จัดตั้งรัฐบาล

“หมอวาโย” กลัว สว. ขู่กลางสภา หลังแฉคดีฮั้ว

ในเหตุการณ์ที่สร้างความฮือฮาในวงการการเมืองไทยล่าสุด “หมอวาโย” หรือ นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาเปิดเผยความรู้สึกหลังจากถูกขู่อวดกลางสภา ระหว่างการอภิปรายนโยบายรัฐบาล โดยเฉพาะประเด็นคดีฮั้ว สว. ที่เขาพยายามนำเสนอข้อมูลสำคัญ แต่ถูกประท้วงและเบรกการพูดอย่างกะทันหัน เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความตึงเครียดในสภาฯ แต่ยังเป็นเครื่องชี้วัดถึงปัญหาความโปร่งใสในการเลือกตั้ง สว. ที่ยังค้างคาในใจประชาชน

“หมอวาโย” บอก ผมกลัว สว. ขู่กลางสภา หลังอภิปรายคดีฮั้ว สว.

เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 เวลา 17.00 น. ที่รัฐสภา นพ.วาโย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์ดังกล่าว โดยยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า “ผมกลัว” เพราะตนเป็นผู้ชายตัวเล็กๆ ที่อาจล้มได้ง่ายหากถูกผลัก แม้จะพยายามชวนเพื่อนๆ ไปรอที่ห้องอาหารเพื่อความปลอดภัย แต่ สว. ที่ขู่อวดกลับไม่มาเจอหน้า เขายังเย้ยกลับว่าถ้าจะเจอให้ออกมานอกสภา แต่สุดท้ายก็ไม่เห็นวี่แวว นพ.วาโย ยืนยันว่าเนื้อหาการอภิปรายของเขาอยู่ในกรอบญัตติถามนโยบายรัฐบาล แต่ถูก สว. ประท้วงตั้งแต่ยังพูดไม่จบ จนประธานสภาตัดสินใจไม่ให้พูดต่อ ทำให้เขาต้องสรุปสั้นๆ เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลเบื้องต้น

น่าเสียดายที่ข้อมูลที่เตรียมมาอย่างละเอียดกว่า 50% ยังไม่ได้นำเสนอ แต่ นพ.วาโย สัญญาว่าจะหาวาระใหม่เพื่อเปิดเผยข้อมูลชุดนี้ต่อไป โดยเฉพาะหลักฐานทางคณิตศาสตร์และวิเคราะห์ข้อมูลที่ชี้ถึงความผิดปกติในการเลือกตั้ง สว. เช่น โพยที่มีเลข 80 กว่าตัว ซึ่งกลายเป็น สว. ทุกคนราวกับเป็นการพยากรณ์อนาคต เขาตั้งสมมติฐานว่าการฮั้วครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่มีน้ำหนักจากข้อมูลหลายชั้นที่ซ้อนทับกันอย่างน่าประหลาด

ข้อมูลชั้นลึก: เส้นเงินและการโทรศัพท์ที่โยงใยคดีฮั้ว สว.

นพ.วาโย อธิบายเพิ่มเติมถึงข้อมูลที่ถูกเบรก โดยชี้ว่า ชั้นข้อมูลแรกคือโพยที่ประชาชนเข้าถึงได้ ชั้นที่สองคือเส้นทางการเงิน ชั้นที่สามคือบันทึกการโทรศัพท์ในรอบเดือน และชั้นที่สี่คือรูปแบบการโหวตที่ซ้ำกันแบบผิดปกติ เช่น 21 ใบโหวตเหมือนกันทั้งแผง ซึ่งความน่าจะเป็นต่ำกว่าการถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 เขาใช้เครื่องมือคณิตศาสตร์วิเคราะห์ข้อมูลดิบบางส่วนจาก iLaw และข้อมูลที่ประชาชนส่งมา รวมถึงภาพที่ชัดเจนกว่าของ กกต. ด้วย

สำหรับคำถามว่า ข้อมูลเหล่านี้โยงไปถึงพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นพ.วาโย ชี้ว่า จากข้อมูลที่มี ไม่ถึงขั้นนั้น แต่มีโพยหลายเวอร์ชันที่หลุดออกมา เช่น ในห้องน้ำ ซึ่งชี้ถึงความผิดปกติจริงๆ เขาเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล รับผิดชอบตามนโยบาย ไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม โดยคดีนี้อยู่ในขั้นตอนที่ 3 ของ กกต. แล้ว แต่สำนวนยังค้างอยู่

  • หลักฐานสำคัญ: โพยเลขที่ตรงกับ สว. ที่ได้เลือก
  • การวิเคราะห์: เส้นเงินและโทรศัพท์ที่ซ้อนทับ 4 ชั้น
  • ผลกระทบ: ชี้ถึงการฮั้วที่อาจมีน้ำหนักทางวิทยาศาสตร์

นพ.วาโย ยังย้ำว่า พรรคประชาชนพร้อมตรวจสอบต่อ หากนายกฯ ให้คำสัญญา และหวังว่าการยุบสภาจะเป็นทางออกให้ประชาชนได้เลือกตั้งใหม่เพื่อรัฐบาลที่มั่นคง แม้จะกังวลเรื่องการยุบคดี แต่เชื่อว่านโยบายรัฐบาลจะไม่เข้าไปยุ่ง

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงเป็นเรื่องส่วนตัวของ “หมอวาโย” แต่สะท้อนปัญหาใหญ่ของระบบการเมืองไทยที่ประชาชนควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและยุติธรรม

ในฐานะนักการเมืองรุ่นใหม่ นพ.วาโย แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญในการต่อสู้เพื่อความจริง หากคุณสนใจประเด็นการเมืองและคดีฮั้ว สว. นี้ ลองติดตามอัปเดตเพิ่มเติมจากเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญที่อาจเปลี่ยนแปลงอนาคตการเมืองไทย

ที่มา – “หมอวาโย” บอก ผมกลัว สว. ขู่กลางสภา หลังอภิปรายคดีฮั้ว สว. ยันเปิดข้อมูลต่อแน่

“จุรินทร์” ชี้ รัฐบาลอนุทิน “หนูตกถังข้าวสาร”

ในวันที่ 29 กันยายน 2568 ที่รัฐสภา นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวอภิปรายต่อที่ประชุมอย่างน่าสนใจ โดยชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังอยู่ในสถานะ “หนูตกถังข้าวสาร” จากการที่ได้เก้าอี้รัฐมนตรีแบ่งกันเหลือเฟือ และมีงบประมาณพร้อมใช้ทันที นายจุรินทร์ ยังบอกว่านายกรัฐมนตรี “นายแน่มาก” ที่กล้าตั้งรัฐมนตรีบางคน ซึ่งรัฐบาลชุดที่แล้วยังไม่กล้าตั้งด้วยซ้ำ

“จุรินทร์” ชี้ รัฐบาลอนุทิน “หนูตกถังข้าวสาร” บอกแน่มากกล้าตั้ง รมต.

