จังหวัดร้อยเอ็ด

รมว.ศึกษาธิการ เปิดงาน บุญบั้งไฟพนมไพร ชูเรียนรู้นอกห้องเรียน

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินเสียงฮือฮาของงานบุญใหญ่ในภาคอีสานกันมาบ้างแล้ว ล่าสุดเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เดินทางไปเป็นประธานเปิดงาน รมว.ศึกษาธิการ เปิดงาน “บุญบั้งไฟพนมไพร” ชูเรียนรู้นอกห้องเรียน จ.ร้อยเอ็ด ซึ่งบรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความคึกคักและพลังแห่งความศรัทธาที่รวมใจคนในชุมชนไว้อย่างเหนียวแน่น

หัวใจสำคัญของ รมว.ศึกษาธิการ เปิดงาน “บุญบั้งไฟพนมไพร” ชูเรียนรู้นอกห้องเรียน

เหตุผลที่งานครั้งนี้มีความพิเศษกว่าทุกปี เพราะท่านรัฐมนตรีได้เน้นย้ำเรื่องการศึกษาที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในตำรา โดยมองว่าประเพณีบุญบั้งไฟพนมไพรเปรียบเสมือนห้องเรียนขนาดใหญ่ ที่บ่มเพาะภูมิปัญญาท้องถิ่นให้กับเยาวชนได้อย่างดีเยี่ยม การเปิดงาน รมว.ศึกษาธิการ เปิดงาน “บุญบั้งไฟพนมไพร” ชูเรียนรู้นอกห้องเรียน ในครั้งนี้ จึงเป็นการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้สัมผัสมรดกทางวัฒนธรรมด้วยตัวเอง

Soft Power ไทยที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

ปัจจุบันประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนนโยบาย Soft Power อย่างจริงจัง และวัฒนธรรมบุญบั้งไฟก็เป็นหนึ่งในทุนทางวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง นี่คือสิ่งที่ได้รับจากการผลักดันในงาน รมว.ศึกษาธิการ เปิดงาน “บุญบั้งไฟพนมไพร” ชูเรียนรู้นอกห้องเรียน ครั้งนี้:

  • การสืบสาน: รักษาอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นให้คงอยู่สืบไป
  • การสร้างรายได้: กระจายรายได้สู่ชุมชนจากการท่องเที่ยวและสินค้าท้องถิ่น
  • ความสามัคคี: สร้างเวทีให้คนทุกช่วงวัยได้แสดงพลังร่วมกัน

งานประเพณีเช่นนี้ไม่เพียงแต่เป็นการทำบุญถวายพระมหาธาตุวัดกลางอุดมเวทย์เท่านั้น แต่ยังเป็นเสมือนเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากที่ทรงพลัง ทำให้คนในพื้นที่เกิดความภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเองมากยิ่งขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน การเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือการนำตัวเด็กๆ ออกจากกรอบห้องเรียนแล้วพาไปสัมผัสกับรากเหง้าของจริงเช่นนี้ครับ นโยบายที่มุ่งเน้นการส่งเสริม Soft Power ควบคู่ไปกับการศึกษาจะช่วยให้เยาวชนไทยสามารถเติบโตไปพร้อมกับความรักในแผ่นดินเกิด ซึ่งถือเป็นต้นทุนชีวิตที่ประเมินค่าไม่ได้ มาร่วมช่วยกันอนุรักษ์ประเพณีที่ดีงามเช่นนี้ให้คงอยู่คู่เมืองร้อยเอ็ดและประเทศไทยต่อไปตราบนานเท่านานนะครับ!

ที่มา – รมว.ศึกษาธิการ เปิดงาน “บุญบั้งไฟพนมไพร” ชูเรียนรู้นอกห้องเรียน

“จิราพร” ชูสงกรานต์ “ถนนข้าวปุ้นซาว” พนมไพร

เทศกาลสงกรานต์ปีนี้มีอะไรน่าตื่นเต้นที่อำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อ “จิราพร” หรือนางสาวจิราพร สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด เขต 5 พรรคเพื่อไทย ได้ชูแหล่งท่องเที่ยวใหม่สุดฮอต “ถนนข้าวปุ้นซาว” ให้เป็นแลนด์มาร์คสงกรานต์สุดสนุก ชวนทุกคนมาเล่นน้ำเย็นฉ่ำ ทานขนมจีนอีสานฟรีๆ ตลอดงาน วันที่ 13-14 เมษายน 2569 งานนี้จัดครั้งแรกแต่ตั้งเป้าจัดต่อเนื่องทุกปี เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้ชุมชนท้องถิ่น

