จับยาเสพติด

สืบนครบาล 1 กัดไม่ปล่อย แกะรอยขยายผลกลุ่มนักบิน จับไอซ์ล็อตมหึมา

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นข่าวคราวการปราบปรามยาเสพติดครั้งใหญ่ที่น่าชื่นชม ซึ่งวันนี้เราจะมาพูดถึงภารกิจสุดระห่ำของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทุ่มเททำงานอย่างหนัก โดยเฉพาะเรื่องราวของ สืบนครบาล 1 กัดไม่ปล่อย แกะรอยขยายผลกลุ่มนักบิน จับไอซ์ล็อตมหึมา ก่อนเข้ากรุง ที่ถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงในการสกัดกั้นยาเสพติดไม่ให้แพร่ระบาดเข้าสู่ใจกลางเมืองหลวงของเราครับ

สืบนครบาล 1 กัดไม่ปล่อย แกะรอยขยายผลกลุ่มนักบิน จับไอซ์ล็อตมหึมา ก่อนเข้ากรุง

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่เจ้าหน้าที่ชุดสืบนครบาล 1 ได้เฝ้าติดตามพฤติกรรมของเครือข่ายค้ายาเสพติดรายใหญ่อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาถึง 5 เดือนเต็ม โดยใช้ความพยายามในการสะกดรอยและหาข่าว จนพบว่ากลุ่มผู้ต้องหาเตรียมส่งยาไอซ์ล็อตใหญ่จาก จ.สกลนคร ผ่านระบบขนส่งเอกชนเพื่อนำเข้ามายังกรุงเทพมหานคร โดยมีการวางแผนใช้รถนำและรถลำเลียงเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ แต่ความพยายามเหล่านั้นก็ไม่พ้นสายตาของตำรวจชุดเก่งไปได้

เจาะลึกเบื้องหลังปฏิบัติการ สืบนครบาล 1 กัดไม่ปล่อย แกะรอยขยายผลกลุ่มนักบิน จับไอซ์ล็อตมหึมา ก่อนเข้ากรุง

การจับกุมครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากนโยบายที่เข้มข้นของภาครัฐและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่มุ่งมั่นทำลายเครือข่ายลำเลียงยาเสพติดให้หมดสิ้นไป สำหรับรายละเอียดการเข้าจับกุมเมื่อวันที่ 4 ส.ค. 69 เจ้าหน้าที่ได้วางกำลังตามยุทธวิธีในจุดที่คาดว่าผู้ต้องหาจะเข้ามารับพัสดุ จนสามารถรวบตัวผู้ต้องหาได้พร้อมของกลางจำนวนมาก

  • นายวรชัย (คนขับรถกระบะ)
  • นายธนากร (ผู้โดยสารรถกระบะ)
  • นายวสันต์ (คนขับรถนำ)
  • น.ส.วาสนา (ผู้โดยสารรถนำ)

นอกจากนี้ยังตรวจยึดของกลางเป็นยาไอซ์จำนวน 8 ลัง พร้อมรถยนต์ที่ใช้ในการกระทำความผิดอีก 2 คัน ซึ่งการปฏิบัติงานครั้งนี้ถือเป็นการป้องกันไม่ให้ยาเสพติดจำนวนมหาศาลเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นในได้สำเร็จ

ถือเป็นเรื่องที่น่ายกย่องมากครับที่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงยืนหยัดทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง หากพี่น้องประชาชนพบเห็นพฤติกรรมที่น่าสงสัยเกี่ยวกับยาเสพติดหรือการขนส่งพัสดุผิดปกติ อย่าลังเลที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยและปราศจากยาเสพติดให้กับลูกหลานของเรา เพราะความปลอดภัยของคนในชาติเริ่มได้จากความร่วมมือของทุกคนครับ

ที่มา – สืบนครบาล 1 กัดไม่ปล่อย แกะรอยขยายผลกลุ่มนักบิน จับไอซ์ล็อตมหึมา ก่อนเข้ากรุง

