จังหวัดเชียงใหม่

ครม. ไฟเขียวให้ รฟม.เดินหน้ารถไฟฟ้าในจังหวัดสงขลา

ข่าวดีสำหรับชาวสงขลาและผู้ที่สัญจรไปมาในพื้นที่หาดใหญ่ เมื่อล่าสุดมีรายงานว่า ครม. ไฟเขียวให้ รฟม.เดินหน้ารถไฟฟ้าในจังหวัดสงขลา อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับระบบขนส่งมวลชนในพื้นที่ภาคใต้ให้มีความทันสมัยและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น โดยโครงการนี้จะเป็นระบบรางเดี่ยว หรือ Monorail ที่จะเข้ามาช่วยลดปัญหาการจราจรติดขัดในเขตตัวเมืองหาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ครม. ไฟเขียวให้ รฟม.เดินหน้ารถไฟฟ้าในจังหวัดสงขลา พัฒนาเมืองสู่ยุคใหม่

การอนุมัติครั้งนี้ถือเป็นโครงการต่อเนื่องจากการที่รัฐบาลต้องการขยายการพัฒนาระบบรางไปยังภูมิภาคต่างๆ โดยหลังจากที่ได้เริ่มดำเนินการในจังหวัดเชียงใหม่ ภูเก็ต นครราชสีมา และพิษณุโลกแล้ว สงขลาก็เป็นจังหวัดล่าสุดที่ได้รับความเห็นชอบให้ รฟม. เข้ามาดูแลกิจการรถไฟฟ้า เพื่อให้การเดินทางของประชาชนเป็นเรื่องง่ายและรวดเร็วขึ้นกว่าเดิม

รายละเอียดเส้นทางและจุดจอดสำคัญของโครงการ

สำหรับโครงการรถไฟฟ้าในจังหวัดสงขลานี้ จะมีความยาวรวมทั้งสิ้น 12.54 กิโลเมตร โดยประกอบด้วยสถานีทั้งหมด 12 สถานี ซึ่งแต่ละสถานีถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถันให้มีความทันสมัยและตอบโจทย์การใช้งาน ดังนี้:

  • ระบบรถไฟฟ้า Monorail ระยะทาง 12.54 กิโลเมตร
  • มีสถานีให้บริการทั้งหมด 12 สถานี
  • ศูนย์ซ่อมบำรุงและโรงจอดรถตั้งอยู่ที่สถานีคลองหวะ
  • จุดเปลี่ยนถ่ายการเดินทาง 3 แห่ง ได้แก่ สถานีคลองหวะ, สถานีคอหงส์ และสถานีรถตู้

สถานีต่างๆ ถูกออกแบบให้เป็นสถานีขนาด 3 ชั้น คร่อมอยู่บนพื้นที่เกาะกลางถนน เพื่อให้ง่ายต่อการเชื่อมต่อกับระบบขนส่งรูปแบบอื่น ๆ และรองรับปริมาณผู้โดยสารจากพื้นที่โดยรอบเมืองหาดใหญ่และจังหวัดใกล้เคียงได้อย่างเพียงพอ การตัดสินใจที่ ครม. ไฟเขียวให้ รฟม.เดินหน้ารถไฟฟ้าในจังหวัดสงขลา ในครั้งนี้ จึงไม่เพียงแต่เป็นการพัฒนาเส้นทางรถไฟ แต่ยังเป็นการวางรากฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญให้กับจังหวัดสงขลาในระยะยาว

ในส่วนของความคืบหน้าหลังจากนี้ ทางกระทรวงคมนาคมจะเร่งดำเนินการตามข้อเสนอแนะของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้โครงการก้าวไปสู่ขั้นตอนการก่อสร้างจริงได้โดยเร็วที่สุด สิ่งที่น่าจับตามองคือการที่ระบบขนส่งนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิตของคนสงขลาให้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ใครที่กำลังมองหาโอกาสทางธุรกิจหรือวางแผนการเดินทางในอนาคต เตรียมตัวรอรับความสะดวกสบายจากรถไฟฟ้าสายใหม่นี้ได้เลยครับ

ที่มา – ครม. ไฟเขียวให้ รฟม.เดินหน้ารถไฟฟ้าในจังหวัดสงขลา

ยิงปะทะชายแดนแม่อาย ทหารวิสามัญแก๊งยาเสพติดดับ 4 ศพ

สถานการณ์การลักลอบขนยาเสพติดในพื้นที่ชายแดนยังคงมีความเข้มข้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเกิดเหตุยิงปะทะชายแดนแม่อาย ทหารวิสามัญแก๊งยาเสพติดดับ 4 ศพ โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคมที่ผ่านมา ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งถือเป็นผลงานที่น่าชื่นชมของเจ้าหน้าที่ทหารจากกองกำลังผาเมืองที่สามารถสกัดกั้นภัยร้ายของสังคมเอาไว้ได้ทันท่วงที

เกาะติดเหตุการณ์ ยิงปะทะชายแดนแม่อาย ทหารวิสามัญแก๊งยาเสพติดดับ 4 ศพ

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นจากการที่หน่วยเฉพาะกิจไชยานุภาพได้รับข้อมูลข่าวกรองว่าจะมีการลำเลียงยาเสพติดจำนวนมหาศาลผ่านแนวชายแดนไทย–เมียนมา บริเวณบ้านนามะอื้น ตำบลแม่สาว อำเภอแม่อาย เจ้าหน้าที่จึงจัดชุดปฏิบัติการลาดตระเวนเฝ้าตรวจอย่างเข็มงวด จนกระทั่งพบกลุ่มผู้ต้องสงสัยฝ่าฝืนคำสั่งและเริ่มเปิดฉากยิงใส่เจ้าหน้าที่ก่อน ทำให้เกิดการปะทะกันอย่างดุเดือดนานกว่า 5 นาที