“จิราพร” ชูสงกรานต์ “ถนนข้าวปุ้นซาว” ชวนเล่นน้ำทานขนมจีน

นึกภาพตามนะครับ ถนนสายเก๋าๆ ในอำเภอพนมไพร ถูกเนรมิตให้กลายเป็นถนนคนเดินสงกรานต์สุดคึกคัก ด้วยอุโมงค์น้ำยาว 30 เมตร สาดน้ำกันมันส์ๆ มีดนตรีสดจากวงท้องถิ่นผสม EDM สุดมันส์ ทำให้บรรยากาศครึกครื้นไปหมด แถมยังมีของกินเด็ดประจำท้องถิ่นอย่าง “ข้าวปุ้นซาว” หรือขนมจีนน้ำปรุงสูตรโบราณ เส้นสดใหม่เหนียวนุ่มเล็กๆ แบบอีสานแท้ๆ จิ้มน้ำปลาร้าสูตรเด็ด คู่กับผักพื้นบ้านสดๆ ทานฟรีตลอดงาน! “จิราพร” ชูสงกรานต์ “ถนนข้าวปุ้นซาว” นี้เพราะได้รับแรงบันดาลใจจากมหาสงกรานต์ท้องสนามหลวงปี 2568 ที่รัฐบาลเพื่อไทยจัดแล้วปังมาก ดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ สร้างรายได้พันล้านบาท ตอนนี้ถึงคิวท้องถิ่นแล้ว

“จิราพร” ชูสงกรานต์ “ถนนข้าวปุ้นซาว” พนมไพร ร้อยเอ็ด

ไฮไลท์เด็ดของ “จิราพร” ชูสงกรานต์ “ถนนข้าวปุ้นซาว”

งานนี้ไม่ธรรมดาเลยนะ เริ่มตั้งแต่เช้าด้วยพิธีรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ขอพรสิริมงคลแบบเรียบง่ายแต่ศรัทธาเต็มเปี่ยม แล้วช่วงเย็นค่อยปล่อยของ เปิดอุโมงค์น้ำให้เล่นกันยาวๆ มีเวทีดนตรีทั้งลูกทุ่งอีสานและ EDM สมัยใหม่ ใครชอบแบบไหนจัดให้หมด ที่สำคัญ ข้าวปุ้นซาวฟรี! เมนูนี้ขึ้นชื่อของพนมไพรเลยครับ เส้นทำสดใหม่ทุกวัน น้ำยาปรุงรสกลมกล่อม หอมปลาร้าแบบไม่คาว ทานคู่ผักสดกรอบๆ ฟินสุดๆ ไปเลย

  • อุโมงค์น้ำยาว 30 เมตร สาดน้ำกันชุ่มฉ่ำ
  • ดนตรีสด EDM และลูกทุ่งอีสาน
  • ข้าวปุ้นซาวทานฟรีตลอด 2 วัน
  • พิธีรดน้ำดำหัวช่วงเช้า
  • ถนนคนเดินช้อปของดีท้องถิ่น
เล่นน้ำสงกรานต์ ถนนข้าวปุ้นซาว พนมไพร

นอกจากสนุกแล้ว ยังช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนอีกด้วย ผู้ประกอบการท้องถิ่น เกษตรกรที่ปลูกผัก ร้านค้าขายของที่ระลึก ต่างได้ประโยชน์เต็มๆ “จิราพร” มองว่านี่คือการนำประเพณีสงกรานต์ผสมอาหารพื้นบ้าน สร้างมูลค่าเศรษฐกิจท้องถิ่นให้ยั่งยืน เหมือนที่ท้องสนามหลวงทำได้ระดับประเทศ งานนี้จัดโดยผู้นำท้องที่ ร่วมกับหน่วยงานรัฐและเอกชน หน้าที่ว่าการอำเภอพนมไพรเลย สะดวกมาก

ข้าวปุ้นซาว สงกรานต์ ถนนข้าวปุ้นซาว ร้อยเอ็ด

ถ้าปีนี้พลาดไม่เป็นไร ปีหน้าพร้อมมั้ย? มาสัมผัสเสน่ห์อีสานแท้ๆ ที่ “ถนนข้าวปุ้นซาว” กันเถอะ ไม่ใช่แค่เล่นน้ำ แต่ได้ลิ้มรสอาหารพื้นเมือง ได้ร่วมประเพณี ได้สนับสนุนชุมชน งานแบบนี้แหละที่ทำให้สงกรานต์ไทยมีชีวิตชีวาต่อไป

ในฐานะคนชอบเที่ยวท้องถิ่น ผมว่าไอเดียนี้เจ๋งมาก! ช่วยยกระดับพนมไพรให้เป็นจุดหมายใหม่ของสงกรานต์อีสาน อย่าลืมเช็คปฏิทินปีหน้าแล้วมาลุยกันนะ

ที่มา – “จิราพร” ชูสงกรานต์ “ถนนข้าวปุ้นซาว” ชวนเล่นน้ำทานขนมจีน ที่ อ.พนมไพร จ.ร้อยเอ็ด

