จังหวัดอุบลราชธานี

4 นายกฯ “ทักษิณ-อนุทิน-แพทองธาร-สมชาย” ร่วมงานศพ “เกรียง”

4 นายกฯ “ทักษิณ-อนุทิน-แพทองธาร-สมชาย” ร่วมงานศพ “เกรียง”

บรรยากาศทางการเมืองในห้วงเวลานี้กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง เมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญในงานบำเพ็ญกุศล นายเกรียง กัลป์ตินันท์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ณ จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีบุคคลระดับวีไอพีของประเทศมาร่วมงานกันอย่างพร้อมเพรียง โดยไฮไลท์ที่สื่อมวลชนและประชาชนให้ความสนใจเป็นพิเศษคือการปรากฏตัวของ 4 นายกฯ “ทักษิณ-อนุทิน-แพทองธาร-สมชาย” ร่วมงานศพ “เกรียง” ซึ่งถือเป็นภาพที่สะท้อนถึงสายสัมพันธ์ทางการเมืองที่น่าจับตามอง

ในวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา งานพิธีได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ในการบำเพ็ญกุศล โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธี ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติ แกนนำจากพรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทยที่มาร่วมแสดงความอาลัยอย่างเนืองแน่น

เหตุการณ์ครั้งสำคัญที่สื่อจับตา

การมาร่วมงานของ 4 นายกฯ “ทักษิณ-อนุทิน-แพทองธาร-สมชาย” ร่วมงานศพ “เกรียง” ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการมาแสดงความเสียใจต่อผู้วายชนม์เท่านั้น แต่ยังเป็นวาระสำคัญที่ทำให้นายทักษิณ ชินวัตร ได้พบกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล โดยตรงเป็นครั้งแรกหลังจากที่นายทักษิณได้รับการปล่อยตัว ทำให้บรรยากาศการพูดคุยเป็นไปอย่างเป็นกันเองและได้รับความสนใจจากผู้ที่อยู่ในงานอย่างมาก

นอกเหนือจากบุคคลสำคัญระดับอดีตนายกรัฐมนตรีแล้ว ยังมีรัฐมนตรีและแกนนำพรรคการเมืองชั้นนำมาร่วมงานมากมาย เช่น:

  • นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ
  • นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกฯ และรมว.มหาดไทย
  • นายวัชระพล ขาวขำ รมช.เกษตรและสหกรณ์
  • พร้อมด้วย สส. และแกนนำคนสำคัญในพื้นที่ภาคอีสาน

การรวมตัวกันของบุคคลระดับแถวหน้าของประเทศไทย ณ จังหวัดอุบลราชธานีครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงเครือข่ายความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นทั้งในแง่ของความเป็นพี่น้องทางการเมืองและการทำงานร่วมกันระหว่างพรรคเพื่อไทยและภูมิใจไทย แน่นอนว่าภาพข่าวของ 4 นายกฯ “ทักษิณ-อนุทิน-แพทองธาร-สมชาย” ร่วมงานศพ “เกรียง” กลายเป็นหัวข้อสนทนาที่ถูกพูดถึงในแวดวงการเมืองไทยไปทั่วประเทศ

ในมุมมองของเรา นี่คือภาพสะท้อนของการเมืองไทยที่แม้จะมีความแตกต่างในเชิงนโยบายหรือสังกัดพรรค แต่เมื่อถึงเวลาของมิตรภาพและความสูญเสีย การรวมพลังและร่วมงานในลักษณะนี้ก็แสดงให้เห็นถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนในแวดวงการเมืองไทยได้อย่างน่าสนใจครับ

ที่มา – 4 นายกฯ “ทักษิณ-อนุทิน-แพทองธาร-สมชาย” ร่วมงานศพ “เกรียง”

มท. – PEA เดินหน้าปราบเหมืองบิตคอยน์เถื่อน อย่างจริงจัง

เชื่อว่าช่วงนี้หลายคนคงได้ยินข่าวการปราบปรามการใช้ไฟฟ้าอย่างผิดกฎหมายกันบ่อยขึ้น โดยล่าสุดทางกระทรวงมหาดไทยร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้เร่งดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลในโครงการ มท. – PEA เดินหน้าปราบเหมืองบิตคอยน์เถื่อน หลังจากพบว่ามีการลักลอบต่อไฟฟ้าเพื่อใช้ในเหมืองคริปโตจำนวนมาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบไฟฟ้าของประเทศโดยตรง

ผลปฏิบัติการ มท. – PEA เดินหน้าปราบเหมืองบิตคอยน์เถื่อน

การดำเนินการปฏิบัติการเชิงรุกครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายรวม 14 จุด ใน 5 จังหวัดภาคอีสาน ได้แก่ อุบลราชธานี ยโสธร อำนาจเจริญ ร้อยเอ็ด และมหาสารคาม ผลการตรวจสอบพบการดัดแปลงมิเตอร์และลักลอบใช้ไฟฟ้าโดยไม่ผ่านมิเตอร์ เพื่อนำไปใช้ขุด Bitcoin โดยเฉพาะ ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอย่างร้ายแรง

รายละเอียดความเสียหายและของกลางที่ตรวจยึดได้

จากการเข้าตรวจสอบ เจ้าหน้าที่สามารถยึดเครื่องขุดเหรียญดิจิทัลได้มากถึง 315 เครื่อง โดยมูลค่าความเสียหายรวมนั้นสูงถึงกว่า 40 ล้านบาท ซึ่งสามารถแยกรายละเอียดได้ดังนี้:

  • ค่าปรับกรณีละเมิดการใช้ไฟฟ้า: 5.38 ล้านบาท
  • ค่าปรับปรุงหน่วยไฟฟ้าที่ลักลอบใช้: ประมาณ 35 ล้านบาท
  • เครื่องขุดเหรียญดิจิทัลของกลาง: 315 เครื่อง

การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการโกงค่าไฟ แต่ยังเป็นการทำให้ระบบจ่ายกระแสไฟฟ้าของประเทศขาดความเสถียร ส่งผลกระทบต่อเครื่องใช้ไฟฟ้าตามบ้านเรือนของประชาชนทั่วไปที่จ่ายค่าไฟอย่างถูกต้องด้วย รัฐบาลจึงถือว่าเรื่อง มท. – PEA เดินหน้าปราบเหมืองบิตคอยน์เถื่อน เป็นภารกิจเร่งด่วนที่ต้องทำควบคู่ไปกับการยกระดับเทคโนโลยีการตรวจสอบการใช้ไฟฟ้าให้แม่นยำยิ่งขึ้น

ทางเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการแจ้งความดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทั้งหมดแล้ว เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีผู้ใดที่ฉวยโอกาสสร้างภาระต้นทุนพลังงานให้กับประชาชนคนอื่นต่อไป ทั้งนี้ ทางภาครัฐยืนยันว่าไม่มีการละเว้น และหากใครพบเห็นพฤติกรรมสุ่มเสี่ยง สามารถแจ้งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคในพื้นที่ได้ทันที

สุดท้ายนี้ ฝากถึงผู้ที่คิดจะลักลอบใช้พลังงานไฟฟ้าเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนว่าไม่คุ้มค่าแน่นอน เพราะนอกจากจะต้องเสียค่าปรับมหาศาลแล้ว ยังต้องเผชิญกับคดีอาญาที่ส่งผลต่ออนาคต การทำธุรกิจบนความถูกต้องคือทางออกที่ยั่งยืนที่สุดครับ

ที่มา – มท. – PEA เดินหน้าปราบเหมืองบิตคอยน์เถื่อน ค้น 14 จุดยึดเครื่องขุด 315 เครื่อง เสียหายกว่า 40 ล้าน

สส.พรรคไทรวมพลัง ร่วมพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลพระองค์ภา

สส.พรรคไทรวมพลัง ร่วมพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรมพระศพ “พระองค์ภา”

เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ถือเป็นวันสำคัญอีกหนึ่งวันของพี่น้องชาวอุบลราชธานี ที่ได้ร่วมแสดงพลังแห่งความจงรักภักดี โดยมีเหล่า สส.พรรคไทรวมพลัง ร่วมพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรมพระศพ “พระองค์ภา” สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ วัดมหาวนาราม พระอารามหลวง จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเป็นการน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

บรรยากาศการเข้าร่วมพิธีของ สส.พรรคไทรวมพลัง ร่วมพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรมพระศพ “พระองค์ภา”

บรรยากาศภายในพระวิหารพระเจ้าใหญ่อินแปลงเป็นไปอย่างสงบและสำรวม โดยนายวสวรรธน์ พวงพรศรี, นางจิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล และนายสมศักดิ์ บุญประชม ตัวแทน สส.พรรคไทรวมพลัง ได้เข้าร่วมในพิธีอันศักดิ์สิทธิ์นี้ด้วยใจที่เปี่ยมด้วยความอาลัย การปรากฏตัวของคณะ สส.พรรคไทรวมพลัง ร่วมพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรมพระศพ “พระองค์ภา” ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของตัวแทนประชาชนที่ต้องการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางศาสนาและร่วมแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันหลักของชาติอย่างพร้อมเพรียง

ภายในงานยังมีผู้มีเกียรติและข้าราชการระดับสูงเข้าร่วมอย่างคับคั่ง อาทิ นายณรงค์ เทพเสนา ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยเหล่าข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และประชาชนในพื้นที่ที่ต่างตั้งใจมาร่วมส่งเสด็จและประกอบพิธีด้วยความเคารพรัก

  • กิจกรรมบำเพ็ญกุศลเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล
  • การร่วมแสดงความอาลัยอย่างสงบและสำรวม
  • การน้อมรำลึกในพระกรณียกิจที่ “พระองค์ภา” ทรงอุทิศเพื่อประชาชน

สำหรับพสกนิกรชาวไทย พระองค์ภาทรงเป็นที่รักยิ่งตลอดมา การที่ตัวแทนประชาชนอย่าง สส.พรรคไทรวมพลัง ร่วมพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรมพระศพ “พระองค์ภา” ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นหน้าที่ของตัวแทนรัฐบาลและประชาชน แต่ยังเป็นการตอกย้ำถึงความผูกพันที่พสกนิกรมีต่อพระองค์ท่าน การที่พวกเราได้มีโอกาสร่วมใจกันบำเพ็ญกุศลถือเป็นสิริมงคลต่อชีวิตและช่วยจรรโลงจิตใจในช่วงเวลาแห่งความสูญเสียนี้ให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยความร่วมมือของคนในชาติ

ในมุมมองของผู้เขียน การได้เห็นบรรดา สส.ลงพื้นที่และร่วมกิจกรรมกับประชาชนในลักษณะนี้ เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความใกล้ชิดระหว่างผู้แทนกับพื้นที่ การแสดงออกถึงความจงรักภักดีในวาระสำคัญเช่นนี้จึงเป็นแบบอย่างที่ดีในการสร้างความสามัคคีและส่งต่อคุณค่าทางจิตใจให้กับคนรุ่นหลังสืบต่อไป

ที่มา – สส.พรรคไทรวมพลัง ร่วมพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรมพระศพ “พระองค์ภา”

รมว.ยุติธรรม ไม่ทราบรายละเอียด ดีเอสไอเรียกพ่อลูก “หวังศุภกิจโกศล”

กรณีรมว.ยุติธรรม ไม่ทราบรายละเอียด ดีเอสไอเรียกพ่อลูก “หวังศุภกิจโกศล” คดีรุกที่เลี้ยงสัตว์กำลังเป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองไทย ล่าสุด พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม จากพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาปฏิเสธความรู้เกี่ยวกับรายละเอียดของคดีนี้ โดยยืนยันว่าเป็นหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ที่จะดำเนินการเอง ไม่ใช่ประเด็นทางการเมือง

