จัดตั้งรัฐบาล

สันติ เผย ลุงป้อม ไม่เข้าประชุมพรรค ปัดข่าววางมือ

สันติ เผย ลุงป้อม ไม่เข้าประชุมพรรค ปัดข่าววางมือทางการเมือง

“สันติ” เผย “พล.อ.ประวิตร” ไม่เข้าประชุมพรรคพลังประชารัฐวันนี้ ปัดข่าววางมือทางการเมือง แจง ยังไม่ทราบรายละเอียดเก้าอี้

เมื่อเวลา 09.48 น. วันที่ 8 กันยายน 2568 นายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ เดินทางเข้าร่วมประชุมพรรคพลังประชารัฐ พร้อมเปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่าในวันนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ไม่ได้เดินทางมาประชุมกับพรรคแต่อย่างใด โดยตนไม่ทราบเหตุผล เนื่องจาก พล.อ.ประวิตรไม่ได้แจ้งล่วงหน้า

ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงกระแสข่าวที่ระบุว่า พล.อ.ประวิตร ได้ประกาศเจตนารมณ์พร้อมจะสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง หมายความว่าเตรียมวางมือทางการเมืองหรือไม่ นายสันติ ยืนยันว่า “ไม่เป็นความจริง” และขณะนี้ตนยังไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับตำแหน่งหรือการจัดเก้าอี้ต่างๆ ภายในพรรค ต้องรอผลการประชุมและการพิจารณาของพรรคก่อน.

จากกรณีข่าวดังกล่าว ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์มากมายเกี่ยวกับอนาคตทางการเมืองของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ หนึ่งในบุคคลสำคัญทางการเมืองของประเทศไทย การที่นายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรค ออกมายืนยันว่าข่าวการวางมือทางการเมืองของ พล.อ.ประวิตร ไม่เป็นความจริง ทำให้หลายฝ่ายคลายความสงสัยไปได้บ้าง แต่ก็ยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

การไม่เข้าร่วมประชุมพรรคในวันนี้ของ พล.อ.ประวิตร สร้างความประหลาดใจให้กับหลายคน เนื่องจากโดยปกติแล้ว พล.อ.ประวิตร มักจะเข้าร่วมการประชุมพรรคอย่างสม่ำเสมอ การหายไปในวันนี้จึงเป็นที่น่าสังเกตและเกิดคำถามมากมาย

ทำไมลุงป้อมถึงไม่เข้าประชุมพรรค และเกี่ยวข้องกับการวางมือทางการเมืองหรือไม่?

ถึงแม้ว่านายสันติจะออกมาปฏิเสธข่าวการวางมือทางการเมือง แต่ก็ไม่ได้ให้เหตุผลที่ชัดเจนว่าทำไม พล.อ.ประวิตรถึงไม่เข้าร่วมประชุมพรรค การที่ไม่มีการแจ้งล่วงหน้ายิ่งทำให้สถานการณ์ดูคลุมเครือมากยิ่งขึ้น

หลายคนคาดการณ์ว่า การไม่เข้าร่วมประชุมพรรคในวันนี้ อาจเกี่ยวข้องกับการปรับโครงสร้างภายในพรรค หรือการเจรจาต่อรองตำแหน่งต่างๆ ที่กำลังดำเนินอยู่ก็เป็นได้ อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการคาดการณ์เท่านั้น ข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรคงต้องรอการเปิดเผยจากทางพรรคพลังประชารัฐเอง

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การติดตามข่าวสารและข้อมูลอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญทางการเมืองอย่าง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางทางการเมืองของประเทศไทย

การที่ สันติ เผย ลุงป้อม ไม่เข้าประชุมพรรค ในวันนี้ และปฏิเสธข่าวการวางมือทางการเมือง ทำให้เกิดคำถามมากมายที่รอคำตอบ การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และการติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งจำเป็น

ดังนั้น การออกมาปฏิเสธข่าวของนายสันติก็ยังไม่ได้ทำให้ทุกฝ่ายสบายใจเสียทีเดียว ต้องรอการแถลงอย่างเป็นทางการจาก พล.อ.ประวิตรเอง หรือการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ชัดเจนกว่านี้ เพื่อยืนยันว่า ลุงป้อม ยังคงอยู่ในสนามการเมืองต่อไป และไม่ได้มีเจตนา วางมือทางการเมือง อย่างที่เป็นข่าว

ที่มา – “สันติ” เผย “ลุงป้อม” ไม่เข้าประชุมพรรควันนี้ ปัดข่าววางมือทางการเมือง

บิ๊กป้อมไม่รับตำแหน่งใน ครม.อนุทิน 1

พล.อ.ประวิตร ลั่นไม่ขอรับตำแหน่งใน “ครม.อนุทิน 1” ขอหนุนอยู่เบื้องหลัง พร้อมใช้ความรู้ความสามารถสนับสนุนรัฐบาลอย่างเต็มที่

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ออกมาแสดงความชัดเจนเกี่ยวกับกระแสข่าวการต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยยืนยันว่า ตนเองมีความตั้งใจที่จะสนับสนุนรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอนุทินให้สามารถทำงานแก้ไขปัญหาของประเทศได้อย่างเต็มที่ในช่วงเวลา 4 เดือนที่เหลือก่อนการยุบสภา โดยปราศจากการต่อรองหรือเรียกร้องใดๆ ทั้งสิ้น พล.อ.ประวิตร ยังประกาศอย่างชัดเจนว่า จะไม่ขอรับตำแหน่งใดๆ ในรัฐบาลชุดนี้ รวมถึงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตามที่มีข่าวปรากฏ

พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการเปิดโอกาสให้นายกรัฐมนตรีสามารถสรรหาบุคคลที่เหมาะสมเข้ามาทำหน้าที่แก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และดูแลรักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการต่อรองทางการเมืองใดๆ โดยยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

“ผมยินดีที่จะสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง และพร้อมใช้ความรู้ ประสบการณ์และเครือข่ายระหว่างประเทศด้านความมั่นคงของผมที่มีถ้าสามารถจะเป็นประโยชน์ได้ไม่ว่าในด้านใดก็ตาม และต้องการที่จะเห็นประเทศชาติของเราเดินหน้าสู่การแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังโดยเร็ว” พล.อ.ประวิตรกล่าว

บิ๊กป้อมไม่รับตำแหน่งใน ครม.อนุทิน 1

การประกาศดังกล่าวของพล.อ.ประวิตร ถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง และความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลอย่างเต็มที่ โดยไม่หวังผลตอบแทนส่วนตัว แต่ต้องการเห็นประเทศชาติเดินหน้าไปข้างหน้า และแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่

อะไรคือเหตุผลที่ บิ๊กป้อมไม่รับตำแหน่งใน ครม.อนุทิน 1?