ผลการปะทะและการตรวจยึดของกลางครั้งใหญ่

หลังจากเสียงปืนสงบลง เจ้าหน้าที่เข้าเคลียร์พื้นที่และพบว่าฝ่ายขบวนการค้ายาเสพติดเสียชีวิต 4 ราย ในขณะที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่ไทยปลอดภัยทั้งหมด การตรวจค้นพบของกลางเป็นยาเสพติดจำนวนมหาศาล ดังนี้:

  • ยาบ้า: จำนวนกว่า 1,162,000 เม็ด
  • เฮโรอีน: น้ำหนักรวมประมาณ 7.7 กิโลกรัม
  • ฝิ่นดิบ: น้ำหนักรวมประมาณ 32 กิโลกรัม
  • อาวุธปืนแก๊ปและมีดอีกจำนวนหนึ่ง

ความสำเร็จในการยิงปะทะชายแดนแม่อาย ทหารวิสามัญแก๊งยาเสพติดดับ 4 ศพ ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเสียสละและการเตรียมพร้อมของกองกำลังผาเมืองที่ดูแลความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชนไทยอย่างไม่ย่อท้อ แม้ว่าขบวนการค้ายาเสพติดจะมีความพยายามหาเส้นทางใหม่ๆ ในการนำสิ่งผิดกฎหมายเข้ามาตลอดเวลา แต่การป้องกันที่เข้มแข็งเช่นนี้คือด่านหน้าสำคัญที่จะช่วยลดการแพร่กระจายของยาเสพติดเข้าสู่พื้นที่ตอนในได้เป็นอย่างดี

เราขอเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญ ทั้งนี้ การปราบปรามยาเสพติดไม่ใช่แค่เรื่องของทหารหรือตำรวจเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องที่คนไทยทุกคนต้องร่วมมือกันเป็นหูเป็นตา หากพบเห็นสิ่งผิดปกติในพื้นที่ ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ทันทีเพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยให้คนรุ่นหลังของเรา

ที่มา – ยิงปะทะชายแดนแม่อาย ทหารเป่าแก๊งยาเสพติดดับ 4 ยึดยาบ้า 1.1 ล้านเม็ด เฮโรอีน 7.7 กิโลกรัม

ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ประกอบพิธีถวายน้ำสรงพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

บรรยากาศทั่วไทย: ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ประกอบพิธีถวายน้ำสรงพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

เป็นช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้าของพสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศ เมื่อทราบข่าวประกาศสำนักพระราชวังเกี่ยวกับการสิ้นพระชนม์ของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ส่งผลให้ข้าราชการและประชาชนในทุกจังหวัดได้พร้อมใจกันจัดงานสำคัญขึ้นอย่างสมพระเกียรติ โดยมีหน่วยงานส่วนกลางประสานงานให้ทุกจังหวัดจัดสถานที่ เพื่อให้ประชาชนได้ร่วมใจกันแสดงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ โดยกิจกรรมหลักที่เกิดขึ้นคือการที่ ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ประกอบพิธีถวายน้ำสรงพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา เบื้องหน้าพระรูปอย่างเป็นทางการ

จากการรายงานของนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้แจ้งแนวทางปฏิบัติไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย ให้ดำเนินการจัดเตรียมพิธีถวายน้ำสรงและถวายสักการะพระศพในสถานที่ที่จังหวัดกำหนด ทำให้ภาพบรรยากาศในแต่ละพื้นที่เต็มไปด้วยความสงบและเรียบร้อย ประชาชนจำนวนมากต่างเดินทางมาเข้าร่วมพิธีด้วยความตั้งใจ เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความอาลัยและเป็นหนึ่งในการแสดงความกตัญญูที่ทุกคนในชาติมีต่อพระองค์ท่าน

ความร่วมมือของพสกนิกรในจังหวัดต่างๆ

ในพิธีที่จัดขึ้น ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ประกอบพิธีถวายน้ำสรงพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา ถือเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นที่เชียงใหม่ เชียงราย อุบลราชธานี หรือจังหวัดปัตตานี ทุกพื้นที่ต่างร่วมมือกันอย่างเข้มแข็ง โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • เชียงใหม่: ณ หอประชุม 80 พรรษา ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่เป็นประธานประกอบพิธี โดยมีพสกนิกรทุกหมู่เหล่าเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง
  • สุราษฎร์ธานี: จัดขึ้น ณ ศูนย์ราชการจังหวัด บรรยากาศเป็นไปอย่างสมพระเกียรติสูงสุด
  • หนองบัวลำภู: จัดพิธี ณ วัดพิศาลรัญญาวาส โดยมีทั้งข้าราชการและจิตอาสาพระราชทานร่วมถวายสักการะ
  • สมุทรสงคราม: ประชาชนและข้าราชการต่างพร้อมใจกันสวมชุดไว้ทุกข์ร่วมพิธีอย่างเนืองแน่น