รมว.ยุติธรรม ไม่ทราบรายละเอียด ดีเอสไอเรียกพ่อลูก “หวังศุภกิจโกศล” คดีรุกที่เลี้ยงสัตว์

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 15.10 น. วันที่ 20 มีนาคม 2567 ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ซึ่งตรงกับช่วงที่นักข่าวสอบถามพล.ต.ท.รุทธพลเกี่ยวกับการที่นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ในคดีบุกรุกที่ดินทำเลี้ยงสัตว์บริเวณหาดสวนยา อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ขณะที่น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นลูกสาว ได้ขอเลื่อนการรับทราบข้อกล่าวหาออกไป

รายละเอียดคดีบุกรุกที่ดินเลี้ยงสัตว์ จ.อุบลราชธานี

คดีนี้เกี่ยวข้องกับข้อหาบุกรุกที่ดินของรัฐ ซึ่งเป็นพื้นที่ทำเลี้ยงสัตว์หาดสวนยา อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี โดย DSI ได้รับแจ้งเบาะแสและดำเนินการสอบสวนมานาน พื้นที่ดังกล่าวมีความสำคัญเพราะเป็นป่าไม้และที่ดิน สปปช. (สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกร) ทำให้คดีนี้ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด นายวีรศักดิ์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินดังกล่าว ได้ให้การต่อ DSI แล้ว ขณะที่ลูกสาวขอเลื่อนเพราะเหตุผลส่วนตัว

  • สถานที่: หาดสวนยา อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี
  • ข้อหาหลัก: บุกรุกที่ดินทำเลี้ยงสัตว์ของรัฐ
  • ผู้เกี่ยวข้องหลัก: นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล และน.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล
  • หน่วยงานสอบสวน: กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)

คำตอบจากรมว.ยุติธรรม พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์

พล.ต.ท.รุทธพล ย้ำชัดว่า “ยังไม่ทราบรายละเอียด” และ DSI เป็นผู้เรียกตัวเอง เมื่อถูกถามถึงการเลื่อนของน.ส.สุดาวรรณ ก็ตอบว่าไม่ทราบเช่นกัน นอกจากนี้ยังยืนยันว่า DSI ไม่ได้แจ้งให้กระทรวงยุติธรรมทราบเบื้องต้น เพราะเป็นกระบวนการสอบสวนปกติ เมื่อนักข่าวย้ำว่านายวีรศักดิ์มองว่าเป็นประเด็นการเมือง รมว.ยุติธรรมโต้ว่า “ไม่น่าจะใช่ เพราะเป็นเรื่องคดีที่ DSI ดำเนินการอยู่แล้ว” คำตอบนี้ช่วยคลายความสงสัยว่าคดีนี้เป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือไม่

ตระกูลหวังศุภกิจโกศลถือเป็นตระกูลนักการเมืองชื่อดังในจังหวัดอุบลราชธานี นายวีรศักดิ์เคยเป็น ส.ส.อุบลราชธานี สังกัดพรรคชาติไทยพัฒนา (ชท.) และเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยคมนาคม ขณะที่น.ส.สุดาวรรณเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย รองหัวหน้าพรรค ทำให้คดีนี้กระทบภาพลักษณ์ทั้งสองพรรค

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ คดีบุกรุกที่ดินเป็นปัญหาคลาสสิกในไทย โดยเฉพาะพื้นที่ชนบทที่มักเกิดข้อพิพาทระหว่างเอกชนและรัฐ DSI จึงเข้ามารับผิดชอบเพราะเป็นคดีพิเศษ กรณีนี้หากพิสูจน์ได้ว่ามีการบุกรุกจริง อาจนำไปสู่การยึดคืนที่ดินและลงโทษตามกฎหมาย ป่าไม้ พ.ร.บ.ป่าไม้ หรือ สปก.

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่น่าสนใจคือ การที่ DSI ดำเนินคดีกับนักการเมืองข้ามพรรค แสดงถึงความเป็นกลางของกระบวนการยุติธรรมไทยในยุคนี้ หากคุณเป็นคนอุบลราชธานี คงคุ้นเคยกับพื้นที่หาดสวนยา ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวและเกษตรกรรมสำคัญ

สรุปแล้ว กรณีรมว.ยุติธรรม ไม่ทราบรายละเอียด ดีเอสไอเรียกพ่อลูก “หวังศุภกิจโกศล” คดีรุกที่เลี้ยงสัตว์นี้เน้นย้ำว่ากฎหมายต้องมาก่อนการเมือง ผู้บริหารกระทรวงยุติธรรมยึดหลักนี้อย่างเคร่งครัด ในอนาคต คาดว่าจะมีพัฒนาการเพิ่มเติมจาก DSI

คุณคิดอย่างไรกับคดีนี้? มันเป็นเรื่องกฎหมายล้วนๆ หรือมีสีสันทางการเมืองซ่อนอยู่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวสารการเมืองไทยแบบอัพเดท!

ที่มา – รมว.ยุติธรรม ไม่ทราบรายละเอียด ดีเอสไอเรียกพ่อลูก “หวังศุภกิจโกศล” คดีรุกที่เลี้ยงสัตว์

กองทัพภาคที่ 2 ไฟป่าแนวชายแดนไทยกัมพูชา รวม 8 จุด

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนครับ วันนี้เรามีอัปเดตร้อนๆ เกี่ยวกับกองทัพภาคที่ 2 ไฟป่าแนวชายแดนไทยกัมพูชากันเลย กองทัพภาคที่ 2 ได้โพสต์สรุปสถานการณ์ไฟป่าบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 พบจุดเกิดเหตุไฟป่ารวมทั้งสิ้น 8 จุด โดยไฟส่วนใหญ่ลุกไหม้ฝั่งกัมพูชา ห่างจากแนวชายแดนไทยไม่กี่กิโลเมตร สถานการณ์โดยรวมยังอยู่ในระดับที่ฝ่ายไทยสามารถควบคุมได้ ไม่มีไฟลุกลามเข้าพื้นที่ไทยแต่อย่างใด