นายจุรินทร์ เริ่มต้นด้วยการยินดีกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายอนุทินและคณะรัฐมนตรีทั้งหมด โดยมองว่านี่คือ “นโยบายควิกวิน” ที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่ยังไม่แถลงนโยบายเสียด้วยซ้ำ พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะฝ่ายค้าน จะทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเป็นกลาง ไม่มีอคติหรือความแค้นใดๆ แต่จะค้านตามเนื้อผ้าเพื่อประโยชน์ของประชาชน ร่วมกับพรรคร่วมฝ่ายค้านทุกพรรค

นโยบายรัฐบาลชุดนี้มี 7 หน้า 5 หมวด ซึ่งเขียนกว้างๆ เหมือนมหาสมุทร ไม่เฉพาะเจาะจงมากนัก เพราะเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจที่วางรากฐานไว้สำหรับอนาคต แต่สิ่งที่น่าสะดุดใจคือ นโยบายหาเสียงก่อนเลือกตั้งหลายเรื่องหายตัวไปจากนโยบายนี้ ทำให้ต้องตั้งคำถามและข้อเสนอแนะเพื่อประโยชน์ภาพรวม

ดักทางรัฐบาล ไม่ใช่ 3 ข้อจำกัด แต่มี 4 แต้มต่อ

ประเด็นแรกที่นายจุรินทร์ชี้ให้เห็นคือ คำตัดพ้อของรัฐบาลในนโยบายหน้าที่ 2 ที่ระบุข้อจำกัด 3 ข้อ ได้แก่ เวลาจำกัด ไม่ได้จัดทำงบประมาณ และเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยหรือ “รัฐบาลเป็ดง่อย” จากการเมืองที่พิสดาร รัฐบาลนี้โทษใครไม่ได้เพราะเลือกทางนี้เอง นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นนักธุรกิจ คงคำนวณแล้วว่าคุ้มค่า เพราะแลกกับตำแหน่งนายกฯ และการจัดตั้งรัฐบาล ฝ่ายหนึ่งได้นายกฯ อีกฝ่ายได้ยุบสภาและแก้รัฐธรรมนูญ

ถึงเวลาจะเป็นข้อจำกัด แต่รัฐบาลนี้อาจอยู่ได้ถึง 9 เดือน ไม่ใช่แค่ 4 เดือน นายจุรินทร์มองว่ามี 4 แต้มต่อมากกว่า: 1. ผู้ที่ลงคะแนนให้นายกฯ โดยไม่ขอเก้าอี้รัฐมนตรี ทำให้ “หนูตกถังข้าวสาร” มีเก้าอี้เหลือเฟือ 2. มีงบเหลือปี 2568 กว่า 60,000 ล้านบาท และงบ 2569 อีก 3.78 ล้านล้านบาท รวมงบฉุกเฉิน 98,000 ล้านบาท 3. มีนโยบายสำเร็จรูปจาก MOA 5 ข้อที่ทำได้ทันที 4. เหลือแค่คิดเอง 3 เรื่อง คือ นโยบายแถลง การจัดครม. และการทำให้สำเร็จ MOA อาจลืมปัญหาประชาชน แต่ไม่มีผลผูกพันรัฐสภา

ชม รมต.คนนอก ติ โควตา กลุ่มการเมืองหวยล็อก

การจัดคณะรัฐมนตรีเป็นหัวใจสำคัญ เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับนโยบาย ครม.ชุดนี้มีเก้าอี้เหลือเฟือ แบ่งเป็นคนในจากโควตาพรรค และคนนอก นายจุรินทร์ชมว่านายกฯ แน่มากที่กล้าตั้งรัฐมนตรีที่รัฐบาลที่แล้วไม่กล้า เพราะกลัวซ้ำรอยอดีตนายกฯ สำหรับคนนอก หลายตำแหน่งดีเยี่ยม ถูกฝาทุกตัว แต่บางตำแหน่งทำให้ครม.กระดำกระด่าง นายกฯ คงรู้ในใจ จากการเปิดตัวคนนอกเกือบทุกคน แต่บางตำแหน่งทำลับๆ ล่อๆ จนสุดท้ายหวยล็อกออกมา

สำหรับนโยบาย 7 หน้า 5 หมวด นายจุรินทร์ติง 6 ประเด็นหลัก: 1. โจทย์ประเทศลืมภัยที่ 5 คือคอร์รัปชั่นซึ่งเป็นต้นตอ 2. แก้รัฐธรรมนูญ ถ้าศาลให้แก้ทั้งฉบับแต่ไม่แตะหมวด 1-2 รัฐบาลจะสนับสนุนไหม และมาตรา 60 เรื่องคุณสมบัติซื่อสัตย์ ถ้ากลับหลังหน้ากาก รัฐบาลจะสนับสนุนหรือไม่ 3. ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา จะเอาของที่เสียไปคืนยังไง จัดการบ่อนเขมรล้ำแดนอย่างไร และ MOU 43 หรือ 44 จะทำประชามติเมื่อไหร่ 4. เกษตรกร 9 เดือนพอคลายทุกข์ไหม นโยบายข้าวเกวียน 12,000 บาท มัน 4 บาท/กก. หายไป ต้องจัดการราคาข้าว มันสำปะหลัง ปาล์ม ข้าวโพด ผลไม้ที่ตกต่ำ

5. รักษานิติธรรมเคร่งครัด เจ้าพนักงานใช้กฎหมายเพื่อการเมืองผิดวินัยและอาญา รัฐบาลจะจัดการเด็ดขาดไหม รวมถึงกรมราชทัณฑ์และ DSI ที่ค้างคดีนักการเมือง ถ้ายังทำต่อจะผิดนโยบายนี้หรือไม่ 6. ฝาก 5 คาถา: 6.1 อย่าลืมคำถวายสัตย์ อย่าโกง อาวุธมีไว้รบเขมรไม่ใช่ทิ้งก่อนยุบสภา 6.2 อย่าเล่นพรรคเล่นพวกโยกย้ายขรก. ทำลายอนาคตประเทศ 6.3 อย่าเลือกปฏิบัติ พัฒนาทุกพื้นที่ไม่ใช่แค่ที่เลือกเรา 6.4 อย่าลุแก่อำนาจซ้ำรอยอดีต 6.5 อย่าแทรกแซงยุติธรรม เป็นของแสลงยิ่ง ถ้าทำได้ รัฐบาลจะรอด

การอภิปรายของนายจุรินทร์นี้สะท้อนมุมมองฝ่ายค้านที่ต้องการตรวจสอบเพื่อประชาชน หากรัฐบาลนำไปปรับใช้ จะช่วยให้การบริหารมีประสิทธิภาพมากขึ้น คุณคิดว่านโยบายชุดนี้จะแก้ปัญหาประเทศได้จริงหรือไม่ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ

ที่มา – “จุรินทร์” ชี้ รัฐบาลอนุทิน “หนูตกถังข้าวสาร” บอกแน่มากกล้าตั้ง รมต. ที่รัฐบาลที่แล้วยังไม่กล้า

