จังหวัดสตูล

นายกฯ ย้ำคดีทุจริตสอบไม่มีเส้นสาย ลั่นหากถึงใครก็คนนั้น

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์และสังคมไทย หลังจากที่มีกระแสข่าวการทุจริตสอบท้องถิ่น ซึ่งล่าสุดทาง นายกฯ ย้ำคดีทุจริตสอบไม่มีเส้นสาย อย่างเด็ดขาด โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการแอบอ้างชื่อนักการเมืองท้องถิ่นเข้ามาเกี่ยวข้องกับการทุจริต

นายกฯ ย้ำคดีทุจริตสอบไม่มีเส้นสาย เดินหน้าล้างบางทุจริต

เหตุการณ์เริ่มต้นจากเพจชมรม STRONG ต้านทุจริตประเทศไทย ได้มีการเปิดเผยแชตข้อความที่อ้างว่ามี สจ.จังหวัดสตูล เข้ามาเป็นนายหน้าในการทุจริตสอบท้องถิ่น ซึ่งเรื่องนี้สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีได้ยืนยันหนักแน่นว่า นายกฯ ย้ำคดีทุจริตสอบไม่มีเส้นสาย และจะดำเนินการตรวจสอบทุกขั้นตอนโดยไม่มีข้อยกเว้น โดยขณะนี้ได้มีการบูรณาการความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานหลักเพื่อคลี่คลายคดีนี้

หน่วยงานที่ร่วมตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส

เพื่อให้เกิดความกระจ่างและโปร่งใสที่สุด นายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงว่ามีหน่วยงานที่กำลังทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ดังนี้:

  • สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.): เข้ามาตรวจสอบเส้นทางการเงินที่ผิดปกติ
  • สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.): ดำเนินการตรวจสอบในแง่ของกฎหมายทุจริตประพฤติมิชอบ
  • สำนักงานตำรวจแห่งชาติ: ร่วมมือในการสอบสวนขยายผลและรวบรวมพยานหลักฐาน

การทำงานร่วมกันของทั้งสามหน่วยงานนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าภาครัฐเอาจริงกับเรื่องนี้ โดยนายกฯ ได้ย้ำอีกครั้งว่า นายกฯ ย้ำคดีทุจริตสอบไม่มีเส้นสาย และไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นผู้มีอิทธิพลหรือนักการเมืองระดับไหนก็ตาม หากตรวจสอบพบความผิดจริงต้องถูกดำเนินคดีจนถึงที่สุด

นายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้ายว่า ขณะนี้มีการพูดถึงเรื่อง “เพดาน” ในการตรวจสอบหรือการปกป้องผู้กระทำความผิด ซึ่งตนขอยืนยันว่าไม่มีเพดานเหล่านั้นในรัฐบาลนี้ ใครทำผิดก็ต้องได้รับโทษตามกระบวนการยุติธรรม เพราะการสอบคัดเลือกต้องเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรมเพื่อคนรุ่นหลัง

ในมุมมองของประชาชนทั่วไป การที่ผู้นำออกมาประกาศจุดยืนที่ชัดเจนเช่นนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีและน่าชื่นชม เพราะเป็นการเรียกคืนความเชื่อมั่นให้กับระบบราชการไทย อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคำพูดคือผลลัพธ์ของการตรวจสอบที่ต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อไม่ให้มีใครต้องถูกเอาเปรียบในการสอบเข้าทำงานอีกต่อไป

ที่มา – นายกฯ ย้ำคดีทุจริตสอบไม่มีเส้นสาย ชี้ ปปง. – ป.ป.ช. – ตร. กำลังตรวจสอบ ลั่นหากถึงใครก็คนนั้น

ครม.สัญจรสงขลา จ่อถกปัญหา 5 จังหวัดใต้ ขอม็อบอย่าชุมนุมทำเนียบฯ มีอะไรไปคุยที่คมนาคม

ครม.สัญจรสงขลา จ่อถกปัญหา 5 จังหวัดใต้ ขอม็อบอย่าชุมนุมทำเนียบฯ มีอะไรไปคุยที่คมนาคม

เป็นที่จับตามองอย่างมากสำหรับการเตรียมความพร้อมจัดประชุม ครม.สัญจรสงขลา จ่อถกปัญหา 5 จังหวัดใต้ ขอม็อบอย่าชุมนุมทำเนียบฯ มีอะไรไปคุยที่คมนาคม โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าถึงภารกิจสำคัญในครั้งนี้ ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อมุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่และแก้ไขปัญหาผังเมืองที่คั่งค้างมานาน

การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้เห็นการขับเคลื่อนนโยบายจากส่วนกลางสู่ภูมิภาค โดยเน้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ซึ่งทางภาครัฐได้มีการประสานงานร่วมกับภาคเอกชนและผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อรวบรวมข้อมูลและโครงการที่จะช่วยพัฒนาอาชีพและรายได้ให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

จุดประสงค์หลักของการประชุม ครม.สัญจรสงขลา จ่อถกปัญหา 5 จังหวัดใต้ ขอม็อบอย่าชุมนุมทำเนียบฯ มีอะไรไปคุยที่คมนาคม

ในการประชุมที่จะถึงนี้ รัฐบาลไม่ได้เพียงแค่ต้องการอนุมัติงบประมาณ แต่ต้องการฟังเสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่จริงๆ โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับ:

  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและผังเมืองใหม่ให้เหมาะสมกับยุคสมัย
  • การส่งเสริมอาชีพเพื่อยกระดับรายได้เฉลี่ยของคนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
  • การเร่งผลักดันโครงการรถไฟทางคู่ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารให้เป็นระบบมากขึ้น

ทางด้านนายพิพัฒน์ได้ฝากถึงกลุ่มผู้ชุมนุมที่อาจมีการยกระดับความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับประเด็นเศรษฐกิจว่า ตนไม่เข้าใจถึงเหตุผลในการประท้วง โดยเฉพาะประเด็นที่จบไปแล้วหรือไม่มีอยู่จริง พร้อมย้ำว่า ครม.สัญจรสงขลา จ่อถกปัญหา 5 จังหวัดใต้ ขอม็อบอย่าชุมนุมทำเนียบฯ มีอะไรไปคุยที่คมนาคม ซึ่งเป็นช่องทางที่เปิดกว้างและพร้อมรับฟังมากกว่าการมาชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาล

นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงโครงการ Missing Link และการพัฒนาท่าเรือฝั่งอันดามัน ซึ่งกระทรวงคมนาคมกำลังเร่งศึกษาความเหมาะสมเพื่อให้สอดคล้องกับระบบราง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว ส่วนประเด็นน้ำท่วมในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ ได้มีการกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมรับมือฤดูฝนอย่างใกล้ชิดแล้ว

ในมุมมองของเรา การที่ภาครัฐลงมาประชุมถึงพื้นที่จริงเป็นสัญญาณที่ดีของการแก้ปัญหาแบบถึงลูกถึงคน สิ่งสำคัญคือการสื่อสารและการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐกับภาคประชาชน หากเกิดข้อสงสัยหรือต้องการข้อเสนอแนะ การพูดคุยผ่านช่องทางที่ถูกต้องตามที่กระทรวงคมนาคมแนะนำ ถือเป็นวิธีการที่สร้างสรรค์และก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากกว่าการใช้กฎหมู่กดดันรัฐบาลครับ

ที่มา – ครม.สัญจรสงขลา จ่อถกปัญหา 5 จังหวัดใต้ ขอม็อบอย่าชุมนุมทำเนียบฯ มีอะไรไปคุยที่คมนาคม

รังสิมันต์ ท้า ศุภชัย เปิดชื่อสส.ส้ม เอี่ยวฮั้วสว.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อ รังสิมันต์ ท้า ศุภชัย เปิดชื่อสส.ส้ม เอี่ยวฮั้วสว. หลังจากที่มีการออกมาตั้งข้อสังเกตถึงพฤติการณ์ในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความกังขาให้กับสังคมเป็นวงกว้าง

รังสิมันต์ ท้า ศุภชัย เปิดชื่อสส.ส้ม เอี่ยวฮั้วสว. อย่างไม่มีข้อโต้แย้ง

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่นายศุภชัย ใจสมุทร จากพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาพูดถึงกลุ่ม “สว.สีส้ม” และตั้งคำถามถึงพฤติกรรมที่ไม่โปร่งใส อย่างไรก็ตาม นายรังสิมันต์ โรม จากพรรคประชาชน ได้ออกมาโต้กลับอย่างเผ็ดร้อน โดยยืนยันว่าการตั้งข้อกล่าวหาลักษณะนี้เป็นการเบี่ยงเบนประเด็นสำคัญที่สังคมกำลังให้ความสนใจ นั่นก็คือความโปร่งใสในกระบวนการยุติธรรมของฝ่ายผู้กุมอำนาจรัฐเอง