ช่วงฤดูแล้งแบบนี้ ไฟป่ามักเกิดขึ้นบ่อยๆ โดยเฉพาะในป่าชายแดนที่แห้งแล้งและเข้าถึงยาก สาเหตุหลักมาจากการจุดไฟเผาป่าเพื่อหาของป่า การทำเลื่อยไม้ หรือแม้แต่ฟ้าผ่า แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด กองทัพภาคที่ 2 ก็ได้ส่งกำลังพลลาดตระเวนและตั้งจุดเฝ้าระวังอย่างเข้มข้น เพื่อปกป้องความมั่นคงและป้องกันไฟลามข้ามแดน สิ่งสำคัญคือช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สัตว์ป่า และสุขภาพประชาชนจากควันพิษที่อาจพัดมา

กองทัพภาคที่ 2 ไฟป่าแนวชายแดนไทยกัมพูชา

มาดูรายละเอียดสถานการณ์แต่ละจังหวัดกันแบบเจาะลึกเลยครับ

กองทัพภาคที่ 2 ไฟป่าแนวชายแดนไทยกัมพูชา จังหวัดอุบลราชธานี

พื้นที่ช่องบก: สถานการณ์ปกติ ไม่มีไฟป่าเกิดขึ้น

พื้นที่ช่องอานม้า:

  • ไฟลุกบริเวณด้านทิศใต้เนิน 500 พื้นที่ช่องอานม้า ฝั่งกัมพูชา ห่างแนวชายแดนประมาณ 1 กิโลเมตร เจ้าหน้าที่เฝ้าตรวจอย่างใกล้ชิด

จังหวัดศรีสะเกษ

จังหวัดนี้เป็นพื้นที่ที่มีจุดไฟหลายแห่ง รายละเอียดดังนี้

  • พื้นที่ซำแต, โดนตรวล, ภูผี, สัตตะโสม, พนมประสิทธิโส, ช่องตาเฒ่า: ไฟด้านทิศใต้พื้นที่ซำแต ห่าง 2.8 กม. และปราสาทโดนตรวล ห่าง 1.7 กม. ฝั่งกัมพูชา

พื้นที่ผามออีแดง – ห้วยตามาเรีย, ภูมะเขือ – ช่องโดนเอาว์, ช่องสะงำ (อ.ภูสิงห์): สถานการณ์ปกติ

  • ช่องทับอู: ไฟด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ ห่างแนวชายแดน 800 เมตร
  • ช่องกระบาลกระใบ (อ.ขุนหาญ): ไฟด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ ห่าง 800 เมตร

จังหวัดสุรินทร์

  • ช่องคลาคะมุม: ไฟด้านทิศใต้ ห่าง 700 เมตร
  • ช่องจอม – ช่องเปรอ – ช่องระยี: สถานการณ์ปกติตลอดวัน
  • พื้นที่คนา: ไฟด้านทิศใต้ ห่าง 1.5 กม.
  • ปราสาทตาควาย: ไฟด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ ห่าง 5 กม.
  • ช่องกร่าง, ตาเมือนธม: สถานการณ์ปกติ

จังหวัดบุรีรัมย์

พื้นที่ช่องสายตะกู: สถานการณ์ปกติ ไม่มีรายงานไฟป่า

สรุปภาพรวมและแนวโน้ม

จากรายงานกองทัพภาคที่ 2 ไฟป่าแนวชายแดนไทยกัมพูชา พบว่าฝ่ายไทยยังคงยึดครองพื้นที่สำคัญและควบคุมสถานการณ์ได้อย่างดีเยี่ยม การปฏิบัติหลักคือการลาดตระเวนรบในพื้นที่เสี่ยง วางจุดเฝ้าตรวจ และเสริมฐานปฏิบัติการเพื่อความแข็งแกร่งในอนาคต แม้ไฟจะอยู่ฝั่งกัมพูชา แต่เราต้องระวังควันไฟและการลุกลามจากลมแรง

ในความเห็นส่วนตัว สถานการณ์นี้สะท้อนความพร้อมของกองทัพไทยในการรับมือภัยธรรมชาติได้อย่างมืออาชีพ ไม่เพียงปกป้องพรมแดน แต่ยังช่วยอนุรักษ์ป่าไม้ ลดมลพิษ และส่งเสริมความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน ประชาชนในภาคอีสาน โดยเฉพาะจังหวัดชายแดน ควรเตรียมพร้อม เช่น สวมหน้ากากอนามัย หลีกเลี่ยงจุดไฟ และรายงานเหตุร้ายทันที

CTA: ช่วยกันติดตามและแชร์ข้อมูลนี้ เพื่อให้ทุกคนตระหนักรู้ สามารถเช็คอัปเดทล่าสุดได้ที่เฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 ครับ ขอบคุณที่อ่านจนจบนะ!

ที่มา – “กองทัพภาคที่ 2” สรุปสถานการณ์ “ไฟป่า” แนวชายแดน “ไทย–กัมพูชา” รวม 8 จุด

นักท่องเที่ยวแห่รับแสงแรกแห่งสยามที่ผาชะนะได


นักท่องเที่ยวนับพันแห่ชมความงาม รับแสงแรกแห่งสยาม ปี 2569 ณ จุดชมวิวผาชะนะได ท่ามกลางอุณหภูมิ 13 องศาเซลเซียส พร้อมอวยพรขอให้แสงแรกแห่งสยามนี้เป็นแสงสว่างนำทางประเทศไทย

เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 ซึ่งเป็นวันขึ้นปีใหม่ ได้มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติกว่า 1,000 คน มารวมตัวกันที่จุดชมวิวผาชะนะได อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อชมบรรยากาศแสงแรกแห่งสยามก่อนใคร เพื่อเสริมพลังความเป็นสิริมงคลให้กับชีวิต และรับความสดใสสว่างรุ่งโรจน์เหมือนแสงตะวันในวันปีใหม่ ปี 2569 โดยในวันนี้พระอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้าในเวลา 06:30 น. ท่ามกลางอุณหภูมิที่ลดต่ำลงถึง 13 องศาเซลเซียส