ถ่ายทอดสดประชุมรัฐสภา อนุทินแถลงนโยบายรัฐบาล

ถ่ายทอดสดประชุมรัฐสภา อนุทินแถลงนโยบายรัฐบาล

ในวันที่ 29 กันยายน 2568 นี้ ถ่ายทอดสดประชุมรัฐสภา “อนุทิน” นำแถลงนโยบายรัฐบาล ลุยแก้ปัญหา 4 ด้าน กำลังเป็นที่จับตามองของประชาชนทั่วประเทศ การประชุมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งจะนำคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและคืนความสุขให้กับพี่น้องประชาชนไทย

การถ่ายทอดสดประชุมรัฐสภา จะเริ่มต้นตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป ในวาระพิเศษตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยกำหนดกรอบการแถลงและอภิปรายไว้ 2 วัน คือ 29-30 กันยายน 2568 หลังจากที่นายอนุทินและคณะรัฐมนตรีได้เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา นโยบายที่แถลงมีทั้งหมด 7 หน้า เน้นการแก้ไขปัญหาหลัก 4 ด้าน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

ถ่ายทอดสดประชุมรัฐสภา “อนุทิน” นำแถลงนโยบายรัฐบาล ลุยแก้ปัญหา 4 ด้าน

รัฐบาลชุดใหม่ภายใต้นายอนุทิน มุ่งเน้นนโยบายที่ตอบโจทย์ปัญหาเร่งด่วนของชาติ โดยเริ่มจากการประชุมรัฐสภาที่ถ่ายทอดสดให้ประชาชนติดตามได้ทั่วประเทศ คำแถลงนโยบายนี้ไม่เพียงแต่เป็นพิธีการ แต่ยังเป็นแผนงานชัดเจนที่จะนำไปปฏิบัติจริง เพื่อลดความเดือดร้อนและสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับทุกภาคส่วน

นโยบายเศรษฐกิจ: ลดค่าครองชีพ สร้างความเข้มแข็ง

ด้านแรกที่รัฐบาลให้ความสำคัญคือ นโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งมุ่งลดค่าครองชีพและรายจ่ายของประชาชน โดยโครงการเด่นอย่าง “คนละครึ่งพลัส” จะถูกขยายเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในชุมชน ส่งเสริมพลังงานทดแทนเพื่อลดค่าไฟฟ้าและน้ำมัน ลดต้นทุนการขนส่งและการเดินทาง นอกจากนี้ ยังแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ โดยควบคุมราคาให้สมเหตุสมผล ลดต้นทุนการผลิต และป้องกันสินค้าลักลอบนำเข้าที่กระทบเกษตรกรไทย การดำเนินการเหล่านี้จะช่วยให้เศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็ง ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น และลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำในสังคม

นโยบายความมั่นคงและการต่างประเทศ: รักษาอธิปไตย

สำหรับ นโยบายความมั่นคงและการต่างประเทศ รัฐบาลจะผสานมาตรการทางการทูตกับกำลังทหาร เพื่อปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ โดยเฉพาะกรณีพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา การเจรจาแบบสองฝ่ายจะถูกเร่งรัด เพื่อหาทางออกที่ยั่งยืน ขณะเดียวกัน จะเสริมสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านและนานาชาติ เพื่อดึงดูดการลงทุนและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ นโยบายนี้จะช่วยรักษาความสงบสุขบริเวณชายแดน และเพิ่มน้ำหนักในการทูตของไทยบนเวทีโลก

นโยบายแก้ภัยพิบัติ: ช่วยเหลือทันใจ

ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในประเทศไทย ทำให้ นโยบายแก้ภัยพิบัติและช่วยเหลือประชาชน เป็นหัวใจสำคัญ รัฐบาลจะปรับปรุงระบบเตือนภัยให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น แอปพลิเคชันแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ และเพิ่มงบประมาณสำหรับมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ทุกขั้นตอนจะโปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อให้ความช่วยเหลือถึงมือผู้เดือดร้อนอย่างรวดเร็วและ公平 การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานป้องกันภัย เช่น เขื่อนและระบบระบายน้ำ จะลดความเสียหายในอนาคต และสร้างความมั่นใจให้ประชาชน

นโยบายป้องกันปัญหาสังคม: กวาดล้างอาชญากรรม

สุดท้าย นโยบายป้องกันปัญหาสังคมและอาชญากรรม จะปราบปรามยาเสพติด การพนันออนไลน์ และเครือข่ายสแกมเมอร์อย่างจริงจัง โดยใช้กำลังตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมมือกัน สำหรับเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ จะห้ามมีคาสิโนเด็ดขาด เพื่อป้องกันการฟอกเงินและปัญหาสังคมที่ตามมา นอกจากนี้ จะส่งเสริมการศึกษาและกิจกรรมชุมชนเพื่อป้องกันเยาวชนจากโทษภัยเหล่านี้ สร้างสังคมที่ปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นโยบายทั้ง 4 ด้านนี้ ถือเป็นรากฐานสำคัญที่รัฐบาลอนุทินตั้งใจจะขับเคลื่อน โดยคาดว่าจะเห็นผลลัพธ์ในระยะสั้นเพื่อคืนความเชื่อมั่นให้ประชาชน อย่างไรก็ตาม การประสบความสำเร็จขึ้นอยู่กับการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน หากคุณสนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถอ่านคำแถลงนโยบายรัฐบาลอนุทินฉบับเต็มได้เลย

ติดตามการถ่ายทอดสดประชุมรัฐสภา และแสดงความคิดเห็นของคุณในช่องคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้เราได้รู้ว่าประชาชนคาดหวังอะไรจากนโยบายเหล่านี้บ้าง ร่วมกันสร้างประเทศไทยที่ยั่งยืน

ที่มา – ถ่ายทอดสดประชุมรัฐสภา “อนุทิน” นำแถลงนโยบายรัฐบาล ลุยแก้ปัญหา 4 ด้าน

โรม สวน ดนุพร ถามทักษิณ ตั๋วช้าง หยุดแกว่งปาก

ในวงการการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยการโต้ตอบร้อนแรง ล่าสุดมีประเด็นน่าสนใจเกิดขึ้นระหว่าง ส.ส. รังสิมันต์ โรม จากพรรคประชาชน กับ ส.ส. ดนุพร ปุณณกันต์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ที่กำลังกลายเป็นหัวข้อสนทนาบนโซเชียลมีเดีย

โรม สวน ดนุพร ไล่ถามทักษิณเรื่องตั๋วช้าง

วันที่ 28 กันยายน 2567 นายรังสิมันต์ โรม ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กเพื่อตอบโต้คำกล่าวอ้างของนายดนุพร ที่ระบุว่าพรรคสีน้ำเงินได้รับการชุบชีวิตจาก ‘ตั๋วช้าง’ สีส้ม โรมได้ย้อนกลับไปบอกว่าถ้าอยากรู้เรื่องตั๋วช้างจริงๆ ก็ให้ไปถามนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีคนนั้นรู้ดีที่สุด นอกจากนี้ โรมยังแนะนำให้ดนุพรหัดโทษตัวเองบ้าง อย่ามัวแต่โทษคนอื่น เพราะรัฐบาลที่เป็นอยู่มานานสองปีแล้ว แต่กลับไม่มีผลงานที่เป็นรูปธรรม สร้างแต่ปัญหาใหม่ๆ ให้ประชาชน