พุทธังบังตา หนุ่มพกยาบ้า ท่องคาถาล่องหน สุดท้ายไม่เป็นผลโดนรวบเข้าคุก

พุทธังบังตา หนุ่มพกยาบ้า ท่องคาถาล่องหน สุดท้ายไม่เป็นผลโดนรวบเข้าคุก

เรื่องราวสุดแปลกปนฮาที่ทำเอาเจ้าหน้าที่ตำรวจถึงกับไปไม่เป็น เมื่อเกิดเหตุการณ์พุทธังบังตา หนุ่มพกยาบ้า ท่องคาถาล่องหน สุดท้ายไม่เป็นผลโดนรวบเข้าคุก เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ ที่ย่านบางละมุง จังหวัดชลบุรี เมื่อชายรายหนึ่งพยายามใช้ไสยศาสตร์เข้าช่วยเพื่อหวังรอดจากการจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่งานนี้บอกเลยว่าไม่ได้ผลอย่างที่คิดครับ

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 ก.ค. ที่ผ่านมา ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางละมุง กำลังลงพื้นที่ตรวจสอบคดีเกี่ยวกับยาเสพติด ได้พบกับชายต้องสงสัยชื่อนายพีรพงษ์ อายุ 32 ปี มีท่าทีพิรุธและพูดจาวกวน คล้ายคนเสพยา เมื่อตำรวจขอตรวจค้นก็พบยาบ้าจำนวน 2 เม็ดถืออยู่ในมือทันที

เมื่อคาถาล่องหนไม่ช่วย พุทธังบังตา หนุ่มพกยาบ้า ท่องคาถาล่องหน สุดท้ายไม่เป็นผลโดนรวบเข้าคุก

ความพีคของเรื่องนี้อยู่ตรงที่ นายพีรพงษ์ไม่ได้วิ่งหนี แต่กลับเลือกยกมือขึ้นประนมแล้วท่องคาถาอย่างจริงจัง พร้อมอ้างว่าตนเองมีวิชาล่องหนหายตัวได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงให้โอกาสท่องจนจบด้วยความใจเย็น แต่เมื่อสิ้นเสียงมนตรา ผลปรากฏว่าเขายังคงยืนอยู่ที่เดิม ตัวไม่หายไปไหน แถมยาบ้าในมือก็ยังอยู่ครบ กลายเป็นว่า พุทธังบังตา หนุ่มพกยาบ้า ท่องคาถาล่องหน สุดท้ายไม่เป็นผลโดนรวบเข้าคุก ของจริงครับ

  • ตำรวจตรวจพบยาบ้าจำนวน 2 เม็ดในที่เกิดเหตุ
  • ผลตรวจร่างกายยืนยันพบสารเสพติด
  • ผู้ต้องหารับสารภาพว่าเสพยามาจริงในช่วงเช้า

หลังจากเหตุการณ์นี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้ดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยตั้งข้อหา 2 กระทงคือ มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยผิดกฎหมาย ซึ่งถือเป็นบทเรียนราคาแพงที่ยืนยันได้ว่า ไม่มีคาถาอาคมใดจะมาเหนือกฎหมายและความจริงไปได้ครับ

สุดท้ายนี้ เรื่องราวนี้ยังเป็นอุทาหรณ์ให้เห็นถึงโทษของยาเสพติด ที่มักจะทำให้ผู้เสพขาดสติจนเกิดพฤติกรรมหลงผิด งมงาย และไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมของตนเองได้ หากใครที่กำลังหลงผิดขอให้รีบกลับตัวกลับใจ ก่อนที่ชีวิตจะพังทลายเหมือนกับกรณีนี้ครับ