นักท่องเที่ยวแห่รับแสงแรกแห่งสยาม

นายปรีดา ด๊ะศิริ นักท่องเที่ยวจากกรุงเทพฯ วัย 24 ปี ได้กล่าวว่า ในทุกๆ ปีใหม่ เขาจะเดินทางมาเยี่ยมคุณยายที่จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นบ้านเกิดของคุณแม่ สำหรับผาชะนะไดนั้นเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันซีนที่สวยงามมานานแล้ว แต่หลายคนอาจจะยังไม่รู้จัก ปีใหม่ปีนี้จึงเป็นปีแรกในชีวิตของเขาและครอบครัวที่ได้มาเยือนสถานที่แห่งนี้ ซึ่งสร้างความประทับใจเป็นอย่างมาก ผาชะนะไดมีความพิเศษตรงที่ความสวยงามของธรรมชาติและวลีเด็ดที่ว่า “แสงแรกแห่งสยาม

บรรยากาศผาชะนะได

ในปี 2569 นี้ ขอเชิญชวนทุกท่านให้มาท่องเที่ยวที่ผาชะนะได เพราะถนนหนทางสะดวกสบายกว่าเมื่อก่อน สามารถขับรถขึ้นมาได้ง่าย และขอฝากกำลังใจให้กับแนวรบของจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงที่มีการปะทะกับประเทศเพื่อนบ้าน ถึงแม้สถานการณ์จะผ่อนคลายลงบ้างแล้ว แต่ก็ยังคงส่งกำลังใจให้กับทหารแนวหน้าที่ปกป้องรักษาแผ่นดินไทย และรักษาชีวิตของประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย ขอให้แสงแรกแห่งสยาม ณ จุดนี้ เป็นแสงสว่างนำทางให้กับประชาชน และพี่น้องทหารแนวหน้าทุกคน

แสงแรกแห่งสยาม

นักท่องเที่ยวแห่รับแสงแรกแห่งสยามที่ผาชะนะได

นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางมายังผาชะนะได จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อชมและสัมผัสบรรยากาศของแสงแรกแห่งสยามในวันขึ้นปีใหม่ 2569 ท่ามกลางอากาศหนาวเย็น อุณหภูมิลดต่ำถึง 13 องศาเซลเซียส กิจกรรมนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเริ่มต้นปีใหม่ด้วยความเป็นสิริมงคล แต่ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่อีกด้วย

ทำไมต้องไปชมแสงแรกแห่งสยามที่ผาชะนะได?

ผาชะนะไดเป็นจุดชมวิวที่ขึ้นชื่อในเรื่องของความสวยงามของทัศนียภาพ และเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นจุดที่สามารถมองเห็นแสงแรกของวันใหม่ได้ก่อนใครในประเทศไทย ทำให้สถานที่แห่งนี้กลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวที่ต้องการเริ่มต้นปีใหม่ด้วยประสบการณ์ที่พิเศษและน่าจดจำ การเดินทางไปชมแสงแรกแห่งสยามที่ผาชะนะไดจึงเป็นเหมือนการเติมพลังให้กับชีวิต และเป็นการเริ่มต้นปีใหม่ด้วยความหวังและความสดใส

นอกจากนี้ การเดินทางไปยังผาชะนะไดในปัจจุบันก็สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ถนนหนทางได้รับการพัฒนา ทำให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย นักท่องเที่ยวสามารถขับรถยนต์ส่วนตัวขึ้นไปยังจุดชมวิวได้โดยง่าย

เตรียมตัวให้พร้อมก่อนไปรับแสงแรกแห่งสยาม

หากคุณวางแผนที่จะเดินทางไปชมนักท่องเที่ยวแห่รับแสงแรกแห่งสยาม ที่ผาชะนะได สิ่งสำคัญคือการเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเดินทางและสภาพอากาศที่หนาวเย็น ควรเตรียมเสื้อผ้าที่อบอุ่น หมวก ถุงมือ และผ้าพันคอ เพื่อป้องกันความหนาวเย็น นอกจากนี้ ควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทาง และเตรียมอุปกรณ์จำเป็นอื่นๆ เช่น กล้องถ่ายรูป เพื่อบันทึกภาพความประทับใจ

การเดินทางไปสัมผัสแสงแรกแห่งสยามที่ผาชะนะได เป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่าและน่าจดจำ ไม่ว่าคุณจะเป็นนักท่องเที่ยวที่ต้องการเริ่มต้นปีใหม่ด้วยความเป็นสิริมงคล หรือผู้ที่ต้องการสัมผัสความสวยงามของธรรมชาติ ที่นี่ก็พร้อมต้อนรับและมอบประสบการณ์ที่พิเศษให้กับคุณอย่างแน่นอน

ที่มา – นักท่องเที่ยวแห่รับแสงแรกแห่งสยาม ที่ผาชะนะได ท่ามกลางอุณหภูมิ 13 องศาฯ

ทบ. เผยเหตุผลที่ยังคุมปราสาทคนาไม่ได้เบ็ดเสร็จ

กองทัพบก เปิดสาเหตุ ยังไม่สามารถเข้าควบคุมพื้นที่ ปราสาทคนา ได้เบ็ดเสร็จ ส่วนบ้านหนองหญ้าแก้ว อยู่ระหว่างกวาดล้าง ขณะที่วันนี้เน้นลุยพื้นที่ที่ยังกวาดล้างไม่สำเร็จ

