จังหวัดสุรินทร์

ด่วน! กัมพูชายิง BM-21 ถล่มใกล้ รพ.พนมดงรัก

สถานการณ์ชายแดนระอุ! เมื่อเวลา 08.40 น. ที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ กัมพูชายิง BM-21 ถล่มใกล้ “รพ.พนมดงรัก” ส่งผลให้ต้องเร่งอพยพผู้ป่วยและแพทย์เข้าบังเกอร์อย่างเร่งด่วน เพื่อความปลอดภัยจากสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน

กัมพูชายิง BM-21 ถล่มใกล้ รพ.พนมดงรัก

จากรายงานข่าวล่าสุดที่ได้รับมา เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 เวลา 08.40 น. เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีรายงานว่า กระสุน BM-21 ได้ตกบริเวณใกล้เคียง โรงพยาบาลพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ สร้างความตื่นตระหนกและความกังวลให้กับบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยที่อยู่ในโรงพยาบาล

เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ผู้บริหารโรงพยาบาลจึงได้ตัดสินใจเคลื่อนย้ายผู้ป่วยและทีมแพทย์ทั้งหมดไปยังบังเกอร์หลบภัยที่เตรียมไว้เป็นการเร่งด่วน เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากสถานการณ์การสู้รบที่ยังคงดำเนินอยู่

กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกประกาศแจ้งสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยระบุว่า “ด่วน! เมื่อวันที่ 10 ธ.ค.68 เวลา 08.40 น. “กัมพูชายิง BM-21 ถล่มใกล้ รพ.พนมดงรัก” และพื้นที่โดยรอบ จำนวน 6 นัด ปัจจุบัน ศปก.ทก.2 ได้เคลื่อนย้ายบุคลากรทางการแพทย์ และผู้ป่วยหนักเข้าพื้นที่หลบภัยเรียบร้อย และได้ให้กองพันเสนารักษ์ที่ 6 เข้าปฏิบัติหน้าที่สนับสนุนโรงพยาบาลพนมดงรักษ์ต่อไป กองทัพจะปกป้องประชาชนและอธิปไตยเต็มกำลัง”

สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความวิตกกังวลอย่างมาก เนื่องจากโรงพยาบาลถือเป็นสถานที่ที่ต้องได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษในช่วงเวลาที่มีความขัดแย้ง การโจมตีหรือการยิงเข้าใกล้โรงพยาบาลเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักมนุษยธรรมสากล

ผลกระทบและมาตรการรับมือหลัง กัมพูชายิง BM-21 ถล่มใกล้ รพ.พนมดงรัก

ถึงเเม้จะไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตในทันที เเต่เหตุการณ์ครั้งนี้ สร้างผลกระทบทางด้านจิตใจเเละความหวาดกลัวให้กับผู้ป่วย ญาติ เเละบุคลากรทางการเเพทย์เป็นอย่างมาก ขณะเดียวกัน โรงพยาบาลพนมดงรักได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอความช่วยเหลือและสนับสนุนด้านต่างๆ อย่างใกล้ชิด

  • การประเมินความเสียหายของอาคารและโครงสร้างพื้นฐาน
  • การจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์และเวชภัณฑ์เพิ่มเติม
  • การให้ความช่วยเหลือด้านจิตใจและสังคมแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ

นอกจากนี้ กองทัพภาคที่ 2 ได้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยบริเวณชายแดนและพื้นที่โดยรอบโรงพยาบาล เพื่อป้องกันเหตุการณ์ร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นซ้ำรอย

เหตุการณ์ กัมพูชายิง BM-21 ถล่มใกล้ รพ.พนมดงรัก ในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญว่า สถานการณ์ชายแดนยังคงมีความเปราะบาง และอาจเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นได้อีก ดังนั้น การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินและการให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดี และทุกฝ่ายจะร่วมมือกันเพื่อหาทางออกอย่างสันติ เพื่อให้ประชาชนทั้งสองประเทศสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข

เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเจรจาและการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ความรุนแรงไม่เคยนำมาซึ่งทางออกที่ยั่งยืน มีแต่จะสร้างความสูญเสียและความเจ็บปวดให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – ด่วน กัมพูชายิง BM-21 ถล่มใกล้ “รพ.พนมดงรัก” เร่งอพยพผู้ป่วย-แพทย์เข้าบังเกอร์

ทบ. เผยเหตุผลที่ยังคุมปราสาทคนาไม่ได้เบ็ดเสร็จ

กองทัพบก เปิดสาเหตุ ยังไม่สามารถเข้าควบคุมพื้นที่ ปราสาทคนา ได้เบ็ดเสร็จ ส่วนบ้านหนองหญ้าแก้ว อยู่ระหว่างกวาดล้าง ขณะที่วันนี้เน้นลุยพื้นที่ที่ยังกวาดล้างไม่สำเร็จ

วันที่ 9 ธันวาคม 2568 เมื่อเวลา 10.00 น. พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก แถลงข่าวร่วม สถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ว่า ตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม ที่ผ่านมา การปะทะขยายวง ครอบคลุมในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ และสระแก้ว ซึ่งกัมพูชาใช้อาวุธทุกประเภทเข้าโจมตี ฝ่ายเรา ทั้งอาวุธกล อาวุธยิงสนับสนุน ปืนใหญ่จรวดหลายลำกล้อง โดรนทิ้งระเบิด กองทัพบกใช้แผนเผชิญเหตุ โดยมีความมุ่งหมายป้องกันตัวเอง ควบคู่การผลักดันพื้นที่ที่เราถูกรุกล้ำอธิปไตย และที่สำคัญเราต้องทำลายศักยภาพการโจมตีของทหารกัมพูชา เพื่อไม่ให้สามารถกลับมาเป็นภัยคุกคามต่อประเทศไทยได้อีก