เหตุผลหลักที่ พล.อ.ประวิตร ไม่ขอรับตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่คือการต้องการเปิดทางให้มีการสรรหาบุคคลที่เหมาะสมและมีความสามารถเข้ามาบริหารประเทศอย่างเต็มที่ โดยปราศจากข้อกังวลทางการเมืองใดๆ ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเสียสละและความมุ่งมั่นที่จะทำเพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

  • ต้องการสนับสนุนรัฐบาลอย่างเต็มที่: พล.อ.ประวิตร ต้องการสนับสนุนรัฐบาลให้ทำงานได้อย่างเต็มที่ โดยไม่มีข้อผูกมัดหรือการต่อรองใดๆ
  • เปิดทางให้คนรุ่นใหม่: การไม่รับตำแหน่งเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถได้เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารประเทศ
  • ใช้ประสบการณ์สนับสนุนเบื้องหลัง: พล.อ.ประวิตร พร้อมใช้ประสบการณ์และเครือข่ายที่มีอยู่สนับสนุนรัฐบาลจากเบื้องหลัง

การตัดสินใจของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลชุดใหม่ และความต้องการที่จะเห็นประเทศไทยเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง ถึงแม้จะไม่ได้รับตำแหน่งใดๆ ในคณะรัฐมนตรี แต่ก็พร้อมที่จะสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือในทุกๆ ด้านเท่าที่จะทำได้ นี่อาจเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทย ที่เน้นการทำงานร่วมกันเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ การที่ บิ๊กป้อมไม่รับตำแหน่งใน ครม.อนุทิน 1 จึงเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความตั้งใจที่จะสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลอย่างเต็มที่ และพร้อมที่จะใช้ประสบการณ์และความรู้ความสามารถที่มีอยู่เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ

แม้ว่า พล.อ.ประวิตร จะไม่ได้ดำรงตำแหน่งในรัฐบาล แต่การสนับสนุนและความช่วยเหลือจากประสบการณ์ของท่าน จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศในทุกๆ ด้าน

ที่มา – “บิ๊กป้อม” ปัดต่อรอง ลั่นไม่ขอรับตำแหน่งใน “ครม.อนุทิน 1” ขอหนุนอยู่เบื้องหลัง

ประวัติ นิธิยา บุญญามณี ว่าที่ รมช.พาณิชย์

เปิดประวัติ “นิธิยา บุญญามณี” ลูกสาว “นิพนธ์” เตรียมนั่งเก้าอี้ รมช.พาณิชย์ ภายใต้ “รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ คนที่ 32

วันที่ 7 ก.ย. 68 มีรายงานความคืบหน้า กรณีการจัดโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใต้รัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย มีการปรับเปลี่ยนตำแหน่ง ซึ่งในครั้งนี้มีรายชื่อ น.ส.นิธิยา บุญญามณี ที่คาดว่าจะได้นั่งตำแหน่ง รมช.พาณิชย์ ซึ่งเป็นที่จับตามอง เนื่องจาก น.ส.นิธิยา บุญญามณี เป็นลูกสาวของ นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีต รมช.มหาดไทย

การเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ของ น.ส.นิธิยา บุญญามณี ถือเป็นความท้าทายครั้งสำคัญในการสานต่อนโยบายและผลักดันเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ประวัติ นิธิยา บุญญามณี

น.ส.นิธิยา บุญญามณี อายุ 37 ปี เป็นบุตรสาวของ นายนิพนธ์ บุญญามณี และ นางกัลยา บุญญามณี

ประวัติการศึกษา

  • ปริญญาตรี นักเรียนทุน คณะเศรษฐศาสตร์ (หลักสูตรนานาชาติ) เกียรตินิยมอันดับ 1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • ปริญญาโท Master of Business Administration (Executive) สถาบันบัณฑิตธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เส้นทางสู่ รมช.พาณิชย์: ประวัติการทำงานของ นิธิยา บุญญามณี

ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมือง น.ส.นิธิยา บุญญามณี มีประสบการณ์การทำงานในภาคธุรกิจมาอย่างหลากหลาย ซึ่งประสบการณ์เหล่านี้เป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้เธอมีความเข้าใจในกลไกตลาดและความต้องการของผู้ประกอบการ

ประวัติการทำงาน

  • ปี 2553-2555: ตำแหน่ง นักวิเคราะห์ข้อมูล Data Analyst บริษัท เจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) ที่นี่เองที่เธอได้เรียนรู้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและการนำข้อมูลมาใช้ในการตัดสินใจทางธุรกิจ
  • ปี 2556-2568: ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามอินเตอร์เนชั่นแนลฟู้ด จำกัด บทบาทนี้ทำให้เธอต้องรับผิดชอบในการบริหารจัดการองค์กร การวางแผนกลยุทธ์ และการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโต
  • ปี 2556-2568: กรรมการบริหาร บริษัท สมิหลา โคลด์ สโตเรจ จำกัด ประสบการณ์ในธุรกิจห้องเย็นช่วยให้เธอมีความเข้าใจในระบบโลจิสติกส์และการจัดการห่วงโซ่อุปทาน

ด้วยประสบการณ์และความรู้ที่สั่งสมมา น.ส.นิธิยา บุญญามณี จึงมีความพร้อมที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

การได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่ง รมช.พาณิชย์ นับเป็นโอกาสอันดีที่ น.ส.นิธิยา บุญญามณี จะได้นำความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่มีมาใช้ในการพัฒนาและส่งเสริมการค้าทั้งในและต่างประเทศ การสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการไทย และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีโลก

สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปคือ นโยบายและแนวทางการทำงานของ น.ส.นิธิยา บุญญามณี ในการขับเคลื่อนกระทรวงพาณิชย์ให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ และสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับประชาชนชาวไทย

ที่มา – ประวัติ “นิธิยา บุญญามณี” ลูกสาว “นิพนธ์” จ่อนั่งเก้าอี้ รมช.พาณิชย์

“อนุทิน” เผยพรุ่งนี้ ทำเอกสาร ครม. ให้เรียบร้อย

“อนุทิน” เผยพรุ่งนี้ ทำเอกสาร ครม. ให้เรียบร้อย “เศรษฐา” ส่งแจกันดอกไม้ร่วมยินดี

“นายกฯ หนู” เผย พรุ่งนี้จะทำเอกสาร “ครม.อนุทิน 1” ให้เรียบร้อย ไม่ได้เข้าพรรคภูมิใจไทย ด้าน “เศรษฐา” ส่งแจกันดอกไม้แสดงความยินดี