วันที่ 9 ธันวาคม 2568 เมื่อเวลา 10.00 น. พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก แถลงข่าวร่วม สถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ว่า ตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม ที่ผ่านมา การปะทะขยายวง ครอบคลุมในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ และสระแก้ว ซึ่งกัมพูชาใช้อาวุธทุกประเภทเข้าโจมตี ฝ่ายเรา ทั้งอาวุธกล อาวุธยิงสนับสนุน ปืนใหญ่จรวดหลายลำกล้อง โดรนทิ้งระเบิด กองทัพบกใช้แผนเผชิญเหตุ โดยมีความมุ่งหมายป้องกันตัวเอง ควบคู่การผลักดันพื้นที่ที่เราถูกรุกล้ำอธิปไตย และที่สำคัญเราต้องทำลายศักยภาพการโจมตีของทหารกัมพูชา เพื่อไม่ให้สามารถกลับมาเป็นภัยคุกคามต่อประเทศไทยได้อีก

ผลการปฏิบัติที่สำคัญที่ผ่านมา ในพื้นที่ของกองทัพภาคที่ 2 วันนี้ได้ทำลายตึกกาสิโนร้าง ซึ่งเป็นเครือข่ายสแกมเมอร์ ที่เราพบว่าใช้เป็นที่ตั้งทางทหาร จุดปล่อยโดรน รวมถึงอาวุธสนับสนุนต่างๆ ในพื้นที่ช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี รวมถึงเราได้ตัดกำลังทำลายสัญญาณแอนตี้โดรนในพื้นที่ อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ

ส่วนพื้นที่กวาดล้าง ที่ถูกรุกล้ำ ช่องระยี ที่อยู่ทางทิศตะวันออกของช่องจอม อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ อยู่ระหว่างปฏิบัติการ

รวมถึงเราได้ผลักดันทหารกัมพูชา ที่ปราสาทคนา อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ โดยปัจจุบันยังไม่สามารถเข้าควบคุมพื้นที่ได้อย่างเบ็ดเสร็จ เนื่องจากพบว่าฝ่ายกัมพูชาใช้สนามทุ่นระเบิดจำนวนมาก ในบริเวณดังกล่าว ปัจจุบันยังอยู่ในความพยายาม

ส่วนพื้นที่ปราสาทตาควาย วันนี้เราได้ทำลายกระเช้าที่ใช้ในการส่งเสบียง บริเวณ เนิน 350 เป็นที่สำเร็จ ซึ่งขณะนี้ยังมีความพยายามเข้ากระทำต่อพื้นที่ต่อไป

ส่วนพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 วานนี้ เราได้เปิดปฏิบัติการผลักดัน เพื่อควบคุมแนวเส้นปฏิบัติการใน 3 พื้นที่ ทั้งบ้านหนองจาน บ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง และบ้านคลองแผง อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว โดยสามารถทำลายที่มั่นดัดแปลง ของฝ่ายกัมพูชา ได้บางส่วน และที่น่ายินดีคือเมื่อ 17:00 น. วานนี้ สามารถยึดและควบคุมพื้นที่บริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว ได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันอยู่ในห้วงของการกวาดล้าง ล่าสุดมีรายงานแล้วว่าช่วงการกวาดล้างเจอทุ่นสังหารบุคคล

ทั้งนี้ในวันนี้สำหรับพื้นที่ที่ยังปฏิบัติการไม่สำเร็จก็ยังมีความพยายามอยู่ต่อเนื่อง

ทั้งนี้ขอรายงานว่าตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคมที่ผ่านมา มีกำลังพลของกองทัพบก เสียชีวิตในการรบ 1 นาย บาดเจ็บ 29 นาย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด โดยเฉพาะประเด็นที่กองทัพบกยังไม่สามารถควบคุมพื้นที่ปราสาทคนาได้อย่างเบ็ดเสร็จ ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการที่ฝ่ายกัมพูชาวางทุ่นระเบิดจำนวนมากในบริเวณนั้น ทำให้การเข้าควบคุมเป็นไปอย่างยากลำบาก และต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูง

สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และสร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน การแก้ไขปัญหาจึงต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของทั้งสองฝ่าย

ทบ. เผยเหตุผลที่ยังคุมปราสาทคนาไม่ได้เบ็ดเสร็จ

ทำไมถึงยังคุมปราสาทคนาไม่ได้เบ็ดเสร็จ?

สาเหตุหลักที่กองทัพบกยังไม่สามารถควบคุมปราสาทคนาได้อย่างเบ็ดเสร็จคือการที่ฝ่ายกัมพูชาวางทุ่นระเบิดจำนวนมากในบริเวณดังกล่าว การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและความเชี่ยวชาญ เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสีย การดำเนินการจึงต้องเป็นไปอย่างระมัดระวัง

นอกจากนี้ การเจรจาและการประสานงานกับฝ่ายกัมพูชาเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหา การพูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกัน จะช่วยลดความตึงเครียดและป้องกันการปะทะที่อาจเกิดขึ้นได้

สถานการณ์เช่นนี้ต้องการความอดทนและความเข้าใจจากทุกฝ่าย การแก้ไขปัญหาปราสาทคนา ไม่ได้เบ็ดเสร็จต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

การให้กำลังใจทหารและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัยเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง พวกเขาเหล่านี้เสียสละเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ และสมควรได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากประชาชน

การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในพื้นที่ชายแดนอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้ประชาชนเข้าใจสถานการณ์และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้

การมีส่วนร่วมในการสนับสนุนและให้กำลังใจทหารที่เสียสละปก้องชาติเป็นสิ่งที่สมควรทำอย่างยิ่ง การช่วยกันทำให้พวกเขามีกำลังใจในการปฎิบัติหน้าที่เพื่อชาติบ้านเมืองต่อไป

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งตามแนวชายแดน ต้องใช้ความร่วมมือจากหลายภาคส่วน การแก้ไขอย่างสันติวิธี คือสิ่งที่เราทุกคนควรให้ความสำคัญ

การวางแผนการช่วยเหลือและเยียวยา ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

การปกป้องอธิปไตยของชาติ และความปลอดภัยของประชาชน เป็นหน้าที่ของทุกคน ไม่ใช่เเค่ทหารเเละเจ้าหน้าที่เท่านั้น

สุดท้ายนี้ หวังว่าสถานการณ์ตามแนวชายแดนจะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น และขอเป็นกำลังใจให้ทหารและเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ

ที่มา – ทบ. เผยเหตุผล ที่ยังคุมปราสาทคนา ยังไม่ได้เบ็ดเสร็จ

นายกฯ สั่งรับมือพายุ “คัลแมกี” เตือนน้ำท่วม!

