จัดตั้งรัฐบาล

“บิ๊กป้อม” ไปโหวตแน่ อนุทิน นั่งนายกฯคนที่ 32

“ชัยวุฒิ-สันติ” ลั่น พร้อมโหวตหนุน “อนุทิน” นั่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ตั้งแต่กินข้าวหน้าไก่กันแล้ว ย้ำ “บิ๊กป้อม” ไปโหวตแน่ ปัดตอบ “พล.อ.ประวิตร” จ่อคุมความมั่นคง-กลาโหม บอกยังไม่ถึงเวลานั้น

เมื่อเวลา 16.48 น. วันที่ 1 กันยายน 2568 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางออกจากที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ว่า วันนี้เข้ามาสังเกตการณ์ความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาล ผู้สื่อข่าวถามว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ มีการพูดอะไรบ้างหรือไม่ ซึ่งนายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ตอบแทนว่า “เราพร้อมยกโหวตให้ตั้งแต่กินข้าวหน้าไก่กันแล้ว”

ส่วนคำถามว่าวันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในสภาผู้แทนราษฎร พล.อ.ประวิตร จะมาร่วมโหวตด้วยหรือไม่ นายชัยวุฒิ กล่าวว่า “ต้องไปอยู่แล้ว เพราะเป็นโหวตสำคัญ” สำหรับประเด็นคำถามว่าการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้มีพรรคกล้าธรรมร่วมด้วย มีเรื่องหนักใจหรือไม่ นายชัยวุฒิ ตอบว่า ไม่เกี่ยวกับเรา คนละพรรคกัน พร้อมยืนยันว่าร่วมงานได้ถ้าต้องอยู่รัฐบาลเดียวกัน แต่ก่อนก็อยู่ด้วยกัน “ยืนยันว่าพลัข้าวหน้าไก่จะโหวตให้นายอนุทินทั้งพรรค”

ขณะที่กระแสข่าวที่มีการจองกระทรวงกันแล้วจริงหรือไม่ นายชัยวุฒิ ตอบว่า อันนี้ไม่ทราบ เพราะยังไม่ถึงเวลา เมื่อถามอีกว่า พล.อ.ประวิตร พร้อมจะรับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมหรือไม่ นายชัยวุฒิ ระบุว่า ตนยังไม่ทราบ ยังไม่ถึงเวลานั้น ผู้สื่อข่าวถามย้ำจะพร้อมไปรับตำแหน่งหรือไม่หากมีการเทียบเชิญ นายชัยวุฒิ ตอบว่า “ยังไม่ได้คุยกันเลย”

“บิ๊กป้อม” ไปโหวตแน่ อนุทิน นั่งนายกฯคนที่ 32

การเมืองไทยยังคงร้อนแรงกับการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ หลังจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา ล่าสุด นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 โดยยืนยันว่า พรรคพลังประชารัฐพร้อมที่จะโหวตสนับสนุนอย่างเต็มที่

ประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือ การยืนยันว่า “บิ๊กป้อม” ไปโหวตแน่ อนุทิน นั่งนายกฯคนที่ 32 ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นของพรรคพลังประชารัฐในการผลักดันให้นายอนุทิน ขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำประเทศ นอกจากนี้ นายชัยวุฒิ ยังได้กล่าวถึงกระแสข่าวเกี่ยวกับการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรี โดยระบุว่า ยังไม่ถึงเวลาที่จะพูดคุยในเรื่องนี้

พลังประชารัฐพร้อมสนับสนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯคนที่ 32

การยืนยันจากนายชัยวุฒิในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า พรรคพลังประชารัฐพร้อมที่จะให้การสนับสนุนนายอนุทิน อย่างเต็มที่ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีที่จะมีขึ้นในสภาผู้แทนราษฎร แม้ว่าจะมีกระแสข่าวเกี่ยวกับการต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรีต่างๆ แต่ทางพรรคก็ยังคงยืนยันที่จะสนับสนุนนายอนุทิน โดยไม่มีเงื่อนไข

นอกจากนี้ นายชัยวุฒิยังได้กล่าวถึงท่าทีของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ว่าจะเข้าร่วมการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีอย่างแน่นอน ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการโหวตครั้งนี้ และความมุ่งมั่นของพรรคในการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเลือกผู้นำประเทศ

อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งรัฐบาลยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเจรจาต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรี และการรวมเสียงสนับสนุนจากพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อให้ได้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร แต่การยืนยันจากพรรคพลังประชารัฐในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการเดินหน้าสู่การจัดตั้งรัฐบาลใหม่

สถานการณ์การเมืองในขณะนี้ยังคงมีความไม่แน่นอน และการเปลี่ยนแปลงอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา แต่การยืนยันของนายชัยวุฒิในเรื่อง “บิ๊กป้อม” ไปโหวตแน่ อนุทิน นั่งนายกฯคนที่ 32 นั้น แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของพรรคพลังประชารัฐในการสนับสนุนนายอนุทิน และมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของประเทศในอนาคต

การตัดสินใจของพรรคพลังประชารัฐในครั้งนี้ จะมีผลกระทบต่อการเมืองไทยอย่างมีนัยสำคัญ และจะเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดอนาคตของประเทศ การจับตาดูความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาล และการตัดสินใจของพรรคการเมืองต่างๆ จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ท้ายที่สุดแล้ว การตัดสินใจของทุกฝ่ายจะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชนเป็นสำคัญ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน การเมืองไม่ใช่แค่เกม แต่คืออนาคตของพวกเราทุกคน มาร่วมกันติดตามและให้กำลังใจทุกฝ่ายให้ทำหน้าที่ของตนอย่างดีที่สุด

ที่มา – “บิ๊กป้อม” ไปโหวตแน่ “ชัยวุฒิ” ลั่นพลังข้าวหน้าไก่หนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ คนที่ 32

สว.นันทนา ถาม ภูมิใจไทย อยากแก้รัฐธรรมนูญทำไมไม่ทำตั้งแต่แรก

“สว.นันทนา” ถามพรรคภูมิใจไทย อยากแก้รัฐธรรมนูญทำไมไม่ทำตั้งแต่แรก หลังไม่โหวตรับ พ.ร.บ.ประชามติ ชี้ อาจจะมีหักเหลี่ยมพรรคประชาชน หลังโหวตนายกฯ มองแก้ไขรัฐธรรมนูญควรทำทั้งฉบับ

วันที่ 1 กันยายน 2568 นางสาวนันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคการเมืองเสนอเตรียมให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า วิกฤติทางการเมือง การจัดตั้งรัฐบาล การถอดถอนฝ่ายบริหาร รวมถึงขอบเขตอำนาจขององค์กรอิสระที่มีอย่างกว้างขวาง ล้วนเกิดจากจุดบกพร่องของรัฐธรรมนูญปี 2560 เพราะไม่ได้เปิดโอกาสให้กับประชาชนได้มีส่วนร่วมในการแก้ไข แต่กลับมาจาก ส.ส.ร. จำนวน 20 ราย ที่ถูกตั้งด้วยมติของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ทั้งนี้ ตนก็เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้ว่าขณะนี้จะช้ามาหน่อย แต่ความจริงแล้วควรจะเกิดการแก้ไขมานานแล้ว เพราะการเลือกตั้งใหญ่ฝ่ายพรรคการเมืองก็หาเสียงเลือกตั้งได้นโยบายแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ลงมือทำ พรรคประชาชนที่ตั้งใจก็กลับกลายเป็นฝ่ายค้าน ส่วนจะต้องยกร่างทั้งฉบับหรือแก้ไขมาตรานั้น นางสาวนันทนา มองว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เปรียบเสมือนเรือที่มีรูรั่วและคงจมไปแล้ว การแก้ไขทีละมาตราอาจจะใช้เวลานานเป็น 100 ปี จึงเห็นว่าควรจะยกร่างทั้งฉบับ และอยากให้มีการให้ความสำคัญกับที่มาของคณะกรรมการยกร่างฯ

