จับตามหมาย

รวบอีก 3 ร่วม “ไอ้อาร์ท” อุ้มศพ ผจก.ท็อป เผาทำลาย เร่งล่าอีก 1

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวด่วนที่กำลังเป็นกระแส รวบอีก 3 ร่วม “ไอ้อาร์ท” อุ้มศพ ผจก.ท็อป เผาทำลาย เร่งล่าอีก 1 ยังหลบหนี กันครับ เหตุการณ์สุดสะเทือนใจที่ตำรวจเร่งลุยจับผู้ต้องหาแบบไม่ยั้ง หลังจากที่ก่อนหน้านี้จับตัวการและหัวหน้าทีมได้แล้ว ตอนนี้เหลือล่าโจกตัวปลอมหลบหนีอีกคน!

รวบอีก 3 ร่วม “ไอ้อาร์ท” อุ้มศพ ผจก.ท็อป เผาทำลาย เร่งล่าอีก 1 ยังหลบหนี

ย้อนเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นนะครับ เมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2569 ชุดสืบสวนพบศพนายรุทธ์ มณีประเสริฐ หรือ “ท็อป” วัย 46 ปี ผู้จัดการบริษัทนำเข้าเครื่องมือแพทย์ สภาพถูกเผาเหลือแต่โครงกระดูก ในห้องน้ำบ้านร้างไร่ไบคาน อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี ก่อนหน้านั้นท็อปถูกอุ้มจากลานจอดรถบ่อตกกุ้ง ซอยรัชดา 18 ห้วยขวาง กทม. โดยกลุ่มคนร้ายที่จัดฉากอุ้มไปสมุทรปราการ

ผู้บงการคือ “ตั้น” หรือนายสรวีย์ รัฐพิทักษ์ถิรดา วัย 46 ปี จ้างกลุ่มอีก 8 คน รวม 10 รายที่ออกหมายจับ ตำรวจจับตัวการและลูกน้องได้เกือบหมด ก่อนที่ สปป.ลาว จะจับ “ไอ้อาร์ท” หรือว่าที่ร้อยตรีภูเมธ เงินศรีชัย วัย 48 ปี หัวหน้าทีมอุ้ม ส่งตัวกลับไทยวันที่ 13 มี.ค.

รายละเอียดการจับกุมล่าสุด

ล่าสุด 18 มี.ค. 69 เวลา 16.00 น. พ.ต.ท.อธิพงศ์ ศรีโพธิ์ สว.สอบสวน สน.สุทธิสาร ขอศาลแขวงพระนครเหนือ ออกหมายจับอีก 2 ราย คือ นายสรพงษ์ สร้อยธรรมา วัย 40 ปี บอดี้การ์ด หมายจับ 115/2569 และชายนิรนามตามภาพ 116/2569 ข้อหาร่วมกันลักลอบฝัง ซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพ

  • ทั้ง 4 รายนี้ช่วยไอ้อาร์ทเผาศพท็อปที่บ้านร้าง
  • ตำรวจ พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น. สั่งชุดสืบสวนนครบาล บก.สส.บช.น. และ กก.สส.บก.น.2 ลุยจับ
  • จับได้ 3 รายแล้ว ส่ง สน.สุทธิสาร ดำเนินคดี
  • เหลือ “สรพงษ์ สร้อยธรรมา” หลบหนี เร่งตามล่า!

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นความเด็ดขาดของตำรวจไทยครับ จากการประสานงานข้ามชาติ จนจับผู้ต้องหาได้เกือบครบวงจร ศพที่ถูกเผาทำลายเพื่อปิดบังหลักฐาน แต่ DNA และพยานหลักฐานยังช่วยคลี่คลายคดีได้

นอกจากนี้ คดีนี้ยังเชื่อมโยงกับปัญหาหนี้สินและธุรกิจมืดในวงการเครื่องมือแพทย์ ผู้เสียหายอย่างท็อปอาจถูกจ้างวานเพราะขัดแย้งทางธุรกิจ สะท้อนสังคมที่อาชญากรรมซ่อนในเงามืด

เราควรติดตามคดีนี้ต่อไป เพราะอาจมีบทเรียนเรื่องความปลอดภัยส่วนบุคคล โดยเฉพาะในที่สาธารณะอย่างลานจอดรถ อะไรที่เราสามารถป้องกันได้บ้าง? เช่น ติดกล้อง CCTV หรือแจ้งเหตุทันที

สำหรับผู้อ่านที่สนใจข่าวอาชญากรรม สามารถติดตามอัพเดทได้ที่บล็อกเรา หรือแชร์ประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ จะช่วยให้ทุกคนตื่นตัวมากขึ้น!