เปิดใจ รังสิมันต์ ท้า ศุภชัย เปิดชื่อสส.ส้ม เอี่ยวฮั้วสว. ให้ชัดเจน

ในการแถลงข่าว นายรังสิมันต์ย้ำชัดว่าหากมีหลักฐานว่าพรรคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดตั้ง สว. จริง ก็ขอให้นำรายชื่อออกมาเปิดเผยต่อสาธารณะให้ชัดเจน ไม่ใช่เพียงการใช้วาทกรรมเพื่อสาดโคลนใส่กัน การกล่าวอ้างเลื่อนลอยโดยไม่มีพยานหลักฐานทั้งเส้นทางการเงินหรือคลิปวิดีโอถือเป็นการเสียเวลาเปล่า

นอกจากนี้ นายรังสิมันต์ยังตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจเกี่ยวกับความเชื่อมโยงในระดับท้องถิ่นว่า:

  • จังหวัดที่มี สว.สีน้ำเงินจำนวนมาก มักพบปัญหาทุจริตสอบท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง
  • ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มอำนาจในพรรคการเมืองใหญ่กับตำแหน่งสำคัญต่าง ๆ ในบ้านเมือง
  • กระบวนการยุติธรรมที่ควรจะเป็นที่พึ่งของประชาชน แต่กลับเกิดคำถามเรื่องมาตรฐาน

ในมุมมองของพรรคประชาชน การจะแก้ปัญหาเรื่องการโกง สว. นั้นไม่สามารถใช้วิธีการโยนความผิดให้ฝ่ายอื่นได้ แต่ต้องมาดูที่หลักฐานเชิงประจักษ์ ไม่ว่าจะเป็นผลคะแนนหรือพยานบุคคล นายรังสิมันต์เชื่อมั่นว่าถ้าตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา ความจริงจะปรากฏออกมาเอง และผู้ที่มีอำนาจรัฐอยู่ในมือย่อมเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ง่ายกว่าใคร

บทสรุปของเรื่องนี้คงไม่ใช่แค่การตอบโต้ผ่านวาทกรรม แต่คือการพิสูจน์ว่าระบบยุติธรรมไทยจะสามารถจัดการกับผู้กระทำผิดได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อมีคำถามถึงความโปร่งใสของนักการเมืองระดับสูง นี่คือโจทย์ใหญ่ที่พรรคร่วมฝ่ายค้านกำลังจับตามองและจะใช้กลไกในสภาฯ เดินหน้าตรวจสอบให้ถึงที่สุดเพื่อให้ความจริงปรากฏต่อสายตาประชาชน

ที่มา – “รังสิมันต์” ท้า “ศุภชัย” เปิดชื่อสส.ส้ม เอี่ยวฮั้วสว. ซัดสาดวาทกรรมหวังเบี่ยงประเด็น

รวบ อดีตนายก อบต.ควนกาหลง หนีกบดานหอพักโคราช

รวบ อดีตนายก อบต.ควนกาหลง หนีกบดานหอพักโคราช

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถปิดคดีสำคัญและดำเนินการ รวบ อดีตนายก อบต.ควนกาหลง หนีกบดานหอพักโคราช ได้สำเร็จ หลังจากที่ผู้ต้องหารายนี้พยายามหลบหนีความผิดจากคดีฉ้อโกงประชาชนที่สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่นายณัฐภาพงศ์ หรือที่ชาวบ้านรู้จักกันในชื่อ “นายก ภา” ได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการเรียกรับผลประโยชน์ในการสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น โดยแอบอ้างว่าตนเองมี “โควตาพิเศษ” สามารถช่วยเหลือให้ผู้สมัครสอบผ่านและได้รับการบรรจุเข้าทำงานได้จริง ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวทำให้มีผู้หลงเชื่อจำนวนมากยอมจ่ายเงินก้อนโตเพื่อแลกกับตำแหน่งงาน

เบื้องลึกเส้นทางการหนีคดี รวบ อดีตนายก อบต.ควนกาหลง หนีกบดานหอพักโคราช

หลังจากที่ผู้เสียหายจำนวนมากพบว่าตนเองไม่ได้รับการบรรจุตามคำกล่าวอ้าง จึงได้รวมตัวกันแจ้งความดำเนินคดีในหลายท้องที่ จนนำไปสู่การออกหมายจับผู้ต้องหาโดยศาลจังหวัดสตูลถึง 3 หมายในคดี “ฉ้อโกง” เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการติดตามสืบสวนผู้ต้องหาตามหมายจับจากตำรวจภูธรภาค 9 จึงได้กระจายกำลังติดตามตัวอย่างกระชั้นชิด จนกระทั่งสืบทราบข้อมูลสำคัญว่านายกภาได้หลบหนีไปซ่อนตัวอยู่ที่หอพักในจังหวัดนครราชสีมา