ส่วนการที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคเพื่อไทย เสนอให้มีการใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 ไปพลางก่อนนั้น นางสาวนันทนา ระบุว่า ตามกระบวนการไม่อาจทำได้ เพราะรัฐธรรมนูญปี 2540 ถูกฉีกทิ้งไปและร่างฉบับใหม่มาแล้ว ไม่สามารถที่จะวางกฎหมายฉบับใดและหยิบอีกฉบับหนึ่งมาใช้ แต่สิ่งที่ตนเข้าใจคือพรรคเพื่อไทยเสนอให้นำกรอบของรัฐธรรมนูญปี 2540 มาช่วยในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งก็จะทำให้ยกร่างเร็วขึ้น

ผู้สื่อข่าวถามถึงความเห็นในท่าทีกับการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย ซึ่งทั้งสองพรรคกำลังเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลในขณะนี้ นางสาวนันทนา มองว่า ทั้งสองพรรคเมื่อมาเป็นรัฐบาลแล้ว ที่ผ่านมาตนเห็นว่าเป็นการขัดขวางการแก้ไขมากกว่า พรรคเพื่อไทยเหมือนจะพยายามแก้ไข แต่สุดท้ายก็มีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความเรื่องการทำประชามติ แต่พรรคภูมิใจไทยชัดเจนว่าไม่มีเจตจำนงในการแก้ ตั้งแต่การจัดทำร่างพระราชบัญญัติออกเสียงประชามติ ซึ่งคณะกรรมาธิการฝ่ายวุฒิสภา ก็กลับมติที่ประชุมไปสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพรรคภูมิใจไทย ในการเสนอให้ออกเสียงประชามติแบบสองชั้น (Double Majority) จนกระทั่งทำให้วาระกฎหมายเลื่อนออกไปอีก 180 วัน

“ถ้าอยากจะแก้จริง ออกเสียงประชามติแบบชั้นเดียวทั่วโลกก็ใช้กัน แต่นี่ไม่เอา ซึ่งตอนนั้นเราคาดหวังว่าถ้า สว. โหวตผ่านร่างพระราชบัญญัติออกมา เราก็จะเริ่มนับหนึ่งออกเสียงประชามติได้ตั้งแต่การเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เมื่อปลายปีที่แล้ว แต่นับหนึ่งไม่ได้เพราะว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ยอม”

ในช่วงท้าย นางสาวนันทนา ตั้งข้อสังเกตว่าจะมีอะไรอยู่เบื้องหลังหรือไม่ เพราะอยู่ดีๆ พรรคภูมิใจไทยก็กลับมารับข้อเสนอในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นเพียงการตอบรับเพราะอยู่ในช่วงที่กำลังจะได้รับอำนาจขึ้นมาเป็นรัฐบาล แล้วจะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนในการจะแก้รัฐธรรมนูญจริงๆ

สว.นันทนา ถาม ภูมิใจไทย อยากแก้รัฐธรรมนูญทำไมไม่ทำตั้งแต่แรก

ประเด็นร้อนทางการเมืองที่ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่องคือ เรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่ง สว. นันทนา ได้ออกมาตั้งคำถามถึงพรรคภูมิใจไทยว่า อยากแก้รัฐธรรมนูญทำไมไม่ทำตั้งแต่แรก

ทำไมต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ?

หลายฝ่ายเห็นพ้องกันว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีข้อบกพร่องที่ควรแก้ไข เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกมาพูดถึง ได้แก่

  • ที่มาของ ส.ส.ร.: ส.ส.ร. ที่มาจากการแต่งตั้งโดย คสช. ทำให้ขาดความชอบธรรมในการเป็นตัวแทนของประชาชน
  • ขอบเขตอำนาจขององค์กรอิสระ: ขอบเขตอำนาจที่กว้างขวางขององค์กรอิสระ อาจส่งผลกระทบต่อการบริหารประเทศ
  • การมีส่วนร่วมของประชาชน: รัฐธรรมนูญไม่ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขอย่างแท้จริง

ท่าทีของพรรคภูมิใจไทยต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

นางสาวนันทนาได้ตั้งข้อสังเกตถึงท่าทีของพรรคภูมิใจไทยในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่า ที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทยมีท่าทีขัดขวางการแก้ไขมาโดยตลอด ตั้งแต่การลงมติในร่างพระราชบัญญัติออกเสียงประชามติ

การที่พรรคภูมิใจไทยกลับมาแสดงท่าทีสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญในขณะนี้ ทำให้เกิดคำถามว่า เป็นเพียงการตอบรับเพื่อหวังผลทางการเมืองหรือไม่ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเกิดขึ้นจริงได้มากน้อยแค่ไหน

การอยากแก้รัฐธรรมนูญทำไมไม่ทำตั้งแต่แรก เป็นประเด็นที่น่าสนใจ และควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง

การอยากแก้รัฐธรรมนูญทำไมไม่ทำตั้งแต่แรก เป็นคำถามที่สะท้อนความรู้สึกของหลาย ๆ คนในสังคม ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง มาร่วมกันติดตามความคืบหน้าและแสดงความคิดเห็น เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้อง

ที่มา – “สว.นันทนา” ถาม “ภูมิใจไทย” อยากแก้รัฐธรรมนูญทำไมไม่ทำตั้งแต่แรก

ภูมิใจไทย ยอมทำ MOA รัฐบาลเสียงข้างน้อย

ภูมิใจไทย พร้อมทำร่าง MOA ยอมเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซื้อใจพรรคประชาชน

ในการเมืองไทยปัจจุบัน การจัดตั้งรัฐบาลมักเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจคือ กรณีที่ภูมิใจไทย พร้อมทำร่าง MOA ยอมเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซื้อใจพรรคประชาชน เพื่อให้การจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปได้ด้วยดี

ร่าง MOA หรือบันทึกข้อตกลงระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน ถือเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความเข้าใจและข้อตกลงร่วมกันในการบริหารประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่พรรคภูมิใจไทยยอมที่จะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการที่จะร่วมมือกับพรรคอื่นๆ เพื่อประโยชน์ส่วนรวม

วันที่ 1 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงความคืบหน้าในการเจรจาระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน ซึ่งหัวใจสำคัญคือการทำข้อตกลงสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาล หรือ MOA โดยสาระสำคัญเน้นไปที่การดำรงสถานะรัฐบาลเสียงข้างน้อย ตามที่พรรคภูมิใจไทยเคยให้คำมั่นสัญญาไว้กับพรรคประชาชน