กกต.ยังไม่พบร้องเรียนเลือกตั้งเทศบาล

วันนี้เรามีข่าวดีจากวงการการเมืองท้องถิ่นกันเลยนะคะ! กกต. ยังไม่พบเรื่องร้องเรียนเลือกตั้งเทศบาล หลังจากเปิดหีบลงคะแนนไปแล้วทั่วประเทศ เรียบร้อยสุดๆ เลยค่ะ ว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. ออกมาแถลงภาพรวมการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรีใน 297 แห่งทั่ว 63 จังหวัด แบ่งเป็นเทศบาลตำบล 273 แห่ง และเทศบาลเมือง 24 แห่ง มีหน่วยเลือกตั้งถึง 3,901 หน่วย ผู้มีสิทธิเลือกตั้งระดับเทศบาล 1,918,259 คน และนายกฯ 1,919,249 คน ทำไมตัวเลขไม่เท่ากันล่ะ? กกต. แจงชัดๆ ว่าประชาชนย้ายทะเบียนบ้านไปมาระหว่างเขต ทำให้บางพื้นที่เหลือเลือกแค่นายกฯ เพียงอย่างเดียวค่ะ

กกต. ยังไม่พบเรื่องร้องเรียนเลือกตั้งเทศบาล แจงผู้มีสิทธิเลือกตั้งต่างกันเหตุย้ายทะเบียนบ้าน

ทุกหน่วยเปิดลงคะแนนตั้งแต่ 8.00 น. เป็นไปด้วยความเรียบร้อย กกต. ได้รับรายงานจากผู้อำนวยการเลือกตั้งทั้ง 63 จังหวัดแล้วนะคะ เพื่อนๆ ที่ยังไม่ได้ไปใช้สิทธิ อย่าลืมเช็คสิทธิกันก่อนไปหน่วยนะคะ ตรวจจากหนังสือแจ้งเจ้าบ้าน ลำดับที่ใช้สิทธิ หรือดูบัญชีหน้าหน่วย แอป Smart Vote ก็สะดวกมาก! เตรียมบัตรประชาชน หลักฐานรูปถ่ายพร้อมเลข 13 หลัก หรือแอป Thai ID ใบขับขี่ดิจิทัล บัตรคนพิการ ได้หมดเลยค่ะ

บัตรเลือกตั้ง 2 สี ต้องรู้ก่อนไปโหวต

การเลือกตั้งครั้งนี้มี 2 ประเภท บัตรสีเขียวเลือกสมาชิกสภาเทศบาลได้ไม่เกิน 6 หมายเลข บัตรสีเหลืองทองเลือกนายกฯ ได้ 1 หมายเลขเท่านั้น ระวังอย่าทำผิดกฎนะคะ เพราะมีบทลงโทษรออยู่!

ข้อห้ามสำคัญที่ กปน. เน้นย้ำ

  • ห้ามจำหน่าย จ่าย แจก จัดเลี้ยงสุรา
  • ห้ามหาเสียงเชิงลบหรือเชียร์ผู้สมัคร
  • ห้ามนำบัตรที่ไม่ได้จาก กปน. ไปลงคะแนน
  • ห้ามฉีกขีดข่วนทำลายบัตร
  • ห้ามนำบัตรออกจากหน่วยหรือถ่ายรูปบัตรที่ลงแล้ว
  • ห้ามโชว์บัตรที่ลงคะแนนให้คนอื่นเห็น

พื้นที่เด่นๆ ที่เลือกสมาชิกสภาเทศบาลมากสุดคือร้อยเอ็ด 19 แห่ง ตามด้วยมหาสารคามและขอนแก่น 13 แห่ง กกต. จับตาเข้มเลยค่ะ โดยเฉพาะนครราชสีมา 11 แห่ง เพื่อให้ทุกอย่างโปร่งใส

รองเลขาฯ กกต. ยืนยันว่าการฝึกอบรม กปน. ทำแบบเข้มข้น ไม่ให้พลาดเหมือนเลือกตั้ง ส.ส. ครั้งก่อน มีกำชับผู้อำนวยการจังหวัดทั้ง 77 แห่ง ขั้นตอนชัดเจนตามกฎหมาย ปัจจุบันยังไม่มีรายงานผิดกฎหมายเลย เพราะการเลือกตั้งเทศบาลครั้งนี้เปลี่ยนจาก อบต. เดิมที่เลือกสมาชิกเขตละ 1 คน เป็นละ 6 คน ทำให้กระบวนการปรับตัว แต่ทุกอย่างราบรื่นดีค่ะ

ทำไม กกต. ยังไม่พบเรื่องร้องเรียนเลือกตั้งเทศบาล ถึงสำคัญ?

การเลือกตั้งท้องถิ่นแบบนี้คือรากฐานของการปกครองตัวเองชุมชนเลยนะคะ สะท้อนประชานิยมในระดับฐานราก ถ้าการเลือกตั้งเรียบร้อยแบบนี้ ก็นับว่าไทยก้าวหน้าเรื่องประชาธิปไตยท้องถิ่นแล้วล่ะ เพื่อนๆ คิดยังไงบ้าง? การย้ายทะเบียนบ้านส่งผลต่อสิทธิเลือกตั้งขนาดนี้ ครั้งหน้าอาจต้องเช็คให้ดีก่อนย้ายนะคะ

นอกจากนี้ กกต. ยังโฟกัสจังหวัดใหญ่ที่มีเทศบาลหลายแห่ง เพื่อป้องกันปัญหาแข่งขันดุเดือด ถ้ามีเรื่องร้องเรียนในอนาคต คงอัพเดทให้ทราบต่อไปค่ะ สำหรับวันนี้ ยินดีกับการเลือกตั้งที่โปร่งใสทั้ง 297 แห่ง!

