จังหวัดสงขลา

นายกฯ ตรวจคันคลองระบายน้ำหาดใหญ่ สั่งเร่งซ่อมให้ทันรับมรสุมปีนี้

นายกฯ ตรวจคันคลองระบายน้ำหาดใหญ่ สั่งเร่งซ่อมให้ทันรับมรสุมปีนี้

กลายเป็นข่าวที่พี่น้องชาวสงขลาต่างจับตามอง เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่จังหวัดสงขลาเพื่อติดตามแผนบริหารจัดการน้ำอย่างใกล้ชิด โดยภารกิจสำคัญที่สุดในครั้งนี้คือ นายกฯ ตรวจคันคลองระบายน้ำหาดใหญ่ สั่งเร่งซ่อมให้ทันรับมรสุมปีนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำรอยอุทกภัยร้ายแรงที่เคยสร้างความเสียหายให้กับเมืองเศรษฐกิจแห่งนี้

นายอนุทินย้ำชัดเจนว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างสูงสุดกับการเตรียมความพร้อมรับมือมรสุม โดยได้ระดมสรรพกำลังจากทุกภาคส่วน ทั้งกระทรวงมหาดไทย กรมชลประทาน และกรมทางหลวงเข้ามาบูรณาการร่วมกัน และเมื่อได้มีโอกาสลงพื้นที่จริงในการภารกิจ นายกฯ ตรวจคันคลองระบายน้ำหาดใหญ่ สั่งเร่งซ่อมให้ทันรับมรสุมปีนี้ ท่านได้กำชับให้ทุกฝ่ายทำงานแข่งกับเวลา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนที่ต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก

เสียงสะท้อนจากพื้นที่และความมุ่งมั่นของรัฐบาล

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้มีโอกาสพบปะกับพี่น้องประชาชนที่วัดท่าช้าง ตำบลท่าช้าง อำเภอบางกล่ำ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความเป็นกันเอง นายอนุทินยอมรับว่าตนเองและคณะมาด้วยความรู้สึกที่ตระหนักถึงความคาดหวังของชาวบ้าน และพร้อมน้อมรับทุกคำติชมเพื่อนำไปปรับปรุงการทำงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

สิ่งที่รัฐบาลเร่งดำเนินการในขณะนี้ ได้แก่:

  • เร่งซ่อมแซมคันคลองภูมินาถดำริ หรือ คลอง ร.1 ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว
  • จัดสรรงบกลางเพื่อฟื้นฟูถนนและโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหายจากอุทกภัย
  • วางแผนระบบระบายน้ำให้ครอบคลุมเพื่อป้องกันปัญหาน้ำหลากพัดถล่มซ้ำสอง
  • ประเมินผลโครงการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนเพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้า

นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวติดตลกแบบเป็นกันเองกับชาวบ้านว่า หากทำสำเร็จรอบนี้ก็หวังว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้าชาวสงขลาจะเทคะแนนเสียงให้พรรคของท่านแบบยกจังหวัด งานนี้ถือเป็นการประกาศจุดยืนว่ารัฐบาลจะลงมือทำจริง ไม่ใช่แค่มาเยี่ยมเยียนเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ท่านยังได้สอบถามถึงโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากประชาชนในพื้นที่อย่างล้นหลาม

ในมุมมองของเรา การที่นายกฯ ลงพื้นที่ด้วยตัวเองและกล้าประกาศกร้าวถึงการวางแผนเตรียมรับมือให้ทันก่อนสิ้นปี 2569 เป็นสัญญาณที่ดี แต่ความสำเร็จที่แท้จริงจะอยู่ที่การปฏิบัติงานจริงในระดับพื้นที่ว่าการซ่อมแซมคันคลองจะทำเสร็จตามกำหนดการหรือไม่ หากทำได้จริงก็จะถือเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตและปกป้องเศรษฐกิจของหาดใหญ่ได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – นายกฯ ตรวจคันคลองระบายน้ำหาดใหญ่ สั่งเร่งซ่อมให้ทันรับมรสุมปีนี้

วางแผนรับมืออุทกภัย ถอดบทเรียนน้ำท่วมหาดใหญ่

เชื่อว่าสถานการณ์น้ำท่วมเป็นสิ่งที่คนไทยทุกภาคส่วนให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ล่าสุด คุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานในการประชุม กรอ. เพื่อเดินหน้าวางแผนรับมืออุทกภัย ถอดบทเรียนน้ำท่วมหาดใหญ่ อย่างจริงจัง โดยเน้นย้ำถึงการบริหารจัดการน้ำให้เป็นเอกภาพ เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนในวงกว้าง