เหตุผลที่ ภูมิใจไทย ยอมเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย

การที่พรรคภูมิใจไทยตัดสินใจเช่นนี้ มีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง หนึ่งในนั้นคือข้อจำกัดในเรื่องของศักยภาพในการรวบรวมเสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งแตกต่างจากพรรคเพื่อไทยที่มีโอกาสที่จะรวบรวมเสียงได้เกินครึ่งสภา การที่พรรคภูมิใจไทยยอมลดบทบาทลงมาเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย จึงเป็นกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นไปที่การสร้างความเชื่อมั่นให้กับพรรคประชาชน และโน้มน้าวให้สนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม การเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยก็มีความท้าทายหลายประการ รัฐบาลจะต้องเผชิญกับการตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากฝ่ายค้าน และอาจมีปัญหาในการผลักดันนโยบายต่างๆ ให้เป็นรูปธรรมได้สำเร็จ นอกจากนี้ ยังต้องบริหารจัดการความสัมพันธ์กับพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาเสถียรภาพของรัฐบาล

  • การเจรจาและทำความเข้าใจกับพรรคการเมืองต่างๆ
  • การสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน
  • การประนีประนอมและหาจุดร่วมในการดำเนินนโยบาย
  • การบริหารจัดการความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

แม้ว่าจะมีอุปสรรคและความท้าทายมากมาย แต่การที่ภูมิใจไทย พร้อมทำร่าง MOA ยอมเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซื้อใจพรรคประชาชน ก็แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป การเมืองคือศิลปะเเห่งความเป็นไปได้ บางครั้งการยอมเสียสละเล็กน้อยก็อาจนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่กว่าที่คาดไว้

การตัดสินใจครั้งนี้ของพรรคภูมิใจไทยอาจเป็นจุดเริ่มต้นของรูปแบบการเมืองใหม่ที่เน้นการประนีประนอมและความร่วมมือมากกว่าการแข่งขันและการเผชิญหน้า ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประชาธิปไตยไทยในระยะยาว

อนาคตของการเมืองไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและการกระทำของนักการเมืองทุกคน แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ การที่ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากันและร่วมมือกันอย่างจริงใจ จะเป็นหนทางเดียวที่จะนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน

ถึงเเม้ว่าการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยอาจมีข้อจำกัด เเต่หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงใจ ก็สามารถสร้างประโยชน์สุขให้แก่ประเทศเเละประชาชนได้

การที่ ภูมิใจไทย พร้อมทำร่าง MOA ยอมเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซื้อใจพรรคประชาชน ถือเป็นการเดิมพันทางการเมืองที่น่าสนใจ และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น จะเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับวงการการเมืองไทยต่อไป

ที่มา – ภูมิใจไทย พร้อมทำร่าง MOA ยอมเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซื้อใจพรรคประชาชน

ธงทองชี้! รัฐบาลใหม่ ก.ย. อยู่ 8-9 เดือน

อาจารย์ธงทองชี้! หากมีรัฐบาลใหม่เดือนกันยายน บนเงื่อนไขยุบสภาภายใน 4 เดือน จะอยู่ทำหน้าที่ 8-9 เดือน หากไม่มีปัจจัยแทรกซ้อน

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 นายธงทอง จันทรางศุ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Tongthong Chandransu ว่า สมมติว่ามีการจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จบนเงื่อนไขว่าจะต้องยุบสภาหลังแถลงนโยบายแล้ว 4 เดือน โดยระบุเป็น 4 ข้อ

  1. กะประมาณว่า รัฐบาลใหม่จะเข้าแถลงนโยบายภายในเดือนกันยายน 2568
  2. บนข้อสันนิษฐานเช่นนั้น เวลา 4 เดือน ถ้าเริ่มนับจากวันที่ 1 ตุลาคม 2568 จะครบกำหนดที่สิ้นเดือนมกราคม 2569
  3. ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้งเพราะเหตุยุบสภา จะต้องมีในกำหนดเวลาไม่น้อยกว่า 45 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน นับแต่วันพระราชกฤษฎีกายุบสภาใช้บังคับ หมายความว่า การเลือกตั้งทั่วไปจะมีขึ้นในช่วงปลายเดือนมีนาคม หรืออย่างช้าต้นเดือนเมษายน 2569
  4. เมื่อมีการเลือกตั้งแล้ว กว่าที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะประกาศผลการเลือกตั้ง กว่าที่จะมีการเจรจาเพื่อจัดตั้งรัฐบาล จากประสบการณ์ครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2566 ต้องใช้เวลาช่วงนี้อีก 2 เดือน สมมติว่านับปฏิทินตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน 2569 รัฐบาลชุดใหม่น่าจะเข้ารับหน้าที่ได้ต้นเดือนมิถุนายน 2569

“รัฐบาลใหม่ที่อาจเกิดขึ้นในเดือนกันยายนปีนี้ จึงจะอยู่ในหน้าที่ไปเป็นเวลาประมาณ 8-9 เดือน ถ้าไม่มีปัจจัยแทรกซ้อนให้เวลายาวนานไปกว่านี้”

ธงทองชี้ หากมีรัฐบาลใหม่ ก.ย. บนเงื่อนไขยุบสภาใน 4 เดือน จะอยู่ทำหน้าที่ 8-9 เดือน

จากสถานการณ์ทางการเมืองที่ยังคงมีความไม่แน่นอน การคาดการณ์เกี่ยวกับระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งของรัฐบาลจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออิงตามเงื่อนไขและกรอบเวลาที่อาจเกิดขึ้นได้จริง

การวิเคราะห์ของคุณธงทอง จันทรางศุ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ให้ภาพที่ชัดเจนเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่รัฐบาลใหม่ ซึ่งอาจเกิดขึ้นในเดือนกันยายนนี้ จะมีระยะเวลาในการบริหารประเทศประมาณ 8-9 เดือน หากเป็นไปตามเงื่อนไขการยุบสภาภายใน 4 เดือนหลังการเข้ารับตำแหน่ง

สถานการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับนโยบายและการดำเนินงานของรัฐบาลในช่วงเวลาที่จำกัดเช่นนี้ รัฐบาลจะสามารถผลักดันนโยบายสำคัญและแก้ไขปัญหาเร่งด่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ และจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชนได้มากน้อยเพียงใด

ปัจจัยที่ส่งผลต่อระยะเวลาการดำรงตำแหน่งของรัฐบาลใหม่

ระยะเวลาการดำรงตำแหน่งของรัฐบาลใหม่นั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น:

  • การเจรจาต่อรองและการจัดตั้งรัฐบาล: กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลอาจใช้เวลานานกว่าที่คาดการณ์ หากพรรคการเมืองต่างๆ ไม่สามารถตกลงกันได้ในประเด็นสำคัญ
  • การบริหารจัดการภายในพรรคร่วมรัฐบาล: ความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาลอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
  • ปัจจัยภายนอก: สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองระหว่างประเทศ อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของรัฐบาล

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์และเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น การคาดการณ์ของคุณธงทองที่ชี้ว่า หากมีรัฐบาลใหม่ ก.ย. บนเงื่อนไขยุบสภาใน 4 เดือน จะอยู่ทำหน้าที่ 8-9 เดือนนั้น เป็นเพียงหนึ่งในสถานการณ์ที่เป็นไปได้เท่านั้น

การที่รัฐบาลใหม่ ก.ย. จะอยู่ได้อย่างราบรื่นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทุกฝ่าย และการคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

จากข้อมูลที่กล่าวมาทั้งหมด คาดการณ์ว่า รัฐบาลใหม่ ก.ย. จะสามารถสร้างประโยชน์อะไรให้แก่ประเทศชาติได้บ้างในระยะเวลาอันสั้นนี้ และประชาชนควรตั้งความหวังกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตไว้อย่างไร?