ความสำเร็จของพิธีในแต่ละจังหวัด ไม่เพียงแต่แสดงถึงความจงรักภักดี แต่ยังสะท้อนถึงความสามัคคีของคนในชาติ ที่ต่างอยากเป็นส่วนหนึ่งในการบันทึกหน้าประวัติศาสตร์ด้วยการถวายความอาลัยแก่ ‘เจ้าหญิงแห่งความเมตตา’ ที่ทรงงานหนักเพื่อประชาชนและกลุ่มเปราะบางมาโดยตลอด การจัดเตรียมสถานที่และพิธีการอย่างสมพระเกียรตินี้ ถือเป็นกำลังใจให้คนไทยผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปด้วยกันด้วยความเข้มแข็ง

เหตุการณ์ในครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เห็นถึงความผูกพันอันใกล้ชิดระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์และพสกนิกรชาวไทย ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ห่างไกลเพียงใด แต่ใจของทุกคนนั้นมุ่งไปที่จุดเดียวกัน คือการน้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยด้วยความซาบซึ้งในพระกรุณาธิคุณที่พระองค์ได้ทรงสร้างคุณงามความดีให้กับสังคมไทยไว้อย่างมากมาย ขอให้ภาพความร่วมมือเหล่านี้คงอยู่ในความทรงจำของคนไทยตลอดไป

ที่มา – ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ประกอบพิธีถวายน้ำสรงพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

“สุชาติ” ชี้เผาป่าหาของต้นเหตุ PM2.5 รัฐหนุน พรบ.อากาศสะอาด

ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 กลับมาวิกฤตในภาคเหนือของไทยอีกครั้ง โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ที่ประชาชนต้องเผชิญกับอากาศเสีย สุขภาพเสี่ยงอันตรายจากมลพิษนี้ รัฐบาลเร่งแก้ไขหลายมาตรการ ล่าสุด “สุชาติ” ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ชี้แจงสาเหตุหลักและแนวทางแก้ไขอย่างชัดเจน

“สุชาติ” ชี้คนเผาป่าหาของเป็นต้นเหตุ PM2.5 ย้ำรัฐบาลหนุน พ.ร.บ. อากาศสะอาด

“สุชาติ” ชี้คนเผาป่าหาของเป็นต้นเหตุ PM2.5 ย้ำรัฐบาลหนุน พ.ร.บ. อากาศสะอาด ในการให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2567 นายสุชาติ ชมกลิ่น กล่าวถึงการลงพื้นที่เชียงใหม่ของนายกรัฐมนตรีเพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยมีรายงานจากทุกภาคส่วน เช่น กระทรวงกลาโหม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

ขณะนี้มีกำลังพลกว่า 6,000-7,000 นาย ลงพื้นที่ดับไฟป่า ปีนี้สถานการณ์แห้งแล้งรุนแรง ฝนทิ้งช่วง ทำให้ไฟป่าลุกลามง่าย สาเหตุหลักมาจากประชาชนที่เข้าไปเผาป่าหาของป่า มากกว่าไฟจากธรรมชาติ ซึ่งลดลงมาก รัฐบาลใช้เฮลิคอปเตอร์ดับไฟจากยอดเขา ลดฮอตสปอตได้จำนวนมาก แต่เจ้าหน้าที่เหนื่อยล้า ต้องทำงานกลางคืนเพื่อหลีกเลี่ยงฮีทสโตรก งบประมาณใช้จากรายได้อุทยานแห่งชาติภาคใต้

“สุชาติ” ชี้คนเผาป่าหาของเป็นต้นเหตุ PM2.5 ย้ำรัฐบาลหนุน พ.ร.บ. อากาศสะอาด

นายสุชาติ วอนประชาชนตระหนักถึงผลกระทบจากการเผาป่า ที่ก่อมลพิษต่อคนหมู่มาก กระทรวงทรัพยากรฯ จะบังคับใช้กฎหมายเข้มงวด กรมประชาสัมพันธ์ต้องสื่อสารผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด นายกฯ สั่งแก้ปัญหาหลายด้าน เช่น ห้องปลอดฝุ่นในโรงเรียนสำหรับนักเรียน

สำหรับการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ผู้ว่าราชการจังหวัดมีเกณฑ์ชัดเจนอยู่แล้ว การลงพื้นที่ของนายกฯ เป็นการให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ รัฐบาลผลักดัน “เชียงดาวโมเดล” ชวนชุมชนรอบป่ามาช่วยรักษาผืนป่า และหาทางเลือกให้คนหาของป่ามีรายได้จากแหล่งอื่น

รัฐบาลยินดีหนุน พ.ร.บ.อากาศสะอาดเต็มที่

รัฐบาลสนับสนุน พ.ร.บ.อากาศสะอาด 100% แม้ร่างกฎหมายค้างวาระ 2 ในวุฒิสภา กำลังพิจารณาความขัดแย้งบางประเด็น เช่น ไม่ป้องกันนายทุน แต่ต้องสมดุลกับการดึงดูดนักลงทุนผ่าน BOI ที่มีสิทธิประโยชน์มาก กฎหมายต้องไม่ขัด พ.ร.บ.การลงทุน

ประเด็นสำคัญที่ต้องดู เช่น การตีความ “กลุ่มเปราะบางทำงานกลางแจ้ง” วิธีเยียวยา และอัตราค่าปรับให้เหมาะสม กฎหมายต้องครอบคลุมทุกมิติ

นอกจากนี้ ปัญหา PM2.5 ส่งผลกระทบสุขภาพรุนแรง หายใจลำบาก โรคระบบทางเดินหายใจเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ สาเหตุหลักจาก