เมื่อตรวจสอบพิกัดเรียบร้อย เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจบุกเข้าชาร์จและดำเนินการ รวบ อดีตนายก อบต.ควนกาหลง หนีกบดานหอพักโคราช ได้ที่ห้องพักชั้น 2 ของหอพักแห่งหนึ่ง โดยในระหว่างการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดของกลางสำคัญ ได้แก่:

  • เงินสดจำนวนกว่า 1,230,500 บาท
  • เอกสารสำคัญที่เกี่ยวข้องกับคดีจำนวน 2 แผ่น

สำหรับการจับกุมครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญของการหลอกลวงประชาชนผ่านกระบวนการสอบบรรจุข้าราชการ ซึ่งมักจะใช้ความไม่รู้หรือความอยากได้ตำแหน่งมาเป็นเครื่องมือในการฉ้อโกง ปัจจุบันผู้ต้องหาถูกนำตัวไปบันทึกจับกุมที่ สภ.โพธิกลาง ก่อนจะส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมายที่ สภ.ควนกาหลง ต่อไป

ในมุมมองของความยุติธรรม ทางเจ้าหน้าที่ฝากเตือนประชาชนว่า ตำแหน่งงานข้าราชการไม่สามารถซื้อขายได้ด้วยเงิน การอ้างโควตาพิเศษมักเป็นเพียงอุบายการฉ้อโกง หากพบพฤติกรรมน่าสงสัยให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที อย่าตกเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉาชีพที่อาศัยช่องว่างของกฎหมายมาทำลายอนาคตของผู้อื่น

ที่มา – รวบ อดีตนายก อบต.ควนกาหลง หนีกบดานหอพักโคราช

พิพัฒน์ ลุยสตูลปักหมุด ตันหยงโป ดันงบปี 70 พลิกโฉมประตูทะเลใหม่

เชื่อว่าพี่น้องชาวสตูลและนักท่องเที่ยวหลายท่านคงตื่นเต้นไม่น้อย เมื่อล่าสุด นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการสำคัญอย่างการพัฒนาท่าเรือตันหยงโป เพื่อให้เป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ที่พร้อมจะยกระดับการท่องเที่ยวจังหวัดสตูลให้ก้าวไกลไปอีกขั้น

พิพัฒน์ ลุยสตูลปักหมุด ตันหยงโป ดันงบปี 70 พลิกโฉมประตูทะเลใหม่

การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับศักยภาพของสตูลอย่างจริงจัง พิพัฒน์ ลุยสตูลปักหมุด ตันหยงโป ดันงบปี 70 พลิกโฉมประตูทะเลใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะเป้าหมายในการเชื่อมโยงการเดินทางไปยังหมู่เกาะชื่อดังอย่างเกาะหลีเป๊ะ และเกาะตะรุเตา ให้สะดวกสบายยิ่งขึ้นกว่าเดิม

รายละเอียดโครงการท่าเรือตันหยงโป

กรมเจ้าท่าได้วางงบประมาณปี 2570 ไว้กว่า 30 ล้านบาท เพื่อเนรมิตสะพานท่าเทียบเรือความยาว 150 เมตร ที่ไม่ได้มีดีแค่เรื่องโครงสร้าง แต่ยังใส่ใจในรายละเอียดด้านดีไซน์ โดยนำเอา:

  • ลายฉลุมลายู: สะท้อนวัฒนธรรมท้องถิ่นภาคใต้ที่งดงาม
  • อุทยานธรณีโลกสตูล: เพิ่มอัตลักษณ์ด้วยลวดลายฟอสซิลแอมโมไนต์

โครงการ พิพัฒน์ ลุยสตูลปักหมุด ตันหยงโป ดันงบปี 70 พลิกโฉมประตูทะเลใหม่ ครั้งนี้ ยังมุ่งหวังให้เรือสปีดโบ๊ทสามารถเทียบท่าได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำขึ้นน้ำลงอีกต่อไป ซึ่งจะช่วยให้นักท่องเที่ยวมีทางเลือกในการเดินทางมากขึ้น แทนที่จะต้องไปกระจุกตัวอยู่ที่ท่าเรือปากบาราเพียงจุดเดียว