ที่มา – “ธงทอง” ชี้หากมีรัฐบาลใหม่ ก.ย. บนเงื่อนไขยุบสภาใน 4 เดือน จะอยู่ทำหน้าที่ 8-9 เดือน

“ภูมิธรรม” หวั่น ภท. เป็นรัฐบาล ห่วงคดีฮั้ว สว.

“ภูมิธรรม” ย้ำเห็นด้วยแก้รัฐธรรมนูญ ขอพรรคประชาชนคิดรอบคอบ หากภูมิใจไทยเป็นหัวหน้ารัฐบาล หวั่นคดีฮั้ว สว.-เขากระโดง ยัน เพื่อไทยไม่เคยบิดพลิ้ว แต่ติดที่ สว. ไม่โหวตให้ “พิธา”

เมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 1 กันยายน 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี กล่าวที่กระทรวงมหาดไทย ถึงการพูดคุยกับพรรคประชาชนวันที่ 31 สิงหาคม 2568 ว่า เมื่อวานนี้ได้พบกับพรรคประชาชน จริงๆ แล้วตนไม่ต้องเดินทางไป แต่เมื่อมีการถามหาตนจึงต้องลาการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ไป คิดว่าอนาคตของประเทศมีความสำคัญ แม้จะมีความกินแหนงแคลงใจ ไม่พอใจกันบ้าง ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดาของการทำงาน การเดินทางไปพรรคประชาชนได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นก่อนจะเข้าไป และหลังจากที่เดินเข้าไปแล้วก็รออยู่ไม่มีผู้บริหารรับ เดินเข้าไปพบ 4-5 คนในห้องประชุม

นายภูมิธรรม กล่าวต่อไปว่า เราไปกับตัวแทนพรรคร่วมหลายคน พรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรครับข้อเสนอของพรรคประชาชนทั้งหมด การทำตามข้อเสนอของพรรคประชาชนเป็นเรื่องที่ดีควรจะทำ การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ผ่านกลไกของสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลเห็นด้วย ที่ผ่านมาพรรคภูมิใจไทยไม่ได้สนับสนุน

เมื่อถามถึงเรื่อง MOU 2543-2544 นายภูมิธรรม ระบุ เห็นว่าเรื่องนี้เป็นประเด็น ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลนี้หรือรัฐบาลใหม่ ยืนยันไม่มีอะไรติดใจหากจะดำเนินการในเรื่องนี้ และไม่มีประโยชน์อะไรแอบแฝง จึงเห็นควรแนบไปกับประชามติ ถ้าประชาชนเห็นอย่างไรรัฐบาลใหม่ จะได้ดำเนินการตามนั้น วิกฤติเรื่องนี้จะได้จบลง

“ภูมิธรรม” ขอ ปชน. คิดรอบคอบ หาก ภท. เป็นหัวหน้ารัฐบาล หวั่นคดีฮั้ว สว.-เขากระโดง

ส่วนประเด็นที่ดินเขากระโดงและคดีฮั้ว สว. นายภูมิธรรม เผยว่า จริงๆ เป็นกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นคดีจากพรรคใดรวมถึงที่ดินอัลไพน์ ตนคิดว่าทำได้ทั้งนั้น เห็นแกนนำพรรคประชาชนหลายคนพูดว่าหัวใจสำคัญของการตัดสินใจจะดูว่าใครจะอยู่ในความควบคุมได้มากที่สุด ดูเหมือนว่าจะสนใจพรรคภูมิใจไทย หากพูดกันตามความจริงก็ไม่มีใครสามารถควบคุมใครได้ หากคิดว่าไม่ซื่อตรงแล้วจะตัดสินใจก็ตัดสินใจได้ แต่สิ่งสำคัญคือการที่จะปล่อยให้พรรคภูมิใจไทยมาเป็นหัวหน้ารัฐบาล ในเวลาอีก 4 เดือน ก่อนจะมีการเลือกตั้ง ขอถามว่าคดีเขากระโดงจะกลับไปเป็นแบบเดิมหรือไม่ ในการตีความของพรรคภูมิใจไทย เพราะขณะนี้อยู่ในกระบวนการที่จะนำที่ของหลวงกลับมาในช่วงสิ้นเดือนนี้

เช่นเดียวกับเรื่องการฮั้ว สว. ที่กำลังเข้าสู่การเปิดประเด็นจับกุม ขณะนี้ติดอยู่ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตนเชื่อว่า 2 เรื่องนี้เป็นหัวใจสำคัญ แต่ตนได้บอกไปว่าหากติดใจเรื่องนี้ก็ไม่เป็นไร แต่ขออย่าให้มีกระบวนการแทรกแซง และไม่ว่าจะตัดสินใจอย่างไรตนก็เคารพการตัดสินใจของพรรคประชาชน แต่เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญที่เป็นหัวใจสำคัญ ใครจะทำเต็มที่ได้มากกว่ากัน ซึ่งพรรคเพื่อไทยยืนยันในเรื่องนี้มาตลอด สิ่งที่เคยเป็นปัญหาในเรื่องบางมาตราที่มีความแตกต่างกัน แต่ในเรื่องการยกมือโหวตตรงกัน คือให้มีการตั้ง ส.ส.ร. จึงถามว่าใครคือผู้มีบทบาทในการควบคุม สว. ฝากให้ไปคิด

นายภูมิธรรม กล่าวอีกว่า หากให้พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จะมีหลักประกันอะไรที่พรรคประชาชนสามารถทำให้เกิดขึ้น ในเมื่อตัวเองก็ไม่ได้เข้าไปเป็นรัฐมนตรี เพราะพรรคภูมิใจไทยสามารถทำได้ง่าย จะรอให้อภิปรายไม่ไว้วางใจตนบอกว่าไม่ทัน เชื่อว่าจะดำเนินการไปก่อน เพราะอำนาจในการยุบสภารัฐบาลพรรคภูมิใจไทยเป็นผู้มีอำนาจ และสิ่งสำคัญขออย่าเบี่ยงประเด็นว่าใครจะได้มากได้น้อย หรือพรรคภูมิใจไทยมีน้อยกว่า 100 เสียง สามารถควบคุมได้ โดยการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ

สำหรับพรรคเพื่อไทยยอมรับว่าเคยบาดหมางกัน แต่เรายืนยันในข้อตกลงมาตลอด การที่บอกว่าพรรคเพื่อไทยบิดพลิ้วหรือตระบัดสัตย์ 2 ครั้ง ที่มีการเสนอชื่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคก้าวไกล ล้วนเป็นคนของพรรคเพื่อไทยที่เป็นผู้เสนอชื่อทั้ง 2 ครั้ง และทุกเสียงของพรรคเพื่อไทยยกมือให้หมด แต่สิ่งที่บอกคือ สว. จะโหวตให้ แต่สุดท้ายไม่เลือก และประเด็นสุดท้ายขอเวลา 10 เดือน ซึ่งได้ประกาศไปชัดเจนตั้งแต่แรกว่ารอการตัดสินใจของประชาชนไม่ได้