  • การเผาป่าหาของป่าและเกษตรกรรม
  • ควันจากยานพาหนะ
  • โรงงานอุตสาหกรรม
  • ฝุ่นข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน

รัฐบาลมีมาตรการเร่งด่วน เช่น เพิ่มการตรวจวัดคุณภาพอากาศ ส่งเสริมพืชคลุมดินแทนเผาไหม้ และรณรงค์ลดใช้รถส่วนตัว

สุดท้าย “สุชาติ” ชี้คนเผาป่าหาของเป็นต้นเหตุ PM2.5 ย้ำรัฐบาลหนุน พ.ร.บ. อากาศสะอาด เพื่ออนาคตอากาศบริสุทธิ์ ประชาชนช่วยกันงดเผาป่า เลือกทางเลือกยั่งยืน สนับสนุนกฎหมายนี้เพื่อสุขภาพทุกคน

เชิญชวนทุกท่านแชร์บทความนี้ เพื่อสร้างความตระหนักและลด PM2.5 ทั่วไทย!

ที่มา – “สุชาติ” ชี้คนเผาป่าหาของเป็นต้นเหตุ PM2.5 ย้ำรัฐบาลหนุน พ.ร.บ. อากาศสะอาด

คุมไฟป่า “อุทยานแห่งชาติศรีลานนา” สำเร็จ รัฐร่วมมือประชาชน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวโซเชียลที่รักธรรมชาติทุกคน! วันนี้มีข่าวดีมาบอกกันเลยนะครับ เรื่องคุมไฟป่า “อุทยานแห่งชาติศรีลานนา” สำเร็จเรียบร้อยแล้ว รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ร่วมกับประชาชนในพื้นที่ ช่วยกันดับไฟป่าได้ทันท่วงที โดยมีคำขวัญสำคัญคือ “งดเผาทุกกรณี” เพื่อป้องกันปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 ที่กำลังเป็นวิกฤตในภาคเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่

คุมไฟป่า “อุทยานแห่งชาติศรีลานนา” สำเร็จ ด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำ

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2567 นะครับ (หรือ 2569 ตามข่าว) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวว่า รัฐบาลใช้เทคโนโลยีดาวเทียมตรวจจับจุดความร้อน (Hotspot) จากดาวเทียม Suomi NPP ระบบ VIIRS พบจุดร้อนถึง 9 จุด ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติศรีลานนา ตำบลบ้านเป้า อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เวลา 01.43 น.

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการทันทีให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ส่งกำลังพลเข้าดับไฟ แม้พื้นที่จะเป็นป่าลึก เข้าถึงยากมาก เจ้าหน้าที่ต้องเดินเท้า วางแผนอย่างรอบคอบ กว่าจะถึงจุดเกิดเหตุได้ก็เวลา 13.10 น. และคุมไฟป่า “อุทยานแห่งชาติศรีลานนา” สำเร็จในเวลา 16.00 น. เท่านั้นเอง! พื้นที่เสียหายประมาณ 70 ไร่ เป็นป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณ

เจ้าหน้าที่รวม 24 นาย จากหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ และชุดสายตรวจ บูรณาการกำลังกันอย่างลงตัว แม้ภูมิประเทศจะเป็นอุปสรรคใหญ่ แต่การสั่งการรวดเร็วทำให้ไฟไม่ลุกลามไปมากกว่านี้ สุดยอดเลยครับ!

เทคโนโลยีดาวเทียม: หัวใจสำคัญในการคุมไฟป่า “อุทยานแห่งชาติศรีลานนา” สำเร็จ

ที่เจ๋งที่สุดคือการนำเทคโนโลยีมาใช้ครับ ข้อมูลจากดาวเทียมช่วยให้ “เห็นก่อน-ไปถึงเร็ว-ควบคุมได้ไว” แม้ในป่าทุรกันดาร ลดความเสี่ยงไฟลามวงกว้างได้เยอะมาก นี่คือยุคใหม่ของการดับไฟป่าในไทยเลย รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะช่วงวิกฤตฝุ่น PM2.5

  • ตรวจจับจุดร้อนแบบเรียลไทม์จากดาวเทียม
  • สั่งการเจ้าหน้าที่ทันที ลดเวลาตอบสนอง
  • ลดพื้นที่เสียหายและควันพิษ
  • บูรณาการหน่วยงานรัฐและชุมชน
  • เฝ้าระวัง 24 ชม. ป้องกันล่วงหน้า

สาเหตุไฟป่าและคำขอความร่วมมือจากรัฐบาล

จากการตรวจสอบเบื้องต้น สาเหตุเกิดจากการเข้าไปเก็บหาของป่าในพื้นที่ครับ ไม่ใช่จากการเผาโดยตรง แต่รัฐบาลกำชับให้เพิ่มการเฝ้าระวัง บังคับใช้กฎหมายเข้มงวด และสร้างความเข้าใจให้ชาวบ้าน รัฐบาลขอความร่วมมือประชาชนทุกคน “งดการเผาในทุกกรณี” ไม่ว่าจะเผาไร่ เผาหญ้า หรืออะไรก็ตาม เพราะไฟป่าทำลายระบบนิเวศ สร้างฝุ่นควัน ทำให้สุขภาพแย่

เพื่อนๆ ลองนึกภาพดูสิครับ ป่าเขียวขจีในอุทยานศรีลานนา ถ้าปล่อยให้ไฟไหม้หมด จะเหลือแต่ความเสียใจ ถ้าเราร่วมมือกัน รายงานจุดความร้อนผ่านแอปหรือสายด่วน ไฟป่าจะลดลงแน่นอน ในปีนี้ภาคเหนือเจอไฟป่าหนักมาก แต่ด้วยการทำงานแบบนี้ เราจะผ่านไปได้