ผลการปฏิบัติที่สำคัญที่ผ่านมา ในพื้นที่ของกองทัพภาคที่ 2 วันนี้ได้ทำลายตึกกาสิโนร้าง ซึ่งเป็นเครือข่ายสแกมเมอร์ ที่เราพบว่าใช้เป็นที่ตั้งทางทหาร จุดปล่อยโดรน รวมถึงอาวุธสนับสนุนต่างๆ ในพื้นที่ช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี รวมถึงเราได้ตัดกำลังทำลายสัญญาณแอนตี้โดรนในพื้นที่ อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ

ส่วนพื้นที่กวาดล้าง ที่ถูกรุกล้ำ ช่องระยี ที่อยู่ทางทิศตะวันออกของช่องจอม อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ อยู่ระหว่างปฏิบัติการ

รวมถึงเราได้ผลักดันทหารกัมพูชา ที่ปราสาทคนา อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ โดยปัจจุบันยังไม่สามารถเข้าควบคุมพื้นที่ได้อย่างเบ็ดเสร็จ เนื่องจากพบว่าฝ่ายกัมพูชาใช้สนามทุ่นระเบิดจำนวนมาก ในบริเวณดังกล่าว ปัจจุบันยังอยู่ในความพยายาม

ส่วนพื้นที่ปราสาทตาควาย วันนี้เราได้ทำลายกระเช้าที่ใช้ในการส่งเสบียง บริเวณ เนิน 350 เป็นที่สำเร็จ ซึ่งขณะนี้ยังมีความพยายามเข้ากระทำต่อพื้นที่ต่อไป

ส่วนพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 วานนี้ เราได้เปิดปฏิบัติการผลักดัน เพื่อควบคุมแนวเส้นปฏิบัติการใน 3 พื้นที่ ทั้งบ้านหนองจาน บ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง และบ้านคลองแผง อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว โดยสามารถทำลายที่มั่นดัดแปลง ของฝ่ายกัมพูชา ได้บางส่วน และที่น่ายินดีคือเมื่อ 17:00 น. วานนี้ สามารถยึดและควบคุมพื้นที่บริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว ได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันอยู่ในห้วงของการกวาดล้าง ล่าสุดมีรายงานแล้วว่าช่วงการกวาดล้างเจอทุ่นสังหารบุคคล

ทั้งนี้ในวันนี้สำหรับพื้นที่ที่ยังปฏิบัติการไม่สำเร็จก็ยังมีความพยายามอยู่ต่อเนื่อง

ทั้งนี้ขอรายงานว่าตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคมที่ผ่านมา มีกำลังพลของกองทัพบก เสียชีวิตในการรบ 1 นาย บาดเจ็บ 29 นาย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด โดยเฉพาะประเด็นที่กองทัพบกยังไม่สามารถควบคุมพื้นที่ปราสาทคนาได้อย่างเบ็ดเสร็จ ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการที่ฝ่ายกัมพูชาวางทุ่นระเบิดจำนวนมากในบริเวณนั้น ทำให้การเข้าควบคุมเป็นไปอย่างยากลำบาก และต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูง

สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และสร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน การแก้ไขปัญหาจึงต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของทั้งสองฝ่าย

ทบ. เผยเหตุผลที่ยังคุมปราสาทคนาไม่ได้เบ็ดเสร็จ

ทำไมถึงยังคุมปราสาทคนาไม่ได้เบ็ดเสร็จ?

สาเหตุหลักที่กองทัพบกยังไม่สามารถควบคุมปราสาทคนาได้อย่างเบ็ดเสร็จคือการที่ฝ่ายกัมพูชาวางทุ่นระเบิดจำนวนมากในบริเวณดังกล่าว การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและความเชี่ยวชาญ เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสีย การดำเนินการจึงต้องเป็นไปอย่างระมัดระวัง

นอกจากนี้ การเจรจาและการประสานงานกับฝ่ายกัมพูชาเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหา การพูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกัน จะช่วยลดความตึงเครียดและป้องกันการปะทะที่อาจเกิดขึ้นได้

สถานการณ์เช่นนี้ต้องการความอดทนและความเข้าใจจากทุกฝ่าย การแก้ไขปัญหาปราสาทคนา ไม่ได้เบ็ดเสร็จต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

การให้กำลังใจทหารและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัยเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง พวกเขาเหล่านี้เสียสละเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ และสมควรได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากประชาชน

การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในพื้นที่ชายแดนอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้ประชาชนเข้าใจสถานการณ์และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้

การมีส่วนร่วมในการสนับสนุนและให้กำลังใจทหารที่เสียสละปก้องชาติเป็นสิ่งที่สมควรทำอย่างยิ่ง การช่วยกันทำให้พวกเขามีกำลังใจในการปฎิบัติหน้าที่เพื่อชาติบ้านเมืองต่อไป

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งตามแนวชายแดน ต้องใช้ความร่วมมือจากหลายภาคส่วน การแก้ไขอย่างสันติวิธี คือสิ่งที่เราทุกคนควรให้ความสำคัญ

การวางแผนการช่วยเหลือและเยียวยา ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