เมื่อเวลา 16.40 น. วันที่ 7 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยสั้นๆ ว่า วันพรุ่งนี้ (8 กันยายน 2568) จะทำเอกสารเรื่องคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้เรียบร้อย และอาจจะไม่ได้เดินทางเข้ามายังที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ก่อนจะเดินต่อไปยังร้านจานิสตาร์ ร้านกาแฟของ จ๋า ธนนนท์ นิรามิษ ภริยานายกรัฐมนตรี และบอกว่า “ยังไม่ได้กินข้าว ขอไปกินข้าวก่อน”

ต่อมาเวลา 16.45 น. นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี และ พญ.พักตร์พิไล ทวีสิน ภรรยา ได้ส่งแจกันดอกไม้มาแสดงความยินดีให้กับ นายอนุทิน ในการเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ด้วย

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพื่อให้การบริหารประเทศเป็นไปอย่างราบรื่น และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ การที่นายอนุทินออกมาเปิดเผยว่าจะทำเอกสาร ครม. ให้เรียบร้อยในวันพรุ่งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงในการที่จะนำพาประเทศไปข้างหน้า

นอกจากนี้ การที่นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ส่งแจกันดอกไม้มาแสดงความยินดีกับนายอนุทิน ถือเป็นภาพที่น่าประทับใจ และแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างนักการเมือง แม้จะต่างพรรคต่างขั้ว แต่ก็สามารถร่วมมือกันเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของชาติบ้านเมืองได้

การทำเอกสาร ครม. ให้เรียบร้อย ถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการเริ่มต้นการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดใหม่ การแต่งตั้งบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาดำรงตำแหน่งต่างๆ ในคณะรัฐมนตรี จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล

สำหรับประชาชนทั่วไป การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เข้าใจถึงสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศ และสามารถมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมืองได้อย่างมีวิจารณญาณ การที่รัฐบาลชุดใหม่สามารถทำเอกสาร ครม. ให้เรียบร้อยได้อย่างรวดเร็ว จะเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการทำงาน และความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่

อนุทินเร่ง ทำเอกสาร ครม. ให้เรียบร้อย

การที่นายอนุทิน เร่งดำเนินการเรื่องเอกสาร ครม. แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อหน้าที่ และความเข้าใจถึงความสำคัญของการมีคณะรัฐมนตรีที่พร้อมทำงานโดยเร็วที่สุด การที่อดีตนายกฯ เศรษฐาส่งดอกไม้มาแสดงความยินดีก็เป็นภาพที่สวยงามของการเมืองไทย

ความสำคัญของการทำเอกสาร ครม. ให้เรียบร้อย

  • การเริ่มต้นการทำงานของรัฐบาลใหม่
  • การแต่งตั้งบุคคลที่เหมาะสม
  • ความเชื่อมั่นของประชาชน

การทำเอกสาร ครม. ให้เรียบร้อยไม่ใช่แค่เรื่องของขั้นตอนทางธุรการ แต่เป็นสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่นและการเตรียมพร้อมที่จะนำพาประเทศไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและมีประสิทธิภาพ

การเมืองไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้เต็มไปด้วยความท้าทาย แต่ก็มีโอกาสที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ หากทุกฝ่ายร่วมมือกันเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ การที่นายอนุทินและนายเศรษฐาส่งสัญญาณที่ดีออกมาเช่นนี้ ก็เป็นสิ่งที่น่าจับตามองว่าอนาคตของการเมืองไทยจะเป็นไปในทิศทางใด

ที่มา – นายกฯ เผย พรุ่งนี้ทำเอกสาร ครม. ให้เรียบร้อย “เศรษฐา” ส่งแจกันดอกไม้ร่วมยินดี

วิโรจน์เชื่อรัฐบาลอยู่ไม่นาน พรรคประชาชนตรวจสอบเต็มที่

“วิโรจน์” เชื่อ “รัฐบาลอนุทิน” ไม่สามารถลากยาวอยู่ในตำแหน่งได้ แนะจับตา 2 เรื่อง ยัน พรรคประชาชนทำหน้าที่ตรวจสอบเต็มที่

วันที่ 7 กันยายน 2568 คณะกรรมาธิการพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร ที่มี น.ส.วรรณิดา นพสิทธิ์ สส.ชลบุรี พรรคประชาชน ในฐานะรองประธาน กมธ. มีการจัดโครงการสัมมนาการส่งเสริมความรู้ด้านพลังงาน ในหัวข้อ “พลังงานในยุคเปลี่ยนผ่านสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” ที่ จ.ชลบุรี โดยมี นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน เป็นแขกรับเชิญพิเศษ

ทั้งนี้ ในตอนหนึ่ง นายวิโรจน์ กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองเกี่ยวกับการตัดสินใจของพรรคประชาชน เรื่องการทำข้อตกลง (MOA) ร่วมกับพรรคภูมิใจไทย ว่า รัฐบาลจะทำตามเงื่อนไขหรือไม่นั้น ต้องขอให้ติดตามดู 2 ประการสำคัญ คือ

  1. หน้าตาคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นอย่างไร รัฐมนตรีแต่ละกระทรวงเป็นไปตามที่ได้ทำข้อตกลงไว้หรือไม่ หากไม่เป็นไปตามข้อตกลง ก็ไม่จำเป็นต้องรอถึง 4 เดือน
  2. สิ่งสำคัญที่สุดหากตั้ง ครม.ได้แล้ว ส่อไปในทิศทางหรือก่อให้เกิดความเสียหาย พรรคประชาชนในฐานะพรรคฝ่ายค้านหลัก จะทำหน้าที่ในการอภิปราย และชี้แจงให้ประชาชนได้ทราบโดยทันที

“ยืนยันว่าเราจะทำหน้าที่ในการตรวจสอบอย่างเต็มที่ และเชื่อว่ารัฐบาลไม่สามารถลากยาวอยู่ในตำแหน่งได้ และสุดท้ายรัฐบาลจะถูกตัดสินว่าทำตามที่พูดหรือไม่ เมื่อเข้าสู่คูหาเลือกตั้ง”