ในฐานะคนไทยที่รักบ้านเกิด ผมเชื่อว่าการคุมไฟป่า “อุทยานแห่งชาติศรีลานนา” สำเร็จครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดี รัฐบาลนำเทคโนโลยีมาช่วย ประชาชนช่วยเฝ้าระวัง สุดท้ายทุกคนได้ประโยชน์ ขอเชิญชวนทุกท่านงดเผาเด็ดขาด ร่วมเป็นอาสาสมัครดับไฟป่า หรือแชร์ข่าวนี้เพื่อสร้างความตระหนัก ร่วมกันรักษาป่าไทยให้ยั่งยืนนะครับ!

ที่มา – คุมไฟป่า “อุทยานแห่งชาติศรีลานนา” สำเร็จ รัฐบาลประชาชนร่วมมือ “งดเผาทุกกรณี”

“ภัทรพงษ์” ซัดรัฐบาล PM2.5 ไฟป่า ล้มเหลว

“ภัทรพงษ์” ซัดรัฐบาล PM2.5 ไฟป่า ล้มเหลว กลายเป็นประเด็นร้อนในรัฐสภา เมื่อนายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ส.ส.เขต 8 เชียงใหม่ พรรคประชาชน อภิปรายต่อหน้าคณะรัฐมนตรีอย่างดุเดือด วันที่ 10 เมษายน 2569 ในวาระแถลงนโยบายตามมาตรา 162 รัฐธรรมนูญ เขาชี้ว่ารัฐบาลขาดความสามารถในการจัดการภัยพิบัติ โดยเฉพาะฝุ่นพิษ PM2.5 และไฟป่าที่กำลังระบาดหนักในภาคเหนือ ประชาชนต้องเผชิญอากาศเป็นพิษ สุขภาพทรุดโทรม แต่รัฐบาลกลับนิ่งเฉย

ฝุ่น PM2.5 คืออนุภาคขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน ที่ลอยกระจายในอากาศ สามารถเข้าสู่ปอดและกระแสเลือดได้ง่าย ก่อให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจ หัวใจวาย มะเร็งปอด โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ ในภาคเหนืออย่างเชียงใหม่ ค่าฝุ่นพุ่งทะลุ 500 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร สูงกว่ามาตรฐาน WHO กว่า 10 เท่า ไฟป่าเป็นต้นตอหลัก รัฐบาลถูกวิจารณ์หนักว่าทำงานไม่เป็น ไม่เตรียมงบ ไม่ปรับแผน

“ภัทรพงษ์” ซัดรัฐบาล PM2.5 ไฟป่า ล้มเหลว

“ภัทรพงษ์” ซัดรัฐบาล PM2.5 ไฟป่า ล้มเหลว โดยยกตัวอย่างชัดเจนว่ารัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ขาดภาวะผู้นำ ตั้งนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีทรัพยากรฯ มาดูแลสิ่งแวดล้อมทั้งที่เคยล้มเหลวมาก่อน เมื่อกันยายน 2568 เขาเตือนแล้วว่าจะจัดการมลพิษให้เสร็จใน 4 เดือน แต่จนถึงวันนี้ ฝุ่นยังหนักหน่วง ประชาชนภาคเหนือต้องสวมหน้ากากทุกวัน

ประเด็นหลักที่ “ภัทรพงษ์” วิจารณ์รัฐบาล

  • งบประมาณไม่พอ: งบปี 2569 จากรัฐบาลชุดก่อนแทบไม่มีสำหรับไฟป่า เขาเสนอใช้เงินงบกลาง ปลดล็อกสเปกท้องถิ่น แต่สุชาติไม่ทำ จนไฟป่าลุกลาม อ้างไม่มีงบแม้บาทเดียว
  • เขตควบคุมมลพิษไม่ครบ: เสนอขยายจาก 4 เป็น 9 จังหวัดภาคเหนือ แต่ไม่ดำเนินการ 9 จังหวัดนั้นค่าฝุ่นเกินเกณฑ์ภัยพิบัติตั้งแต่ 28 มี.ค. เชียงใหม่ขอ 310 ล้าน แต่ไม่อนุมัติ สุชาติยังอ้างกลัวกระทบท่องเที่ยว
  • ค่าตอบแทนดับเพลิงต่ำ: แค่ 240 บาท/วัน เจ้าหน้าที่เสี่ยงตาย 7 วันเสียชีวิต 4 ราย ในเชียงใหม่ แพร่ อุดรธานี
  • มลพิษข้ามแดน: ไม่จัดการข้าวโพดเผา เหมืองเพื่อนบ้านก่อน้ำเสีย ปนเปื้อนสารหนู แคดเมียม ในอาหาร
  • ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด: ถูกขวางด้วยเหตุผลเพิ่มต้นทุนอุตสาหกรรม ขัดหลัก OECD ที่รัฐบาลอยากเข้าร่วม

นายภัทรพงษ์ ย้ำว่ารัฐบาลไม่กล้าตัดสินใจ ผลักภาระให้ท้องถิ่น อนุทินไม่เคยบัญชาการเด็ดขาด รองนายกฯ ศุภจี ยังพูดว่าไม่คาดหวังนักท่องเที่ยวเหนือ 365 วัน แต่ลืมว่าประชาชนเหนืออยู่ที่นี่ทุกวัน ไม่มีเงินหนีฝุ่นได้ รัฐบาลต้องปรับวิธีคิดด่วน