“วันนี้อยากจะร่วมมือกัน ลืมเรื่องเก่าๆ และอยากจะร่วมมือกัน สิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้ทุกคนยอมรับว่าปล่อยประเทศให้พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน ที่มี 360 เสียงเป็นฝ่ายค้านไม่ได้ ในขณะที่รัฐบาลมีเพียง 143 เสียง ไม่มีประเทศไหนมาเจรจาด้วย เพราะไม่มีความเชื่อมั่นเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้อยู่ในอำนาจของพรรคประชาชน ที่จะเป็นผู้ตัดสินใจ”

เมื่อถามว่าหากพรรคประชาชนไม่ร่วมรัฐบาล พรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะเป็นฝ่ายค้านหรือตัดสินใจยุบสภา นายภูมิธรรม ตอบว่า ยังไม่ต้องตัดสินใจว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือยุบสภา เราเสนอประเด็นให้พรรคประชาชนตัดสินใจ ถ้าเขาเลือกพรรคภูมิใจไทยก็เป็นสิทธิ์ที่ทำได้ ส่วนพรรคเพื่อไทยจะทำอย่างไรก็มีกระบวนการตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้วที่จะต้องหาทางออกในหลายๆ ทางที่เป็นไปได้ อันนั้นอยู่ที่ดุลยพินิจ ขอให้สถานการณ์ชัด ตอบให้ชัดว่าจะสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยหรือพรรคเพื่อไทย และมีข้อกังวลอะไรบอกมาให้ชัด และข้อกังวลนั้นจะหาทางป้องกันอย่างไร

ผู้สื่อข่าวถามต่อ กระบวนการของพรรคเพื่อไทยปลายทางจะไม่เป็นฝ่ายค้านใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า “เปล่าครับ ยังไม่มีการตัดสินใจ มีแต่เพียงว่าอยากจะร่วมการตั้งรัฐบาล โดยให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ แล้วจะดำเนินการตามนั้น บอกแล้วว่านโยบายมีเยอะ รวมถึงวาระแห่งชาติ คือต้องเปลี่ยนแปลงสภาพการเมืองที่ผิดเพี้ยนแบบนี้ ให้มีการรีเซ็ตใหม่คือต้องไปแก้รัฐธรรมนูญ”

ทั้งนี้ ในฐานะที่เป็นรัฐบาลที่ยังรักาการอยู่ คิดว่าการจับขั้วเพื่อให้ได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ควรจะใช้เวลาเร็วที่สุดเมื่อใด นายภูมิธรรม ระบุว่า เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น อยากได้เร็วที่สุด เพราะหากปล่อยสภาพแบบนี้ไว้ก็เป็นรัฐบาลเป็ดง่อย ทำอะไรไม่ได้ ตอนนี้ทั้งหมดอยู่ที่พรรคประชาชนตัดสินใจ อยากให้รอบคอบ เพราะการตัดสินใจครั้งนี้เป็นครั้งสำคัญ พรรคประชาชนยังไม่เคยเลือกนายกรัฐมนตรีจากนอกพรรค ครั้งนี้เป็นครั้งแรก ถ้าจะประเดิมด้วยพรรคภูมิใจไทย ต้องมีหลักประกันว่าประเทศจะไม่เสียหาย

เมื่อถามอีกว่าวันนี้พรรคประชาชนจะมีคำตอบที่ชัดเจนมาให้กับพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายภูมิธรรม บอกว่า ไม่ทราบ ขอให้พรรคประชาชนใช้เวลาเต็มที่ แต่เมื่อเสร็จแล้วให้แจ้งเราด้วยเพื่อให้เราดำเนินการขั้นต่อไป ส่วนคำถามว่านอกจากพรรคประชาชนแล้วพรรคร่วมรัฐบาลที่ยังอยู่ด้วยกันยังเหมือนเดิมหรือไม่ เพราะอย่างพรรคประชาธิปัตย์ก็ยังไม่ชัดว่าจะไปต่อและการที่มาร่วมแถลงข่าวอาจเป็นเพียงมารยาททางการเมืองเท่านั้น นายภูมิธรรม กล่าวว่า “เขาไม่ได้พูดคำนี้ เขาพูดเพียงว่าขณะนี้เรายังร่วมกันอยู่ ทั้งหมดจะตัดสินใจอย่างไรขึ้นกับสถานการณ์ ซึ่งเราเคารพอยู่แล้วทุกพรรคต้องพิจารณาตามสถานการณ์การเมือง”

ทำไม “ภูมิธรรม” ถึงขอ ปชน. คิดรอบคอบ หาก ภท. เป็นหัวหน้ารัฐบาล?

จากสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้น คำถามสำคัญคือ ทำไม “ภูมิธรรม” ถึงออกมาขอให้พรรคประชาชนคิดอย่างรอบคอบ หากพรรคภูมิใจไทยจะขึ้นเป็นหัวหน้ารัฐบาล? ประเด็นสำคัญอยู่ที่ความกังวลเกี่ยวกับ คดีฮั้ว สว.-เขากระโดง ซึ่งเป็นเรื่องที่สังคมกำลังจับตามอง

ความเห็นของ “ภูมิธรรม” สะท้อนให้เห็นถึงความห่วงใยว่า หากพรรคภูมิใจไทยได้เป็นแกนนำ อาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมในคดีเหล่านี้ได้ ดังนั้น การตัดสินใจของพรรคประชาชนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

สิ่งที่นายภูมิธรรมเน้นย้ำคือ ขอให้พรรคประชาชนพิจารณาอย่างถี่ถ้วนถึงผลที่จะตามมา หากเลือกพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ทั้งนี้ การตัดสินใจดังกล่าวจะส่งผลต่อทิศทางทางการเมืองของประเทศในอนาคต

มองในภาพรวม การออกมาแสดงความเห็นของนายภูมิธรรม เป็นการส่งสัญญาณเตือนให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการตัดสินใจทางการเมืองในขณะนี้ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประเทศชาติ

“ภูมิธรรม” ขอ ปชน. คิดรอบคอบ หาก ภท. เป็นหัวหน้ารัฐบาล หวั่นคดีฮั้ว สว.-เขากระโดง เป็นประเด็นที่น่าสนใจ และต้องติดตามกันต่อไปว่าพรรคประชาชนจะตัดสินใจอย่างไร และอนาคตทางการเมืองไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป

ท้ายที่สุดแล้ว การตัดสินใจของทุกฝ่ายควรคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ เพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้กับประเทศชาติ

ที่มา – “ภูมิธรรม” ขอ ปชน. คิดรอบคอบ หาก ภท. เป็นหัวหน้ารัฐบาล หวั่นคดีฮั้ว สว.-เขากระโดง

ณัฐวุฒิคาด ปชช.วันนี้ ยังไม่ได้ข้อสรุปโหวตนายกฯ

“ณัฐวุฒิ บัวประทุม” คาด ประชุม สส. พรรคประชาชน วันนี้ ยังไม่ได้สรุปโหวตใครนั่งนายกฯ มอง ยุบสภาหรือไม่ ต้องถามเพื่อไทย ชี้ การเมืองชะงักไม่ได้ ย้ำ รับฟังทุกความเห็น