สุดท้ายนี้ ขอเชิญชวนทุกท่านติดตามข่าวการเมืองท้องถิ่นเพิ่มเติม และอย่าลืมใช้สิทธิในทุกการเลือกตั้งเพื่ออนาคตชุมชนที่ดีกว่า การเลือกตั้งที่ไร้ร้องเรียนแบบนี้คือสัญญาณบวกของสังคมไทยเลยค่ะ 💪

ที่มา – กกต. ยังไม่พบเรื่องร้องเรียนเลือกตั้งเทศบาล แจงผู้มีสิทธิเลือกตั้งต่างกันเหตุย้ายทะเบียนบ้าน

ในหลวงโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ จำนวน 3 รูป

ในหลวงโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ จำนวน 3 รูป เป็นพระราชกรณียกิจที่สร้างความยินดีให้กับวงการสงฆ์ไทยเป็นอย่างยิ่ง โดยเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศฉบับนี้เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 ซึ่งถือเป็นการถวายพระเกียรติยศแด่พระสงฆ์ผู้มีคุณธรรมและอุทิศตนเพื่อศาสนาและประชาชน

ในหลวงโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ จำนวน 3 รูป

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะชั้นราช 1 รูป และชั้นสามัญ 2 รูป โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน การพระราชทานสมณศักดิ์นี้ไม่เพียงแต่เป็นการยกย่องพระเดชพระคุณของพระสงฆ์ แต่ยังเป็นการส่งเสริมให้พระสงฆ์ทุกรูปเจริญในธรรมและปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นประโยชน์แก่สังคม

รายชื่อพระราชาคณะที่ได้รับพระราชทานสัญญาบัตร

  • 1. พระโสภณปริยัตยาภรณ์ เป็นพระราชโสภณวัชราภรณ์ สุนทรธรรมานุสิฐ มหาคณิสสรบวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นราช สถิต ณ วัดยางเครือ จังหวัดร้อยเอ็ด ท่านมีฐานานุศักดิ์สามารถตั้งฐานานุกรมได้ 4 รูป ได้แก่ พระครูปลัด 1 รูป พระครูสังฆรักษ์ 1 รูป พระครูสมุห์ 1 รูป และพระครูใบฎีกา 1 รูป พระเดชานุภาพของท่านนี้แสดงถึงความเชี่ยวชาญในการศึกษาพระธรรมวินัยและการบริหารวัด
  • 2. พระครูบัณฑิตานุรักษ์ วัดโกศลรังสฤษดิ์ จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ มีนามว่า พระบัณฑิตวชิราทร ท่านเป็นแบบอย่างของพระสงฆ์นักวิชาการที่อุทิศตนเผยแผ่ความรู้ทางพระพุทธศาสนา
  • 3. พระมหาอรรถพงษ์ สิริโสภโณ (เปรียญธรรม 9 ประโยค) วัดมหาชัย พระอารามหลวง จังหวัดมหาสารคาม เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ มีนามว่า พระศรีวัชโรกาส ท่านเป็นพระเปรียญธรรมชั้นสูงที่มีความรู้ลึกซึ้งในพระไตรปิฎก สมกับได้รับพระราชทานสมณศักดิ์อันทรงเกียรติ

การพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ จำนวน 3 รูป ครั้งนี้ สะท้อนถึงพระราชปณิธานของพระองค์ในการธำรงรักษาพุทธศาสนาให้มั่นคงในประเทศไทย พระสงฆ์ทั้งสามรูปล้วนมีผลงานโดดเด่นในการเผยแผ่ธรรมะ ฟื้นฟูวัด และพัฒนาชุมชน โดยเฉพาะในภาคอีสานอย่างจังหวัดร้อยเอ็ดและมหาสารคาม ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีวัดสำคัญจำนวนมาก สมณศักดิ์ชั้นราชอย่างพระราชโสภณวัชราภรณ์ ถือเป็นระดับสูงที่แสดงถึงความรับผิดชอบอันหนักอึ้งในการปกครองคณะสงฆ์

นอกจากนี้ สมณศักดิ์ยังช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับพระพุทธศาสนาไทย โดยพระราชาคณะชั้นสามัญสองรูปนี้ จะช่วยสนับสนุนการปฏิบัติธรรมและการศึกษาแก่พระภิกษุสามเณรในวัดของตนเอง ความสำคัญของพระราชกรณียกิจนี้ยังช่วยยึดเหนี่ยวใจพุทธศาสนิกชนให้ศรัทธาในสถาบันพระมหากษัตริย์และคณะสงฆ์มากยิ่งขึ้น