นอกเหนือจากการสร้างท่าเรือแล้ว รัฐบาลยังมีแผนบูรณาการโครงข่ายคมนาคมทางบก เช่น การเร่งก่อสร้างเส้นทางสายใหม่เชื่อมจากสะเดา จ.สงขลา สู่ควนกาหลง จ.สตูล ซึ่งจะช่วยย่นระยะทางได้ถึง 60 กิโลเมตร รวมถึงการเร่งพัฒนาท่าเรือตำมะลังเพื่อเปิดประตูสู่เกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซียอีกด้วย นับเป็นก้าวสำคัญที่เปลี่ยนสตูลให้กลายเป็นฮับการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของภาคใต้ฝั่งอันดามันอย่างแท้จริง การพัฒนาเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยเรื่องการท่องเที่ยว แต่ยังเป็นการกระจายเม็ดเงินสู่ชุมชน ร้านค้า และผู้ประกอบการเรือนำเที่ยวในท้องถิ่นให้ได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึงอย่างแน่นอน

ที่มา – “พิพัฒน์” ลุยสตูลปักหมุด “ตันหยงโป” ดันงบปี 70 พลิกโฉมประตูทะเลใหม่เชื่อมมาเลเซีย

ซาบีดา เยือนสตูลเปิดงานฉลุงฮาลาลสตรีทฟู้ด กระตุ้นท่องเที่ยว

เชื่อว่าหลายคนคงกำลังมองหาที่เที่ยวใหม่ๆ ที่มีทั้งของกินอร่อยและบรรยากาศสุดประทับใจ ล่าสุดมีข่าวดีจากจังหวัดสตูลครับ เพราะมีการจัดงาน ซาบีดา เยือนสตูลเปิดงานฉลุงฮาลาลสตรีทฟู้ด เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและชูอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมไทย-มลายูให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

ซาบีดา เยือนสตูลเปิดงานฉลุงฮาลาลสตรีทฟู้ด ดึงดูดนักท่องเที่ยว

งานนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของจังหวัดสตูลเลยทีเดียวครับ โดยนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงานที่ตำบลฉลุง ถือเป็นการผนึกกำลังครั้งใหญ่ระหว่างภาครัฐและเอกชนที่ตั้งเป้าจะผลักดันให้สตูลเป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวฮาลาลในอาเซียนครับ

ไฮไลท์สุดปังที่งาน ซาบีดา เยือนสตูลเปิดงานฉลุงฮาลาลสตรีทฟู้ด

บรรยากาศในงานปีนี้คึกคักสุดๆ ครับ ลองจินตนาการถึงร้านอาหารฮาลาลชื่อดังกว่า 120 บูธที่มาเสิร์ฟความอร่อย ทั้งอาหารพื้นถิ่นและเมนูพิเศษจากประเทศมาเลเซีย ใครที่เป็นสายกินบอกเลยว่าห้ามพลาดเด็ดขาด นอกจากเรื่องกินแล้วยังมีกิจกรรมน่าสนใจเพียบ:

  • การแข่งขันปรุงอาหารฮาลาลชิงแชมป์
  • การแข่งขันทำโรตีและชาชักรสชาติต้นตำรับ
  • การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย-มลายูที่หาดูได้ยาก
  • การประกวดแต่งกายในธีมเสน่ห์เคบาย่า

ความน่าสนใจของงานนี้ไม่ได้อยู่แค่ที่ของกินครับ แต่คือการนำเอา "ทุนทางวัฒนธรรม" มาสร้างมูลค่าได้อย่างยอดเยี่ยม การที่ ซาบีดา เยือนสตูลเปิดงานฉลุงฮาลาลสตรีทฟู้ด ครั้งนี้ ยังเป็นการเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับมาเลเซีย ซึ่งจะช่วยให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนสตูลเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

สำหรับใครที่ยังไม่มีแพลนไปเที่ยวที่ไหน ผมอยากแนะนำให้ลองปักหมุดที่งานนี้ครับ คุณจะได้ทั้งสัมผัสวัฒนธรรมที่งดงาม ได้เรียนรู้วิถีชีวิตของคนสตูล และที่สำคัญคือได้อิ่มอร่อยกับอาหารฮาลาลรสเลิศในบรรยากาศที่อบอุ่นเป็นกันเองแบบสุดๆ อย่าลืมแวะไปอุดหนุนสินค้าชุมชนเพื่อเป็นกำลังใจให้ร้านค้าในพื้นที่กันด้วยนะครับ แล้วคุณจะหลงรักสตูลมากขึ้นกว่าเดิมแน่นอน!