วิโรจน์เชื่อรัฐบาลไม่สามารถลากยาวได้ ยัน พรรคประชาชนทำหน้าที่ตรวจสอบเต็มที่

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้แสดงความเห็นถึงสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของพรรคประชาชนในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น พร้อมทั้งแสดงความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันจะไม่สามารถอยู่ในตำแหน่งได้นาน

พรรคประชาชนพร้อมตรวจสอบเต็มที่

พรรคประชาชนในฐานะพรรคฝ่ายค้านหลัก จะมุ่งเน้นการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการติดตามเงื่อนไขที่ได้ตกลงกันไว้ก่อนการเข้าร่วมรัฐบาล หากพบว่ารัฐบาลไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง หรือการดำเนินงานของรัฐบาลก่อให้เกิดความเสียหาย พรรคประชาชนจะดำเนินการอภิปรายและชี้แจงให้ประชาชนได้รับทราบโดยทันที

นอกจากนี้ นายวิโรจน์ยังได้กล่าวถึงการตัดสินใจของพรรคประชาชนในการทำข้อตกลงร่วมกับพรรคภูมิใจไทย โดยเน้นย้ำว่าพรรคจะจับตาดูการทำงานของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน 2 ประเด็นสำคัญ คือ องค์ประกอบของคณะรัฐมนตรี และทิศทางการดำเนินงานของรัฐบาล หากพบว่ารัฐบาลไม่เป็นไปตามข้อตกลง หรือมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดความเสียหาย พรรคประชาชนจะดำเนินการตรวจสอบอย่างเข้มข้น และพร้อมที่จะเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบ

ความเชื่อมั่นของนายวิโรจน์ที่ว่ารัฐบาลไม่สามารถลากยาวอยู่ในตำแหน่งได้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคประชาชนในการทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเต็มที่ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชน และสร้างความโปร่งใสในการบริหารประเทศ

การออกมาแสดงความเห็นของนายวิโรจน์ครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังรัฐบาลว่า พรรคประชาชนจะจับตาดูการทำงานของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะออกมาคัดค้านหากพบว่ารัฐบาลมีการดำเนินงานที่ไม่ถูกต้องหรือไม่โปร่งใส ทั้งนี้ นายวิโรจน์ยังได้เน้นย้ำว่า สุดท้ายแล้วประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินว่ารัฐบาลทำตามที่ได้พูดไว้หรือไม่ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

การตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างธรรมาภิบาลในประเทศ และเป็นการประกันว่ารัฐบาลจะทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง ดังนั้นการทำหน้าที่ของพรรคประชาชนจึงมีความสำคัญต่อการสร้างความเข้มแข็งให้กับระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย

ในท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินว่ารัฐบาลชุดนี้จะสามารถบริหารประเทศได้นานแค่ไหน และจะทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนได้หรือไม่ การเลือกตั้งครั้งต่อไปจะเป็นบทพิสูจน์ว่า ประชาชนจะให้โอกาสรัฐบาลชุดนี้ต่อไป หรือจะเลือกผู้แทนที่สามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใสกว่าเดิม

ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ประชาชนทุกคนจะต้องตระหนักถึงสิทธิและหน้าที่ของตนเอง ในการติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และใช้สิทธิในการเลือกตั้งอย่างมีวิจารณญาณ เพื่อเลือกผู้แทนที่สามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส

ที่มา – “วิโรจน์” เชื่อรัฐบาลไม่สามารถลากยาวได้ ยัน พรรคประชาชนทำหน้าที่ตรวจสอบเต็มที่

อดีตอธิบดีปกครอง-ที่ดิน แสดงความยินดี “นายกฯ หนู”

“ไชยวัฒน์” อดีตอธิบดีกรมการปกครอง บอกใจนิ่งอยู่แล้ว หลังเคยถูกเด้งสมัย “ภูมิธรรม” ด้าน “พรพจน์” อดีตอธิบดีกรมที่ดิน เผยเป็นธรรมเนียมผู้น้อยกับผู้ใหญ่ วันนี้มาแสดงความยินดีนายกฯ ไม่ได้ฝากอะไร

วันที่ 7 กันยายน 2568 นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อดีตอธิบดีกรมการปกครอง และนายพรพจน์ เพ็ญพาส อดีตอธิบดีกรมที่ดิน เดินลงมาจากอาคารพรรคภูมิใจไทย ภายหลังนำดอกไม้มามอบให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เพื่อแสดงความยินดีในการรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 โดยก่อนเดินทางกลับ ผู้สื่อข่าวสอบถามว่าเป็นอย่างไรบ้างกลับมาครั้งนี้ เพราะก่อนหน้านี้เคยถูกเด้งออกจากตำแหน่งในสมัย นายภูมิธรรม เวชยชัย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งนายไชยวัฒน์ บอกเพียงสั้นๆ ว่า “ใจนิ่งอยู่แล้ว” ส่วนนายพรพจน์ บอกว่า “ไม่เป็นไร เป็นธรรมเนียมปฏิบัติระหว่างผู้น้อยกับผู้ใหญ่”

ผู้สื่อข่าวสอบถามเพิ่มเติมว่านายกรัฐมนตรีได้บอกอย่างไรหรือไม่ โดยทั้ง 2 คนบอกว่า ท่านไม่ได้ว่าอย่างไร และไม่ได้ฝากอะไร วันนี้มาแค่แสดงความยินดี.

อดีตอธิบดีปกครอง-อดีตอธิบดีที่ดิน บอกมาแสดงความยินดี “นายกฯ หนู” ไม่ได้ฝากอะไร

เรื่องราวของอดีตอธิบดีกรมการปกครองและอดีตอธิบดีกรมที่ดินที่เดินทางมาแสดงความยินดีกับนายกรัฐมนตรีคนใหม่นี้ ได้สร้างความสนใจให้กับหลายฝ่าย เพราะทั้งสองท่านต่างก็เป็นผู้ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในด้านการบริหารราชการแผ่นดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่ดินและการปกครองท้องที่ การที่ท่านทั้งสองเดินทางมาแสดงความยินดีด้วยตนเอง แสดงให้เห็นถึงความเคารพและความปรารถนาดีที่มีต่อนายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือคำกล่าวที่ว่า “ไม่ได้ฝากอะไร” ซึ่งอาจตีความได้หลายนัยยะ หนึ่งคือท่านทั้งสองมาแสดงความยินดีด้วยใจจริง โดยไม่ได้มีเจตนาที่จะขอความช่วยเหลือหรือผลประโยชน์ใดๆ ตอบแทน สองคือท่านทั้งสองอาจเข้าใจดีว่านายกรัฐมนตรีคนใหม่กำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการบริหารประเทศ และต้องการที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนก่อน จึงยังไม่ต้องการที่จะรับฟังข้อเสนอแนะหรือข้อเรียกร้องใดๆ ในขณะนี้