ปัญหาฝุ่น PM2.5 ไม่ใช่แค่ฤดูเดียว แต่กระทบเศรษฐกิจ สุขภาพ การท่องเที่ยว รัฐบาลต้องเร่งประกาศเขตภัยพิบัติเต็มรูปแบบ จัดงบจริงจัง ร่วมมือประเทศเพื่อนบ้าน และผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาดตามหลักผู้ก่อมลพิษผู้จ่าย

ในมุมมองของเรา “ภัทรพงษ์” ซัดรัฐบาล PM2.5 ไฟป่า ล้มเหลว นำเสนอข้อเท็จจริงที่ประชาชนภาคเหนือรอคอย รัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบ อย่าปล่อยให้อากาศเป็นพิษกลายเป็นมรดกตกทอด คุณคิดว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหานี้ได้เมื่อไหร่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง!

ที่มา – “ภัทรพงษ์” ซัดรัฐบาลทำงานไม่เป็น จัดการฝุ่นพิษ PM2.5 ไฟป่า ล้มเหลว “อนุทิน” ไม่มีภาวะผู้นำ

กกต. ไฟเขียว องค์กรต่างประเทศ ร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้ง-ออกเสียงประชามติ

วันนี้เรามีข่าวสำคัญเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง เมื่อกกต. ไฟเขียว องค์กรต่างประเทศ ร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้ง-ออกเสียงประชามติในหลายจังหวัดทั่วประเทศ นี่ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงถึงความโปร่งใสและความเชื่อมั่นในระบบประชาธิปไตยของไทยเลยนะครับ

กกต. ไฟเขียว องค์กรต่างประเทศ ร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้ง-ออกเสียงประชามติ

คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ได้อนุมัติให้ผู้แทนจากต่างประเทศและองค์กรนานาชาติเข้ามาสังเกตการณ์การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ และการออกเสียงประชามติที่กำหนดจัดในวันเดียวกัน คือวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ข่าวนี้ประกาศออกมาเมื่อวันที่ 31 มกราคม เวลา 14.30 น. โดยสำนักงาน กกต. ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับกระบวนการเลือกตั้งของเรา

เริ่มจากสถานเอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย ส่งผู้แทนมา 3 คน เพื่อสังเกตการณ์ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ส่วนสถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย ส่งผู้แทนถึง 15 คน ครอบคลุม 6 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ นนทบุรี บุรีรัมย์ พะเยา และพระนครศรีอยุธยา นอกจากนี้ยังมีมูลนิธิอันเฟรล (Asian Network for Free Elections: ANFREL) ซึ่งเป็นองค์กรชื่อดังด้านการเลือกตั้งในเอเชีย ส่งผู้แทน 25 คน เข้าสังเกตการณ์ทั้งวันเลือกตั้งล่วงหน้า 1 ก.พ. 2569 และวันหลัก 8 ก.พ. 2569 ในพื้นที่ถึง 32 จังหวัด

จังหวัดที่องค์กรต่างประเทศจะสังเกตการณ์

สำหรับ ANFREL จะครอบคลุมจังหวัดหลักๆ ดังนี้:

  • กรุงเทพมหานคร
  • ขอนแก่น
  • ฉะเชิงเทรา
  • ชลบุรี
  • ชุมพร
  • เชียงราย
  • เชียงใหม่
  • นครนายก
  • นครราชสีมา
  • นครศรีธรรมราช
  • นครสวรรค์
  • นนทบุรี
  • บุรีรัมย์
  • ปทุมธานี
  • ปัตตานี
  • พะเยา
  • พัทลุง
  • พิษณุโลก
  • มหาสารคาม
  • ระยอง
  • ราชบุรี
  • ลำพูน
  • ศรีสะเกษ
  • สงขลา
  • สมุทรปราการ
  • สมุทรสงคราม
  • สมุทรสาคร
  • สุราษฎร์ธานี
  • หนองคาย
  • พระนครศรีอยุธยา
  • อุดรธานี
  • อุบลราชธานี

การที่กกต. ไฟเขียว องค์กรต่างประเทศ ร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้ง-ออกเสียงประชามติแบบนี้ แสดงให้เห็นถึงมาตรฐานสากลที่ไทยยึดถือ สำนักงาน กกต. ประจำจังหวัดแต่ละแห่งจะอำนวยความสะดวกให้ผู้สังเกตการณ์เหล่านี้อย่างเต็มที่ ตามกฎหมายที่กำหนด เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นธรรม

ทำไมการมีผู้สังเกตการณ์ต่างชาติจึงสำคัญ? เพราะพวกเขาจะช่วยตรวจสอบกระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่การลงคะแนนล่วงหน้า การนับคะแนน ไปจนถึงการประกาศผล ช่วยลดข้อกังวลเรื่องการทุจริต และเพิ่มความมั่นใจให้ประชาชนและนานาชาติ หากไม่มีปัญหาใหญ่ ก็จะเป็นภาพลักษณ์ที่ดีต่อประเทศไทยในเวทีโลก

นอกจากนี้ ยังช่วยให้เราเรียนรู้แนวปฏิบัติที่ดีจากต่างประเทศ เช่น จากแคนาดาและอังกฤษที่ระบบเลือกตั้งเข้มแข็ง หรือจาก ANFREL ที่มีประสบการณ์ในภูมิภาคเอเชียหลายประเทศ การเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องภายใน แต่เป็นโอกาสแสดงศักยภาพของไทยด้วย

ในมุมมองของผม การตัดสินใจของ กกต. ครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญที่ช่วยยกระดับคุณภาพการเลือกตั้งไทยให้เทียบเท่านานาชาติ หากคุณกำลังสนใจข่าวการเมืองหรืออยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ลองติดตามบล็อกนี้ต่อไปนะครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ เพื่อช่วยกระจายข้อมูลที่ถูกต้อง

สุดท้ายแล้ว การเลือกตั้งที่โปร่งใสจะนำไปสู่ผู้นำที่แท้จริงของประชาชน หวังว่าทุกคนจะไปใช้สิทธิ์กันเยอะๆ ในวันที่ 8 ก.พ. นี้!