การปกป้องอธิปไตยของชาติ และความปลอดภัยของประชาชน เป็นหน้าที่ของทุกคน ไม่ใช่เเค่ทหารเเละเจ้าหน้าที่เท่านั้น

สุดท้ายนี้ หวังว่าสถานการณ์ตามแนวชายแดนจะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น และขอเป็นกำลังใจให้ทหารและเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ

ที่มา – ทบ. เผยเหตุผล ที่ยังคุมปราสาทคนา ยังไม่ได้เบ็ดเสร็จ

ขยายวงเงินทดรองราชการ 3 จังหวัดชายแดน เพิ่มจังหวัดละ 100 ล้าน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ล่าสุดมีข่าวดีสำหรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย เมื่อกรมบัญชีกลางอนุมัติ ขยายวงเงินทดรองราชการ 3 จังหวัดชายแดน ได้แก่ บุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษ เพิ่มเติมจังหวัดละ 100 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน

ขยายวงเงินทดรองราชการ 3 จังหวัดชายแดน เพิ่มจังหวัดละ 100 ล้าน

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์ตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน ซึ่งมีการยิงปะทะกันอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา สถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอน และมีแนวโน้มที่จะขยายวงกว้างออกไป เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จึงได้รับการอนุมัติ ขยายวงเงินทดรองราชการ 3 จังหวัดชายแดน เพิ่มเติมจังหวัดละ 100 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่

ทำไมต้องขยายวงเงินทดรองราชการ 3 จังหวัดชายแดน?

การขยายวงเงินทดรองราชการ 3 จังหวัดชายแดนในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเพิ่มศักยภาพในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน โดยเฉพาะภัยที่เกิดจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน การเพิ่มวงเงินดังกล่าวจะช่วยให้จังหวัดสามารถดำเนินการช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

ปลัดกระทรวงมหาดไทยกล่าวเพิ่มเติมว่า กรมบัญชีกลางได้อนุมัติวงเงินดังกล่าว เพื่อให้จังหวัดสามารถช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบได้อย่างทันท่วงที เนื่องจากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย และยังอยู่ในช่วงของการให้ความช่วยเหลือตามประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือฯ โดยการดำเนินการทั้งหมดจะต้องเป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562 อย่างเคร่งครัด

สำหรับประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดน สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้จากหน่วยงานราชการในพื้นที่ หรือติดต่อสายด่วน 1784 ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ตลอด 24 ชั่วโมง

รายละเอียดเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินทดรองราชการ:

  • เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ
  • จัดหาเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น
  • ซ่อมแซมที่อยู่อาศัยที่ได้รับความเสียหาย
  • สนับสนุนการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย
  • ให้ความช่วยเหลือด้านการแพทย์และสาธารณสุข

การขยายวงเงินทดรองราชการ 3 จังหวัดชายแดนในครั้งนี้ ถือเป็นมาตรการเชิงรุกของรัฐบาลในการดูแลความปลอดภัยและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความใส่ใจของรัฐบาลที่มีต่อประชาชนในทุกพื้นที่ของประเทศ

สิ่งสำคัญคือการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น หากท่านอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย โปรดปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเองและครอบครัว

ที่มา – ขยายวงเงินทดรองราชการ 3 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา เพิ่มจังหวัดละ 100 ล้าน

เร่งค้นหา! 2 ผู้สูญหายแข่งเรือยาวลำน้ำมูล

ระดมทีมกู้ภัยเร่งค้นหา 2 ผู้สูญหาย หลังเรือล่มในแม่น้ำมูล ระหว่างแข่งเรือยาวประเพณี ล่าสุดยังไม่พบ เหตุกระแสน้ำเชี่ยว ด้านญาติต่างรอคอยด้วยความหวัง

หลังจากเมื่อเวลาประมาณ 11.50 น. ของวานนี้ (25 ตุลาคม 2568) ได้เกิดเหตุเรือพายภายในงานแข่งเรือยาวลำน้ำมูล ม.7 ต.ท่าตูม อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นการแข่งขันเรือพายประเพณีประจำ อ.ท่าตูม มีเรือพายท้องถิ่น 40 ฝีพายเข้าร่วมแข่งขัน ปรากฏว่าเรือได้พลิกคว่ำกะทันหัน และมีบุคคลสูญหาย 2 รายทราบชื่อนายเพ็ญเพชร อายุ 24 ปี และนายรวีนันท์ อายุ 19 ปี โดยบุคคลสูญหายทั้งสองคน เบื้องต้นใส่เสื้อทีมเรือบัลลังก์ทอง สวมกางเกงผ้าร่มโทนสีเทาขายาว โดยผู้สูญหายว่ายน้ำไม่เป็น ด้านญาติผู้ที่สูญหายต่างก็รอด้วยความหวังและเกิดเป็นลมหลายครั้ง ส่วนสาเหตุเกิดจากการกลับเรือกะทันหัน จึงทำให้เรือล่มต่างคนต่างหนีเอาชีวิตรอด ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุด วันที่ 26 ตุลาคม 2567 เวลา 13.00 น. พ.ต.อ.คารม บุญสด ผกก.สภ.ท่าตูม ได้ประชุมวางแผนการค้นหาผู้สูญหาย ร่วมกับทีมกู้ภัย 9 หน่วย จำนวน 60 นาย ก่อนที่จะเริ่มปฏิบัติการ หลังเกิดเหตุเรือล่มกลางแม่น้ำมูล และพยายามค้นหาทั้งวันทั้งคืน จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่พบ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวได้รับความสนใจจากประชาชนในพื้นที่ที่เข้าไปติดตามภารกิจของทีมกู้ภัยจำนวนมาก