มุมมองต่อการแสดงความยินดีของอดีตอธิบดี

ในการเมืองไทย การแสดงความยินดีและการให้กำลังใจแก่ผู้ที่ได้รับตำแหน่งใหม่ถือเป็นเรื่องปกติ แต่ในบางครั้งก็อาจมีนัยยะทางการเมืองแอบแฝงอยู่ได้เช่นกัน ดังนั้น การตีความการกระทำของอดีตอธิบดีทั้งสองจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงบริบททางการเมืองและสังคมในขณะนั้นด้วย

การที่อดีตอธิบดีกรมการปกครองกล่าวว่า “ใจนิ่งอยู่แล้ว” หลังจากที่เคยถูกย้ายออกจากตำแหน่ง อาจสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพและความเข้าใจในระบบราชการเป็นอย่างดี ท่านอาจมองว่าการถูกย้ายเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้เสมอ และไม่ได้เก็บมาใส่ใจ

ในขณะที่อดีตอธิบดีกรมที่ดินกล่าวว่าเป็น “ธรรมเนียมปฏิบัติระหว่างผู้น้อยกับผู้ใหญ่” อาจหมายถึงการแสดงความเคารพต่อผู้ที่อาวุโสกว่า และเป็นการรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างข้าราชการด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม การที่ทั้งสองท่านกล่าวว่า “ไม่ได้ฝากอะไร” อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าท่านต้องการที่จะให้โอกาสนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในการบริหารประเทศอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องการที่จะเข้ามาแทรกแซงหรือชี้นำใดๆ

สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่นายกรัฐมนตรีสามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ได้ ไม่ว่าอดีตอธิบดีทั้งสองจะมีความคิดเห็นอย่างไรก็ตาม

อดีตอธิบดีปกครอง-อดีตอธิบดีที่ดิน บอกมาแสดงความยินดี “นายกฯ หนู” ไม่ได้ฝากอะไร แต่การมาครั้งนี้ก็สร้างกำลังใจให้กับนายกฯ อย่างแน่นอน และสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีในแวดวงข้าราชการ

ที่มา – อดีตอธิบดีปกครอง-อดีตอธิบดีที่ดิน บอกมาแสดงความยินดี “นายกฯ หนู” ไม่ได้ฝากอะไร

ปลัดมหาดไทย ยินดี นายกฯ อนุทิน พร้อมกุหลาบชมพู!

“ปลัดกระทรวงมหาดไทย” นำดอกกุหลาบสีชมพูช่อใหญ่ ร่วมแสดงความยินดีกับ “นายกฯ อนุทิน” อย่างอบอุ่น พร้อมด้วยอดีตอธิบดี 3 ท่านที่เคยร่วมงานกับ “มท.อนุทิน” ก็เดินทางเข้าแสดงความยินดีที่พรรคภูมิใจไทย

เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2568 เวลา 14:40 น. ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานพรรคภูมิใจไทยว่า นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดมหาดไทย ได้เดินทางมาถึงพรรค พร้อมด้วยช่อดอกกุหลาบสีชมพูขนาดใหญ่ เพื่อแสดงความยินดีกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในโอกาสที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 โดยมีทีมงานให้การต้อนรับและนำนายอรรษิษฐ์ขึ้นลิฟต์ไปยังสำนักงานด้านบนของพรรค

นอกจากนี้ ยังมีอดีตอธิบดีที่เคยดำรงตำแหน่งในสมัยที่นายอนุทินเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มาร่วมแสดงความยินดีอย่างพร้อมเพรียง อาทิ นายไชยวัฒน์ จุนถิรพงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย อดีตอธิบดีกรมการปกครอง, นายพรพจน์ เพ็ญภาส รองปลัดกระทรวงมหาดไทย อดีตอธิบดีกรมที่ดิน และนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

น่าสนใจว่า อดีตอธิบดีทั้ง 3 ท่านนี้ มีสถานะที่แตกต่างกัน โดยนายไชยวัฒน์จะเกษียณอายุราชการในสิ้นเดือนกันยายนนี้ ขณะที่นายพรพจน์เหลืออายุราชการอีก 1 ปี และนายนฤชาเหลืออายุราชการอีก 2 ปี โดยทั้งหมดเคยถูกโยกย้ายตำแหน่งในช่วงที่นายภูมิธรรม เวชชยชัย ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ปลัดมหาดไทย แสดงความยินดี นายกฯ อนุทิน

การปรากฏตัวของ ปลัดมหาดไทย พร้อมด้วยอดีตอธิบดีทั้ง 3 ท่าน แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างข้าราชการระดับสูงกับนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการทำงานร่วมกันในอนาคต

ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นเช่นนี้ บ่งบอกถึงการสนับสนุนและความเชื่อมั่นที่ข้าราชการมีต่อนายกรัฐมนตรีอนุทิน และอาจนำไปสู่การขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ความสำคัญของตำแหน่งปลัดมหาดไทย

ตำแหน่ง ปลัดมหาดไทย ถือเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการบริหารราชการแผ่นดิน เนื่องจากเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของข้าราชการในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการดูแลความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ การบริหารจัดการท้องถิ่น และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

การที่ ปลัดมหาดไทย เดินทางมาแสดงความยินดีด้วยตนเอง จึงเป็นการแสดงความเคารพและให้เกียรติอย่างสูงต่อนายกรัฐมนตรี อีกทั้งยังเป็นการยืนยันถึงความพร้อมในการสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลอย่างเต็มที่

การสนับสนุนและความร่วมมือจากข้าราชการในทุกระดับ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้รัฐบาลสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ และพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าได้อย่างยั่งยืน การเริ่มต้นด้วยความสัมพันธ์ที่ดีจึงเป็นนิมิตรหมายอันดีสำหรับอนาคตของประเทศไทย

อนาคตของการทำงานร่วมกัน

การที่นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดมหาดไทย นำดอกกุหลาบสีชมพูช่อใหญ่มาแสดงความยินดีกับนายกฯ อนุทิน นับเป็นภาพที่น่าประทับใจและแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างข้าราชการประจำและนักการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า การทำงานร่วมกันอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพจะนำมาซึ่งประโยชน์สุขของประชาชนอย่างแท้จริง