วางแผนรับมืออุทกภัย ถอดบทเรียนน้ำท่วมหาดใหญ่ เพื่อความปลอดภัย

การประชุมในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่รัฐบาลให้ความใส่ใจ โดยนำเทคโนโลยีและงานวิจัยเชิงลึกเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินใจ เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างแม่นยำและรวดเร็วที่สุด การวางแผนรับมืออุทกภัย ถอดบทเรียนน้ำท่วมหาดใหญ่ ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการวางโครงสร้างใหม่เพื่อให้หน่วยงานรัฐและเอกชนทำงานสอดประสานกันได้อย่างไร้รอยต่อ

ความร่วมมือภาครัฐและเอกชนในการป้องกันอุทกภัย

นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังมีการเชิญ 3 สถาบันภาคเอกชน หรือ กกร. มาร่วมระดมสมอง โดยเป้าหมายหลักคือการยกระดับมาตรการรับมือใน 3 ด้านหลัก ดังนี้:

  • การป้องกัน: ใช้ข้อมูลเชิงลึกและเทคโนโลยีเพื่อคาดการณ์สถานการณ์น้ำล่วงหน้า
  • การช่วยเหลือ: เตรียมแผนการกระจายความช่วยเหลือสู่ประชาชนอย่างทันท่วงที
  • การอำนวยความสะดวก: จัดเตรียมพื้นที่และช่องทางสนับสนุนด้านต่างๆ ในช่วงเกิดภัย

การนำบทเรียนจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่หาดใหญ่มาประยุกต์ใช้ คือหัวใจสำคัญของการทำงานในครั้งนี้ แม้ภัยธรรมชาติอาจอยู่นอกเหนือการควบคุม แต่การเตรียมความพร้อมที่มีประสิทธิภาพจะช่วยลดความเสียหายได้อย่างมหาศาล การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการวางแผนรับมืออุทกภัย ถอดบทเรียนน้ำท่วมหาดใหญ่ แสดงให้เห็นว่าเรากำลังเดินหน้าสู่การจัดการวิกฤตที่ยั่งยืนขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเข้ามาจับคู่กับประสบการณ์ในอดีต คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยเปลี่ยนผ่านจากสถานการณ์วิกฤตสู่การจัดการภัยพิบัติแบบเชิงรุก หวังเป็นอย่างยิ่งว่ามาตรการเหล่านี้จะถูกนำไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยมีความมั่นใจและปลอดภัยมากยิ่งขึ้นครับ

ที่มา – นายกฯ ถก กรอ. วางแผนรับมืออุทกภัย ถอดบทเรียนน้ำท่วมหาดใหญ่ เน้นจัดการเป็นเอกภาพ รับมือทันท่วงที

เปิดจุดผ่านแดนถาวรสะเดาแห่งใหม่ 11 ก.ค. นี้

ข่าวดีสำหรับชาวใต้และผู้ประกอบการค้าชายแดนครับ! ล่าสุดมีมติ ครม. ไฟเขียวเปิดจุดผ่านแดนถาวรสะเดาแห่งใหม่ 11 ก.ค. นี้ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยยกระดับระบบโลจิสติกส์และการท่องเที่ยวระหว่างไทย-มาเลเซียให้คึกคักยิ่งขึ้นกว่าเดิม

เปิดจุดผ่านแดนถาวรสะเดาแห่งใหม่ 11 ก.ค. นี้

การปรับโฉมด่านสะเดาในครั้งนี้ จะช่วยลดความแออัดและเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจคนเข้าเมืองและพิธีการศุลกากร โดยการเปิดจุดผ่านแดนถาวรสะเดาแห่งใหม่ 11 ก.ค. นี้ ถือเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวและภาคธุรกิจขนส่งที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้ของไทยโดยตรง

ความสำคัญของการเปิดจุดผ่านแดนถาวรสะเดาแห่งใหม่ 11 ก.ค. นี้

การดำเนินการครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเปิดด่านใหม่ แต่ยังรวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโดยรอบเพื่อให้การเดินทางและการขนส่งสินค้าเป็นไปอย่างรวดเร็วและปลอดภัย โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • กำหนดเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป
  • เวลาทำการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 05.00 น. ถึง 23.00 น.
  • ปรับปรุงเส้นทางเชื่อมต่อเพื่อรองรับปริมาณรถยนต์ที่หนาแน่น
  • มาตรการอำนวยความสะดวกด้านศุลกากรสำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการ

นอกจากเรื่องของด่านสะเดาแล้ว รัฐบาลยังได้ขยายความร่วมมือกับประเทศมาเลเซียในมิติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านความมั่นคง การพัฒนาพื้นที่ชายแดน และการส่งเสริมความร่วมมือระดับอาเซียน เพื่อต้อนรับโอกาสครบรอบ 70 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศอีกด้วย

สำหรับพี่น้องประชาชนและผู้ประกอบการที่จำเป็นต้องเดินทางผ่านเส้นทางนี้เป็นประจำ ผมแนะนำให้ศึกษาเส้นทางและระเบียบการใหม่ๆ จากทางจังหวัดสงขลา เพื่อให้การเตรียมตัวเป็นไปอย่างราบรื่นครับ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีมากสำหรับเศรษฐกิจในฝั่งชายแดนบ้านเรา เชื่อว่าเมื่อระบบด่านใหม่ทำงานได้อย่างเต็มรูปแบบ จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในพื้นที่ได้อย่างมหาศาลเลยครับ

ที่มา – ครม. ไฟเขียวเปิดจุดผ่านแดนถาวรสะเดาแห่งใหม่ 11 ก.ค. นี้ หนุนการค้า-ท่องเที่ยว ชายแดนไทย–มาเลเซีย

ณัฏฐ์ชนน แจงหลักฐานใหม่ เนวิน ให้กู้เงินค่ารักษาหัวใจ

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวคราวในแวดวงการเมืองที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรง ล่าสุด ณัฏฐ์ชนน แจงหลักฐานใหม่ เนวิน ให้กู้เงินค่ารักษาผ่าตัดเส้นเลือดหัวใจตีบ หลังจากตกเป็นประเด็นถูกร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. เกี่ยวกับที่มาของค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ซึ่งงานนี้เจ้าตัวออกมาเปิดใจผ่านช่องทางส่วนตัวเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจและแสดงหลักฐานสำคัญที่ใครหลายคนอาจไม่เคยทราบมาก่อน

เกาะติดกรณี ณัฏฐ์ชนน แจงหลักฐานใหม่ เนวิน ให้กู้เงินค่ารักษาผ่าตัดเส้นเลือดหัวใจตีบ

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่ นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ส.ส. สงขลา พรรคภูมิใจไทย ตรวจพบว่าตนเองมีภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบถึง 3 เส้น จนต้องเข้ารับการผ่าตัดด่วน โดยค่าใช้จ่ายบานปลายจากเดิมที่ประเมินไว้ 400,000 บาท พุ่งสูงขึ้นเป็น 900,000 บาท เนื่องจากมีภาวะแทรกซ้อนจนต้องผ่าตัดซ้ำ ในสถานการณ์ที่วิกฤตที่สุดนั้น ท่านเนวิน ชิดชอบ ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเรื่องค่าใช้จ่ายตามหลักมนุษยธรรม

เปิดรายละเอียดสัญญาเงินกู้ที่ใช้สู้คดี

เมื่อประเด็นนี้ถูกนำไปร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. ว่ามีการกระทำไม่โปร่งใส นายณัฏฐ์ชนนจึงได้เตรียมตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยการ ณัฏฐ์ชนน แจงหลักฐานใหม่ เนวิน ให้กู้เงินค่ารักษาผ่าตัดเส้นเลือดหัวใจตีบ ซึ่งหลักฐานชิ้นสำคัญคือ สัญญากู้ยืมเงินที่ทำขึ้นอย่างถูกต้องตามกฎหมายเมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2562 เพื่อชำระค่ารักษาพยาบาลดังกล่าว

  • หลักฐาน: สัญญากู้ยืมเงินที่เป็นลายลักษณ์อักษร
  • พยานบุคคล: มีการเตรียมพยานเพิ่มเติมเพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณา
  • เจตนา: ยืนยันความโปร่งใสและพร้อมให้ตรวจสอบทุกขั้นตอน

สำหรับการต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์ ป.ป.ช. ครั้งนี้ นายณัฏฐ์ชนนเน้นย้ำว่าตนพร้อมน้อมรับผลการตัดสินและเชื่อมั่นในความยุติธรรม โดยมองว่าการเป็นผู้แทนราษฎรไม่ได้หมายความว่าเราจะปราศจากวิกฤตชีวิต แต่การเผชิญหน้ากับความจริงคือหนทางเดียวที่จะพิสูจน์ตนเองต่อประชาชนได้

บทเรียนจากเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าในยามที่ชีวิตเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนที่ยากลำบากที่สุด ความช่วยเหลือจากคนรอบข้างและการทำสัญญาที่เป็นธรรมถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การเปิดเผยข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมาจึงเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้สังคมเข้าใจเจตนาอันบริสุทธิ์ได้ดียิ่งขึ้น หวังว่าในอนาคตกระบวนการยุติธรรมจะสามารถพิสูจน์ความจริงและคลี่คลายประเด็นนี้ให้กระจ่างแก่สายตาประชาชนครับ

ที่มา – “ณัฏฐ์ชนน” แจงหลักฐานใหม่ “เนวิน” ให้กู้เงินค่ารักษาผ่าตัดเส้นเลือดหัวใจตีบ

ยศชนันนำทีม อว. ฟื้นฟูบ้านปลา ดันนวัตกรรมยกระดับชุมชนชายฝั่ง

เมื่อเร็วๆ นี้ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ลงพื้นที่สำคัญในการเยี่ยมชมและผลักดันนวัตกรรมในภารกิจ ยศชนันนำทีม อว. ฟื้นฟูบ้านปลา ดันนวัตกรรมยกระดับชุมชนชายฝั่ง ณ บ้านปลาหมายเลข 9 จังหวัดสงขลา เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจฐานรากและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

ยศชนันนำทีม อว. ฟื้นฟูบ้านปลา ดันนวัตกรรมยกระดับชุมชนชายฝั่ง

ภารกิจครั้งนี้เปรียบเสมือนการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญ ในการแก้ปัญหาประมงพื้นบ้านและการเกษตรลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา โดยการใช้โครงการ “บางแก้วโมเดล” มาเป็นต้นแบบหลักในการพัฒนาพื้นที่รอบชายฝั่งผ่านกลไกทางนวัตกรรมสังคมและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน

นวัตกรรมเปลี่ยนชีวิตชุมชนภายใต้แนวทาง ยศชนันนำทีม อว. ฟื้นฟูบ้านปลา ดันนวัตกรรมยกระดับชุมชนชายฝั่ง

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้มีการแสดงผลงานนวัตกรรมที่น่าสนใจมากมาย ซึ่งได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งสถาบันการศึกษาและหน่วยงานท้องถิ่น โดยมีจุดเด่นที่น่าสนใจดังนี้:

  • ระบบประมงและนิเวศ: การพัฒนาบ้านปลามีชีวิต และการใช้โพรไบโอติกจากกุ้งขาวเพื่อควบคุมโรค รวมถึงการอนุรักษ์โลมาอิรวดีร่วมกับธนาคารโลก
  • การเกษตรอัจฉริยะ: ระบบเซนเซอร์ติดตามความเค็มของน้ำสำหรับ “ข้าวนาริมเล” และการพัฒนาพันธุ์ข้าวทนเค็ม รวมถึงการแปรรูปสินค้าพื้นถิ่น เช่น เหลียงใบใหญ่และน้ำผึ้งชันโรง
  • การบริหารจัดการภัยพิบัติ: การติดตั้งระบบเตือนภัยน้ำท่วม Real-time และเรือจ่ายไฟพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉิน

ดร.ยศชนัน เน้นย้ำว่า การทำงานวิจัยต้องเริ่มต้นจากโจทย์ปัญหาที่แท้จริงของคนในพื้นที่ และต้องเป็นการขับเคลื่อนแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อสร้าง New Growth Engine ที่เกิดจากทรัพย์สินที่มีอยู่เดิมในท้องถิ่น ทั้งนี้ โครงการ Southern Wellness จะเข้ามาเป็นหัวใจสำคัญในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจภาคใต้ให้เติบโตอย่างมีคุณภาพและสวยงามไปพร้อมกัน

ในอนาคต กระทรวง อว. จะปรับโฉมการให้ทุนวิจัยเพื่อให้สอดรับกับตลาดและสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชนอย่างแท้จริง การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่เพียงแต่การฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเล แต่เป็นการจุดประกายให้คนในชุมชนมีความมั่นใจว่าเทคโนโลยีจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของพวกเขาให้ดียิ่งขึ้นได้ หากคุณสนใจงานวิจัยรักษ์โลกที่นำไปใช้ได้จริงในระดับชุมชน สามารถติดตามความเคลื่อนไหวจากกระทรวง อว. ได้อย่างต่อเนื่อง เพราะนี่คือโอกาสสำคัญในการพลิกโฉมเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทยให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น