นายกรัฐมนตรี สั่งการทุกหน่วยงาน เตรียมพร้อมรับมือพายุ “คัลแมกี” เตือนพื้นที่ภาคเหนือ อีสาน กลาง ภาคใต้ และ กทม. อาจเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำท่วมขัง และคลื่นลมแรง ช่วงวันที่ 7 – 9 พ.ย. นี้ สถานการณ์ นายกรัฐมนตรีสั่งทุกหน่วยเตรียมรับมือพายุ “คัลแมกี” เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

วันที่ 6 พ.ย. 2568 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์พายุไต้ฝุ่น “คัลแมกี” ซึ่งคาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนาม ก่อนอ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อนและพายุดีเปรสชั่น เคลื่อนผ่านประเทศลาวเข้าสู่จังหวัดอุบลราชธานีในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 อาจส่งผลให้เกิดสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง น้ำท่วมขัง และคลื่นลมแรง ในช่วงวันที่ 7 – 9 พ.ย. 2568

นายกรัฐมนตรีสั่งทุกหน่วยเตรียมรับมือพายุ “คัลแมกี”

เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวด้วยว่า ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และน้ำท่วมขัง ดังนี้

ภาคเหนือ จำนวน 17 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ ตาก สุโขทัย กำแพงเพชร พิษณุโลก พิจิตร เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ และจังหวัดอุทัยธานี

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 20 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ หนองบัวลำภู อุดรธานี สกลนคร นครพนม ชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ มุกดาหาร ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และจังหวัดอุบลราชธานี

ภาคกลาง จำนวน 23 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และจังหวัดสมุทรปราการ

ภาคใต้ จำนวน 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และจังหวัดสตูล

และกรุงเทพมหานคร ขอให้เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมขัง

ภาคใต้คลื่นลมแรง

สำหรับพื้นที่เฝ้าระวังคลื่นลมแรง ในระหว่างวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ได้แก่พื้นที่บริเวณภาคใต้ จำนวน 6 จังหวัด ดังนี้ จังหวัดระนอง (อำเภอเมืองระนอง อำเภอสุขสำราญ และอำเภอกะเปอร์) จังหวัดพังงา (อำเภอเกาะยาว อำเภอตะกั่วทุ่ง อำเภอท้ายเหมือง อำเภอตะกั่วป่า และอำเภอคุระบุรี) จังหวัดภูเก็ต (ทุกอำเภอ) จังหวัดกระบี่ (อำเภอเมืองกระบี่ อำเภอคลองท่อม อำเภอเกาะลันตา อำเภอเหนือคลอง และอำเภออ่าวลึก) จังหวัดตรัง (อำเภอกันตัง อำเภอสิเกา อำเภอปะเหลียน และอำเภอหาดสำราญ) และจังหวัดสตูล (อำเภอเมืองสตูล อำเภอละงู อำเภอท่าแพ และอำเภอทุ่งหว้า)

การเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์พายุ “คัลแมกี”

“นายกรัฐมนตรีสั่งการทุกหน่วยงานเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์และผลกระทบจากพายุ “คัลแมกี” เน้นให้การช่วยเหลือเรื่องความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ พร้อมกำชับให้จัดทีมปฏิบัติการและเครื่องจักรกลสาธารณภัยเข้าประจำพื้นที่เสี่ยงเพื่อเข้าเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทันทีที่เกิดภัย โดยเฉพาะพื้นที่จุดเสี่ยงที่เคยเกิดน้ำท่วมบ่อยครั้ง และพื้นที่ที่ยังมีสถานการณ์น้ำท่วมอยู่ ให้เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อลดผลกระทบจากเหตุอุทกภัยให้ได้มากที่สุด รวมถึงแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยทราบล่วงหน้า และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนปฏิบัติตามประกาศแจ้งเตือนภัยจากทางราชการอย่างเคร่งครัด” นางสาวอัยรินทร์ กล่าว

สถานการณ์ นายกรัฐมนตรีสั่งทุกหน่วยเตรียมรับมือพายุ “คัลแมกี” เป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ควรติดตามข่าวสารและปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานราชการอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน นอกจากนี้ การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น จัดเตรียมสิ่งของจำเป็นและวางแผนอพยพ ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

การรับมือกับพายุ “คัลแมกี” ไม่ใช่แค่หน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐ แต่เป็นความร่วมมือของทุกคนในสังคม การตระหนักถึงความเสี่ยงและเตรียมพร้อมรับมืออย่างเหมาะสม จะช่วยลดผลกระทบจากภัยพิบัติและทำให้เราสามารถผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปได้อย่างปลอดภัย ดังนั้น ขอให้ทุกคนร่วมมือร่วมใจกัน เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับตนเองและสังคม

ดังนั้น การ นายกรัฐมนตรีสั่งทุกหน่วยเตรียมรับมือพายุ “คัลแมกี” จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนต้องใส่ใจและร่วมมือกัน

ที่มา – นายกรัฐมนตรีสั่งทุกหน่วยเตรียมรับมือพายุ “คัลแมกี”เตือนทุกภาคอาจเกิดน้ำท่วมฉับพลัน 7-9 พ.ย.นี้

อุบลราชธานี แม่น้ำมูลล้นตลิ่ง 10 อำเภอ อพยพ 522 ครอบครัว

สถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดอุบลราชธานีกำลังรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากแม่น้ำมูลที่ล้นตลิ่ง ส่งผลกระทบให้พื้นที่หลายแห่งถูกน้ำท่วมหนัก ชาวบ้านจำนวนมากต้องอพยพหนีน้ำเพื่อความปลอดภัย ล่าสุดมีรายงานว่าอุบลราชธานี แม่น้ำมูลล้นตลิ่ง 10 อำเภอ อพยพ 522 ครอบครัว แล้ว ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าเป็นห่วงสำหรับชาวอีสานในช่วงฤดูฝนปีนี้

