออกจากพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วกว่าปีที่ผ่านมา

ด้านนายซูการ์โน มะทา สส.ในพื้นที่ กล่าวว่า แม้ปริมาณน้ำในปีนี้จะมากกว่าปีที่แล้ว แต่ด้วยการบริหารจัดการน้ำตามรูปแบบ “ยะลาโมเดล” ซึ่งเป็นโครงการที่ประธานรัฐสภามีดำริให้จัดทำขึ้นตั้งแต่ต้นปี ส่งผลให้ปริมาณน้ำไหลลงสู่แม่น้ำสายบุรีและคลองที่ขุดลอกไว้ได้อย่างรวดเร็ว จึงช่วยลดความสูญเสียได้

นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวขออภัยที่ลงพื้นที่ได้ล่าช้า เนื่องจากติดภารกิจเยือนรัฐกาตาร์ แต่ได้ติดตามสถานการณ์มาตลอด พร้อมแสดงความเสียใจต่อผู้เสียชีวิต 3 ราย ในเหตุการณ์ครั้งนี้ ประธานรัฐสภายืนยันว่าได้พยายามแก้ไขปัญหาอุทกภัยใน จ.ยะลา อย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มวางแผนกับหน่วยงานราชการตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยเน้นย้ำว่า แม้ปัญหาฝนฟ้าจะควบคุมไม่ได้ แต่สามารถบริหารจัดการได้ด้วยการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าที่ดี เพื่อลดความเสียหายให้ต่ำที่สุด

“วันนอร์” เยี่ยมผู้ประสบภัยน้ำท่วมยะลา

สถานการณ์น้ำท่วมยะลาครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ การมีแผนการจัดการที่มีประสิทธิภาพ เช่น “ยะลาโมเดล” สามารถช่วยลดผลกระทบและความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชนได้เป็นอย่างมาก

ผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมยะลา

อุทกภัยที่เกิดขึ้นในจังหวัดยะลาส่งผลกระทบต่อประชาชนในหลายด้าน ทั้งในเรื่องของที่อยู่อาศัย การดำรงชีวิต และทรัพย์สิน หลายครอบครัวต้องประสบกับความยากลำบากในการปรับตัวและฟื้นฟูชีวิตหลังน้ำลด การช่วยเหลือจากภาครัฐและองค์กรต่างๆ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

ความสำคัญของ “ยะลาโมเดล”

“ยะลาโมเดล” เป็นแนวทางการบริหารจัดการน้ำที่เน้นการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาอุทกภัย การขุดลอกคลอง การสร้างระบบระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพ และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับการป้องกันตนเองจากภัยพิบัติ เป็นองค์ประกอบสำคัญของ “ยะลาโมเดล” ที่ช่วยให้สามารถรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยเบื้องต้น

  • การมอบสิ่งของอุปโภคบริโภค: เป็นการช่วยเหลือในเบื้องต้นที่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนด้านอาหารและของใช้จำเป็น
  • การสนับสนุนด้านที่พักอาศัย: จัดหาที่พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้ที่บ้านเรือนได้รับความเสียหาย
  • การดูแลสุขภาพและความปลอดภัย: จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ให้บริการตรวจรักษาและให้คำแนะนำด้านสุขภาพ
  • การฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน: เร่งซ่อมแซมถนน สะพาน และระบบสาธารณูปโภคอื่นๆ ที่ได้รับความเสียหาย

บทเรียนที่ได้จากเหตุการณ์น้ำท่วมยะลา

เหตุการณ์น้ำท่วมยะลาครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เห็นถึงความจำเป็นในการเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง การลงทุนในระบบป้องกันน้ำท่วม การให้ความรู้แก่ประชาชน และการมีแผนการจัดการที่มีประสิทธิภาพ เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงและความเสียหายจากอุทกภัยในอนาคต นอกจากนี้ การสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนและการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการภัยพิบัติ ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้สังคมสามารถรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาและให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย แสดงให้เห็นถึงความเอื้ออาทรและความสามัคคีของคนในสังคม ซึ่งเป็นพลังสำคัญในการก้าวข้ามผ่านวิกฤตต่างๆ ไปได้

ที่มา – “วันนอร์” เยี่ยมผู้ประสบภัยน้ำท่วมยะลา โวเตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้าด้วย “ยะลาโมเดล”

“รมว.นฤมล” ลุยยะลา! ฟังปัญหาครู ดันงบอาหารกลางวัน

“รมว.นฤมล” ลุย จ.ยะลา รับฟังปัญหาครู ดันงบอาหารกลางวัน เพิ่มอัตราธุรการ ลดภาระครู เดินหน้าปรับระบบบริหารบุคลากรและงบประมาณการศึกษาให้เท่าเทียมทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นำคณะผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา ลงพื้นที่มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ตำบลสะเตง อำเภอเมือง จังหวัดยะลา โดยได้ยืนสงบนิ่งถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ก่อนมอบทุนการศึกษาให้กับทายาทผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อนักเรียนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และทุนอุดหนุนการศึกษาแก่เด็กกำพร้า ปีงบประมาณ 2568 รวมจำนวน 9 ทุน