ที่มา – กกต. ไฟเขียว องค์กรต่างประเทศ ร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้ง-ออกเสียงประชามติ

ปชน. ส่งแกนนำให้กำลังใจ วันรับสมัคร สส.เขต

พรรคประชาชนเตรียมส่งแกนนำลงพื้นที่ให้กำลังใจในวันรับสมัคร สส.เขตพรุ่งนี้ โดยจะกระจายกำลังพลไปทั่วทุกภาคของประเทศ โดยมีนาย “เท้ง” นำทีมในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ 7 โมงเช้าที่สนามกีฬาเวสน์ 2 นอกจากนี้ “ไหม” จะลงพื้นที่บุรีรัมย์ และ “วีระยุทธ” นำทีมผู้สมัคร สส.ภูเก็ต

วันที่ 26 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคประชาชนว่า ในวันรับสมัคร สส.เขตแบบแบ่งเขตพรุ่งนี้ (27 ธ.ค.) พรรคประชาชนจะใช้ยุทธวิธีดาวกระจาย โดยส่งแกนนำพรรคลงพื้นที่เพื่อให้กำลังใจผู้สมัครในแต่ละภูมิภาค

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จะนำผู้สมัคร สส.กทม. ไปสมัครที่อาคารกีฬาเวสน์ 2 กทม. ในเวลา 07.00 น. โดยคาดว่าจะเดินทางโดยรถเมล์เช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา ส่วน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 2 จะไปให้กำลังใจผู้สมัครที่จังหวัดบุรีรัมย์ และนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 3 จะนำทีมที่จังหวัดภูเก็ต

ขณะที่นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรค จะเดินทางไปที่จังหวัดสุรินทร์และศรีสะเกษ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรค จะไปที่จังหวัดระยองและจันทบุรี น.ส.รักชนก ศรีนอก อดีต สส.กทม. จะไปที่จังหวัดชลบุรี และนายชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน จะให้กำลังใจผู้สมัครที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของนายชัยธวัชด้วย

ปชช. ส่งแกนนำให้กำลังใจ วันรับสมัคร สส.เขต

การกระจายกำลังพลของพรรคประชาชนในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความพร้อมของพรรคในการลงสนามเลือกตั้งที่จะมาถึงในเร็วๆ นี้ การที่แกนนำพรรคลงพื้นที่ไปให้กำลังใจผู้สมัคร สส. ในแต่ละเขตนั้น เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้สมัคร และยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของพรรคต่อผู้สมัครในทุกระดับ

พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นอย่างมาก การส่งแกนนำไปให้กำลังใจผู้สมัครในวันรับสมัคร สส.เขต เป็นเพียงหนึ่งในยุทธศาสตร์ที่พรรคเตรียมไว้สำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง พรรคยังคงเดินหน้าทำงานอย่างหนักเพื่อนำเสนอนโยบายและแนวทางในการพัฒนาประเทศให้กับประชาชน เพื่อให้ประชาชนได้มีข้อมูลที่เพียงพอในการตัดสินใจเลือกผู้แทนที่เหมาะสมที่สุด

การเตรียมความพร้อมในวันรับสมัคร สส.เขต

การเตรียมความพร้อมสำหรับการลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเอกสารที่ใช้ในการสมัคร การเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน หรือการเตรียมทีมงานสนับสนุน การเตรียมตัวที่ดีจะช่วยให้การลงสมัครเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

  • ตรวจสอบเอกสารให้ครบถ้วน: ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเอกสารทุกอย่างที่ต้องใช้ในการสมัครนั้นถูกต้องและครบถ้วน
  • เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการสัมภาษณ์: เตรียมคำตอบสำหรับคำถามที่คาดว่าจะถูกถามโดยสื่อมวลชน
  • เตรียมทีมงานสนับสนุน: มีทีมงานที่พร้อมช่วยในทุกด้าน ตั้งแต่การประชาสัมพันธ์ไปจนถึงการประสานงาน

พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับทุกขั้นตอนของการเลือกตั้ง และพร้อมที่จะสนับสนุนผู้สมัคร สส. ทุกคนอย่างเต็มที่ เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

พรรคประชาชนมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศไทย และเชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นโอกาสสำคัญในการนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

การตัดสินใจของประชาชนในการเลือกผู้แทนที่เหมาะสม จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของประเทศ ดังนั้นจึงขอเชิญชวนให้ประชาชนทุกคนออกมาใช้สิทธิ์ใช้เสียงของท่านในการเลือกตั้งที่จะมาถึง

การที่พรรคแกนนำกระจายกันไปให้กำลังใจตามภาคต่างๆนั้น นอกจากจะเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้ผู้สมัครแล้ว ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของพรรคที่จะรับฟังปัญหาของพี่น้องประชาชนในทุกพื้นที่อย่างทั่วถึง

วันรับสมัคร สส.เขต คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคประชาชนพร้อมที่จะเดินหน้าต่อไปอย่างเต็มกำลัง

ที่มา – ปชน. ส่งแกนนำกระจายทุกภาค ให้กำลังใจวันรับสมัคร สส.เขต พรุ่งนี้ ส่วน “เท้ง” นำทีม กทม.