ที่มา – “ยศชนัน” นำทีม อว. ลงเรือฟื้นฟูบ้านปลาหมายเลข 9 ดันนวัตกรรมยกระดับชุมชนชายฝั่ง

“สรรเพชญ” ลงพื้นที่ อ.ระโนด ติดตามปัญหากัดเซาะชายฝั่ง พร้อมรับฟังเสียงประชาชน

“สรรเพชญ” ลงพื้นที่ อ.ระโนด ติดตามปัญหากัดเซาะชายฝั่ง พร้อมรับฟังเสียงประชาชน

เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เดินทางลงพื้นที่อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา เพื่อปฏิบัติภารกิจสำคัญในการตรวจสอบปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง การสัญจรทางน้ำ และรับฟังข้อเสนอแนะจากพี่น้องประชาชน ซึ่งการลงพื้นที่ในครั้งนี้ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายจากส่วนกลางไปสู่การปฏิบัติในระดับท้องถิ่นอย่างแท้จริง

ในการลงลุยงานภาคสนามครั้งนี้ นายสรรเพชญ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำความเข้าใจกับปัญหาหน้างาน เพื่อให้การแก้ไขปัญหามีประสิทธิภาพ โดยภารกิจสำคัญในวันนี้คือการที่ “สรรเพชญ” ลงพื้นที่ อ.ระโนด ติดตามปัญหากัดเซาะชายฝั่ง พร้อมรับฟังเสียงประชาชน ในพื้นที่ตำบลท่าบอนและตำบลปากแตระ เพื่อนำข้อมูลที่ได้รับมาประกอบการวางแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้มีความยั่งยืน

จุดเริ่มต้นของการสำรวจและแก้ไขปัญหาในพื้นที่ อ.ระโนด

พื้นที่ตำบลท่าบอนเป็นจุดแรกที่คณะทำงานได้เข้าสำรวจ โดยเฉพาะบริเวณวัดท่าบอน ซึ่งพบปัญหาเรื่องร่องน้ำตื้นเขินและหินเรียงแนวเขื่อนหลุดร่วง กีดขวางเส้นทางเรือประมง ทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน นายสรรเพชญจึงได้สั่งการให้เร่งตรวจสอบเพื่อหาทางแก้ไขโดยด่วน ส่วนในพื้นที่ที่ยังไม่มีแนวกันคลื่น ก็จะมีการพิจารณาศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) อย่างเข้มข้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหากัดเซาะลุกลามต่อเนื่องไปมากกว่านี้

นอกเหนือจากเรื่องแนวเขื่อน ทางคณะยังได้หารือถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านอื่นๆ ดังนี้:

  • การขุดลอกร่องน้ำที่ตื้นเขินเพื่อความปลอดภัยของเรือประมง
  • การปรับปรุงท่อระบายน้ำที่ชำรุดในพื้นที่แนวเขื่อนกรมเจ้าท่า
  • การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ในพื้นที่เสี่ยงต่อน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่ง
  • การก่อสร้างแนวกันคลื่นและปะการังเทียมตามคำแนะนำของชาวบ้าน

สำหรับการลงพื้นที่ในตำบลปากแตระ ซึ่งมีระยะทางการกัดเซาะยาวกว่า 700 เมตร ถือเป็นพื้นที่ที่ต้องได้รับความช่วยเหลือเร่งด่วน การที่ “สรรเพชญ” ลงพื้นที่ อ.ระโนด ติดตามปัญหากัดเซาะชายฝั่ง พร้อมรับฟังเสียงประชาชน ในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลพร้อมรับฟังปัญหาจากฐานราก เพื่อให้โครงการในอนาคตตอบโจทย์ผู้ใช้งานจริงๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจการประมงและความปลอดภัยของคนในพื้นที่

การแก้ไขปัญหาในระดับนโยบายที่เชื่อมโยงกับความต้องการของพี่น้องประชาชน จะเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้การพัฒนาชายฝั่งภาคใต้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม หากหน่วยงานรัฐและชาวบ้านร่วมมือกัน เชื่อมั่นว่า อ.ระโนด จะกลับมามีสภาพแวดล้อมและทางสัญจรที่ปลอดภัยกว่าเดิมอย่างแน่นอน

ที่มา – “สรรเพชญ” ลงพื้นที่ อ.ระโนด ติดตามปัญหากัดเซาะชายฝั่ง พร้อมรับฟังเสียงประชาชน

ครอบครัวบุญญามณี น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พิธีพระราชทานเพลิงศพ นางกัลยา บุญญามณี

ครอบครัวบุญญามณี น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พิธีพระราชทานเพลิงศพ นางกัลยา บุญญามณี

เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ วัดแหลมทราย จังหวัดสงขลา ได้มีการจัดพิธีพระราชทานเพลิงศพ นางกัลยา บุญญามณี อดีตข้าราชการบำนาญกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นบุคคลอันเป็นที่รักยิ่งของครอบครัวและสังคม ถือเป็นวาระสำคัญที่ทางครอบครัวบุญญามณี น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พิธีพระราชทานเพลิงศพ นางกัลยา บุญญามณี ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเพลิงศพด้วยความซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่ง

ความหมายของงาน ครอบครัวบุญญามณี น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พิธีพระราชทานเพลิงศพ นางกัลยา บุญญามณี

ในงานพิธีนี้ นอกจากความเศร้าโศกเสียใจต่อการจากไปของบุคคลอันเป็นที่รักแล้ว ยังเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความเคารพยกย่อง โดยครอบครัวบุญญามณี น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พิธีพระราชทานเพลิงศพ นางกัลยา บุญญามณี อย่างหาที่สุดมิได้ อีกทั้งยังได้รับความเมตตาจากสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ประทานผ้าไตรและไม้จันทน์ เพื่อใช้ในพิธีอันเป็นเกียรติแก่ผู้วายชนม์ที่ได้อุทิศตนทำงานเพื่อชาติและประชาชนมาอย่างยาวนาน

พิธีในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มาเป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วยญาติมิตรและผู้มีเกียรติจากหลายภาคส่วนที่ต่างเดินทางมาร่วมแสดงความอาลัยอย่างเนืองแน่น เพื่อส่งดวงวิญญาณของคุณกัลยา บุญญามณี เป็นครั้งสุดท้าย

ภายในงาน ครอบครัวบุญญามณีได้แสดงถึงความกตัญญูและจิตสาธารณะ โดยมีการจัดกิจกรรมเพื่อสาธารณกุศลที่น่าชื่นชม ดังนี้:

  • บริจาคเงินจำนวน 5,075,066 บาท ให้กับมูลนิธิโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ เพื่อส่งต่อการรักษาและการแพทย์
  • มอบทุนการศึกษาให้แก่โรงเรียนในเขตเทศบาลนครสงขลา จำนวน 10 แห่ง เพื่อสนับสนุนอนาคตของเยาวชน
  • สานต่อเจตนารมณ์ของคุณแม่กัลยา บุญญามณี ที่มีความรักในการให้และช่วยเหลือสังคมมาโดยตลอด

การจากไปของคุณกัลยาไม่เพียงแต่ทิ้งไว้ซึ่งความอาลัย แต่ทิ้งไว้ซึ่งแบบอย่างของการเป็นข้าราชการที่ดีและผู้มีจิตเมตตา การที่ครอบครัวได้นำเงินที่ได้รับจากการร่วมบุญไปทำประโยชน์ต่อส่วนรวมเช่นนี้ ถือเป็นการสร้างกุศลครั้งสุดท้ายที่งดงามยิ่ง ท้ายที่สุดนี้ เราขอร่วมแสดงความเสียใจกับครอบครัวบุญญามณีและขอชื่นชมในความตั้งใจดีที่ได้ดำเนินพิธีการอย่างสมเกียรติและสร้างประโยชน์ต่อสังคมอย่างแท้จริง

ที่มา – ครอบครัวบุญญามณี น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พิธีพระราชทานเพลิงศพ นางกัลยา บุญญามณี

“สรรเพชญ” สั่งเดินหน้าสร้าง Cruise Terminal ภูเก็ต-สมุย-พัทยา

วันนี้เรามีข่าวดีสำหรับวงการท่องเที่ยวไทย เมื่อ “สรรเพชญ” สั่งเดินหน้าสร้าง Cruise Terminal ภูเก็ต-สมุย-พัทยา เพื่อยกระดับไทยให้เป็นฮับเรือสำราญของโลก โครงการนี้จะช่วยแก้ปัญหาความแออัดของท่าเรือเดิม และดึงดูดนักท่องเที่ยวจากยุโรปและเอเชียเข้ามาเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

“สรรเพชญ” สั่งเดินหน้าสร้าง Cruise Terminal ภูเก็ต-สมุย-พัทยา

นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้สั่งการให้กรมเจ้าท่าเร่งศึกษาความเป็นไปได้ในการก่อสร้างท่าเทียบเรือสำราญขนาดใหญ่ หรือ Cruise Terminal ที่จุดสำคัญ 3 แห่ง ได้แก่ ภูเก็ต เกาะสมุย และพัทยา ปัจจุบันเรือสำราญขนาดใหญ่จากต่างประเทศแวะพักที่ไทยมากขึ้นเรื่อยๆ แต่โครงสร้างพื้นฐานยังไม่พร้อมรองรับเต็มศักยภาพ โดยเฉพาะที่ภูเก็ตที่เริ่มแออัด