สำหรับผู้สนใจสามารถอ่านรายละเอียดฉบับเต็มได้ที่ราชกิจจานุเบกษา เพื่อติดตามพระราชกรณียกิจอันเป็นสิริมงคลนี้

การพระราชทานสมณศักดิ์ครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราทุกคนระลึกถึงคุณค่าของพระพุทธศาสนา ชวนเชิญทุกท่านติดตามข่าวสารพระราชกรณียกิจเพิ่มเติม เพื่อร่วมอนุโมทนาในบุญ

ที่มา – ในหลวงโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ จำนวน 3 รูป

พายุฤดูร้อน ร้อยเอ็ด ถล่มหนัก บ้านพังยับ

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามีข่าวด่วนจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อพายุฤดูร้อน ร้อยเอ็ด ได้พัดถล่มอย่างรุนแรงในพื้นที่อำเภอโพนทราย จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อช่วงเย็นวันที่ 5 มีนาคม 2569 เวลาประมาณ 17.00 น. ฝนตกหนักผิดปกติ ลมกระโชกแรงพัดพาเอาไว้ สร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือนประชาชนและโรงเรียนในท้องถิ่นหลายแห่ง โชคดีที่ไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่ทรัพย์สินเสียหายหนักหน่วง เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นรีบลงพื้นที่ตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือทันที

พายุฤดูร้อน ร้อยเอ็ด ความเสียหายจากลมแรง

พายุฤดูร้อน ร้อยเอ็ด

เหตุการณ์พายุฤดูร้อน ร้อยเอ็ดครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้ประชาชนในพื้นที่ต้องเผชิญกับฝนฟ้าคะนองและลมพายุแรงกรรโชก จากการสำรวจเบื้องต้นพบว่ามีบ้านเรือนประชาชนเสียหายอย่างน้อย 5 หลังคาเรือน และสิ่งก่อสร้างอื่นๆ อีกหลายจุด เจ้าหน้าที่อำเภอโพนทรายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รายงานขึ้นไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือผู้ประสบภัยโดยด่วนที่สุด

บ้านเรือนประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากพายุฤดูร้อน ร้อยเอ็ด

นี่คือรายชื่อบ้านที่เสียหายหลักๆ จากลมพายุและฝนหนัก:

  • บ้านนายอภิชาติ: หลังคาถูกพัดปลิวเสียหายทั้งหลัง ต้องเร่งซ่อมแซมเพื่อป้องกันฝนรั่ว
  • บ้านนายทองอินทร์: ต้นหมากต้นใหญ่ล้มทับลงมาทับตัวบ้าน โชคดีที่เจ้าของบ้านไม่ติดอยู่ในขณะนั้น
  • พื้นที่โคกหนองนา ของนายมนูญ: หลังคาที่พักอาศัยพังยับเยิน ฝนสาดเข้ามาเปียกข้าวของทั้งบ้าน
  • บ้านนายวิทยา ในตำบลศรีสว่าง: ได้รับผลกระทบจากลมแรงเช่นกัน หลังคาและรั้วรอบบ้านเสียหาย
  • บ้านนายเสมียน ในอำเภอโพนทราย: ลมพัดโครงสร้างบ้านหลุดร่วง ต้องอพยพชั่วคราว

โรงเรียนทรายทองวิทยาเสียหายหนัก

ไม่ใช่แค่บ้านเรือน แต่โรงเรียนทรายทองวิทยาในอำเภอโพนทรายก็พลิกผันไปด้วย ลมแรงพัดหลังคาหอประชุมและทางเดินเชื่อมระหว่างอาคารปลิวว่อน นอกจากนี้ต้นเม็กซึ่งเป็นต้นไม้ประจำโรงเรียนยังหักโค่นลงมาด้วย ทางโรงเรียนต้องปิดชั่วคราวเพื่อตรวจสอบความปลอดภัย แต่เคราะห์ดีที่เกิดขึ้นหลังเลิกเรียนแล้ว นักเรียนและครูปลอดภัยทุกคน

กรมอุตุนิยมวิทยาเตือน พายุฤดูร้อน ร้อยเอ็ด และภาคอีสาน

หลังเกิดเหตุ กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศเตือนทันที โดยระบุว่าช่วงนี้หลายพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังเสี่ยงต่อพายุฤดูร้อน มีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกได้ในบางแห่ง โดยเฉพาะจังหวัดร้อยเอ็ดและใกล้เคียง ประชาชนควรระมัดระวังอันตราย หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ต้นไม้ใหญ่ โครงสร้างไม่แข็งแรง หรือพื้นที่โล่งแจ้ง