อุบลราชธานี แม่น้ำมูลล้นตลิ่ง 10 อำเภอ อพยพ 522 ครอบครัว

จากข้อมูลล่าสุดของจังหวัดอุบลราชธานี พบว่าน้ำจากแม่น้ำมูลและลำน้ำสาขาได้ไหลทะลักเข้าท่วมพื้นที่ 10 อำเภอ รวมถึง 46 ตำบล และ 279 หมู่บ้าน ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบมีถึง 9,324 ครอบครัว โดยเฉพาะพื้นที่เกษตรกรรมที่ถูกน้ำท่วมกว่า 67,000 ไร่ สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อผลผลิตทางการเกษตร นอกจากนี้ ยังมีครอบครัวที่ต้องอพยพออกจากบ้านเรือนแล้ว 522 ครอบครัว หรือประมาณ 1,610 คน ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่

ความเดือดร้อนในอำเภอวารินชำราบ

ในส่วนของอำเภอวารินชำราบ ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนัก ทหารจากมณฑลทหารบกที่ 22 ได้นำกำลังพลลงพื้นที่ช่วยเหลือชาวบ้าน โดยเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2568 เจ้าหน้าที่ได้ช่วยกางเต็นท์ที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวริมถนนด้านข้างสำนักงานที่ดินอำเภอวารินชำราบ เพื่อรองรับผู้ประสบภัย ชุมชนในเขตเทศบาลเมืองวารินชำราบมี 12 ชุมชนที่ถูกน้ำท่วม จำนวน 394 ครอบครัว หรือ 1,311 คน โดยมี 141 ครอบครัว หรือ 499 คน ที่ต้องอพยพมาพักอาศัยในศูนย์ดังกล่าวแล้ว สถานการณ์นี้ทำให้ชาวบ้านต้องทิ้งบ้านเรือนและทรัพย์สินไว้เบื้องหลัง สร้างความลำบากใจอย่างมาก

ระดับน้ำในแม่น้ำมูลยังคงสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยที่สถานีวัดน้ำ M.7 สะพานเสรีประชาธิปไตย ระดับน้ำอยู่ที่ 8.31 เมตร สูงกว่าระดับตลิ่งถึง 1.31 เมตร ทำให้คาดการณ์ว่าสถานการณ์อาจยืดเยื้อไปอีกหลายวัน หากฝนยังคงตกหนัก ชาวบ้านในพื้นที่เสี่ยงควรเตรียมตัวให้พร้อม และติดตามประกาศเตือนภัยจากทางการอย่างใกล้ชิด

ผลกระทบและมาตรการช่วยเหลือ

น้ำท่วมครั้งนี้ไม่เพียงส่งผลต่อที่อยู่อาศัยเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อการสัญจร เศรษฐกิจท้องถิ่น และสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุที่อาจเสี่ยงต่อโรคติดเชื้อจากน้ำเสีย หน่วยงานรัฐบาลทั้งระดับจังหวัดและชาติได้ประสานงานกันอย่างรวดเร็ว โดยมีทั้งทหาร ตำรวจ และอาสาสมัครจากกิ่งทุนธนาคารครัวเรือนยากจน (ก crou) ออกช่วยเหลือ ส่งเสบียงอาหาร ยา และสิ่งของจำเป็นไปยังจุดพักพิง

  • จัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวในพื้นที่ปลอดภัย
  • แจกจ่ายถุงยังชีพให้ผู้ประสบภัย
  • ตรวจสอบและซ่อมแซมระบบระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมซ้ำ
  • ให้คำแนะนำด้านการป้องกันน้ำท่วมแก่เกษตรกร

นอกจากนี้ จังหวัดยังได้ขอความช่วยเหลือจากส่วนกลางเพื่อนำเครื่องจักรสูบน้ำและเรือช่วยเหลือมาปฏิบัติการ นายอำเภอและผู้ว่าราชการจังหวัดได้ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนชาวบ้านเพื่อสร้างขวัญกำลังใจ สถานการณ์อุบลราชธานี แม่น้ำมูลล้นตลิ่ง 10 อำเภอ อพยพ 522 ครอบครัว นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการวางแผนจัดการน้ำท่วมระยะยาว เช่น การขุดคลองระบายน้ำใหม่หรือสร้างกำแพงป้องกันตลิ่ง

คำแนะนำสำหรับประชาชน

สำหรับพี่น้องชาวอุบลราชธานีที่ยังไม่ได้รับผลกระทบ แนะนำให้เตรียมเสบียงอาหารและน้ำดื่มสะสมไว้อย่างน้อย 3-7 วัน หลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำในที่ลึก และติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ หากจำเป็นต้องอพยพ ควรนำเอกสารสำคัญและยาไปด้วย เพื่อลดความเสี่ยงให้เหลือน้อยที่สุด น้ำท่วมเป็นภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นทุกปี แต่ด้วยการเตรียมพร้อม เราสามารถลดความเสียหายได้

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังทำให้ฝนตกหนักและน้ำท่วมรุนแรงขึ้น เราควรสนับสนุนนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อลดผลกระทบในอนาคต หากคุณมีญาติหรือเพื่อนในพื้นที่อุบลราชธานี อย่าลืมติดต่อสอบถามและช่วยเหลือกันนะครับ สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกท่านปลอดภัยจากน้ำท่วม

หากสนใจช่วยเหลือผู้ประสบภัย สามารถบริจาคผ่านช่องทางของมูลนิธิหรือหน่วยงานรัฐที่เชื่อถือได้ เพื่อให้ชาวบ้านฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

ที่มา – อุบลราชธานี แม่น้ำมูลล้นตลิ่งไหลท่วมแล้ว 10 อำเภอ อพยพหนีน้ำแล้ว 522 ครอบครัว

Scroll to top