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า กระทรวงได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาด้านบุคลากรและระบบบริหารงานของครูมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องความปลอดภัยในอาชีพ ภาระงานด้านเอกสาร และงานบริหารการเงินบัญชีของโรงเรียน โดยบอร์ด ก.ค.ศ. ก็ได้พิจารณานำอัตราครูเกินเกณฑ์ของ สพฐ. มาเป็นอัตราบุคลากรทางการศึกษา (38ค.) รอบแรกจำนวน 600 อัตรา และรอบที่สอง จำนวน 1,706 อัตรา เพื่อให้ สพฐ. จัดสรรอัตรากำลังเหล่านี้ไปยังโรงเรียนต่าง ๆ เพื่อลดภาระและเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารงานของครู

นอกจากนี้ ยังได้ปรับปรุงระบบวิทยฐานะของครู โดยเปิดทางเลือกใหม่ในการประเมินผลงานที่นอกจากงานวิจัย ยังสามารถใช้ผลงานนวัตกรรมเชิงการเรียนการสอน เครื่องมือการศึกษา หรือรางวัลระดับชาติที่ได้รับการยอมรับ เพื่อให้ครูและสถานศึกษาสามารถยื่นขอวิทยฐานะได้หลากหลายและเหมาะสมกับความถนัด

“ในเรื่องของการศึกษาเอกชนได้ผลักดันในหลาย ๆ เรื่องมีความก้าวหน้าไปมาก โดยเฉพาะเรื่องดันงบอาหารกลางวัน เมื่อเร็วๆ นี้ ทางบอร์ด กช.ได้เห็นชอบแนวทางการอุดหนุนเป็นค่าอาหารกลางวันของนักเรียนในโรงเรียนเอกชน งบประมาณทั้งสิ้น 6,244 ล้านบาทเศษ ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายนักเรียนโรงเรียนเอกชน จำนวน 1,406,329 คน ใน 3,213 โรงเรียน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกคือนักเรียนโรงเรียนเอกชนที่รับเงินอุดหนุนรายบุคคลในระดับก่อนประถมศึกษา – ระดับประถมศึกษาปีที่ 6 ทุกคน และกลุ่มที่ 2 นักเรียนโรงเรียนเอกชนการกุศลระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 3 เพื่อสร้างความเท่าเทียมด้านภาวะโภชนาการแก่เด็กไทย เพื่อเสนอขอความเห็นชอบจาก ครม.ต่อไป รวมทั้งการปรับปรุงพระราชบัญญัติการศึกษาเอกชนฉบับใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับปัจจุบันมากขึ้น ก็อยู่ระหว่างเสนอ ครม.เช่นกัน” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ศ.ดร.นฤมล กล่าวทิ้งท้ายว่า ตนได้มอบเลขาธิการ กช. รับข้อเสนอในวันนี้ ทั้งเรื่องของหลักสูตรอิสลามศึกษา การขยายเพดานค่ารักษาพยาบาล (จากเดิมเบิกได้ 150,000 บาท) ตลอดจนการอุดหนุนอาหารเช้าหรือกลางวันแก่นักเรียนตาดีกา ที่จะเป็นการลดค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง เพื่อรับเรื่องไปดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามกฎ ระเบียบและขั้นตอนของทางราชการต่อไป

รวมทั้งประเด็นค่าน้ำค่าไฟของโรงเรียน ทั้งสังกัดอาชีวศึกษาและ สพฐ. ที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงระบบจัดสรรงบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย พร้อมกล่าวย้ำถึงความตั้งใจในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ว่า ต้องการรับฟังปัญหาอย่างตรงไปตรงมาและร่วมวางแผนปรับโครงสร้างอัตรากำลังและวิธีการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงให้สอดคล้องกับสภาพจริงในพื้นที่ด้วยตัวเอง

“รมว.นฤมล” ลุย จ.ยะลา รับฟังปัญหาครู ดันงบอาหารกลางวัน

ทำไมการดันงบอาหารกลางวันถึงสำคัญ?