การแสดงความยินดีของอดีตอธิบดีทั้ง 3 ท่าน ก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่านายกฯ อนุทินยังคงได้รับการสนับสนุนและความเชื่อมั่นจากผู้ที่เคยร่วมงานกันในอดีต ซึ่งเป็นกำลังใจสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่

ความสามัคคีและความร่วมมือกันของทุกภาคส่วน จะเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญในการสร้างสรรค์ประเทศไทยให้เป็นประเทศที่น่าอยู่และมีความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืนต่อไป

ที่มา – “ปลัดมหาดไทย” นำดอกกุหลาบสีชมพูช่อใหญ่ ร่วมยินดีกับ “นายกฯ อนุทิน”

“นายกฯ อนุทิน” เปิดตัว “วรภัค ธันยาวงษ์” ว่าที่ รมช.คลัง

“นายกฯ อนุทิน” เปิดตัว “วรภัค ธันยาวงษ์” อดีตที่ปรึกษา “พิชัย” เตรียมนั่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง โควตาคนนอก

เมื่อเวลา 13.40 น. วันที่ 7 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เปิดตัว นายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย อดีตประธานคณะที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายพิชัย ชุณหวชิร อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.)

โดยนายอนุทิน เปิดเผยว่า นายวรภัค ธันยาวงษ์ จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ทั้งนี้ ถือเป็นการเปิดตัวโควตารัฐมนตรีคนนอกรายที่ 4 นับตั้งแต่มีการเปิดตัวเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2568

การเปิดตัว นายวรภัค ธันยาวงษ์ ในครั้งนี้สร้างความฮือฮาในวงการการเมืองพอสมควร เนื่องจากเป็นการดึงบุคคลภายนอกที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะทางด้านการเงินและการธนาคาร เข้ามาร่วมบริหารประเทศในตำแหน่งสำคัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

นายวรภัค ธันยาวงษ์ ถือเป็นบุคคลที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในแวดวงการเงินการธนาคารอย่างกว้างขวาง การเข้ามารับตำแหน่งในครั้งนี้จึงถูกคาดหวังว่าจะสามารถนำความรู้ความสามารถมาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

“นายกฯ อนุทิน” เปิดตัว “วรภัค ธันยาวงษ์” จ่อนั่ง รมช.คลัง โควตาคนนอก

การตัดสินใจของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในการเลือก นายวรภัค ธันยาวงษ์ เข้ามาร่วมทีมบริหาร ถือเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง โดยอาศัยความรู้ความสามารถของบุคลากรจากหลากหลายสาขาอาชีพ

ความคาดหวังต่อ “นายวรภัค ธันยาวงษ์” ในฐานะ รมช.คลัง

เมื่อ นายวรภัค ธันยาวงษ์ เข้ารับตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง อย่างเป็นทางการ สิ่งที่ประชาชนคาดหวังคือการนำนโยบายทางเศรษฐกิจที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมาใช้ เพื่อแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ

นอกจากนี้ การเข้ามาของ นายวรภัค ธันยาวงษ์ ยังถูกมองว่าเป็นการเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เนื่องจากเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

การแต่งตั้ง นายวรภัค ธันยาวงษ์ ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังครั้งนี้ ยังแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการเปิดโอกาสให้คนนอกที่มีความรู้ความสามารถได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ ซึ่งเป็นแนวทางที่น่าสนใจและควรได้รับการสนับสนุน

อย่างไรก็ตาม การทำงานในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังนั้น ย่อมต้องเผชิญกับความท้าทายและความกดดันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นายวรภัค ธันยาวงษ์ จะต้องพิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สมกับความไว้วางใจที่ได้รับจากนายกรัฐมนตรีและประชาชน

การจับตาดูนโยบายและการดำเนินงานของ **นายวรภัค ธันยาวงษ์** ในช่วงต่อจากนี้จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญว่าการตัดสินใจของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในครั้งนี้จะนำพาประเทศไปสู่ทิศทางใด

ที่มา – “นายกฯ อนุทิน” เปิดตัว “วรภัค ธันยาวงษ์” จ่อนั่ง รมช.คลัง โควตาคนนอก

อนุทิน นายกฯ คนที่ 32 ทำงานไม่หยุด ยุบสภาใน 4 เดือน

“อนุทิน ชาญวีรกูล” แถลงครั้งแรกในฐานะนายกฯ คนที่ 32 ลั่น ครม. ทำงานไม่มีวันหยุด ลุยแก้ 4 เรื่อง ตอบแทนบุญคุณแผ่นดินและประชาชนคนไทย ย้ำไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม พร้อมยุบสภาใน 4 เดือน

เมื่อเวลา 12.17 น. วันที่ 7 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 แถลงครั้งแรกภายหลังได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ว่า สวัสดีพี่น้องประชาชนชาวไทยที่เคารพรักทุกท่าน นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่ตัวกระผมอย่างหาที่สุดมิได้ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวันนี้ ผมยืนอยู่ตรงนี้ด้วยความตระหนักดีว่าการเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวันนี้อาจจะมีข้อจำกัดหลายประการหลายด้านในการปฏิบัติหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน แต่อย่างไรก็ตามขอให้ความมั่นใจต่อพี่น้องประชาชนที่เคารพรักทุกท่านว่า ตัวผมและคณะรัฐมนตรีของผมทุกคนจะมุ่งมั่นทุ่มเททำงานด้วยความไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ใช้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นกำลังกาย กำลังสมอง เพื่อให้ประเทศไทยของเราได้หลุดพ้นจากสถานการณ์วิกฤตต่างๆ โดยเร็วที่สุด

ผมต้องขอขอบพระคุณพี่น้องประชาชนที่ได้ให้ความมั่นใจโดยผ่านความไว้วางใจและการลงคะแนนเสียงของบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคประชาชน ที่ได้ให้การสนับสนุนตัวกระผมให้เข้ามาแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า ท่านได้เสียสละให้ประเทศไทยมีทางออกและหลังจากลงคะแนนเสียงเรียบร้อยแล้วท่านก็ได้กลับไปอยู่ในเจตนารมณ์ของท่านก็คือการเป็นฝ่ายตรวจสอบ