โดยเจ้าหน้าที่ได้ระดมกำลังค้นหาต่อเนื่องตั้งแต่เช้าวันนี้ มีการใช้เรือท้องแบนและเรือยนต์กว่า 10 ลำ ล่องสำรวจตามแนวแม่น้ำมูลจากจุดเกิดเหตุไกลกว่า 10 กิโลเมตร แต่ ยังไม่พบร่องรอยของผู้สูญหายแต่อย่างใด

อุปสรรคสำคัญ มาจากสภาพแม่น้ำมูลที่มีกระแสน้ำไหลเชี่ยวและระดับน้ำสูง ส่งผลให้การค้นหามีความยากลำบากเป็นอย่างมาก

มาตรการค้นหาเร่งด่วน เจ้าหน้าที่ได้เพิ่มความเข้มข้นด้วยการวางทุ่นและใช้เครื่องมือสแกนโซนาร์ (Sonar) ตรวจสอบจุดต้องสงสัยใต้น้ำ พร้อมจัดเวรยามเฝ้าระวังพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้การค้นหาดำเนินไปอย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดพัก

สรุปสถานการณ์ปัจจุบัน ทีมกู้ภัยยังคงยืนยันจะดำเนินการค้นหาอย่างต่อเนื่อง จนกว่าจะพบตัวผู้สูญหายทั้ง 2 ราย

ความคืบหน้าล่าสุดเหตุการณ์ค้นหา 2 ผู้สูญหายในงานแข่งเรือยาวลำน้ำมูล

อุปสรรคในการค้นหา 2 ผู้สูญหายในงานแข่งเรือยาวลำน้ำมูล

สถานการณ์การค้นหา 2 ผู้สูญหายในงานแข่งเรือยาวลำน้ำมูล ยังคงเป็นที่จับตามองของประชาชนในพื้นที่และญาติของผู้สูญหาย ทั้งนี้ทีมกู้ภัยยังคงปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีอุปสรรคสำคัญคือกระแสน้ำที่เชี่ยวและระดับน้ำที่สูง ทำให้การค้นหาเป็นไปอย่างยากลำบาก เจ้าหน้าที่ได้ระดมสรรพกำลังและเครื่องมือต่างๆ เพื่อเร่งค้นหา 2 ผู้สูญหายในงานแข่งเรือยาวลำน้ำมูล ให้พบโดยเร็วที่สุด

การใช้เครื่องมือพิเศษอย่างโซนาร์ (Sonar) เป็นอีกหนึ่งความพยายามที่จะช่วยให้การค้นหามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในจุดที่คาดว่าจะเป็นจุดที่ผู้สูญหายอาจจะติดอยู่ใต้น้ำ นอกจากนี้ การจัดเวรยามเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทีมกู้ภัยในการดำเนินการค้นหาอย่างไม่ย่อท้อ

เหตุการณ์ 2 ผู้สูญหายในงานแข่งเรือยาวลำน้ำมูล ครั้งนี้ ถือเป็นอุทาหรณ์สำคัญที่ทำให้เราต้องตระหนักถึงความปลอดภัยในการจัดกิจกรรมทางน้ำ รวมถึงการเตรียมความพร้อมของนักกีฬาและผู้เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ให้มีความรู้และทักษะในการเอาชีวิตรอดในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ขอเป็นกำลังใจให้กับทีมกู้ภัยและญาติของผู้สูญหาย ขอให้การค้นหาสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี และขอให้เหตุการณ์เช่นนี้เป็นบทเรียนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต

ที่มา – ระดมทีมกู้ภัยเร่งค้นหา 2 ผู้สูญหายในงานแข่งเรือยาวลำน้ำมูล ยังไม่พบเหตุน้ำเชี่ยว

นายกฯ บอกคนชายแดนไม่ต้องห่วง เงินเยียวยาถึงสัปดาห์หน้า

นายกฯ บอกคนชายแดนไม่ต้องห่วง เงินเยียวยาถึงสัปดาห์หน้า ไม่มีเปิดด่าน เป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจในช่วงนี้ โดยเฉพาะชาวบ้านบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนให้กำลังใจทั้งทหารและประชาชนในจังหวัดสุรินทร์ เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา การเยี่ยมครั้งนี้ไม่เพียงแต่แสดงถึงความห่วงใยจากรัฐบาล แต่ยังยืนยันนโยบายชัดเจนว่าจะไม่มีเปิดด่านชายแดนในขณะนี้ เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

นายกฯ บอกคนชายแดนไม่ต้องห่วง เงินเยียวยาถึงสัปดาห์หน้า

ในการลงพื้นที่ที่ปราสาทตาเมือน จังหวัดสุรินทร์ นายอนุทินได้ให้กำลังใจทหารแนวหน้าที่เฝ้าป้องกันชายแดน โดยย้ำว่าทหารไทยสะกดคำว่า ‘แพ้’ ไม่เป็น และพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ พื้นที่นี้เป็นจุดเสี่ยงเพราะฝั่งกัมพูชาสามารถข้ามเข้ามาได้ง่าย รัฐบาลจึงเตรียมความพร้อมอย่างเข้มข้นเพื่อป้องกันการรุกล้ำ นายกฯ ยังพูดติดตลกว่า ‘ทหารไทยจะแพ้ใครได้ล่ะ’ ซึ่งสร้างรอยยิ้มและกำลังใจให้กับทุกคนที่ร่วมงาน