คำพูดของโรมนี้ชัดเจนและตรงไปตรงมา โดยเฉพาะประโยคที่ว่า “เวลาที่เหลืออยู่ หยุดแกว่งปากหาเสี้ยนได้แล้ว ทำงานบ้างอะไรบ้าง” ซึ่งสะท้อนถึงความคับข้องใจต่อฝ่ายรัฐบาลที่มัวแต่เล่นเกมการเมืองแทนการแก้ปัญหาให้ประชาชน

บริบทของประเด็นตั๋วช้างในพรรคการเมือง

เพื่อให้เข้าใจมากขึ้น ‘ตั๋วช้าง’ ในที่นี้หมายถึงอิทธิพลหรือการสนับสนุนจากบุคคลสำคัญที่มีน้ำหนักในวงการการเมือง โดยเฉพาะนายทักษิณที่ถูกมองว่าเป็นผู้มีบทบาทเบื้องหลังพรรคเพื่อไทยมาอย่างยาวนาน ประเด็นนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาหลายครั้งในอดีต โดยเฉพาะในช่วงเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาล ทำให้เกิดการถกเถียงว่าอิทธิพลดังกล่าวช่วย ‘ชุบชีวิต’ พรรคการเมืองที่เคยอ่อนแอได้จริงหรือไม่

โรมในฐานะ ส.ส. จากพรรคประชาชน ซึ่งเป็นฝ่ายค้านที่เน้นการตรวจสอบรัฐบาล มองว่าการโจมตีแบบนี้จากฝ่ายรัฐบาลเป็นเพียงการเบี่ยงเบนประเด็น โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลเพื่อไทยซึ่งเป็นพันธมิตรหลัก บริหารงานมาเกือบสองปี แต่ผลงานที่จับต้องได้ยังไม่ชัดเจน เช่น การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และการปฏิรูปที่เคยสัญญาไว้

  • ผลงานรัฐบาลสองปี: ยังไม่มีนโยบายเด่นที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้จริง
  • ปัญหาที่เกิดใหม่: การเมืองภายในพรรคและการทุจริตที่ถูกตั้งคำถาม
  • คำแนะนำจากโรม: หยุดการโต้เถียงไร้สาระ เริ่มทำงานเพื่อประชาชน

การโต้ตอบครั้งนี้ไม่ใช่แค่การสวนกันไปมา แต่สะท้อนถึงความแตกแยกในสภาไทยที่ยังคงรุนแรง โดยเฉพาะระหว่างพรรคฝ่ายค้านกับรัฐบาล นักวิเคราะห์การเมืองมองว่าประเด็นตั๋วช้างอาจถูกขุดขึ้นมาอีกในอนาคต หากมีการเลือกตั้งใหญ่หรือการปรับคณะรัฐมนตรี

นอกจากนี้ โรมยังใช้โอกาสนี้เรียกร้องให้ ส.ส. ทุกคนหันมาโฟกัสที่การทำงานจริงจัง โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศกำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจจากโควิด-19 ที่ทิ้งร่องรอยไว้มากมาย การแกว่งปากหรือหาเสี้ยนในเนื้อของคนอื่นอาจทำให้ประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่นในระบบการเมืองเข้าไปอีก

จากมุมมองของผู้เขียน คำพูดของโรมนี้เป็นเครื่องเตือนใจที่ดีให้กับนักการเมืองทุกฝ่ายว่า การตรวจสอบซึ่งกันและกันเป็นเรื่องปกติ แต่ต้องมาพร้อมกับผลงานที่พิสูจน์ตัวเองได้ หากรัฐบาลอยากให้ฝ่ายค้านเงียบ ก็ควรแสดงผลงานให้เห็นชัดเจน

สุดท้ายนี้ ชวนผู้อ่านติดตามข่าวการเมืองไทยต่อไป เพราะทุกการโต้ตอบอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใหญ่ในอนาคต คุณคิดเห็นอย่างไรกับประเด็นนี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง

ที่มา – “โรม” สวน “ดนุพร” ไล่ไปถาม “ทักษิณ” รู้ดีเรื่องตั๋วช้าง แนะหยุดแกว่งปากหาเสี้ยนได้แล้ว

กล้าธรรม ส่ง อัยรินทร์ อดีตโฆษกฯ นั่งรองโฆษกรัฐบาล

ในวงการการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุ พรรคกล้าธรรมได้เคลื่อนไหวที่น่าสนใจ โดยเตรียมเสนอชื่อบุคคลที่มีประสบการณ์หลากหลายให้เข้ารับตำแหน่งสำคัญ ล่าสุด มีรายงานว่า “กล้าธรรม ส่ง อัยรินทร์ อดีตโฆษกกระทรวงเกษตรฯ ดีกรีอดีตนักมวย นั่งรองโฆษกรัฐบาล” ซึ่งเป็นข่าวที่กำลังได้รับความสนใจจากสื่อและประชาชนจำนวนมาก การเลือกบุคคลที่มี背景ทั้งในสายสื่อ สายกีฬา และสายการเมืองแบบนี้ แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์ของพรรคในการรวบรวมทีมที่แข็งแกร่งสำหรับรัฐบาลใหม่

กล้าธรรม ส่ง อัยรินทร์ อดีตโฆษกกระทรวงเกษตรฯ ดีกรีอดีตนักมวย นั่งรองโฆษกรัฐบาล

ตามข้อมูลจากผู้สื่อข่าว เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2568 พรรคกล้าธรรม (กธ.) ได้พิจารณาและเสนอชื่อ น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ ให้ดำรงตำแหน่งรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตำแหน่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของข้าราชการการเมืองที่แต่ละพรรคร่วมรัฐบาลต้องส่งรายชื่อเพื่อตรวจสอบ โดยน.ส.อัยรินทร์ มีประวัติการทำงานที่โดดเด่นในหลายด้าน ทำให้เธอเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับบทบาทนี้

น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ เป็นอดีตโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเธอเคยรับผิดชอบการสื่อสารนโยบายสำคัญของกระทรวง โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรและอุตสาหกรรมอาหาร นอกจากนี้ เธอยังมีประสบการณ์ในวงการสื่อมวลชนมากกว่า 14 ปี ในฐานะผู้ประกาศข่าวและพิธีกร ทำให้เธอมีทักษะในการสื่อสารที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นคุณสมบัติหลักสำหรับตำแหน่งรองโฆษก