พายุฤดูร้อนคืออะไร และวิธีป้องกันในพื้นที่เสี่ยงอย่างร้อยเอ็ด

พายุฤดูร้อน หรือที่รู้จักกันในชื่อ thunderstorm พบบ่อยในช่วงฤดูร้อนของไทย โดยเฉพาะภาคอีสาน เกิดจากความแตกต่างของอุณหภูมิอากาศที่ร้อนจัดผสมกับความชื้นสูง ทำให้เกิดเมฆฝนหนาแน่นและลมวนแรง สามารถพัดปลิวหลังคา ล้มต้นไม้ หรือแม้แต่ลูกเห็บขนาดใหญ่ ในกรณีพายุฤดูร้อน ร้อยเอ็ด ครั้งนี้ ลมแรงมากถึงระดับที่ทำลายโครงสร้างได้ง่าย

เพื่อป้องกันภัยในอนาคต เพื่อนๆ ในพื้นที่เสี่ยงควรทำตามนี้:

  • ตรวจสอบและเสริมโครงสร้างหลังคาบ้านให้แข็งแรง ทาสีกันลมหรือยึดน็อตให้แน่น
  • ตัดแต่งกิ่งไม้รอบบ้าน โดยเฉพาะต้นไม้ใหญ่ใกล้ตัวบ้าน
  • ติดตั้งประตูหน้าต่างที่ทนลม และมีระบบแจ้งเตือนสภาพอากาศในโทรศัพท์
  • หลีกเลี่ยงการออกนอกบ้านช่วงบ่ายถึงเย็น หากมีเมฆดำปกคลุม
  • เตรียมชุดช่วยเหลือฉุกเฉิน เช่น ผ้าใบปิดหลังคา ไฟฉาย และน้ำดื่ม

เหตุการณ์พายุฤดูร้อน ร้อยเอ็ด ครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าสภาพอากาศไทยแปรปรวนขึ้นทุกปี อาจเนื่องมาจากภาวะโลกร้อน ทำให้พายุรุนแรงและเกิดบ่อยขึ้น ผมคิดว่าประชาชนควรให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อมมากกว่าเดิม เพื่อลดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน

หากคุณมีประสบการณ์เจอพายุแบบนี้ หรืออยู่ในพื้นที่ร้อยเอ็ด แชร์เคล็ดลับป้องกันในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยนะครับ! อย่าลืมกดไลค์ แชร์ และ subscribe เพื่อติดตามข่าวสภาพอากาศและข่าวท้องถิ่นอัปเดตทุกวัน

ที่มา – “พายุฤดูร้อน” ถล่มที่ร้อยเอ็ด ฝนตกหนัก-ลมแรง ทำบ้านประชาชน-โรงเรียนพังเสียหาย

ประชุมส่วนราชการที่ร้อยเอ็ด ธีมมหาเวสสันดรชาดก

เรียกได้ว่าเป็นข่าวที่สร้างสีสันและความประทับใจให้กับชาวโซเชียลอย่างมาก เมื่อ ประชุมส่วนราชการที่ร้อยเอ็ด ธีมมหาเวสสันดรชาดก จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับงานบุญใหญ่ประจำปี “มหาทานบารมี ประเพณีบุญผะเหวด” ในวันที่ 6-8 มีนาคม 2569 นี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด นายชัชวาลย์ เบญจสิริวงศ์ ได้นำทีมผู้บริหารและส่วนราชการทุกหน่วย แต่งกายเข้าธีมตัวละครจากมหาเวสสันดรชาดกกันแบบจัดเต็ม ทำให้ทุกคนที่เห็นภาพต้องอุทานว่า “ร้อยเอ็ดเขาทำถึงจริงๆ”

ประชุมส่วนราชการที่ร้อยเอ็ด ธีมมหาเวสสันดรชาดก

การประชุมครั้งนี้คือการประชุมนายอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการ และหัวหน้ารัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงมหาดไทย ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ครั้งที่ 2/2569 จัดเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นประธาน ร่วมด้วยรองผู้ว่าราชการจังหวัด อย่างนางสาวปราณี วงศ์บุตร, นายพิชัยยา ตุระซอง และนายนันทวิทย์ นาคแสง นอกจากนี้ยังมีนายไพโรจน์ จิตจักร์ ปลัดจังหวัดร้อยเอ็ด และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

จุดเด่นที่ทำให้การประชุมครั้งนี้ไม่เหมือนใคร คือการแต่งกายตามธีม มหาเวสสันดรชาดก ซึ่งเป็นเรื่องราวชาดกสุดยิ่งใหญ่ของพระโพธิสัตว์เวสสันดร ที่แสดงถึงทานบารมีอันประเสริฐ ผู้ว่าฯ เองก็แปลงโฉมสุดปัง สวมวิกผมยาว แปะเครา สวมชุดขาวสะอาดราวกับพระผู้ทรงศีล ส่วนราชการอื่นๆ ก็แต่งเป็นตัวละครต่างๆ เช่น นางมัททนี จันทร์เทวี หรือชูชก ทำให้บรรยากาศการประชุมเต็มไปด้วยความสนุกสนานและสามัคคี