จากนั้น นายกรัฐมนตรีเดินทางต่อไปยังโรงเรียนพนมดงรักวิทยา อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เพื่อตรวจติดตามการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ นายอนุทินทักทายทหารผ่านศึกและประชาชนอย่างอบอุ่น พร้อมนำคณะรัฐมนตรีหลายคนมาร่วมให้กำลังใจ โดยเน้นว่ารัฐบาลตั้งใจมาช่วยเหลือทั้งด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ นายกฯ บอกคนชายแดนไม่ต้องห่วง เงินเยียวยาถึงสัปดาห์หน้า ทุกอย่างพร้อมแล้ว รวมถึงการสร้างบังเกอร์หลุมหลบภัยเพื่อความปลอดภัย ชาวบ้านไม่ต้องกังวลเรื่องนี้เลย

นายกฯ อนุทินเยี่ยมปราสาทตาเมือน

การมอบความช่วยเหลือและกำลังใจแก่ชายแดน

ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบชุดเครื่องแบบชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ให้ตัวแทนจากอำเภอพนมดงรัก บัวเชด และสังขะ รวมถึงถุงยังชีพให้ประชาชน ร่วมกับคณะรัฐมนตรี การกระทำเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความจริงใจของรัฐบาลในการฟื้นฟูพื้นที่ นอกจากนี้ ยังมีการพูดคุยถึงมาตรการเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยเฉพาะเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ จังหวัดสุรินทร์เสนอ 19 โครงการ วงเงินกว่า 600 ล้านบาท เพื่อเยียวยา นายอนุทินยืนยันว่ากระทรวงมหาดไทยจะกลั่นกรองและสนับสนุนหากจำเป็น เพื่อให้เงินทุกบาทเกิดประโยชน์สูงสุด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด แม้ยังไม่มีการปะทะ แต่รัฐบาลให้การสนับสนุนกองทัพเต็มที่ เพื่อรักษาอธิปไตยและปกป้องประชาชน นายกฯ ระบุว่าไทยมีแสนยานุภาพเหนือกว่า และจะไม่ยอมให้ใครรุกราน นายกฯ บอกคนชายแดนไม่ต้องห่วง เงินเยียวยาถึงสัปดาห์หน้า โดยเงิน已经被โอนไปยังธนาคารออมสิน และจะจ่ายตามบัญชีที่ขึ้นทะเบียนในสัปดาห์หน้า ชาวบ้านสามารถมั่นใจได้ว่าจะได้รับเงินเยียวยาอย่างแน่นอน

นายกฯ มอบถุงยังชีพที่พนมดงรัก

ไม่มีเปิดด่านชายแดนเพื่อความมั่นคง

ส่วนประเด็นการเปิดด่าน นายอนุทินย้ำชัดเจนว่าไม่มีแน่นอน จนกว่าจะมั่นใจในสถานการณ์และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศไทย ชาวชายแดนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการเปิดด่านในตอนนี้ เพราะกลัวการปะทะซ้ำ รัฐบาลฟังเสียงประชาชนและจะไม่ผลักดันเรื่องนี้ สำหรับการสร้างรั้วชายแดน นายกฯ มอบหมายให้กองทัพกำหนดจุดและเวลาที่เหมาะสม โดยยืนยันว่าทำภายในเขตไทย ไม่รุกล้ำใคร และสอดคล้องกับถ้อยแถลงที่ไทยยื่นต่อสหประชาชาติว่าเราเป็นฝ่ายถูกรุกล้ำ

การนำรัฐมนตรีเศรษฐกิจมาร่วมลงพื้นที่ครั้งนี้ เพื่อดูปัญหาเศรษฐกิจท้องถิ่น เช่น พืชผลเกษตร ที่ไม่ใช่เศรษฐกิจไฮเทคแต่เป็นหัวใจของชุมชน นายอนุทินเชื่อว่าการลงพื้นที่จะช่วยออกมาตรการที่ตรงจุด ช่วยให้ประชาชนฟื้นตัวเร็วขึ้น ในฐานะที่เป็นคนใต้ รู้ดีถึงความยากลำบากของชาวบ้านชายแดน จึงขอให้ทุกคนอดทนและเชื่อมั่นในรัฐบาล

นายกฯ ให้กำลังใจทหารชายแดน
ภาพบรรยากาศการเยี่ยมเยียน

ข้อเสนอแนะสำหรับชาวชายแดน

จากสถานการณ์นี้ ชาวชายแดนควรเตรียมเอกสารขึ้นทะเบียนให้ครบถ้วนเพื่อรับเงินเยียวยา และติดตามข่าวสารจากหน่วยงานท้องถิ่น รัฐบาลกำลังเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจและความมั่นคง หากมีปัญหาเพิ่มเติม สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ทันที เพื่อให้การช่วยเหลือถึงมือเร็วที่สุด

สุดท้ายนี้ การลงพื้นที่ของนายกฯ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลใส่ใจประชาชนชายแดนจริงจัง เชื่อว่าด้วยความร่วมมือกัน สถานการณ์จะดีขึ้นในไม่ช้า ชาวชายแดนจงมั่นใจและอดทนต่อไป หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบ ลองแชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้เราได้ช่วยกันติดตามและสนับสนุนต่อไป

  • ติดตามเงินเยียวยาผ่านธนาคารออมสิน
  • เตรียมหลุมหลบภัยให้พร้อม
  • สนับสนุนกองทัพไทย