ที่มา – “ซาบีดา” เยือนสตูลเปิดงานฉลุงฮาลาลสตรีทฟู้ด ขายวัฒนธรรมไทย-มลายู ดึงดูดนักท่องเที่ยว

Satun Halal Street 2026 ดันเมืองฮาลาลสู่สากล

สตูลกำลังจะคึกคักสุดๆ ด้วยงาน Satun Halal Street 2026 ครั้งที่ 7 ที่จัดใหญ่เพื่อดันเมืองอาหารฮาลาลของสตูลให้ก้าวสู่เวทีสากล เชื่อมโยงการท่องเที่ยวอาเซียน สร้างรายได้ให้ชุมชน และยกระดับคุณภาพชีวิตคนท้องถิ่น งานนี้ไม่ใช่แค่งานอาหาร แต่เป็นเวทีรวมพลังทุกภาคส่วนเพื่อโปรโมทท่องเที่ยวฮาลาลแบบครบวงจร ถ้าคุณกำลังมองหาปลายทางท่องเที่ยวที่ทั้งอร่อย สวยงาม และได้มาตรฐานฮาลาล ล่ะก็ สตูลคือคำตอบ!

Satun Halal Street 2026

งาน Satun Halal Street 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-3 พฤษภาคม 2569 ที่ลานศูนย์บริการนักท่องเที่ยว (สตูลจีโอปาร์คเกตเวย์) โดยมีนายคณิต คงช่วย ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล เป็นประธานเปิดงาน ท่ามกลางผู้เข้าร่วมคับคั่ง ไม่ว่าจะเป็นนายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ นายกอบจ.สตูล, Mr. Winardi H. Lucky กงสุลใหญ่สาธารณรัฐอินโดนีเซียประจำสงขลา, Mr. Shaiful Naszri Abdul Wahid ผู้แทนสถานทูตมาเลเซียประจำกรุงเทพฯ, ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต., รองประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสตูล รวมถึงส่วนราชการ เอกชน และประชาชนทั่วไป บรรยากาศคึกคักมาก!

ความร่วมมือครั้งนี้มาจากหลายหน่วยงานชั้นนำ เช่น อบจ.สตูล, ศอ.บต., ททท.สำนักงานสตูล, วิทยาลัยชุมชน, สถาบันฮาลาล ม.อ., สมาคมการค้าการท่องเที่ยวฮาลาลไทย-อาเซียน, ชมรมผู้ประกอบการอาหารฮาลาลสตูล และภาคีเครือข่าย โครงการนี้มุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวฮาลาลอย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมหลายมิติ ทั้งขายอาหารฮาลาลแท้ๆ, แสดงศิลปวัฒนธรรม, อบรมความรู้ฮาลาล, และประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวสตูลให้ดังกระฉ่อน

Satun Halal Street 2026 เปิดงานคึกคัก

กิจกรรมเด็ดใน Satun Halal Street 2026

นอกจากร้านอาหารฮาลาลจากไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย แล้ว ยังมีเสวนาเรื่ององค์ความรู้ท่องเที่ยวฮาลาล, นิทรรศการ, เวิร์กช็อป, สาธิตเมนูอาหารอินโดนีเซียสุดแซ่บ, การแสดงแสงสีเสียง และศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นที่งดงาม ทุกอย่างออกแบบมาเพื่อให้ชุมชนได้โชว์ศักยภาพ สร้างความภูมิใจในอัตลักษณ์สตูล และดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งใน-ต่างประเทศ

  • เสวนาและนิทรรศการ: เรียนรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับฮาลาลท่องเที่ยว
  • เวิร์กช็อปและสาธิตอาหาร: ลองทำเมนูฮาลาลประจำชาติเพื่อนบ้าน
  • ร้านค้าฮาลาล: ชิมของอร่อยจาก 3 ประเทศ
  • การแสดง: แสงสีเสียงวัฒนธรรมอาเซียน
กิจกรรม Satun Halal Street 2026