และผมต้องขอขอบพระคุณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากพรรคร่วมรัฐบาล อาทิ พรรคกล้าธรรม พรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาธิปไตยใหม่ และพี่น้องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้ให้การสนับสนุนไว้วางใจทำให้รัฐบาลของผมภายใต้การนำของผมที่เป็นนายกรัฐมนตรีกำลังจะเกิดขึ้นเพื่อมารับใช้พ่อแม่พี่น้องประชาชนรับใช้ประเทศไทยที่รักของเรา

วันนี้ด้วยเวลาที่มีอยู่เราจะเร่งแก้ไขปัญหา 4 ด้าน ที่เป็นภัยคุกคามและส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของพี่น้องประชาชนชาวไทย เรื่องที่ 1 ปัญหาเศรษฐกิจ เราจะเร่งดำเนินมาตรการลดรายจ่าย ลดค่าครองชีพ ลดค่าพลังงาน ค่าเดินทาง ค่าขนส่งต่างๆ ให้แก่พี่น้องประชาชน ผู้ประกอบการทั้งหลาย และจะแก้ไขปัญหาหนี้สินให้กับเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย หามาตรการต่างๆ ทั้งทางกฎหมายและการอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อเสริมสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการและพี่น้องประชาชน ตลอดจนทำให้รายได้ของชุมชนท้องถิ่นซึ่งเป็นฐานรากของสังคมไทยมีความมั่นคงแข็งแรงมากยิ่งขึ้น

เรื่องที่ 2 ความมั่นคง ซึ่งเป็นปัญหาที่กำลังดำเนินอยู่ รัฐบาลของผมจะเร่งดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหากรณีพิพาทระหว่างไทยและกัมพูชาด้วยแนวทางสันติภาพ เพื่อให้เกิดการลดความสูญเสียของประชาชนของทั้งสองประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม “ประเทศไทยจะต้องยึดหลักการที่เราจะต้องไม่มีวันเสียดินแดนแผ่นดินเราแม้แต่ตารางเซนติเมตรเดียว คนไทยจะต้องไม่เสียประโยชน์คนไทยจะต้องดำเนินชีวิตด้วยความเป็นปกติสุข” และรัฐบาลจะเร่งดำเนินการชดเชยให้กับพี่น้องประชาชนผู้ประสบภัย ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาอาจจะมีการล่าช้าไปบ้าง แต่รัฐบาลของผมจะต้องชดเชยให้กับค่าเสียหายต่างๆ ให้แก่พี่น้องประชาชนในบริเวณจังหวัดที่มีจังหวัดชายแดนติดต่อกับกัมพูชาด้วยความรวดเร็ว ครอบคลุมทุกหลังคาเรือน

เรื่องที่ 3 ปัญหาภัยธรรมชาติ ต้องเร่งต่อยอดในเรื่องการจัดทำระบบเตือนภัย ซึ่งได้ทำมาแล้วในสมัยที่ยังดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หวังว่าในช่วงที่ไปพักร้อนอยู่สักพักหนึ่งนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และหน่วยงานต่างๆ ที่เราได้เคยประชุมหารือกันอยู่ คงไม่ได้หยุดในการที่จะจัดหาระบบเตือนภัยระบบป้องกันภัย ระบบการเยียวยาฟื้นฟู และระบบการแจ้งเตือนภัยต่างๆ ให้กับพี่น้องประชาชน เราจะต้องเร่งให้มีการชดเชยค่าเสียหายให้กับประชาชนผู้ประสบภัยจากภัยธรรมชาติอย่างรวดเร็ว ทันท่วงที สมเหตุสมผล และมีความเป็นธรรม

“ตัวกระผมเองมีความคุ้นเคยกับเรื่องนี้เป็นอย่างดีในสมัยที่ยังดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และจะเข้ามาดำเนินการอย่างเต็มที่และเข้มแข็ง เพราะผมก็จะควบในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยด้วย ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจะไม่มีการหยุดชะงักและจะไม่มีการติดอุปสรรคใดๆ ผมเชื่อมั่นว่าผมยังคงจะได้รับความร่วมมือที่ดีจากพี่น้องข้าราชการทุกหน่วยงานที่ผมมีความคุ้นเคย”

ทั้งนี้ ตนไม่ได้มีความคุ้นเคยเฉพาะพี่น้องข้าราชการในกระทรวงมหาดไทย หรือกระทรวงสาธารณสุขที่อยู่มา แต่ในช่วงเป็นรองนายกรัฐมนตรีก็ได้มีความสัมพันธ์ มีเครือข่ายความร่วมมือจากทุกๆ หน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นด้านการพลเรือน ตำรวจ ความมั่นคง กองทัพ ในเวลาที่ผ่านมาที่ผมมีตำแหน่งหน้าที่ราชการอยู่ เรื่องปัญหาความร่วมมือไม่เคยเป็นอุปสรรคต่อการทำงานเพื่อตอบสนองพี่น้องประชาชนแต่อย่างใดเลย ตรงกันข้ามผมมั่นใจในความสามารถของตัวผมเอง ที่จะเชื่อมโยงความสัมพันธ์และประสานงานเร่งให้ทุกฝ่ายให้ความร่วมมือเพราะประโยชน์ทั้งหลายที่จะเกิดขึ้นด้วยเวลาที่รวดเร็วด้วยความร่วมมือที่เข้มแข็ง ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ก็คือพี่น้องประชาชนทั้งสิ้นซึ่งผมมั่นใจว่าผมและพี่น้องข้าราชการทุกท่านมีเป้าหมายเดียวกัน

เรื่องที่ 4 ปัญหาเรื่องภัยสังคม รัฐบาลจะเร่งปราบปรามกระบวนการค้ายาเสพติด ค้ามนุษย์ สแกมเมอร์ การพนันและการพนันออนไลน์ทั้งหลายอย่างจริงจัง โดยสร้างความร่วมมือกับเพื่อนบ้านและมิตรประเทศเพื่อกำจัดภัยสังคมทุกรูปแบบ

“ขอให้พี่น้องประชาชนมีความมั่นใจว่าผมมาเป็นนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ไม่ได้มาด้วยบุญคุณของใคร ยกเว้นบุญคุณของพี่น้องประชาชนชาวไทยโดยผ่านผู้แทนราษฎรของท่าน เพราะฉะนั้นผมมีผู้ที่ผมจะต้องตอบแทนพระคุณอยู่เพียงกลุ่มเดียวก็คือพี่น้องประชาชนชาวไทย ซึ่งเป็นสุดยอดปรารถนาของผม”