จากนักมวยสู่เวทีการเมือง

สิ่งที่ทำให้ น.ส.อัยรินทร์ แตกต่างคือดีกรีอดีตนักมวยสากลสมัครเล่น เธอเคยชิงแชมป์ประเทศไทยและเข้าร่วมแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น ความแข็งแกร่ง และวินัยที่เธอมี พื้นหลังนี้ไม่เพียงแต่เพิ่มเสน่ห์ให้กับโปรไฟล์ของเธอ แต่ยังช่วยเสริมภาพลักษณ์ของรัฐบาลในด้านความกระฉับกระเฉงและการต่อสู้เพื่อประชาชน นอกจากนั้น เธอยังเคยดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีและเลขาคณะกรรมาธิการในสภาหลายคณะ ทำให้เธอคุ้นเคยกับกระบวนการทางกฎหมายและการเมืองมาอย่างยาวนาน

การที่พรรคกล้าธรรมเลือก “กล้าธรรม ส่ง อัยรินทร์ อดีตโฆษกกระทรวงเกษตรฯ ดีกรีอดีตนักมวย นั่งรองโฆษกรัฐบาล” สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของพรรคในการนำคนรุ่นใหม่ที่มีประสบการณ์จริงมาสู่เวทีใหญ่ โดยเฉพาะในยุคที่การสื่อสารของรัฐบาลต้องรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่ซับซ้อน

  • ประสบการณ์สื่อกว่า 14 ปี: ช่วยในการถ่ายทอดนโยบายรัฐบาลให้ประชาชนเข้าใจง่าย
  • พื้นหลังนักมวย: สร้างภาพลักษณ์ของความเข้มแข็งและไม่ยอมแพ้
  • บทบาทในสภาและกระทรวง: ความรู้เชิงลึกด้านนโยบายเกษตรและกฎหมาย

นอกจากนี้ การแต่งตั้งนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของการจัดสรรตำแหน่งในรัฐบาลใหม่ ที่แต่ละพรรคต้องเร่งส่งชื่อเพื่อให้ผ่านการตรวจสอบภายในกำหนดเวลา ซึ่งคาดว่าจะช่วยเสริมทีมโฆษกให้มีมุมมองที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะประเด็นด้านเกษตรกรรมที่เป็นหัวใจของเศรษฐกิจไทย

จากมุมมองของผู้สังเกตการณ์ การเลือกน.ส.อัยรินทร์ อาจช่วยให้รัฐบาลสื่อสารได้ดีขึ้นในประเด็นที่ซับซ้อน เช่น การรับมือภัยแล้งหรือนโยบายส่งเสริมการเกษตรยั่งยืน เพราะเธอมีประสบการณ์ตรงจากกระทรวงเกษตร นอกจากนี้ ดีกรีนักมวยของเธอยังอาจกลายเป็นจุดขายในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชน โดยเฉพาะผู้หญิงที่สนใจสายกีฬาและการเมือง

อย่างไรก็ตาม การเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอน การเสนอชื่อนี้จะได้รับการอนุมัติหรือไม่ ต้องติดตามดูต่อไป แต่ไม่ว่าจะอย่างไร การนำคนที่มี background หลากหลายมาร่วมงานรัฐบาล ถือเป็นก้าวเดินที่ถูกต้องในยุคปัจจุบัน

ในฐานะนักวิเคราะห์การเมือง ผมเชื่อว่า “กล้าธรรม ส่ง อัยรินทร์ อดีตโฆษกกระทรวงเกษตรฯ ดีกรีอดีตนักมวย นั่งรองโฆษกรัฐบาล” จะช่วยเพิ่มพลังให้กับทีมสื่อสารของรัฐบาล ทำให้การถ่ายทอดข้อมูลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น หากคุณสนใจข่าวการเมืองล่าสุด เชิญติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลเพิ่มเติม

ที่มา – “กล้าธรรม” ส่ง “อัยรินทร์” อดีตโฆษกกระทรวงเกษตรฯ ดีกรีอดีตนักมวย นั่งรองโฆษกรัฐบาล

ไชยชนก เข้ากระทรวงดีอีวันแรก ฝากเนื้อฝากตัว ตั้งใจจริง

ในวันที่ 27 กันยายน 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ ได้เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือที่รู้จักกันในชื่อกระทรวงดีอี เป็นวันแรกอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางความคาดหวังจากประชาชนที่อยากเห็นการขับเคลื่อนด้านดิจิทัลของประเทศก้าวหน้าขึ้น

ไชยชนก เข้ากระทรวงดีอีวันแรก ฝากเนื้อฝากตัว ตั้งใจจริง

เช้าวันนั้น เวลาประมาณ 8.39 น. นายไชยชนก เดินทางมาถึงศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ ทันทีที่มาถึง เขาได้เข้าพูดคุยกับผู้บริหารหน่วยงานต่างๆ ของกระทรวง โดยกล่าวคำพูดที่อบอุ่นและถ่อมตัวว่า “ฝากเนื้อฝากตัวกับทุกท่านด้วย เป็นรัฐมนตรีที่ยังใหม่ทั้งงานกระทรวงดีอี และงานการเมือง แต่มีความตั้งใจจริงในการทำงาน” คำพูดนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเขา แม้จะเป็นมือใหม่ในวงการนี้ก็ตาม

ไชยชนก เข้ากระทรวงดีอีวันแรก

หลังจากนั้น เวลา 8.58 น. นายไชยชนก ได้ทำพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำศูนย์ราชการ ไม่ว่าจะเป็นศาลองค์ท้าวมหาพรหม พระพิฆเนศ และแม่พระธรณี เพื่อความเป็นสิริมงคลในการปฏิบัติหน้าที่ โดยมีทีมงานและนางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ ว่าที่เลขานุการรัฐมนตรี มาร่วมพิธี ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายเบาๆ ทำให้บรรยากาศดูสงบและศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้น

พิธีสักการะ

ไชยชนก เข้ากระทรวงดีอีวันแรก: แผนงานเร่งด่วนที่ต้องทำ

ในการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน นายไชยชนก ย้ำว่ามีความตั้งใจทำงานเต็มที่ แต่จะรอวันแถลงนโยบายอย่างเป็นทางการในวันที่ 30 กันยายน 2568 ก่อน โดยมีเรื่องเร่งด่วน 4 ด้านที่ต้องประสานงานกับกระทรวงอื่นๆ ได้แก่

  • เศรษฐกิจ: ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ
  • การเกษตร: นำดิจิทัลมาช่วยเหลือเกษตรกร เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
  • ภัยพิบัติ: พัฒนาระบบเตือนภัยด้วยเทคโนโลยีทันสมัย
  • การเมืองและความมั่นคง: เสริมสร้างความมั่นคงทางไซเบอร์

นอกจากนี้ กรณีปัญหาดินยุบที่ถนนสามเสน ซึ่งเป็นเหตุการณ์ใหม่ในประเทศไทย นายไชยชนก ระบุว่าจะร่วมแก้ไขอย่างสุดความสามารถ โดยใช้เทคโนโลยีประเมินและแก้ปัญหา พร้อมศึกษาคำแนะนำจากญี่ปุ่นที่เชี่ยวชาญด้านนี้ ปัจจุบันกำลังร่างจดหมายประสานงานส่วนตัว