ประชุมส่วนราชการที่ร้อยเอ็ด ธีมมหาเวสสันดรชาดก

เตรียมพร้อมจัดงานบุญผะเหวดอย่างยิ่งใหญ่

วัตถุประสงค์หลักของการประชุม ประชุมส่วนราชการที่ร้อยเอ็ด ธีมมหาเวสสันดรชาดก คือการสรุปความคืบหน้าและวางแผนงาน “มหาทานบารมี ประเพณีบุญผะเหวด” ซึ่งเป็นประเพณีเก่าแก่ของจังหวัดร้อยเอ็ด สืบเนื่องจากบุญผะเหวด หรือการถวายผ้าป่าแบบอีสานดั้งเดิม ที่ชาวบ้านจะช่วยกันตัดเย็บผ้าจีวร ถวายพระสงฆ์ เพื่อสะเดาะเคราะห์และเสริมสิริมงคล โดยในปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 6-8 มีนาคม 2569 ที่วัดศรีมงคล หรือสถานที่สำคัญในตัวเมืองร้อยเอ็ด

ประเพณีบุญผะเหวดนี้ไม่เพียงแต่เป็นการทำบุญเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงจิตวิญญาณของทานบารมี เหมือนในมหาเวสสันดรชาดก ที่พระเวสสันดรทอดทานทั้งช้าง ม้า ลูก เพื่อบารมีแห่งการเป็นพระพุทธเจ้า ทางจังหวัดจึงเลือกธีมนี้เพื่อเชื่อมโยง สร้างความรู้สึกตื่นเต้นให้เจ้าหน้าที่และประชาชน

  • กิจกรรมหลัก: พิธีตัดเย็บผ้าป่าใหญ่ ถวายวัดต่างๆ
  • ขบวนแห่ตัวละครเวสสันดรชาดก
  • การแสดงละครชาดกและดนตรีพื้นบ้านอีสาน
  • นิทรรศการวัฒนธรรมร้อยเอ็ด
  • เวทีมหาทานบารมี สะสมบุญร่วมกัน
ผู้ว่าราชการร้อยเอ็ดแต่งธีมเวสสันดรชาดก

กระแสโซเชียลและความหมายลึกซึ้ง

ภาพจาก ประชุมส่วนราชการที่ร้อยเอ็ด ธีมมหาเวสสันดรชาดก แพร่กระจายอย่างรวดเร็วในโซเชียลมีเดีย ชาวเน็ตต่างชื่นชมความคิดสร้างสรรค์ โดยคอมเมนต์เด็ดๆ อย่าง “ร้อยเอ็ดเขาทำถึง” “ผู้ว่าฯ ปังมาก สร้างแรงบันดาลใจ” “น่ารัก สนุก อยากไปร้อยเอ็ดจัง” การแต่งกายแบบนี้ไม่ใช่แค่สีสัน แต่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของผู้บริหารท้องถิ่นในการส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น สร้างความภาคภูมิใจให้ชาวร้อยเอ็ด และดึงดูดนักท่องเที่ยว

มหาเวสสันดรชาดกเองก็เป็นนิทานชาดกที่สอนเรื่องทาน การเสียสละ เพื่อบารมี 10 ประการ ซึ่งเชื่อมโยงกับบุญผะเหวดได้อย่างลงตัว ในยุคที่ทุกคนยุ่งวุ่นวาย การนำวัฒนธรรมเข้ามาในงานราชการแบบนี้ ช่วยสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย เพิ่มประสิทธิภาพการประชุม และประชาสัมพันธ์งานบุญได้อย่างแยบยล

สำหรับใครที่ชื่นชอบประเพณีอีสาน หรืออยากสะสมบุญใหญ่ ลองวางแผนไปร่วมงานบุญผะเหวดที่ร้อยเอ็ดกันนะครับ จะได้เห็นทั้งความงดงามของวัฒนธรรมและความอบอุ่นของชาวอีสานแท้ๆ สุดยอดจริงๆ ที่ร้อยเอ็ดทำถึงขนาดนี้! ถ้าคุณมีประสบการณ์คล้ายๆ กัน แชร์ในคอมเมนต์ได้เลยครับ

ที่มา – ทำถึง ประชุมส่วนราชการที่ร้อยเอ็ด ธีมมหาเวสสันดรชาดก เตรียมพร้อมจัดงานบุญผะเหวด

ราชกิจจาฯ โปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตร ตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ 3 รูป

ราชกิจจาฯ โปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตร ตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ 3 รูป เป็นข่าวสำคัญที่สะท้อนพระราชหฤทัยอันเปี่ยมเมตตาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต่อพระสงฆ์ผู้มีคุณธรรมจริยาอย่างสูงส่ง เมื่อไม่นานมานี้ เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศพระราชทานสัญญาบัตรดังกล่าว ซึ่งเป็นพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งสมณศักดิ์แก่พระราชาคณะจำนวน 3 รูป โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2569

ราชกิจจาฯ โปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตร ตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ 3 รูป