ที่มา – นายกฯ บอกคนชายแดนไม่ต้องห่วง เงินเยียวยาถึงสัปดาห์หน้า ไม่มีเปิดด่าน

ชาวบ้านไม่รอประกาศอพยพ หวั่นปะทะชายแดน

ในสถานการณ์ที่ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ชาวบ้านไม่รอประกาศอพยพ บางครอบครัวออกจากพื้นที่แล้ว หวั่นเกิดเหตุปะทะ ทำให้หลายครอบครัวตัดสินใจย้ายออกจากพื้นที่ล่วงหน้าเพื่อความปลอดภัย ชาวบ้านในจังหวัดสุรินทร์ โดยเฉพาะจากบ้านโคกแสลงและบ้านพนมดิน ตำบลตาเมียง อำเภอพนมดงรัก ได้พากันอพยพครอบครัวมาพักอาศัยชั่วคราวในสถานที่หลบภัยและวัดต่างๆ ราว 90 กว่าคน บางรายเพิ่งมาถึง บางรายอยู่มา 2-3 วันแล้ว สาเหตุหลักมาจากข่าวลือการปะทะที่อาจเกิดขึ้นในวันที่ 26 ก.ย. 68

ชาวบ้านไม่รอประกาศอพยพ บางครอบครัวออกจากพื้นที่แล้ว หวั่นเกิดเหตุปะทะ

ชาวบ้านเหล่านี้มีความกังวลอย่างมาก เนื่องจากสถานการณ์ไม่ปกติและมีประสบการณ์จากเหตุปะทะรอบแรกที่เคยทำให้บางคนต้องหลบภัยในหลุมบังเกอร์นานถึงสองวัน รอบนี้จึงเลือกออกมาก่อนเพื่อไม่ให้ลำบากอีก พวกเขานำอุปกรณ์ทำอาหารมาด้วยตนเอง เพราะศูนย์อพยพยังไม่เปิด และยังไม่มีคำสั่งประกาศอพยพอย่างเป็นทางการ ขณะที่ฝั่งกัมพูชายังคงยั่วยุไทยอย่างต่อเนื่อง ทำให้บรรยากาศตึงเครียด

เจ้าหน้าที่จาก อสม. และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทุ่งมน ได้เข้ามาคัดกรองชาวบ้านที่อพยพ โดยส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและเด็ก เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรค นอกจากสถานที่หลบภัยหลักแล้ว ยังมีชาวบ้านกระจายไปพักที่วัดต่างๆ อีกหลายแห่ง เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

ชาวบ้านอพยพชายแดน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา: ชาวบ้านไม่รอประกาศอพยพ

นางปรารถนา สังข์มีแสง หนึ่งในผู้อพยพและช่วยคัดกรองชาวบ้าน เปิดเผยว่ามีชาวบ้านมากันกว่า 90 คน ส่วนใหญ่มาจากบ้านโคกแสลง ซึ่งอยู่ใกล้ปราสาทตาเมือนธม พวกเขาต้องพึ่งพาตนเองในการกินอยู่ โดยนำหม้อและข้าวสารมาทำอาหารกันเอง เนื่องจากยังไม่มีประกาศให้อพยพ ชาวบ้านเหล่านี้หวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายโดยเร็ว แต่ก็เตรียมพร้อมหากต้องอยู่ยาว

บริเวณปราสาทตาควายและปราสาทตาเมือนธม สถานการณ์ยังคงตึงเครียด ทหารกัมพูชาเสริมกำลังประชิดชายแดนและยั่วยุอย่างต่อเนื่อง มีกระแสข่าวการปะทะรอบที่สองในวันที่ 26 ก.ย. 68 ซึ่งทำให้ทุกฝ่ายต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนเหล่านี้เคยเผชิญกับความขัดแย้งมาหลายครั้ง ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน การเกษตร และเศรษฐกิจท้องถิ่น

เพื่อรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งประชาสัมพันธ์ข้อมูลที่ชัดเจนให้ชาวบ้านทราบ รวมถึงเตรียมศูนย์อพยพให้พร้อมใช้งาน นอกจากนี้ การเจรจาทวิภาคีระหว่างไทยและกัมพูชาเพื่อลดความตึงเครียดก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์บานปลาย

  • ชาวบ้านอพยพล่วงหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง
  • เจ้าหน้าที่คัดกรองสุขภาพอย่างเข้มงวด
  • สถานที่พักชั่วคราวกระจายตามวัดและสถานหลบภัย
  • ฝั่งกัมพูชายังยั่วยุ สถานการณ์ต้องเฝ้าดู

จากประสบการณ์ของชาวบ้านที่ผ่านเหตุการณ์คล้ายกัน การเตรียมตัวล่วงหน้าช่วยลดความสูญเสียได้มาก ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงควรติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและเตรียมแผนอพยพส่วนตัว สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในครั้งนี้สะท้อนถึงความเปราะบางของความสัมพันธ์เพื่อนบ้านที่ต้องอาศัยความเข้าใจและการแก้ไขปัญหาอย่างสันติ

สุดท้ายนี้ อย่าลืมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากคุณมีข้อมูลเพิ่มเติมหรือเคยประสบการณ์คล้ายกัน แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันนะครับ

ที่มา – ชาวบ้านไม่รอประกาศอพยพ บางครอบครัวออกจากพื้นที่แล้ว หวั่นเกิดเหตุปะทะ

รัฐบาลเปิดศูนย์ดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ สุรินทร์

รัฐบาลเปิดศูนย์รับดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ 7 แห่ง จ.สุรินทร์ สร้างความมั่นใจให้ชาวบ้านแนวชายแดน ย้ำกองทัพบก ประณาม “กัมพูชา” ยังละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและวางกับระเบิดอย่างต่อเนื่อง