สรรเพชญ สั่งเดินหน้าสร้าง Cruise Terminal ภูเก็ต-สมุย-พัทยา

โครงการ “สรรเพชญ” สั่งเดินหน้าสร้าง Cruise Terminal ภูเก็ต-สมุย-พัทยา จะใช้รูปแบบ PPP หรือการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน นำร่องที่เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ก่อน คาดเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาภายในปีนี้ หลังศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม ก่อสร้างเริ่มปี 2567 และเปิดบริการปี 2572 ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันของไทยในตลาดท่องเที่ยวทางน้ำ

แผนภาพ Cruise Terminal สมุย

โครงการ Tender Boat จ.สงขลา สนับสนุนเมืองเก่าสงขลา

นอกจากนี้ ยังมีแผนสร้างท่าเรือขนถ่ายผู้โดยสาร Tender Boat ที่จ.สงขลา เพื่อรับเรือสำราญขนาดใหญ่ที่จอดนอกชายฝั่ง ลำเลียงนักท่องเที่ยวเข้าฝั่ง เชื่อมต่อกับแหล่งท่องเที่ยวอย่างเมืองเก่าสงขลาที่กำลังผลักดันเป็นมรดกโลก คาดของบปี 2567 จำนวน 25 ล้านบาท สำหรับศึกษา EIA และออกแบบ โครงการนี้จะกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน สร้างรายได้ให้ชาวบ้าน

Tender Boat สงขลา

ท่าเรืออัจฉริยะเจ้าพระยา ครบ 29 แห่งปี 2570

ในกรุงเทพฯ มีการเร่งสร้างท่าเรืออัจฉริยะ (Smart Pier) ริมลำน้ำเจ้าพระยา รวม 29 แห่ง ปัจจุบันเสร็จ 16 แห่ง เหลือ 13 แห่ง ตั้งเป้าเปิดครบปี 2570 เพื่อยกระดับการเดินทางทางน้ำให้สะดวก ปลอดภัย และทันสมัย นอกจากนี้ ยังสั่งขุดลอกร่องน้ำในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม เพื่อเตรียมรับฤดูน้ำหลาก

ท่าเรืออัจฉริยะเจ้าพระยา

ประโยชน์ของโครงการเหล่านี้มีมากมาย ดังนี้

  • เพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวทางน้ำหลายหมื่นล้านบาทต่อปี
  • สร้างงานให้คนไทยนับพันตำแหน่ง ในด้านบริการ โรงแรม และโลจิสติกส์
  • ยกระดับภาพลักษณ์ไทยเป็นจุดหมายเรือสำราญชั้นนำของเอเชีย
  • กระจายรายได้สู่ท้องถิ่น โดยเฉพาะภาคใต้และตะวันออก
  • ส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ควบคู่การดูแลสิ่งแวดล้อม

โดยรวมแล้ว โครงการ “สรรเพชญ” สั่งเดินหน้าสร้าง Cruise Terminal ภูเก็ต-สมุย-พัทยา และโครงการเกี่ยวข้อง จะเป็นตัวเปลี่ยนเกมให้ไทยก้าวสู่การเป็นฮับเรือสำราญโลกอย่างแท้จริง หากดำเนินการสำเร็จตามแผน นักท่องเที่ยวจะหลั่งไหลเข้ามามากขึ้น เศรษฐกิจฟื้นตัวเต็มพิกัด

คุณคิดเห็นอย่างไรกับโครงการนี้? คอมเมนต์ด้านล่างและแชร์เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รู้ข่าวดีนี้ด้วยนะ หากสนใจท่องเที่ยวเรือสำราญ ติดตามอัปเดตโครงการได้ที่นี่!

ที่มา – “สรรเพชญ” สั่งเดินหน้าสร้าง Cruise Terminal ภูเก็ต-สมุย-พัทยา ดันไทยฮับเรือสำราญโลก

“พิพัฒน์” เสนอหาดใหญ่ จัดครม.สัญจร นัดแรก ปลายเดือน พ.ค.