การพระราชทานสมณศักดิ์พระราชาคณะถือเป็นพระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ที่แสดงถึงการส่งเสริมพระพุทธศาสนาและพระสงฆ์ผู้ปกครองศาสนิกชนในท้องถิ่น สมณศักดิ์เหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นเกียรติยศสูงสุดเท่านั้น แต่ยังมาพร้อมกับฐานานุศักดิ์ที่ช่วยให้พระสงฆ์รูปนั้นๆ สามารถบริหารจัดการวัดและคณะสงฆ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ข่าวนี้ได้รับความสนใจจากพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ เพราะเป็นเครื่องยืนยันถึงพระเมตตาฯ ที่ทรงมีต่อศาสนจักร

รายชื่อพระราชาคณะที่ได้รับพระราชทานสัญญาบัตร

พระราชาคณะทั้ง 3 รูปที่ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ในครั้งนี้ ล้วนแต่เป็นพระสงฆ์อาวุโสที่มีคุณงามความดีต่อพระศาสนามาอย่างยาวนาน ดังนี้

  • พระราชวัชราวิทยาคม เป็น พระเทพวัชรวิทยาคม อุดมธรรมสถิต ศาสนกิจจาทร มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นเทพ สถิต ณ วัดท่าสะแบง จังหวัดร้อยเอ็ด พระองค์นี้มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 5 รูป ได้แก่ พระครูปลัด 1 รูป พระครูวินัยธร 1 รูป พระครูสังฆรักษ์ 1 รูป พระครูสมุห์ 1 รูป และพระครูใบฎีกา 1 รูป การเลื่อนสมณศักดิ์ชั้นเทพนี้แสดงถึงความเชี่ยวชาญด้านธรรมวิทยาและการบริหารคณะสงฆ์ในภาคอีสาน
  • พระมหาอนันต์ นิมุมโล (เปรียญธรรม 8 ประโยค) เป็น พระราชวชิรปัญญารังษี ตรีปิฎกวิภูษิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นราช สถิต ณ วัดเกษมาคม จังหวัดกาฬสินธุ์ มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 4 รูป ได้แก่ พระครูปลัด 1 รูป พระครูสังฆรักษ์ 1 รูป พระครูสมุห์ 1 รูป และพระครูใบฎีกา 1 รูป พระเปรียญธรรม 8 ประโยคท่านนี้เป็นแบบอย่างของพระสงฆ์นักปราชญ์ที่ทรงคุณวุฒิสูงในพระปริยัติธรรม
  • พระครูวิมลบุญโกศล วัดวิมลนิวาส จังหวัดร้อยเอ็ด เป็น พระราชาคณะชั้นสามัญ มีนามว่า พระวชิรวิมลธรรม การตั้งสมณศักดิ์ชั้นสามัญนี้เป็นจุดเริ่มต้นอันทรงเกียรติสำหรับพระครูรูปนี้ในการรับใช้พระศาสนาต่อไป

ความสำคัญของการพระราชทานสมณศักดิ์

ระบบสมณศักดิ์พระราชาคณะในประเทศไทยมีประวัติศาสตร์ยาวนานมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยพระมหากษัตริย์ทรงพระราชทานเพื่อยกย่องพระสงฆ์ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนทั้งด้านธรรมะ วินัย และกิจการสงฆ์ ในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสืบสานพระราชปณิธานนี้อย่างต่อเนื่อง ทำให้พระพุทธศาสนาไทยมั่นคง สมณศักดิ์ชั้นเทพและชั้นราชอย่างที่กล่าวมานั้น ถือเป็นระดับสูงที่ต้องผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบจากคณะสงฆ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

สำหรับวัดท่าสะแบงและวัดเกษมาคม ซึ่งเป็นที่สถิตของพระราชาคณะทั้งสองรูปแรก ล้วนเป็นวัดสำคัญในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดร้อยเอ็ดและกาฬสินธุ์เป็นพื้นที่ที่มีพุทธศาสนิกชนจำนวนมาก การเลื่อนสมณศักดิ์นี้จะช่วยเสริมสร้างศรัทธาและความสามัคคีในหมู่สงฆ์ท้องถิ่น นอกจากนี้ ยังเป็นการจูงใจให้พระสงฆ์รุ่นใหม่ๆ เจริญรอยตาม ศึกษาพระธรรมวินัยให้ลึกซึ้ง

ในมุมมองของผู้เขียน การพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ 3 รูป ครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นเกียรติแก่พระสงฆ์ผู้รับเท่านั้น แต่ยังเป็นพระราชทานพระกรุณาอย่างยิ่งต่อพุทธศาสนิกชนทั้งปวง แสดงให้เห็นถึงพระราชปณิธานในการธำรงรักษาพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว พระราชกรณียกิจเช่นนี้ชวนให้เราทุกคนร่วมอนุโมทนาและสนับสนุนกิจการพระศาสนาด้วยตนเอง

หากคุณสนใจข่าวสารราชกิจจานุเบกษาและพระราชกรณียกิจอื่นๆ แนะนำให้ติดตามเว็บไซต์ของเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ สามารถแชร์บทความนี้เพื่อเผยแพร่ความรู้สู่สาธารณชนได้เลยวันนี้

ที่มา – ราชกิจจาฯ โปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตร ตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ 3 รูป

Scroll to top