ภาพจาก สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสตูล

ตลาดท่องเที่ยวฮาลาลกำลังโตแบบก้าวกระโดดทั่วโลก โดยเฉพาะอาเซียน การพัฒนาสตูลให้เป็นเมืองฮาลาลมาตรฐานสากลจึงเป็นโอกาสทอง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างรายได้ยั่งยืน และกระชับความสัมพันธ์ไทย-เพื่อนบ้าน งานนี้ไม่เพียงช่วยชุมชน แต่ยังเปิดตลาดใหม่ให้ผู้ประกอบการไทยได้บุกอาเซียน

ในมุมมองของผม Satun Halal Street 2026 คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนสตูลให้เป็นฮับอาหารฮาลาลชั้นนำ ถ้าคุณเป็นนักท่องเที่ยวฮาลาลหรืออยากลองประสบการณ์ใหม่ อย่าพลาดไปร่วมงานนี้เลย! วางแผนทริปสตูลตั้งแต่ตอนนี้ แล้วมาแชร์ประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างนะ

ที่มา – Satun Halal Street 2026 ดันเมืองอาหารฮาลาลสู่สากล เชื่อมโยงท่องเที่ยวอาเซียน

ยูเนสโกรับรอง ตาก-ระยอง-สตูล เมืองแห่งการเรียนรู้

“นฤมล” เผย ยูเนสโกรับรอง ตาก–ระยอง–สตูล เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ สะท้อน การศึกษาไทยก้าวหน้าไปอีกขั้น พร้อมดันนโยบายเรียนรู้ตลอดชีวิต ยกระดับสู่มาตรฐานสากล

วันที่ 9 ธ.ค. 2568 ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 องค์การยูเนสโกได้ประกาศรับรอง เทศบาลเมืองตาก จังหวัดระยอง และจังหวัดสตูล เป็นสมาชิกใหม่ของเครือข่ายระดับโลกด้านเมืองแห่งการเรียนรู้ขององค์การยูเนสโก (UNESCO Global Network of Learning Cities – GNLC) ร่วมกับอีก 72 เมืองจาก 46 ประเทศทั่วโลก

ดร.นฤมล กล่าวว่า การประกาศขององค์การยูเนสโก สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยก้าวหน้าอีกขั้นในการขับเคลื่อนนโยบายการเรียนรู้ตลอดชีวิต รวมทั้งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง และภาคีเครือข่ายในการยกระดับการศึกษาและการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นสำหรับประชาชนทุกช่วงวัย ทั้งการศึกษาในระบบและนอกระบบ ผ่านนโยบายและกลไกที่ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของสังคมในศตวรรษที่ 21 เมืองของไทย 3 แห่งที่ได้รับการรับรองให้เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ปีล่าสุด มีจุดเด่นดังนี้ 1. เทศบาลเมืองตาก มุ่งพัฒนา “เมืองแห่งโอกาส” ผ่านการจัดการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับประชากรในเขตเมืองและพื้นที่ชายแดน 2. จังหวัดระยอง ขับเคลื่อนการเรียนรู้ร่วมกับภาคอุตสาหกรรม เทคโนโลยี และทรัพยากรท้องถิ่น เพื่อเตรียมความพร้อมแรงงานและเยาวชนในเขตเศรษฐกิจตะวันออก และ 3. จังหวัดสตูล ส่งเสริมการเรียนรู้บนฐานมรดกทางธรรมชาติและวัฒนธรรม รวมถึงการพัฒนาทักษะด้านสิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยว และอาชีพของชุมชน

อย่างไรก็ตาม การเข้าร่วมเครือข่ายของยูเนสโกจะช่วยให้เมืองของไทยได้รับองค์ความรู้ แหล่งเรียนรู้ และแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศจากเมืองชั้นนำทั่วโลก รวมทั้งเพิ่มโอกาสในการสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ร่วมกับเครือข่ายนานาชาติ เพราะเครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้เป็นพื้นที่ที่ทุกคนเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยยูเนสโกระบุว่า เมืองแห่งการเรียนรู้เป็นพื้นที่ที่ “การเรียนรู้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน” ไม่ว่าจะเป็นในโรงเรียน ที่ทำงาน ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ พื้นที่สาธารณะ หรือแม้แต่ในบ้านของประชาชนเอง เมืองเหล่านี้ทำหน้าที่สำคัญในการ เพิ่มทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับตลาดงานที่เปลี่ยนแปลง เปิดโอกาสด้านการเรียนรู้สำหรับผู้ใหญ่และผู้ขาดโอกาส เตรียมคนทุกวัยให้พร้อมรับเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ ตลอดจนส่งเสริมผู้ประกอบการและนวัตกรรมระดับท้องถิ่น