การแก้ไขปัญหาที่ได้กล่าวมา 4 ประการหลักๆ ขอให้ความมั่นใจว่าจะต้องได้รับความร่วมมือและการประสานงานเพื่อให้เจตนารมณ์ของผมซึ่งก็คือเจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชนทุกคน ได้ขับเคลื่อนไปด้วยประสิทธิภาพและความรวดเร็วโดยปราศจากอุปสรรคและสิ่งกีดขวางใดๆ เพราะมั่นใจว่าด้วยประสบการณ์ที่ตัวผมและคณะรัฐมนตรีที่ผมกำลังคัดสรรแต่งตั้งให้มาทำงานรับใช้พี่น้องประชาชนนั้น จะไม่มีเวลาทดลองงาน ผมต้องคัดสรรมาอย่างดีเมื่อทุกคนถวายสัตย์ปฏิญาณตนต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว ก็จะปฏิบัติงานได้ทันทีด้วยความมีประสิทธิภาพ

ในเรื่องความกังวลทั้งหลายของพี่น้องประชาชน ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามที่เป็นความกังขาในเรื่องของจริยธรรม เรื่องตัวบทกฎหมายที่ในบางครั้งพวกตนก็ไม่ได้รับความยุติธรรม มีการกลั่นแกล้งใส่ร้าย แต่ถือว่าวันนั้นได้ผ่านไปแล้ว เรื่องที่เป็นสิ่งที่กังวลใจของพี่น้องประชาชน ขอเรียนยืนยันว่าตัวผมและรัฐบาลซึ่งก็หมายถึงรัฐมนตรีทุกคน จะทำงานโดยยึดความถูกต้องของกฎหมายเป็นหลักเท่านั้น

“ผมขอย้ำนะครับ จะไม่มีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมตามที่มีผู้ห่วงใยตามที่มีผู้กังวล แต่จะปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมได้ทำงานด้วยกลไกซึ่งกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่างๆ ความยุติธรรมที่จะต้องมีกับผู้คนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ไม่มีใครยัดเยียด ปรุงแต่ง หรือกลั่นแกล้งใส่ร้ายอย่างที่เคยมีผู้ปฏิบัติมา ขอให้พี่น้องประชาชนได้มีความมั่นใจ นอกจากจะไม่เข้าไปแทรกแซงแล้วจะเข้าไปเร่งรัด เปิดเผย ให้กระบวนการยุติธรรมทุกอย่างต้องอยู่บนโต๊ะ และสามารถอธิบายให้กับพี่น้องประชาชนที่มีความกังวลสงสัยหรือแม้กระทั่งคู่ความได้รับทราบ ถ้าตรงไหนผิดดำเนินการทันที แต่ต้องดำเนินการด้วยกฎหมาย ไม่ใช่กฎหมู่ ขอให้พี่น้องประชาชนคอยติดตามการทำงานของผมในเรื่องนี้”

ส่วนสิ่งที่พี่น้องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชนมีความห่วงใย ซึ่งได้กำหนดไว้ในบันทึกข้อตกลงว่า รัฐบาลของผมจะมีจุดมุ่งหมายที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นตามกระบวนการที่กำหนดไว้ในหมวดของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และนอกจากนี้น่าจะมีกระบวนการตามที่ศาลรัฐธรรมนูญจะได้กำหนดวินิจฉัยในเร็วๆ นี้ “และหลังจากนั้นผมจะยุบสภาครับภายในกรอบเวลา 4 เดือนที่ได้มีข้อตกลงไว้ เพื่อที่เราจะได้คืนอำนาจกลับคืนสู่พี่น้องประชาชนให้พี่น้องได้ตัดสินใจอนาคตของประเทศต่อไป”

นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 กล่าวต่อไปว่า แม้จะยังมีเวลาไม่มากนัก แต่มั่นใจว่าจะได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่าย . ผมจะทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่ในเวลาเวลาน้อยเพียง 4 เดือน ดังนั้นตัวผมและคณะรัฐมนตรีจะไม่มีวันหยุด ไม่มีพักร้อน และถ้าเป็นไปได้ต้องไม่มีการเจ็บป่วย ไม่มี Holiday ไม่มีวันที่จะบอกว่าพักผ่อนกับครอบครัว ยกเว้นพักผ่อนตามความต้องการของร่างกายในทุกๆ วัน ผมเชื่อว่า 4 เดือนคนที่มาเป็นรัฐมนตรีของผมรวมทั้งตัวผมเอง จะสามารถยืนหยัดทำงานให้กับพี่น้องประชาชนได้อย่างเต็มที่เราจะต้องเร่งขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทย ให้หลุดพ้นจากสถานการณ์วิกฤตให้จงได้ในระยะเวลาที่มีอยู่

จากนั้นเราจะสร้างรากฐานเพื่อที่รัฐบาลชุดต่อไปจะได้มาสานต่อการทำงานของรัฐบาล โดยดำรงเจตนารมณ์ให้พี่น้องประชาชนมีความอยู่ดีมีสุข มีความมั่นคงในชีวิตเพื่อความยั่งยืนตลอดไป รวมทั้งจะสร้างความรักความสามัคคีของคนในชาติเพื่อสร้างเป็นพลังในการเป็นประเทศไทยที่รักของเราสืบไป

ก่อนจะทิ้งท้ายว่า “ผมจะไม่ทำให้เจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชนที่มอบความไว้วางใจในตัวผมต้องสูญเปล่าและผมจะทุ่มเทอย่างสุดความสามารถที่จะทำงานตอบแทนบุญคุณของแผ่นดินด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ด้วยความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะรับใช้พี่น้องประชาชนของผม ให้สมกับความไว้วางใจที่ท่านได้กรุณามีให้แก่ผมในการเป็นนายกรัฐมนตรีของท่านในวันนี้ ขอขอบพระคุณครับ”

อนุทิน นายกฯ คนที่ 32 ทำงานไม่หยุด ยุบสภาใน 4 เดือน

สิ่งที่ต้องจับตาหลังจากนี้: อนุทิน นายกฯ คนที่ 32 ทำงานไม่หยุด ยุบสภาใน 4 เดือน จริงหรือไม่?

การแถลงนโยบายของ อนุทิน นายกฯ คนที่ 32 ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจและความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจและความมั่นคง การประกาศยุบสภาใน 4 เดือน ถือเป็นสัญญาประชาคมที่ต้องติดตามว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ การทำงานของรัฐบาลชุดนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป คงต้องจับตาดู

ที่มา – “อนุทิน” นายกฯ คนที่ 32 แถลงครั้งแรก ทำงานไม่หยุด ลุยแก้ 4 เรื่อง ยุบสภาใน 4 เดือน

Scroll to top