ที่มา – รวบอีก 3 ร่วม “ไอ้อาร์ท” อุ้มศพ ผจก.ท็อป เผาทำลาย เร่งล่าอีก 1 ยังหลบหนี

บุกจับ “เกมส์” ผู้ต้องหาอุ้มเรียกค่าไถ่ ค่าหัว 8 หมื่น

ตำรวจสืบภาค 9 บุกจับ “เกมส์” ผู้ต้องหาตามบัญชีสืบจับ ค่าหัว 8 หมื่น ก่อเหตุโชกโชน อุ้มเรียกค่าไถ่ ยาเสพติด หลังหนีกบดานที่บ้านแฟนสาว ชานเมืองเชียงใหม่ คดีอุ้มเรียกค่าไถ่นี้สร้างความสะเทือนขวัญให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก

วันที่ 10 ต.ค. 68 พ.ต.อ.สมพงษ์ สุวรรณวงศ์ รอง ผบก.สส.ภ.9 นำกำลังตำรวจชุดสืบสวน ตำรวจภูธรภาค 9 และ กำลังตำรวจชุดปฏิบัติการพิเศษ กองบังคับการตำรวจสืบสวน ตำรวจภูธรภาค 9 ไปล้อมบ้านหลังหนึ่ง ในพื้นที่ ม.6 ต.ยางเนิ้ง อ.สารภี จ.เชียงใหม่ หลังสืบสวนพบว่า นายกิตติพศ หรือ เกมส์ อายุ 31 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสตูล ลงวันที่ 15 สิงหาคม 2567 ข้อหา “ร่วมกันเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ เอาตัวบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีไป โดยใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย ใช้อำนาจครอบงำผิดครองธรรม หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด หรือหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังบุคคลใด” และเป็นบุคคลตามหมายจับในบัญชีประกาศสืบจับและอัตราเงินสินบนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปี 2568 ลำดับที่ 189 อัตราเงินสินบน จำนวน 80,000 บาท หนีมาอาศัยอยู่ เนื่องจากเป็นบ้านของแฟนสาว

โดยตำรวจได้นำหมายค้นศาลจังหวัดเชียงใหม่ เข้าปิดล้อมและขอตรวจค้นบ้านหลังดังกล่าว กระทั่งนาย กิตติพศ และแฟนสาว ยอมเปิดประตูบ้านออกมา ตำรวจจึงแสดงหมายค้น และหมายจับ ซึ่งนายกิตติพศ ยอมรับเป็นบุคคลตามหมายจับจริง ตำรวจจึงควบคุมตัวไปทำบันทึกจับกุมที่ สภ.สารภี ก่อนควบคุมตัวจากจังหวัดเชียงใหม่ ไปส่งพนักงานสอบสวน สภ.ละงู จังหวัดสตูล ดำเนินคดี

สำหรับนายกิตติพศ มีประวัติอาชญากรรมโชกโชน โดยปี 2553 ถูกตำรวจ สภ.เมืองตรัง จับกุมข้อหาจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ ปี 2556 ถูกตำรวจ สภ.กันตัง จับกุมข้อหาขับขี่รถยนต์สาธารณะ หรือจักรยานยนต์สาธารณะแล้วเสพยาเสพติด เสพวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท, เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 และตำรวจ สภ.เมืองตรัง จับกุมข้อหา เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1

จากนั้น วันที่ 16 ต.ค. 2558 ก่อเหตุเปิดศึกดวลปืนกับคู่อริ หน้าศาลเจ้าพ่อหมื่นราม ถ.รัษฎา ต.ทับเที่ยง อ.เมืองตรัง ในงานถือกินเจ ทำให้มีผู้เจ็บสาหัส 2 คน ซึ่งหลังก่อเหตุก็ถูกตำรวจ สภ.เมืองตรัง จับกุมได้ และปี 2557 ถูกตำรวจ สภ.เมืองตรัง จับกุมข้อหามีไว้ในครอบครอง ซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1 และปีเดียวกันถูกตำรวจ สภ.นาโยง จับกุม ข้อหาผลิต นำเข้า จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครอง ซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1