วันที่ 1 ก.ย. 2568 ที่พรรคประชาชน นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคประชาชนนัดประชุม สส. กันวันนี้ เพื่อพิจารณาการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ว่าจะให้พรรคเพื่อไทยหรือพรรคภูมิใจไทยว่า วันนี้ต้องรับฟังความคิดเห็น ซึ่งไม่ใช่แค่รับฟังความคิดเห็นของ สส. แต่รวมถึงคณะทำงานของพรรคที่อยู่ในจังหวัดต่างๆ ด้วยเช่นกัน รวมถึงสมาชิกพรรค เพื่อดูว่าข้อมูลที่มีอยู่ตอนนี้ว่าสามารถตัดสินใจเลือกได้เลยหรือไม่ เพราะมีการเอา MOU มากางให้ดูไปแล้ว ว่าพรรคที่อยากจะเดินหน้าเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลคิดอย่างไรบ้าง ซึ่งยังไม่แน่ใจว่าจะได้รับคำตอบภายในวันนี้หรือไม่ แต่คิดว่าในสถานการณ์การเมืองแบบนี้ เราพยายามจะหาคำตอบให้เป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจของประชาชน และให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไป

ส่วนกรณีกระแสข่าวที่บอกว่าพรรคประชาชนอาจจะไม่โหวตใครเลย และพรรคเพื่อไทยจะยุบสภานั้น นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยต้องเป็นคนตอบ ในส่วนของเราเตรียมไว้ทุกสถานการณ์ สิ่งสำคัญคือการเมืองขนาดนี้หยุดชะงักไม่ได้ ทั้งเรื่องปากท้อง และสถานการณ์ชายแดน ในส่วนของเราจะตัดสินใจ โดยนำทีโออาร์ และประเทศชาติเป็นตัวตั้ง และต้องยอมรับว่าขณะนี้ยังให้คำตอบใดๆ ไม่ได้ เพราะต้องรอฟังเสียง สส. ต่อให้ได้มากที่สุด

ส่วนกรณีคนที่มายื่นหนังสือเราก็รับฟังทั้งหมด และมีความเห็นที่หลากหลาย ในด้านหนึ่งก็มีคนมองว่าเราควรนำรัฐบาลเองหรือไม่ แต่เรายืนยันมาโดยตลอดว่าจะไม่จัดตั้งรัฐบาลเพราะเราไม่มีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่ารับฟังทุกเสียงและเชื่อว่า สส. ที่จะมาร่วมประชุมก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการสะท้อนเสียงประชาชนที่ได้ไปรับฟังในพื้นที่

เมื่อถามว่ามองอย่างไรหากพรรคตัดสินใจไม่เลือกโหวตใครเป็นนายกรัฐมนตรี นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ข้อนี้ก็เป็นตัวเลือกที่เรารับฟัง ส่วนตัวตอบไม่ได้ ต้องใช้ระบบจัดการของพรรค เพื่อรับฟังความเห็น ท้ายที่สุดจะออกมาอย่างไร พรรคจะมีการแถลงเอง ซึ่งใน 2-3 เดือนที่ผ่านมาเราประกาศมาโดยตลอดว่าอยากให้มีการยุบสภา และเตรียมตัวเลือกตั้ง เราพร้อมตลอด

นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า วันนี้ยังไม่มีคำตอบสำเร็จรูปว่าจะไปทางใดทางหนึ่ง ที่เหลือก็เป็นเรื่องของการประเมินคาดเดากันไปต่างๆ ในส่วนของพรรคยังไม่มีคำตอบว่าไปในทิศทางใด และสัปดาห์นี้จะมีการนัดประชุมสภาพิเศษไปแล้ว แต่กรณีถ้ามีเหตุจำเป็นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จะสามารถชิงธงนำในการจัดตั้งรัฐบาล ก็สามารถเปลี่ยนวาระการประชุมได้ ซึ่งเป็นอำนาจของประธานสภา และเชื่อว่าประธานสภาจะฟังเสียงสมาชิกส่วนมาก

อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์ถัดไปมีไทม์ไลน์ทางการเมืองตลอด ทั้งวันที่ 9 กันยายน และวันที่ 10 กันยายนนี้ ซึ่งจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าจะให้ทำประชามติกี่ครั้ง เราต้องคิดบนพื้นฐานนี้ด้วย เข้าใจว่าวันนี้จะได้คำตอบหรือไม่ สุดท้ายก็จะมีการสื่อสารกัน และในวันพรุ่งนี้ยังมีการประชุม ส.ส. ตามปกติ

สำหรับพรรคประชาชนมองว่า การแก้รัฐธรรมนูญเป็นโจทย์การเมืองใหญ่ เพราะเป็นการวางรากฐานโครงสร้างทั้งหมด ถ้าพรรคใดรับเงื่อนไขนี้ก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณา

ส่วนรักษาการนายกรัฐมนตรีมีอำนาจยุบสภาหรือไม่ นายณัฐวุฒิ มองว่า ตนไม่รู้จะเชื่อใคร ว่ากูรูทางกฎหมายก็เรื่องหนึ่ง ที่มีอำนาจตัดสินใจจริงๆ ตนคิดว่า รักษาการนายกฯ ก็มีอำนาจที่จะตัดสินใจ แต่จะถูกหรือไม่ก็อีกเรื่องหนึ่ง การที่ 2 พรรคใหญ่ ซึ่งเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลมาพูดคุยกับเรา ก็ทำให้ทราบว่าเขารับเงื่อนไขเราได้มากแค่ไหน

ณัฐวุฒิคาด ปชช.วันนี้ ยังไม่ได้ข้อสรุปโหวตนายกฯ

ทำไมนายณัฐวุฒิคาดการณ์ว่า ปชช.วันนี้ ยังไม่ได้ข้อสรุปโหวตนายกฯ?

จากบทสัมภาษณ์ของนายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ได้กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาชนนัดประชุม สส. ในวันนี้ เพื่อพิจารณาการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี โดยให้เหตุผลว่า ณัฐวุฒิคาด ปชช.วันนี้ ยังไม่ได้ข้อสรุปโหวตนายกฯ เนื่องจากต้องการรับฟังความคิดเห็นจากหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น สส. คณะทำงานของพรรคในจังหวัดต่างๆ รวมถึงสมาชิกพรรค เพื่อพิจารณาข้อมูลที่มีอยู่และทำการตัดสินใจอย่างรอบคอบ โดยมีการนำ MOU มากางให้ดู เพื่อพิจารณาแนวทางการทำงานของพรรคที่ต้องการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

นอกจากนี้ นายณัฐวุฒิยังกล่าวถึงกระแสข่าวที่ว่าพรรคประชาชนอาจจะไม่โหวตให้ใครเลย และพรรคเพื่อไทยอาจจะยุบสภา โดยย้ำว่าพรรคเพื่อไทยเป็นผู้ที่ต้องตอบคำถามนี้ แต่พรรคประชาชนก็เตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ สิ่งสำคัญคือการเมืองไม่สามารถหยุดชะงักได้ และการตัดสินใจของพรรคจะต้องนำเอาผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นตัวตั้ง

นายณัฐวุฒิยังกล่าวถึงประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าเป็นโจทย์การเมืองที่สำคัญ และพรรคใดที่ยอมรับเงื่อนไขนี้ได้ ก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาของพรรคประชาชน

โดยสรุปแล้ว ณัฐวุฒิคาด ปชช.วันนี้ ยังไม่ได้ข้อสรุปโหวตนายกฯ เนื่องจากต้องการพิจารณาข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายอย่างรอบคอบ เพื่อให้การตัดสินใจของพรรคเป็นไปเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน แม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันจะมีความไม่แน่นอนสูง แต่พรรคประชาชนก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะหาทางออกที่ดีที่สุดเพื่อนำพาประเทศชาติไปข้างหน้า