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 28 ส.ค. 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา (ศบ.ทก.) รายงานว่า สถานการณ์ชายแดน 11 จุด ใน 7 จังหวัด ยังปกติ กองทัพไทย ยังคงตรึงกำลังและเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการรุกล้ำอธิปไตยในทุกรูปแบบ

ขณะที่ ศบ.ทก.ได้รับรายงานจากกองทัพบก ยืนยันว่า การวางลวดหนามในทุกจุดนั้น เป็นไปตามข้อตกลงหยุดยิงและอยู่ในเขตอธิปไตยของไทย ไม่มีการรุกล้ำบ้านเรือนหรือที่ดินของประชาชนฝ่ายกัมพูชา แต่กัมพูชาเองกลับเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและอนุสัญญาออตตาวาอย่างต่อเนื่อง และประเทศไทยยืนยันเป็นพื้นที่ที่เคยให้กัมพูชาอพยพหนีภัยสงครามในอดีตในอธิปไตยของไทย  โดยจากเหตุการณ์วานนี้ (27 ส.ค. 68) พลทหาร ร.23 พัน 1 เหยียบกับระเบิด ข้อเท้าขวาขาด อีกนาย และบาดเจ็บอีกสองนาย บริเวณเนิน 350 ฐานช้างศึก ใกล้ปราสาทตาควาย ขณะปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่

“ขอยืนยันว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน โดยได้ดำเนินการทุกด้าน อย่างรอบคอบและรัดกุม เพื่อสร้างบรรยากาศที่เกื้อกูลต่อสันติภาพในภูมิภาค แต่กลับยังพบว่า กัมพูชายังละเมิดข้อตกลงหยุดยิงด้วยการวางกับระเบิดอย่างต่อเนื่อง”

เปิดศูนย์รับดูแลกลุ่มเปราะบาง

นายจิรายุ ยังกล่าวด้วยว่า ขณะนี้รัฐบาลได้เปิดศูนย์ดูแลประชาชนจำนวน 7 แห่ง ในพื้นที่ อ.เมือง จ.สุรินทร์ เพื่อดูแลประชาชนในกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และประชาชนบางส่วนที่ยังมีความกังวลต่อสถานการณ์ โดยขณะนี้มีประชาชนมาใช้บริการในพื้นที่ อ.เมืองสุรินทร์ ประมาณ 200 คน

ทั้งนี้ สถานการณ์ในพื้นที่ 4 จังหวัดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ของกองทัพภาคที่ 2 เช้าวันนี้(28ส.ค.68)ยังเป็นไปตามปกติ ไม่มีเหตุการณ์ปะทะระหว่างกำลังทหารไทยกับกัมพูชา และขอให้ติดตามข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐที่เป็นทางการเท่านั้น เพื่อป้องกันความสับสนจากข่าวลือหรือข้อมูลที่คลาดเคลื่อน รัฐบาลและกองทัพภาค พร้อมรักษาอธิปไตย โดยการเปิดศูนย์ดังกล่าวเป็นไปตามมาตรการในการดูแลผู้สูงวัยกลุ่มเปราะบางและคนพิการเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในพื้นที่ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดจะเป็นผู้ดูแลในทุกมิติ

รัฐบาลเปิดศูนย์รับดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ 7 แห่ง จ.สุรินทร์

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แต่ในขณะเดียวกัน รัฐบาลก็มิได้ละเลยการดูแลประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ และผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ การเปิดศูนย์ดังกล่าวในจังหวัดสุรินทร์ ถือเป็นสัญญาณที่ดีถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกมิติ

รัฐบาลใส่ใจกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ

การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในความต้องการของประชาชนในพื้นที่ชายแดน ซึ่งอาจมีความยากลำบากในการเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐาน การมีศูนย์ดูแลที่เข้าถึงง่าย จะช่วยให้ประชาชนเหล่านี้ได้รับการดูแลที่เหมาะสมและทันท่วงที

นอกจากนี้ การเปิดศูนย์ดังกล่าวยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่ว่า รัฐบาลพร้อมที่จะดูแลและช่วยเหลือในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ชายแดนที่ไม่แน่นอน หรือความต้องการด้านสุขภาพและสวัสดิการ

การที่รัฐบาลไทยเปิดศูนย์เพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ 7 แห่งในจังหวัดสุรินทร์ ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดน การดูแลกลุ่มเปราะบางเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นการให้ความช่วยเหลือในด้านปัจจัยพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นคงทางสังคมและความเชื่อมั่นในอนาคตอีกด้วย รัฐบาลควรให้การสนับสนุนและขยายผลโครงการนี้ไปยังพื้นที่อื่นๆ ที่มีความต้องการคล้ายคลึงกัน เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง

ที่มา – รัฐบาลเปิดศูนย์รับดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ 7 แห่ง จ.สุรินทร์ ประณามกัมพูชาละเมิดข้อตกลง

กัมพูชาอ้าง! ไทยจัดฉากภาพทหารฝังทุ่นระเบิดรอบ 2

สถานการณ์ชายแดนกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เมื่อสื่อกัมพูชาออกมากล่าวหาว่าประเทศไทยทำการจัดฉากภาพและคลิปวิดีโอที่แสดงให้เห็นทหารกัมพูชากำลังฝังทุ่นระเบิดชุดใหม่ โดยอ้างว่ามีการว่าจ้างคนไทยเชื้อสายกัมพูชามาแสดง และซื้อชุดทหารจากตลาดทั่วไป เพื่อสร้างเรื่องใส่ร้ายป้ายสี