“อนุทิน” ย้ำ อำนาจตัดสินใจยุบสภา อยู่ที่นายกฯ

“อนุทิน” ไม่ทราบกระแสข่าวยุบสภากลางเดือน ธ.ค. มาจากไหน บอกประเมินไปก็ป่วยการ เสียเวลาทำงานเปล่า ยันถ้าตัวนายกฯ ไม่ยุบ ก็คือไม่ยุบ เพราะเป็นอำนาจภายใต้รัฐธรรมนูญ

วันที่ 20 พ.ย. 2568 เมื่อเวลา 11.45 น. ที่กองบัญชาการตำรวจภูธร ภาค 5 จ.เชียงใหม่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกระแสข่าวการยุบสภา ช่วงกลางเดือนธ.ค. ก่อนไทม์ไลน์ 31 ม.ค. 2569 มองว่ามีนัยอะไรหรือไม่ ว่า กระแสข่าวนั้นไม่ทราบว่ามาจากไหน จึงไม่รู้จะตอบอย่างไร ความเป็นนายกฯต่างจากนายกฯ คนอื่นๆ คือ ทรงไว้ซึ่งอำนาจการทูลเกล้าฯ ออกพระราชกฤษฎีกายุบสภา ส่วนกระแสข่าวจะออกมาอย่างไรก็แล้วแต่ ตัวนายกฯเขาไม่ยุบ ก็คือไม่ยุบ หรือจะไม่มีกระแสข่าว แต่นายกฯเห็นว่า ควรจะยุบก็ยุบ ตรงนี้เป็นสิทธิและเป็นอำนาจที่นายกฯ มีอยู่แล้ว ภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่อย่างไร ก็ทำงานทุกวัน ไม่มีปัญหาอะไร เมื่อถามว่า มีการประเมินหรือไม่ ว่ากระแสข่าวมาได้อย่างไร นายกฯ กล่าวว่า ประเมินไปก็ป่วยการ เสียเวลาทำงานเปล่าๆ

“อนุทิน” ย้ำ อำนาจตัดสินใจยุบสภา อยู่ที่นายกฯ

สถานการณ์ทางการเมืองในช่วงนี้เต็มไปด้วยข่าวลือและการคาดการณ์ต่างๆ นานา โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องการยุบสภา ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางกระแสข่าวที่แพร่สะพัด “อนุทิน ชาญวีรกูล” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาเน้นย้ำถึงอำนาจการตัดสินใจในเรื่องนี้ว่าเป็นของนายกรัฐมนตรีแต่เพียงผู้เดียว

อำนาจการยุบสภาเป็นของนายกฯ

นายอนุทินกล่าวว่าเขาไม่ทราบที่มาของกระแสข่าวเรื่องการยุบสภาในเดือนธันวาคม และมองว่าการประเมินข่าวลือดังกล่าวเป็นเรื่องเสียเวลา พร้อมทั้งยืนยันว่า หากนายกรัฐมนตรีไม่ได้มีดำริที่จะยุบสภา การยุบสภาก็จะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน เนื่องจากอำนาจในการตัดสินใจเรื่องนี้เป็นของนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ

  • รัฐธรรมนูญ: ให้อำนาจนายกฯในการตัดสินใจ
  • กระแสข่าว: ไร้ประโยชน์ หากนายกฯไม่เห็นชอบ
  • การทำงาน: ยังคงดำเนินต่อไป แม้มีข่าวลือ

ท่าทีของนายอนุทินเป็นการตอกย้ำถึงความเป็นเอกสิทธิ์ของนายกรัฐมนตรีในการตัดสินใจเรื่องสำคัญทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยุบสภา ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้มีการเลือกตั้งใหม่ และประชาชนได้มีสิทธิในการเลือกผู้แทนของตนเองอีกครั้ง

แม้จะมีกระแสข่าวลือเกี่ยวกับการยุบสภาออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่การทำงานของรัฐบาลยังคงดำเนินต่อไป โดยไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่านายกรัฐมนตรีมีความประสงค์ที่จะยุบสภาในเร็วๆ นี้ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความไม่แน่นอน และอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา สิ่งสำคัญคือประชาชนควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจ

การออกมาให้ความเห็นของนายอนุทินในครั้งนี้ ถือเป็นการเคลียร์ประเด็นที่อาจสร้างความสับสนให้กับประชาชน และยืนยันถึงอำนาจการตัดสินใจที่แท้จริงในประเด็นทางการเมืองที่สำคัญนี้ การที่นายกรัฐมนตรีมีอำนาจในการยุบสภา ถือเป็นกลไกสำคัญในระบอบประชาธิปไตย ที่เปิดโอกาสให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้เมื่อถึงเวลาอันสมควร

ดังนั้น การติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิดและการทำความเข้าใจถึงอำนาจและหน้าที่ของแต่ละฝ่าย จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ประชาชนสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศต่อไป

ที่มา – “อนุทิน” ย้ำ อำนาจตัดสินใจยุบสภา อยู่ที่นายกฯ เมินพวกปล่อยข่าว

Scroll to top