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจของพรรคประชาชนจะมีผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลอย่างแน่นอน เราต้องรอติดตามผลการประชุมและการแถลงการณ์ของพรรคต่อไป

ที่มา – “ณัฐวุฒิ” คาดวันนี้ ปชน. ยังไม่ได้ข้อสรุปโหวตนายกฯ ให้พรรคไหน เหตุต้องฟังทุกความเห็น

“วันนอร์” ประเมิน สภาโหวตนายกฯ 4-5 ก.ย.นี้

“วันนอร์” ประเมินความเป็นไปได้ สภาเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 วันที่ 4-5 ก.ย. เผยขั้นตอนหากเสนอชื่อ 2 คน ต้องขานชื่อลงคะแนนแบบเปิดเผย ด้านเลขาธิการสภาฯ สั่งสแตนด์บายวันโหวตนายกฯ 4 วัน

วันที่ 1 กันยายน 2568 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการ สภาโหวตนายกฯ คนที่ 32 ว่า มอบให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเป็นตัวกลางรับเรื่องจากพรรคการเมืองที่มีความพร้อมเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี แต่เมื่อพิจารณาตามข่าวที่ว่า พรรคประชาชนจะประชุมตัดสินใจในวันนี้ จึงคิดว่าวันที่ 3 กันยายน 2568 ไม่น่าจะทัน เนื่องจากหากจะโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีต้องแจ้ง สส. ล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน ดังนั้น จะเหลือวันที่ 4 และ 5 กันยายน 2568 ที่เป็นไปได้ในการ สภาโหวตนายกฯ

นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวต่อไปว่า สภาฯ ก็พร้อมเพราะนัดหมายประชุมไว้แล้วตั้งแต่วันที่ 3-5 กันยายน 2568 แต่เมื่อบรรจุวาระเป็นเรื่องด่วนต้องขอเสียงจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเลื่อนระเบียบวาระขึ้นมาอยู่ดี อยากให้การเลือกนายกรัฐมนตรีเสร็จโดยเร็ว ไม่ให้ประเทศเว้นว่างไม่มีนายกรัฐมนตรีนาน เพราะมีผลต่อความเชื่อมั่นประเทศ แต่หากเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีมากกว่า 2 คน ก็ต้องดำเนินการตามระเบียบวาระ โดยการขานชื่อแบบเปิดเผย

ทางด้าน ว่าที่ ร.ต.ต.อาพัทธ์ สุขะนันท์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ยังไม่มีพรรคการเมืองใดติดต่อประสานแจ้งเพิ่มระเบียบวาระเลือกนายกรัฐมนตรี แต่ประธานสภาฯ สั่งให้สแตนด์บายไว้ 4 วันคือ 3-5 กันยายน และ 10 กันยายน 2568

“วันนอร์” ประเมิน 4-5 ก.ย. สภาโหวตนายกฯ คนที่ 32 หากเสนอ 2 คน ขานชื่อลงคะแนน

ความเป็นไปได้ในการ สภาโหวตนายกฯ

จากสถานการณ์ปัจจุบัน การ สภาโหวตนายกฯ ในวันที่ 4-5 กันยายนนี้ มีความเป็นไปได้สูง เนื่องจากประธานสภาผู้แทนราษฎรได้มอบหมายให้เลขาธิการสภาเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมแล้ว อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดวันโหวตที่แน่นอน คือ ความพร้อมของพรรคการเมืองในการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี

หากพรรคการเมืองสามารถเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีได้ทันตามกรอบเวลาที่วางไว้ การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีก็สามารถเกิดขึ้นได้ในวันที่ 4 หรือ 5 กันยายน แต่หากมีความล่าช้าเกิดขึ้น อาจจะต้องมีการเลื่อนวันโหวตออกไป

สิ่งที่น่าจับตามอง คือ การตัดสินใจของพรรคประชาชนในการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี หากพรรคประชาชนตัดสินใจเสนอชื่อ การแข่งขันในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีก็จะมีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ จำนวนผู้ที่ถูกเสนอชื่อเป็นอีกปัจจัยที่น่าสนใจ หากมีผู้ถูกเสนอชื่อมากกว่าสองคน จะต้องดำเนินการลงคะแนนโดยการขานชื่อแบบเปิดเผย ซึ่งจะส่งผลต่อบรรยากาศในการประชุมและผลการลงคะแนนอย่างแน่นอน

การที่ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีโดยเร็ว ถือเป็นเรื่องสำคัญต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและประชาชน การ สภาโหวตนายกฯ ที่จะเกิดขึ้น จึงเป็นที่จับตาของทุกฝ่าย

ไม่ว่าผลการโหวตจะเป็นอย่างไร หวังว่าประเทศไทยจะได้นายกรัฐมนตรีที่สามารถนำพาประเทศไปข้างหน้า และแก้ไขปัญหาที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ได้

ที่มา – “วันนอร์” ประเมิน 4-5 ก.ย. สภาโหวตนายกฯ คนที่ 32 หากเสนอ 2 คน ขานชื่อลงคะแนน

อรรถกรย้ำ! โหวตหนุน อนุทิน เป็นนายกฯ คนที่ 32

“อรรถกร” ย้ำ มติพรรคกล้าธรรมยังเหมือนเดิม โหวตสนับสนุน “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32

เมื่อเวลา 09.05 น. วันที่ 1 กันยายน 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะนายทะเบียนพรรคกล้าธรรม (กธ.) ให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภา ถึงการโหวตสนับสนุนให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ว่า เท่าที่ดูสมาชิกพรรคก็ยังยืนยันว่ายึดมติเดิม ซึ่งหากมีอะไรเปลี่ยนแปลงก็จะต้องมีการเรียกประชุมพรรคกันอีกครั้ง แต่ตอนนี้ยังเป็นไปตามมติเดิม

ส่วนคำถามว่าจะเกิดปัญหาเรื่องรัฐบาลเสียงข้างน้อยในอนาคตหรือไม่ นายอรรถกรตอบว่า ตนทำตามเสียงส่วนใหญ่ของพรรค ส่วนเรื่องรวมเสียงได้เท่าไหร่คงขึ้นอยู่กับผู้บริหารพรรคแต่ละพรรค ขณะที่การเลือกนายกรัฐมนตรีจะจบเมื่อไหร่นั้นต้องถามทางสภาฯ เพราะจะได้นายกรัฐมนตรีก็ต้องมาจากสภาฯ เรายึดมั่นระบบนั้น

ผู้สื่อข่าวถามต่อ คณะกรรมการประสานงานในสภาผู้แทนราษฎร (วิป) จะหารือเรื่องการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 3 กันยายน 2568 เลยหรือไม่ นายอรรถกรระบุว่า ตนไม่ได้เป็นวิป ต้องขอโทษด้วยเพราะอาจจะตอบแทนวิปไม่ได้.

“อรรถกร” ย้ำมติพรรคกล้าธรรมยังเหมือนเดิม โหวตหนุน “อนุทิน” เป็นนายกฯ คนที่ 32

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ที่กำลังจะเกิดขึ้น การตัดสินใจของแต่ละพรรคการเมืองจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางของประเทศ

ล่าสุด นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะนายทะเบียนพรรคกล้าธรรม ได้ออกมาเน้นย้ำถึงจุดยืนของพรรคในการสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยยืนยันว่ามติของพรรคยังคงเหมือนเดิม และยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้น

ทำไมพรรคกล้าธรรมถึงสนับสนุนอนุทิน?