การที่ รมว.นฤมล ลงพื้นที่ จ.ยะลา และให้ความสำคัญกับการดันงบอาหารกลางวัน แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในคุณภาพชีวิตของนักเรียน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่อาจมีข้อจำกัดด้านทรัพยากร การมีอาหารกลางวันที่เพียงพอและมีคุณภาพ จะช่วยให้นักเรียนมีสุขภาพแข็งแรง พร้อมที่จะเรียนรู้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ยังเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองอีกด้วย

สิ่งที่น่าสนใจคือการปรับปรุงระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับสภาพจริงในพื้นที่ ซึ่งรวมถึงการพิจารณาเรื่องหลักสูตรอิสลามศึกษา และการอุดหนุนอาหารเช้าหรือกลางวันแก่นักเรียนตาดีกา สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้เรียน และสร้างระบบการศึกษาที่ครอบคลุมและเป็นธรรม

โดยรวมแล้ว การลงพื้นที่ของ รมว.นฤมล ในครั้งนี้ เป็นสัญญาณที่ดีของการให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการศึกษาในระดับพื้นที่ และการดันงบอาหารกลางวันเป็นเพียงหนึ่งในหลายมาตรการที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของนักเรียนและครูต่อไปในอนาคต

ที่มา – “รมว.นฤมล” ลุย จ.ยะลา รับฟังปัญหาครู ดันงบอาหารกลางวัน เพิ่มอัตราธุรการ ลดภาระครู

อรรถกร จัด Amazing Thailand Countdown 2026 ที่สุไหงโกลก

“รมว.อรรถกร” เดินหน้าผลักดัน 3 จังหวัดชายแดนใต้ให้เป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เตรียมจัดงาน Amazing Thailand Countdown 2026 ที่สุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส หวังกระตุ้นการท่องเที่ยวและสร้างรายได้ให้กับพื้นที่

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในการประชุมหารือแนวทางการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ณ เมืองโบราณยะรัง จังหวัดปัตตานี โดยมีผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พร้อมด้วยอธิบดีกรมการท่องเที่ยว อธิบดีกรมพลศึกษา ผู้แทนจากหน่วยงานท้องถิ่น และภาคเอกชน เข้าร่วมนำเสนอแผนการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวใน 3 จังหวัดชายแดนใต้

ทั้งนี้ 3 จังหวัดชายแดนใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) มีความโดดเด่นด้านวัฒนธรรมที่หลากหลาย ผสมผสานระหว่างไทย-มลายู-จีน-อาหรับ อีกทั้งยังมีวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ ผู้คนในพื้นที่ก็เป็นมิตร มีน้ำใจ และพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมการท่องเที่ยวควบคู่ไปกับการดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว

ททท. ได้เสนอแนวทางการจัดทำ “เส้นทางพหุวัฒนธรรมชายแดนใต้” โดยมีเป้าหมายที่จะเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวหลักเข้ากับแหล่งท่องเที่ยวใหม่ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ผ่านเส้นทางที่เน้นวัฒนธรรม ธรรมชาติ อาหาร และวิถีชีวิต เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโดยการมีส่วนร่วมของผู้นำชุมชน นอกจากนี้ ยังมีแผนการสร้างแบรนด์ผ่าน Influencer (KOL) และสื่อออนไลน์ รวมถึงการจัดกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมต่างๆ เช่น เทศกาลอาหารฮาลาล งานวัฒนธรรมมลายู-จีน-พุทธ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดงาน Amazing Thailand Countdown 2026 ที่สุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส และการจัดกิจกรรม Agent/Media Fam Trip เพื่อประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการขายพื้นที่ท่องเที่ยว

Amazing Thailand Countdown 2026 ที่สุไหงโกลก

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การปรับปรุงถนนและระบบขนส่งระหว่างจังหวัด การเพิ่มป้ายแนะนำเส้นทางและจุดท่องเที่ยวหลายภาษา และการพัฒนาแหล่งพักแรมและสิ่งอำนวยความสะดวกให้ได้มาตรฐาน ยังคงเป็นประเด็นท้าทายที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องบูรณาการความร่วมมือเพื่อยกระดับการบริการและส่งเสริมให้เกิดการเดินทางของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

ทำไมต้อง Amazing Thailand Countdown 2026 ที่สุไหงโกลก?

การเลือกสุไหงโกลกเป็นสถานที่จัดงาน Amazing Thailand Countdown 2026 ที่สุไหงโกลก ถือเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจ เนื่องจากเป็นเมืองชายแดนที่มีศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั้งในและต่างประเทศ การจัดงานเคาท์ดาวน์ระดับประเทศจะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับพื้นที่ ส่งเสริมการท่องเที่ยว และกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม

  • เป็นการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวชายแดนใต้
  • สร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย
  • ส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น
  • กระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้กับชุมชน

การพัฒนาการท่องเที่ยวใน 3 จังหวัดชายแดนใต้เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนท้องถิ่น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว การส่งเสริมวัฒนธรรม และการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้พื้นที่นี้กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

การจัดงาน Amazing Thailand Countdown 2026 ที่สุไหงโกลก นับเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ชายแดนใต้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่างานนี้จะประสบความสำเร็จและสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน

ที่มา – “อรรถกร” ผุดจัดงาน Amazing Thailand Countdown 2026 ที่สุไหงโกลก จ.นราธิวาส

Scroll to top