ข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในแวดวงการเมืองและการพัฒนาประเทศ เมื่อ “พิพัฒน์” รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เสนอให้จัดประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร (ครม.สัญจร) นัดแรกที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการนำนโยบายรัฐบาลไปสู่ประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะหลังจากที่หาดใหญ่เพิ่งผ่านพ้นวิกฤตอุทกภัยครั้งใหญ่ ทำให้พื้นที่มีความพร้อมเต็มรูปแบบสำหรับการประชุมระดับสูงนี้

“พิพัฒน์” เสนอหาดใหญ่ จัดครม.สัญจร นัดแรก ปลายเดือน พ.ค. นี้

การเสนอของนายพิพัฒน์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2567 ที่พรรคภูมิใจไทย โดยระบุว่าหาดใหญ่เป็นสถานที่ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับครม.สัญจรนัดแรก เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานพร้อมรับมือ และจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น การจัดประชุมครม.สัญจรไม่ใช่แค่การย้ายที่ประชุม แต่เป็นโอกาสในการตรวจราชการ สัมผัสปัญหาใกล้ชิด และประกาศนโยบายพัฒนาโดยตรงกับชาวใต้ นอกจากนี้ยังช่วยฟื้นฟูจิตใจชาวหาดใหญ่หลังน้ำท่วมที่สร้างความเสียหายหนัก

ยุทธศาสตร์พัฒนา 5 จังหวัดชายแดนใต้ ภายใต้ “พิพัฒน์” เสนอหาดใหญ่ จัดครม.สัญจร นัดแรก ปลายเดือน พ.ค. นี้

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือการวางยุทธศาสตร์พัฒนา 5 จังหวัดชายแดนใต้ ได้แก่ สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตูล โดยมุ่งเน้นการสร้างอาชีพและเศรษฐกิจยั่งยืน โครงการเรือธงอย่างนิคมอุตสาหกรรมจะนะ จะเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมฮาลาล ซึ่งตอบโจทย์ตลาดมุสลิมทั้งในและต่างประเทศ คาดว่าจะสร้างงานนับหมื่นตำแหน่ง ลดปัญหาการว่างงาน และยกระดับรายได้ชาวบ้าน

ขณะที่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) จะผลักดันพืชพลังงานและโรงไฟฟ้าชีวมวล โดยมีนักลงทุนสนับสนุนเต็มที่ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ได้สำรวจพื้นที่ 3 จังหวัด 4 อำเภอไปแล้ว และจะขยายครอบคลุมทั้ง 5 จังหวัด โครงการนี้ไม่เพียงสร้างพลังงานสะอาด แต่ยังเพิ่มรายได้จากการปลูกพืชพลังงาน เช่น ปาล์มหรืออ้อย สร้างวงจรเศรษฐกิจหมุนเวียน

ประโยชน์ของครม.สัญจรที่หาดใหญ่ต่อเศรษฐกิจภาคใต้

การจัด “พิพัฒน์” เสนอหาดใหญ่ จัดครม.สัญจร นัดแรก ปลายเดือน พ.ค. นี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการลงทุนมหาศาล โรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจท้องถิ่นจะคึกคัก นอกจากนี้ยังเร่งรัดโครงการโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน รถไฟ และท่าเรือ ซึ่งนายพิพัฒน์ในฐานะ รมว.คมนาคม มีบทบาทสำคัญ การพัฒนานี้จะช่วยลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างภาคเหนือ-กลางกับภาคใต้ สร้างความมั่นคง มั่นใจให้ประชาชน และลดปัญหาความไม่สงบด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจ

  • นิคมอุตสาหกรรมจะนะ: ดึงดูดการลงทุนฮาลาล สร้างงานกว่า 10,000 ตำแหน่ง
  • โรงไฟฟ้าชีวมวล: ใช้พืชท้องถิ่นผลิตไฟฟ้า ลดนำเข้าพลังงาน
  • ครม.สัญจร: ตรวจราชการจริง สั่งการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

ในมุมมองผู้เขียน การริเริ่มนี้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการกระจายอำนาจและพัฒนาทุกภูมิภาคอย่างเท่าเทียม หาดใหญ่ที่เป็นฮับการค้าของภาคใต้จะกลายเป็นประตูสู่อาเซียนมากยิ่งขึ้น หากโครงการทั้งหมดเดินหน้าสำเร็จ ชาวใต้จะมีอนาคตที่สดใสกว่าเดิม

คุณคิดอย่างไรกับแผนพัฒนานี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตครม.สัญจรเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “พิพัฒน์” เสนอหาดใหญ่ จัดครม.สัญจร นัดแรก ปลายเดือน พ.ค. นี้

Scroll to top