แม้ว่านายอรรถกรจะไม่ได้ลงรายละเอียดถึงเหตุผลเบื้องหลังการสนับสนุนนายอนุทินอย่างชัดเจน แต่การที่พรรคกล้าธรรมยังคงยึดมั่นในมติเดิมแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในตัวนายอนุทินและพรรคภูมิใจไทย ว่าจะสามารถนำพาประเทศไปในทิศทางที่เหมาะสมได้

การยืนยันจุดยืนของพรรคกล้าธรรมในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่สำคัญต่อการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต เพราะเสียงสนับสนุนจากพรรคต่างๆ มีผลต่อการตัดสินใจของ ส.ส. ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม นายอรรถกรได้กล่าวว่า หากมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในอนาคต ก็จะมีการเรียกประชุมพรรคเพื่อหารือกันอีกครั้ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและความพร้อมในการปรับตัวของพรรคกล้าธรรมต่อสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงไป

การเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอน การตัดสินใจของแต่ละพรรคการเมืองจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้เราสามารถเข้าใจสถานการณ์และตัดสินใจเลือกผู้แทนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเรา

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ที่กำลังจะเกิดขึ้น มติของพรรคกล้าธรรมที่ยังคงสนับสนุน “อรรถกร” ย้ำมติพรรคกล้าธรรมยังเหมือนเดิม โหวตหนุน “อนุทิน” เป็นนายกฯ คนที่ 32 แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในตัวหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แต่สุดท้ายแล้วผลการโหวตจะเป็นอย่างไรก็ต้องรอดูกันต่อไป

การเมืองเป็นเรื่องที่ซับซ้อน การตัดสินใจของนักการเมืองล้วนมีผลกระทบต่อประชาชนทุกคน ดังนั้นการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ที่มา – “อรรถกร” ย้ำมติพรรคกล้าธรรมยังเหมือนเดิม โหวตหนุน “อนุทิน” เป็นนายกฯ คนที่ 32

จับตา! ประชุม สส. พรรคประชาชน ลุ้นโหวตนายกฯ

จับตาพรรคประชาชน: ตัวแปรสำคัญในการโหวตนายกฯ บ่ายนี้ สส. พรรคประชาชน ประชุม ลุ้นมติยกมือโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ให้ “พรรคเพื่อไทย” หรือ “พรรคภูมิใจไทย” สถานการณ์การเมืองเข้มข้น ทุกฝ่ายจับตาการตัดสินใจของพรรคประชาชน

วันที่ 1 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์การเมืองในช่วงนี้กำลังเป็นที่น่าจับตาอย่างมาก ภายหลัง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ถูกศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 6:3 ให้พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี ทำให้ต้องหลุดจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมไปในทันที โดยมีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่ถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่จากกรณีคลิปเสียงสนทนากับ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ทำให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องพ้นไปทั้งคณะเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ ในระหว่างการต้องฟอร์มรัฐบาลขึ้นใหม่ ปรากฏว่าไม่ได้มีเพียงพรรคเพื่อไทย ที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเดิม ที่จะเสนอ นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนสุดท้ายของพรรคเพื่อไทย ลงชิงเก้าอี้ “นายกรัฐมนตรีคนที่ 32” เท่านั้น แต่การเมืองขณะนี้ร้อนแรงและน่าจับตาขึ้น เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ประกาศท้าชิงจัดตั้งรัฐบาล และย้ำว่าพร้อมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เดินสายทาบทามขอเสียงโหวตหนุน ยินดีตอบรับข้อเสนอของพรรคประชาชนที่มีเสียงมากที่สุดในสภาผู้แทนราษฎรอยู่ถึง 143 เสียง ว่าพร้อมที่จะเข้ามาทำหน้าที่แล้วจะยุบสภาภายใน 4 เดือน ซึ่งในเวลาต่อมาพรรคเพื่อไทยก็ยืนยันเช่นกันว่ายินดีรับข้อเสนอของพรรคประชาชนเช่นกัน

ขณะที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ได้หารือกับทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยแล้ว โดยนายอนุทิน เดิมเกมเร็วมาพบตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2568 หลังจากที่ทราบผลศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนพรรคเพื่อไทยเดินทางมาพบเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2568

อย่างไรก็ตาม วันนี้เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป พรรคประชาชนจะมีการประชุม สส. ที่อาคารอนาคตใหม่ ซอยรามคำแหง 42 เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและตัดสินใจ กรณีการโหวตนายกรัฐมนตรีตามเงื่อนไขที่พรรคเสนอ ต้องจับตาว่ามติที่ประชุมพรรคประชาชนจะโหวตให้พรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลอีกครั้ง หรือจะกลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่ประเทศไทยจะมีนายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย

จับตาบ่ายนี้ พรรคประชาชนประชุม สส. ลุ้นมติหนุนโหวตนายกฯ เพื่อไทยหรือภูมิใจไทย

การประชุม สส. พรรคประชาชนในวันนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางการเมือง มติของพรรคจะมีผลต่อการตัดสินใจเลือกนายกรัฐมนตรีคนต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยต่างก็ต้องการเสียงสนับสนุนจากพรรคประชาชน การตัดสินใจของพรรคประชาชนจึงเป็นที่จับตาของทุกฝ่าย

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของพรรคประชาชนในการโหวตนายกฯ

  • ข้อเสนอของแต่ละพรรค: พรรคประชาชนจะพิจารณาข้อเสนอและนโยบายของทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย เพื่อประเมินว่าพรรคใดสามารถตอบสนองความต้องการและประโยชน์ของประชาชนได้ดีที่สุด
  • ความชอบธรรมและธรรมาภิบาล: พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับความชอบธรรมและธรรมาภิบาลในการบริหารประเทศ พรรคที่จะได้รับการสนับสนุนจะต้องมีนโยบายที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมุ่งเน้นผลประโยชน์ส่วนรวม
  • เสถียรภาพทางการเมือง: พรรคประชาชนจะพิจารณาถึงศักยภาพในการจัดตั้งรัฐบาลที่มั่นคงและมีเสถียรภาพ รัฐบาลที่เข้มแข็งจะสามารถผลักดันนโยบายและแก้ไขปัญหาของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การประชุม พรรคประชาชนประชุม สส. ลุ้นมติหนุนโหวตนายกฯ เพื่อไทยหรือภูมิใจไทย ในบ่ายวันนี้ จะเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญ ว่าทิศทางการเมืองไทยจะเป็นไปในทิศทางใด มาร่วมกันติดตามและเฝ้ารอผลการตัดสินใจของพรรคประชาชน

การตัดสินใจของพรรคประชาชนครั้งนี้ ไม่ได้เป็นแค่การเลือกนายกรัฐมนตรี แต่เป็นการกำหนดอนาคตของประเทศชาติ การเลือกครั้งนี้จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ

ที่มา – จับตาบ่ายนี้ พรรคประชาชนประชุม สส. ลุ้นมติหนุนโหวตนายกฯ เพื่อไทยหรือภูมิใจไทย

Scroll to top