นางสเตฟาเนีย เจียนนีนี ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายการศึกษาของยูเนสโก ระบุว่า เมืองใหม่ทั้ง 72 เมืองทั่วโลก กำลังกำหนดความหมายใหม่ให้กับการเรียนรู้ โดย “เปลี่ยนทุกถนนและทุกอาคารในเมือง ให้เป็นพื้นที่แห่งความรู้และโอกาส” ทั้งนี้ ในปี 2568 นับว่าเครือข่ายฯ ได้ขยายใหญ่ที่สุดในรอบปี มีสมาชิกกว่า 425 เมือง จาก 91 ประเทศ รองรับประชากรเกือบ 500 ล้านคนทั่วโลก นอกจากนี้ ปีนี้ยังมีเมืองหลวง 11 แห่งได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก เช่น Porto-Novo Bissau Lusaka Cairo Riyadh Lisbon Ankara Ashgabat Hanoi Buenos Aires และ Caracas ขณะเดียวกันมีชาติสมาชิกใหม่อีก 12 ประเทศ ได้แก่ เบนิน บุรกินาฟาโซ ชิลี ไซปรัส กินี-บิสเซา อิรัก มองโกเลีย ไนเจอร์ เติร์กเมนิสถาน สหรัฐอเมริกา เวเนซุเอลา และแซมเบีย สำหรับประเทศไทย การมีเมืองสมาชิก ณ ปัจจุบันรวม 13 เมือง ในเครือข่ายยูเนสโกจะช่วยให้การขับเคลื่อนนโยบายการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีพลังขับเคลื่อนที่เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น พร้อมต่อยอดไปสู่

การพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ฐานชุมชน การสร้างความร่วมมือระหว่างเมืองไทยกับต่างประเทศ การจัดทำแผนนโยบายระดับจังหวัดที่เน้น “การเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อทุกคน” ตลอดจนการขับเคลื่อนเมืองไทยสู่เมืองแห่งการเรียนรู้ในระดับสากลอย่าง

ยูเนสโกรับรอง ตาก–ระยอง–สตูล เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้

การที่ยูเนสโกให้การรับรอง ตาก–ระยอง–สตูล เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาการศึกษาของประเทศไทย การได้รับเลือกเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้ของยูเนสโกนั้น ไม่ได้เป็นเพียงแค่รางวัล แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ทั้งสามจังหวัดได้เข้าถึงองค์ความรู้และแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดจากทั่วโลก เพื่อนำมาปรับใช้และพัฒนาการเรียนรู้ในท้องถิ่นให้ดียิ่งขึ้น

ตาก ระยอง สตูล: เมืองไทยกับการเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้

แต่ละจังหวัดที่ได้รับการรับรองนั้น มีจุดเด่นที่น่าสนใจและสามารถเป็นแบบอย่างให้แก่เมืองอื่นๆ ได้ เทศบาลเมืองตากมุ่งเน้นการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับประชาชนในเขตเมืองและพื้นที่ชายแดน จังหวัดระยองให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ร่วมกับภาคอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาแรงงานและเยาวชนให้พร้อมสำหรับเศรษฐกิจยุคใหม่ ในขณะที่จังหวัดสตูล ส่งเสริมการเรียนรู้บนพื้นฐานของมรดกทางธรรมชาติและวัฒนธรรม ซึ่งสะท้อนถึงความหลากหลายและความมุ่งมั่นในการพัฒนาการศึกษาที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่

การที่ประเทศไทยมีเมืองที่ได้รับการรับรองจากยูเนสโกเพิ่มขึ้นนั้น แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวและความมุ่งมั่นในการพัฒนาการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต การได้รับการรับรอง ยูเนสโกรับรอง ตาก–ระยอง–สตูล เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ จะเป็นแรงผลักดันให้เมืองอื่นๆ ในประเทศไทย หันมาให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ และพัฒนาศักยภาพของประชาชนในทุกช่วงวัยมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น การที่ ยูเนสโกรับรอง ตาก–ระยอง–สตูล เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ ถือเป็นข่าวดีและเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการพัฒนาการศึกษาของประเทศไทยอย่างยั่งยืน เราควรสนับสนุนและส่งเสริมให้เมืองเหล่านี้เติบโตและเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เมืองอื่นๆ เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง

ที่มา – “นฤมล” เผย ยูเนสโกรับรอง ตาก–ระยอง–สตูล เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้

Scroll to top