ด้วยพื้นฐานด้านเทคโนโลยีของนายไชยชนก ทำให้กระทรวงดีอีได้รับคนที่มีความสามารถเหมาะสม เขายังกล่าวถึงการเลือกฤกษ์วันเสาร์สำหรับเข้ารับตำแหน่งว่า เป็นฤกษ์ที่สะดวกและเป็นมงคล สำหรับกำหนดการพบสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการ คาดว่าจะเป็นวันที่ 6 ตุลาคม 2568 นี้

จากเหตุการณ์ ไชยชนก เข้ากระทรวงดีอีวันแรก ฝากเนื้อฝากตัว ตั้งใจจริง นี้ แสดงให้เห็นถึงทัศนคติเชิงบวกและความพร้อมในการทำงานของรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งน่าจะนำพาการพัฒนาด้านดิจิทัลของไทยไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น หากประชาชนติดตามและสนับสนุน ก็จะช่วยให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อทุกภาคส่วน

ที่มา – “ไชยชนก” เข้ากระทรวงดีอีวันแรก ฝากเนื้อฝากตัว ย้ำแม้เป็น “รัฐมนตรีใหม่” แต่ตั้งใจจริง

มท.ไม่แทรกแซงคดีเขากระโดง อนุทินลงพื้นที่น้ำท่วมอยุธยา

ในสถานการณ์การเมืองและภัยพิบัติที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในขณะนี้ มท.ยุคนี้ไม่แทรกแซงคดีเขากระโดง “อนุทิน” ลงพื้นที่น้ำท่วมอยุธยาพรุ่งนี้ รับน่าห่วง ได้กลายเป็นหัวข้อที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์อย่างชัดเจนเกี่ยวกับหลักการทำงานที่ยึดมั่นในกฎหมาย โดยเฉพาะกรณีคดีเขากระโดงที่เป็นข้อพิพาทเรื่องที่ดินมานาน

มท.ยุคนี้ไม่แทรกแซงคดีเขากระโดง “อนุทิน” ลงพื้นที่น้ำท่วมอยุธยาพรุ่งนี้ รับน่าห่วง

คดีเขากระโดงเป็นหนึ่งในประเด็นที่สร้างความเคลื่อนไหวในวงการการเมือง โดยเกี่ยวข้องกับการเพิกถอนที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 วรรค 8 นายอนุทินย้ำว่าการดำเนินการทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมายเท่านั้น ไม่มีการวางหลักหรือแทรกแซงใดๆ จากฝั่งรัฐบาล “ผิดก็ว่าตามผิด ถูกก็ให้ความเป็นธรรม” คำพูดนี้สะท้อนถึงความโปร่งใสและยุติธรรมที่รัฐบาลยุคนี้มุ่งมั่น

นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงแนวทางของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีที่เสนอให้การรถไฟฟ้องร้องรายแปลง นายอนุทินเห็นด้วยว่าต้องทำตามกฎหมาย แต่ย้ำว่าจะไม่กลั่นแกล้งหรือให้ความได้เปรียบทางการเมืองแก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แม้พรรคเพื่อไทยจะเตรียมแถลงนโยบายเพื่อถล่ม แต่เขาก็พร้อมชี้แจงทุกประเด็นอย่างเปิดเผย

ภาพนายอนุทิน

สำหรับการตรวจสอบคณะกรรมการชุดนายเดชอิศม์ ขาวทอง อดีตรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย นายอนุทินชี้แจงว่าไม่จำเป็นต้องตรวจสอบเพิ่ม เพราะปลัดกระทรวงมหาดไทยและอธิบดีกรมที่ดินได้แถลงไปแล้วเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ว่าการกระทำก่อนหน้านี้ถูกต้องตามขั้นตอน หากใครไม่พอใจสามารถฟ้องร้องทางกฎหมายได้ตามสิทธิ์ ตัวเขาเองสั่งการชัดเจนว่ารัฐมนตรีมหาดไทยจะไม่แทรกแซงเด็ดขาด

อนุทินย้ำหลักกฎหมายในคดีเขากระโดง

ประเด็นที่น่าสนใจอีกเรื่องคือการพิจารณาเพิกถอนไพ่โป๊กเกอร์ออกจากบัญชีการพนัน อธิบดีกรมการปกครองได้ชงร่างมาแล้ว แต่ มท.ยุคนี้ไม่แทรกแซงคดีเขากระโดง “อนุทิน” ลงพื้นที่น้ำท่วมอยุธยาพรุ่งนี้ รับน่าห่วง จะพิจารณาอย่างรอบคอบ ไม่หุนหันพลันแล่น โดยสอบถามผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติ การใช้ดุลยพินิจแบบนี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ภาพสถานการณ์

转向มาที่ประเด็นภัยพิบัติ นายอนุทินเตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ น้ำท่วม จ.พระนครศรีอยุธยา ในวันที่ 27 กันยายน 2568 พื้นที่นี้เป็นจุดรับน้ำสำคัญ หากน้ำเอ่อล้นอาจกระทบจังหวัดใกล้เคียง เขาเน้นย้ำว่าการลงพื้นที่ไม่ใช่แค่เยียวยาบ้านเรือน แต่รวมถึงการช่วยเหลือชาวบ้านอย่างครอบคลุม พื้นที่นี้น้ำท่วมซ้ำซาก จึงต้องวางแผนแก้ไขระยะยาว

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เช่น การเตรียมพร้อมที่ จ.อ่างทอง เมื่อสัปดาห์ก่อน แม้จะมีช่วงขาดตอนหลังเปลี่ยนรัฐบาล แต่โครงการที่เคยริเริ่มยังสามารถเชื่อมต่อได้ รัฐบาลยุคนี้มุ่งเน้นการป้องกันและบรรเทาภัยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นและประชาชน

  • ยึดหลักกฎหมายในทุกคดี ไม่แทรกแซง
  • พิจารณานโยบายการพนันอย่างรอบคอบ
  • ลงพื้นที่ช่วยเหลือภัยน้ำท่วมทันที
  • วางแผนระยะยาวป้องกันน้ำท่วมซ้ำซาก
ภาพน้ำท่วม

สถานการณ์น้ำท่วมปีนี้รุนแรงกว่าปีที่แล้ว โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา จ.พระนครศรีอยุธยาได้รับผลกระทบหนักจากฝนที่ตกหนักและน้ำจาก上游ไหลลงมา รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การลงพื้นที่ของนายอนุทินครั้งนี้จะช่วยประเมินความเสียหายและเร่งมาตรการเยียวยา เช่น การแจกจ่ายถุงยังชีพ สร้างที่พักชั่วคราว และซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน

นอกจากคดีเขากระโดงแล้ว ประเด็นอื่นๆ อย่างการจัดการน้ำท่วมยังแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับปัญหาประชาชนจริง มท.ยุคนี้ไม่แทรกแซงคดีเขากระโดง “อนุทิน” ลงพื้นที่น้ำท่วมอยุธยาพรุ่งนี้ รับน่าห่วง เป็นตัวอย่างของการบริหารงานที่สมดุลระหว่างการเมืองและการช่วยเหลือสังคม

ภาพประชาชน

ในมุมมองของผู้เขียน การยึดมั่นในหลักกฎหมายและการลงพื้นที่ช่วยเหลือแบบนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้มาก หากรัฐบาลดำเนินต่อเนื่อง ปัญหาการเมืองและภัยพิบัติจะได้รับการแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากคุณกำลังประสบปัญหาน้ำท่วมหรือสนใจติดตามข่าวสาร ลองแชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือติดตามอัปเดตจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือเพื่อรับข้อมูลที่ถูกต้อง

ภาพสรุป

ที่มา – มท.ยุคนี้ไม่แทรกแซงคดีเขากระโดง “อนุทิน” ลงพื้นที่น้ำท่วมอยุธยาพรุ่งนี้ รับน่าห่วง

รมว.คมนาคมลั่น! ไม่ต่อ รถไฟฟ้า 20 บาท

“พิพัฒน์” ลั่น ไม่เดินหน้านโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ส่งผล 1 ต.ค. 68 ประชาชนต้องกลับไปจ่ายค่ารถไฟฟ้าสายสีม่วง-แดง ในราคาปกติ แม้ว่ารัฐบาลก่อนจะเสนอ ครม. ขยายระยะเวลา 20 บาทจากหมด 30 ก.ย. 68 ไปหมด 30 ก.ย. 69 ก็ตาม เหตุไม่ใช่นโยบายพรรคภูมิใจไทย แต่จะหาวิธีในการลดค่าครองชีพประชาชน แบบครบทุกโหมด “บก-ราง-น้ำ” ภายใน 2 สัปดาห์หลังจากแถลงนโยบายรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงคมนาคมว่า เมื่อเวลา 08.19 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม พร้อมด้วยนางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รมช.คมนาคม ได้เดินทางมากราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์กระทรวงคมนาคม หลังจากนั้นมารับมอบดอกไม้แสดงความยินดีจากผู้บริหารกระทรวงคมนาคม

โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมยืนยันว่าจะไม่เดินหน้านโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายในรถไฟฟ้าสายสีม่วง และ สายสีแดง อย่างแน่นอน แม้ว่ารัฐบาลชุดก่อนจะเคยมีมติ ครม. เมื่อวันที่ 6 ก.ค. 68 ขยายระยะเวลามาตรการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายจากหมดเขต 30 ก.ย. 68 เป็นหมดเขต 30 ก.ย. 69 ก็ตาม เนื่องจากไม่เป็นไปตามนโยบายของพรรคภูมิใจไทย ขณะเดียวกันภายหลังจากที่รัฐบาลแถลงนโยบายเสร็จ ตนได้มอบหมายให้กระทรวงคมนาคม หาแนวทางในการลดค่าครองชีพประชาชนให้ครบทุกโหมดของการเดินทางทั้ง ทางบก ทางราง และ ทางน้ำ ภายใต้รัฐบาลชุดใหม่ เพื่อขยายผลให้ครอบคลุมมากกว่าเดิม แต่ยอมรับว่าอาจเกิดช่วงสุญญากาศบ้าง

ทั้งนี้ที่ไม่สามารถเดินหน้ามาตรการ 20 บาทตลอดสายได้เลยนั้น เพราะกรอบเวลาที่รัฐบาลต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา จะมีขึ้นในวันที่ 29–30 ก.ย. 68 ทำให้การนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม ครม. นัดแรกอาจไม่ทันการณ์ ส่งผลให้มีโอกาสที่ค่าโดยสารจะกลับไปใช้อัตราเดิมเป็นเวลา 1–2 สัปดาห์ก่อนประกาศนโยบายใหม่ เพราะเมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาล จำเป็นต้องนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุม ครม. อีกครั้ง เพื่อพิจารณาว่าจะทำอะไรให้ได้มากกว่าที่เป็นอยู่

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีเป้าหมายที่จะออกมาตรการแพ็กเกจลดค่าครองชีพด้านการคมนาคมอยู่แล้ว แต่ขอเวลา ภายใน 2 สัปดาห์หลังการแถลงนโยบาย ซึ่งเป้าหมายก็เพื่อแบ่งเบาภาระการเดินทางของประชาชน โดยจะครอบคลุมรถไฟฟ้าสายอื่น ๆ ด้วย ซึ่งไม่ได้หยุดเฉพาะสายสีแดง และ สายสีม่วง รวมถึงรถโดยสารประจำทางทั้งรถร้อนและรถแอร์, ค่าทางด่วน และอาจรวมถึงการเดินทางทางน้ำ ส่วนการเดินทางทางอากาศและค่าธรรมเนียมการใช้สนามบิน (PSC) ยังไม่อยู่ในแผนพิจารณา คงไม่ได้หยุดแค่สีม่วงกับสีแดง แต่จะมองภาพรวมทั้งหมด

(ซ้าย) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม (ขวา) นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รมช.คมนาคม
(ซ้าย) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม (ขวา) นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รมช.คมนาคม

“ส่วนแนวคิด “ตั๋วร่วม” หรือค่าโดยสารราคาเดียว เช่น 40 บาทตลอดสาย ซึ่งเคยเป็นนโยบายหาเสียง จะถูกพิจารณาเป็นส่วนหนึ่งของแพ็กเกจใหม่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องหาจุดสมดุลระหว่างภาระงบประมาณรัฐบาลและประโยชน์ของประชาชน โดยจะอ้างอิงบทเรียนจากนโยบาย 20 บาททุกเส้นทางในอดีตที่สร้างภาระชดเชยให้รัฐเกือบ 20,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งนโยบายนี้ก็อาจไม่เป็นธรรมต่อประชาชนในต่างจังหวัด”

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของการเร่งเดินหน้าผลักดันโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่นั้น ก็ให้เดินหน้าตามปกติ ไม่มีสะดุด แม้ว่ารัฐบาลจะมีกรอบเวลาการทำงานเพียง 4 เดือน โดยเฉพาะโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง เพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทย-อันดามัน หรือ แลนด์บริดจ์ แม้ว่าโครงการนี้จะมีทั้งผู้สนับสนุนและผู้คัดค้านก็ตาม ส่วนโครงการรถไฟทางคู่ก็จะเร่งผลักดันภายในรัฐบาลชุดนี้ เพื่อเชื่อมต่อเศรษฐกิจภูมิภาค

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

รมว.คมนาคม ลั่น ไม่สานต่อ “รถไฟฟ้า 20 บาท”