ต่อมา วันที่ 6 ส.ค. 67 เวลาประมาณ 22.30 น. นายกิตติพศ กับพวก รวม 5 คน ขับรถยนต์กระบะไปจอดที่หน้าบ้านหลังหนึ่งใน ม.3 ต.กำแพง อ.ละงู จ.สตูล ข่มขู่หญิงสาวขึ้นรถ นำตัวไปเรียกค่าไถ่ ก่อนลวงให้ติดต่อชายอีกคนมาพบเพื่อเจรจาปัญหาส่วนตัว จากนั้นจึงร่วมกับเพื่อนทำร้ายร่างกาย รีดทรัพย์ คดีนี้เป็นที่มาของการบุกจับ “เกมส์” ผู้ต้องหาอุ้มเรียกค่าไถ่ ค่าหัว 8 หมื่น

บุกจับ “เกมส์” ผู้ต้องหาอุ้มเรียกค่าไถ่ ค่าหัว 8 หมื่น

การบุกจับครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของตำรวจในการปราบปรามอาชญากรรมร้ายแรง โดยเฉพาะคดีอุ้มเรียกค่าไถ่ ซึ่งเป็นภัยต่อสังคม

ทำไมคดีอุ้มเรียกค่าไถ่ถึงรุนแรง?

คดีอุ้มเรียกค่าไถ่เป็นอาชญากรรมที่ร้ายแรงเพราะละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอย่างร้ายแรง ผู้ถูกกระทำต้องเผชิญกับความหวาดกลัวและความไม่แน่นอนในชีวิต ซึ่งส่งผลกระทบต่อจิตใจอย่างมาก นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน คดีอุ้มเรียกค่าไถ่

  • สร้างความหวาดกลัวให้กับสังคม
  • ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุน
  • ทำลายภาพลักษณ์ของประเทศ

การที่ตำรวจสามารถบุกจับ “เกมส์” ผู้ต้องหาอุ้มเรียกค่าไถ่ ค่าหัว 8 หมื่นได้สำเร็จ ถือเป็นความสำเร็จที่สำคัญในการสร้างความปลอดภัยให้กับสังคม อย่างไรก็ตาม การป้องกันอาชญากรรมอุ้มเรียกค่าไถ่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน

การจับกุมนายเกมส์ครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่ากฎหมายจะลงโทษผู้กระทำผิดไม่ว่าพวกเขาจะหลบหนีไปที่ใด และเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายจะไม่ยอมให้การก่ออาชญากรรมดังกล่าวแพร่หลายต่อไป

ที่มา – บุกจับ “เกมส์” ผู้ต้องหาตามบัญชี ค่าหัว 8 หมื่น ก่อเหตุโชกโชน อุ้มเรียกค่าไถ่

รวบ! ปลัด อบจ.มุกดาหาร รีดทรัพย์ผู้รับเหมา

“บิ๊กเต่า” นำทีมบุกรวบปลัด อบจ.มุกดาหาร คาห้องทำงาน หลังได้รับการร้องเรียนรีดทรัพย์ผู้รับเหมา แลกเซ็นอนุมัติเบิกจ่ายงบประมาณก่อสร้างถนน กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการราชการท้องถิ่น

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. พร้อมด้วย พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผบก.ปปป. พ.ต.อ.วิศิษฐ์ พลบม่วง ผกก.3 บก.ปปป. นำกำลังจับกุม ว่าที่ ร.อ.วัทธิกร ทรงยศวัฒนา ปลัด อบจ.มุกดาหาร ตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 ข้อหา “เป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจโดยมิชอบ, ข่มขืนใจให้บุคคลอื่นมอบหรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สิน และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ” โดยจับกุมตัวได้ภายในสำนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัดมุกดาหาร

สืบเนื่องจากมีตัวแทนบริษัทรับเหมาก่อสร้างเอกชนแห่งหนึ่งเข้าแจ้งความกับทางตำรวจ บก.ปปป. ว่า ถูก ว่าที่ ร.อ.วัทธิกร ผู้ต้องหารายนี้ซึ่งมีตำแหน่งเป็นถึงปลัด อบจ.มุกดาหาร ข่มขู่เรียกเงินแลกกับการเซ็นอนุมัติเบิกจ่ายเงินงบประมาณ

รวบปลัด อบจ.มุกดาหาร รีดทรัพย์ผู้รับเหมา แลกเซ็นอนุมัติงบสร้างถนน

หลังก่อนหน้านี้บริษัทดังกล่าวได้ชนะประมูลทำสัญญารับงานก่อสร้างโครงการปรับปรุงถนนกับ อบจ.มุกดาหาร รวม 7 โครงการ มูลค่า 12,773,000 บาท โดยมี ว่าที่ ร.อ.วัทธิกร ปลัด อบจ.มุกดาหาร เป็นผู้ลงนามในสัญญา ต่อมาหลังส่งมอบงานและเบิกเงินได้เพียง 2 โครงการ ว่าที่ ร.อ.วัทธิกร กลับบ่ายเบี่ยงไม่ให้เบิกเงินอีก 5 โครงการที่เหลือ โดยอ้างว่างานไม่เรียบร้อย ทั้งที่ในความเป็นจริงทางบริษัทได้ทำงานถูกต้องครบถ้วนและมีการเซ็นตรวจรับงานไปแล้ว

สถานการณ์เริ่มบานปลายเมื่อ ว่าที่ ร.อ.วัทธิกร ได้ยื่นข้อเสนอเรียกรับเงินค่าตอบแทนจำนวน 10% ของมูลค่าโครงการทั้งหมด ซึ่งคิดเป็นเงินประมาณ 700,000 บาท ผู้เสียหายซึ่งเกรงว่าหากไม่ยอมทำตามข้อเสนอจะไม่สามารถเบิกเงินค่าดำเนินการที่เหลือได้ จึงจำใจนำเงินสดจำนวน 500,000 บาท ไปส่งมอบให้กับ ว่าที่ ร.อ.วัทธิกร ตามจุดที่นัดหมายไว้

แต่เรื่องราวไม่จบเพียงเท่านั้น เมื่อ ว่าที่ ร.อ.วัทธิกร พบว่าเงินที่ได้รับนั้นไม่ครบตามจำนวนที่ตกลงกันไว้ จึงได้โทรศัพท์ทวงถามเงินส่วนที่เหลืออีก 200,000 บาท การกระทำดังกล่าวทำให้ผู้เสียหายตัดสินใจนำเรื่องเข้าแจ้งความกับตำรวจ บก.ปปป. ซึ่งนำไปสู่การออกหมายจับและนำกำลังเข้าจับกุมตัว ว่าที่ ร.อ.วัทธิกร ในที่สุด

ความคืบหน้าหลังการจับกุม ปลัด อบจ.มุกดาหาร

ภายหลังการจับกุม ว่าที่ ร.อ.วัทธิกร ยังคงให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างการตรวจค้นหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมภายในห้องทำงานส่วนตัวของผู้ต้องสงสัย หลังจากเสร็จสิ้นการตรวจค้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเร่งนำตัวผู้ต้องหาไปส่งมอบให้กับพนักงานสอบสวน กก.3 บก.ปปป. เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกระบวนการทางกฎหมายต่อไป

เหตุการณ์นี้ถือเป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ข้าราชการทุกระดับพึงระลึกถึงจริยธรรมและคุณธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ การใช้อำนาจในทางมิชอบและการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวไม่เพียงแต่จะนำมาซึ่งความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นเท่านั้น แต่ยังเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือขององค์กรและกระบวนการยุติธรรมอีกด้วย หากพบเห็นการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ ควรแจ้งเบาะแสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบเพื่อดำเนินการตรวจสอบและลงโทษผู้กระทำผิดต่อไป

ที่มา – รวบปลัด อบจ.มุกดาหาร รีดทรัพย์ผู้รับเหมา แลกเซ็นอนุมัติเบิกจ่ายงบฯ สร้างถนน

Scroll to top