เรื่องราวเริ่มต้นจากกรณีที่กองทัพเรือไทยออกมาเปิดเผยว่า พบโทรศัพท์มือถือของทหารกัมพูชาที่ทำตกไว้ ภายในโทรศัพท์นั้นมีภาพถ่ายและคลิปวิดีโอที่แสดงให้เห็นภาพทหารกัมพูชากำลังวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ไว้ในหลุม และมีการสอนวิธีการใช้งานทุ่นระเบิดให้กับเพื่อนทหารด้วย

ล่าสุด สำนักข่าว Fresh News ของกัมพูชาได้ออกมาตอบโต้เรื่องนี้ผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยกล่าวหาว่าคลิปและรูปภาพดังกล่าวเป็นความพยายามในการจัดฉากครั้งที่ 2 ของฝ่ายไทย เพื่อใส่ร้ายและกล่าวหากัมพูชา

Fresh News ระบุว่า หลังจากความพยายามในการสร้างวิดีโอจัดฉากครั้งแรกไม่สำเร็จ ประเทศไทยยังคงพยายามที่จะถ่ายภาพจัดฉากเป็นครั้งที่สอง โดยมีทั้งรูปภาพและวิดีโอที่กล่าวหาทหารกัมพูชาว่ากำลังวางทุ่นระเบิด

ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านได้ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า วิดีโอและรูปภาพที่ถูกเผยแพร่โดยกองทัพไทยนั้น เป็นการจัดฉากที่ทำขึ้นเพื่อสร้างภาพให้ทหารกัมพูชาดูเป็นผู้ร้าย เหมือนกับที่เคยทำในอดีต เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการยั่วยุทางทหารของตนเอง

ผู้เชี่ยวชาญยังชี้ให้เห็นว่า หากมีการลอบวางทุ่นระเบิดจริง คงไม่มีใครบันทึกวิดีโอไว้เป็นหลักฐาน การลอบวางทุ่นระเบิดจะต้องทำด้วยความระมัดระวังและรวดเร็วอย่างยิ่ง ดังนั้น วิดีโอและรูปภาพที่ฝ่ายไทยนำมาแสดงจึงเป็นการจัดฉากเพื่อกล่าวหากัมพูชา

กัมพูชาอ้าง! ไทยจัดฉากภาพทหารฝังทุ่นระเบิดรอบ 2

สื่อกัมพูชายังอ้างอีกว่า ชาวไทยเชื้อสายกัมพูชาในจังหวัดสุรินทร์สามารถพูดภาษากัมพูชาได้อย่างคล่องแคล่ว และชุดทหารกัมพูชา รวมถึงตราสัญลักษณ์ต่างๆ ก็สามารถหาซื้อได้ง่ายดายตามท้องตลาดของไทย

ผู้เชี่ยวชาญได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ฝ่ายไทยมีความเชี่ยวชาญในการถ่ายภาพจัดฉากเช่นนี้เป็นอย่างมาก หลังจากที่เผยแพร่วิดีโอแรกไปแล้ว อาจมีบางคนที่ไม่เชื่อ พวกเขาจึงจัดฉาก การวางทุ่นระเบิดอีกครั้งเพื่อให้สื่อนำไปเผยแพร่ แต่สังคมก็ยังคงมีความกังขาอยู่ดี

ความเป็นไปได้ในการจัดฉากภาพทหารฝังทุ่นระเบิดรอบ 2

เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เรามาพิจารณาความเป็นไปได้ที่ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็น การจัดฉากภาพทหารฝังทุ่นระเบิดรอบ 2 จริงหรือไม่?

  • ความคล่องแคล่วทางภาษา: ประเด็นที่ว่าชาวไทยเชื้อสายกัมพูชาสามารถพูดภาษากัมพูชาได้คล่องแคล่วเป็นข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้
  • การหาซื้อชุดทหาร: การที่ชุดทหารและอุปกรณ์ต่างๆ สามารถหาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด ก็เป็นสิ่งที่น่าพิจารณา
  • แรงจูงใจ: สิ่งที่ต้องพิจารณาคือแรงจูงใจของทั้งสองฝ่าย ว่าใครจะได้ประโยชน์จากการสร้างสถานการณ์เช่นนี้

ดังนั้น การที่สื่อกัมพูชาออกมากล่าวหาว่าประเทศไทยจัดฉากภาพทหารฝังทุ่นระเบิดรอบ 2 จึงต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงบริบททางสังคม การเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาเรื่องจัดฉากภาพทหารฝังทุ่นระเบิดรอบ 2 ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และรอการพิสูจน์ความจริงต่อไป การกล่าวหาเช่นนี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นได้

ทั้งนี้ สื่อและประชาชนควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และพิจารณาข้อเท็จจริงจากหลายแหล่ง เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของการบิดเบือนข้อมูล

การออกมากล่าวหาว่าประเทศไทย จัดฉากภาพทหารฝังทุ่นระเบิดรอบ 2 จากฝั่งกัมพูชาครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ยังคงเปราะบางระหว่างสองประเทศ การแก้ไขปัญหาความเข้าใจผิดและความขัดแย้งต่างๆ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและการเจรจาอย่างสันติวิธี เพื่อรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ที่มา – สื่อกัมพูชากล่าวหาไทย จัดฉากภาพ-คลิปทหารฝังทุ่นระเบิดรอบ 2

Scroll to top