จากข่าวดังกล่าว รมว.คมนาคม ประกาศชัดเจนว่าจะไม่สานต่อนโยบาย รถไฟฟ้า 20 บาท ตลอดสาย ซึ่งมีผลกระทบต่อผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีม่วงและสีแดงโดยตรง นโยบายนี้เคยเป็นที่คาดหวังว่าจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน แต่เนื่องจากไม่ใช่แนวนโยบายของพรรคภูมิใจไทย จึงทำให้ต้องมีการพิจารณาแนวทางอื่น ๆ ในการช่วยเหลือค่าครองชีพ

ผลกระทบจากยกเลิก รถไฟฟ้า 20 บาท

การยกเลิกนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท จะส่งผลให้ประชาชนต้องกลับไปจ่ายค่าโดยสารในราคาปกติ ซึ่งอาจเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางประจำวัน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีม่วงและสีแดงเป็นประจำในการเดินทางไปทำงานหรือทำธุระต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลใหม่กำลังพิจารณามาตรการอื่น ๆ เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพในด้านการเดินทาง

แนวทางแก้ไขและมาตรการช่วยเหลือ

แม้ว่าจะไม่มีรถไฟฟ้า 20 บาท แล้ว รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังพิจารณาแพ็กเกจลดค่าครองชีพด้านการคมนาคม ซึ่งอาจครอบคลุมถึงรถไฟฟ้าสายอื่น ๆ รถโดยสารประจำทาง ค่าทางด่วน และการเดินทางทางน้ำ โดยคาดว่าจะมีการประกาศรายละเอียดภายใน 2 สัปดาห์หลังการแถลงนโยบายของรัฐบาล

นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจและอำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชน ซึ่งรวมถึงโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (แลนด์บริดจ์) และโครงการรถไฟทางคู่

การยกเลิกนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทอาจสร้างความไม่พอใจให้กับผู้ใช้บริการ แต่รัฐบาลกำลังเร่งหามาตรการอื่น ๆ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งต้องติดตามกันต่อไปว่ามาตรการใหม่จะตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – รมว.คมนาคม ลั่น ไม่สานต่อ “รถไฟฟ้า 20 บาท” สายสีแดง-ม่วง เตรียมจ่ายเต็ม

แบ่งงานตรวจราชการ: ธรรมนัสคุมเหนือตอนบนและใต้

การแบ่งงานตรวจราชการของรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดปัจจุบันมีความชัดเจนมากขึ้น ครม.ได้มีการแบ่งพื้นที่ความรับผิดชอบให้รองนายกฯ และรัฐมนตรีหลายท่าน โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้การบริหารราชการในระดับภูมิภาคเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แต่ละท่านได้รับมอบหมายให้กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในเขตตรวจราชการที่แตกต่างกันไป

แบ่งงานตรวจราชการ ครั้งนี้ครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ และมีการพิจารณาถึงความเหมาะสมและความเชี่ยวชาญของแต่ละท่าน เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่นและบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

แบ่งงานตรวจราชการ “ธรรมนัส” คุม 3 จชต.-เหนือตอนบน “พิพัฒน์” คุมโซนอันดามัน-อ่าวไทย

สรุปการแบ่งงานตรวจราชการที่สำคัญ:

  • นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ: ดูแลภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย (ชุมพร, นครศรีธรรมราช, พัทลุง, สุราษฎร์ธานี) และฝั่งอันดามัน (กระบี่, ตรัง, พังงา, ภูเก็ต, ระนอง, สตูล)
  • นายโสภณ ซารัมย์: รับผิดชอบภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและตอนล่าง
  • นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ: กำกับดูแลเฉพาะจังหวัดสงขลา
  • นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ: ดูแลกลุ่มจังหวัดปริมณฑล (นนทบุรี, ปทุมธานี, นครปฐม, สมุทรปราการ)
  • ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า: ควบคุมพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (นราธิวาส, ปัตตานี, ยะลา) และภาคเหนือตอนบน (เชียงใหม่, แม่ฮ่องสอน, ลำปาง, ลำพูน, เชียงราย, น่าน, พะเยา, แพร่)
  • นายสุชาติ ชมกลิ่น: รับผิดชอบภาคตะวันออก (ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ระยอง, จันทบุรี, ตราด, นครนายก, ปราจีนบุรี, สระแก้ว)
  • นายภราดร ปริศนานันทกุล: ดูแลภาคกลางตอนบน (ชัยนาท, พระนครศรีอยุธยา, ลพบุรี, สระบุรี, สิงห์บุรี, อ่างทอง)
  • น.ส.ศุภมาศ อิสรภักดี: รับผิดชอบภาคเหนือตอนล่าง 2 (กำแพงเพชร, นครสวรรค์, พิจิตร, อุทัยธานี)
  • นายนภินทร ศรีสรรพางค์: ควบคุมภาคกลางตอนล่าง (กาญจนบุรี, ราชบุรี, สุพรรณบุรี, ประจวบคีรีขันธ์, เพชรบุรี, สมุทรสงคราม, สมุทรสาคร)
  • นายสันติ ปิยะทัต: ดูแลภาคเหนือตอนล่าง 1 (ตาก, พิษณุโลก, เพชรบูรณ์, สุโขทัย, อุตรดิตถ์)

ทำไมต้องแบ่งงานตรวจราชการ?

การแบ่งงานตรวจราชการมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแลและติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐในระดับภูมิภาค การแบ่งความรับผิดชอบที่ชัดเจนช่วยให้รัฐมนตรีแต่ละท่านสามารถโฟกัสและแก้ไขปัญหาในพื้นที่ที่ตนเองรับผิดชอบได้อย่างตรงจุด นอกจากนี้ยังเป็นการกระจายอำนาจและส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการพัฒนาประเทศ

การมอบหมายพื้นที่ให้รัฐมนตรีต่างๆ ดูแล สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือสิ่งแวดล้อม การที่รัฐมนตรีลงพื้นที่ไปรับฟังปัญหาและความต้องการของประชาชนโดยตรง จะช่วยให้การกำหนดนโยบายและการจัดสรรงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

การตัดสินใจของ ครม. ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน และสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับประชาชนในทุกภูมิภาค การแบ่งงานตรวจราชการ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการทำงานอย่างหนักของรัฐบาลชุดนี้ และประชาชนสามารถคาดหวังถึงผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในอนาคตอันใกล้นี้

การที่ ร.อ.ธรรมนัส ได้รับมอบหมายให้ดูแลพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่รัฐบาลให้กับการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ดังกล่าว รวมถึงความเชื่อมั่นในความสามารถของ ร.อ.ธรรมนัส ในการนำพาความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองมาสู่พื้นที่นี้

การแบ่งพื้นที่ตรวจราชการครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติจริง อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของการดำเนินงานขึ้นอยู่กับการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน การมีส่วนร่วมและให้ความร่วมมือซึ่งกันและกัน จะเป็นกุญแจสำคัญสู่การพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน

ที่มา – แบ่งงานตรวจราชการ “ธรรมนัส” คุม 3 จชต.-เหนือตอนบน “พิพัฒน์” คุมโซนอันดามัน-อ่าวไทย

Scroll to top