ที่มา – พุทธังบังตา หนุ่มพกยาบ้า ท่องคาถาล่องหน สุดท้ายไม่เป็นผลโดนรวบเข้าคุก

ไล่ล่ากว่า 300 กม. สกัดจับแก๊งนักบิน ยึดไอซ์ 83 กก. ยาบ้า 2 แสนเม็ด

ไล่ล่ากว่า 300 กม. สกัดจับแก๊งนักบิน ยึดไอซ์ 83 กก. ยาบ้า 2 แสนเม็ด

เหตุการณ์สุดระทึกที่ทำเอาชาวบ้านต้องตกใจกันทั้งเส้นทาง เมื่อเจ้าหน้าที่กองปราบปรามต้องเปิดฉาก ไล่ล่ากว่า 300 กม. สกัดจับแก๊งนักบิน ยึดไอซ์ 83 กก. ยาบ้า 2 แสนเม็ด ซึ่งถือเป็นการกวาดล้างขบวนการค้ายาเสพติดครั้งใหญ่ในพื้นที่ภาคอีสาน โดยปฏิบัติการนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคมที่ผ่านมา หลังจากสายลับแจ้งเบาะแสว่าจะมีการลำเลียงยาเสพติดล็อตมหึมาผ่านเส้นทางบึงกาฬมุ่งหน้าสู่สกลนคร

เปิดเบื้องหลังปฏิบัติการ ไล่ล่ากว่า 300 กม. สกัดจับแก๊งนักบิน ยึดไอซ์ 83 กก. ยาบ้า 2 แสนเม็ด

การไล่ล่าเริ่มต้นขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่พบรถยนต์ต้องสงสัยสองคันขับตามกันมาด้วยความเร็วสูง เจ้าหน้าที่จึงส่งสัญญาณให้หยุดเพื่อทำการตรวจสอบ แต่แก๊งคนร้ายกลับเร่งเครื่องหลบหนีอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย ทำให้เกิดการติดตามกันข้ามจังหวัดเป็นระยะทางกว่า 300 กิโลเมตร จนกระทั่งสามารถรวบตัวผู้ต้องหาได้สำเร็จ ทั้งเหตุการณ์ ไล่ล่ากว่า 300 กม. สกัดจับแก๊งนักบิน ยึดไอซ์ 83 กก. ยาบ้า 2 แสนเม็ด นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความทุ่มเทของตำรวจไทยในการสกัดกั้นภัยสังคม

จากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า รับจ้างขนยาเสพติดเพื่อนำเงินไปใช้จ่ายในครอบครัวและเที่ยวเตร่ ทางเจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งข้อหาหนัก ดังนี้:

  • ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าและยาไอซ์)
  • ขับรถในขณะที่มีสารเสพติดในร่างกาย

สรุปรายละเอียดของกลางที่ยึดได้:

  • ยาบ้าจำนวน 220,000 เม็ด
  • ยาไอซ์น้ำหนักรวม 83 กิโลกรัม
  • รถยนต์และโทรศัพท์มือถือที่ใช้ในขบวนการ

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นอุทาหรณ์ให้แก่ผู้ที่คิดจะก้าวเข้าสู่วงจรยาเสพติด แม้จะอ้างความจำเป็นเรื่องการเงิน แต่ผลที่จะตามมานั้นไม่คุ้มค่าเลยกับการต้องมาใช้ชีวิตอยู่หลังกรงขัง การทลายเครือข่ายครั้งนี้ไม่เพียงแต่ยึดของกลางได้จำนวนมาก แต่ยังเป็นการตัดวงจรยาเสพติดที่จะแพร่กระจายเข้าสู่ชุมชนได้อีกมหาศาล ขอชื่นชมทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ร่วมกันดูแลความสงบสุขของประชาชนครับ

ที่มา – ไล่ล่ากว่า 300 กม. สกัดจับแก๊งนักบิน ยึดไอซ์ 83 กก. ยาบ้า 2 แสนเม็ด

บุกทลายผับเถื่อนบึงกาฬ ปล่อยเด็กต่ำกว่า 20 ปี มั่วสุมยาเสพติด

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวสะเทือนขวัญเกี่ยวกับเหตุการณ์ บุกทลายผับเถื่อนบึงกาฬ ปล่อยเด็กต่ำกว่า 20 ปี มั่วสุมกว่าครึ่งร้อย ยาเสพติดเกลื่อน ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าตกใจอย่างมากสำหรับสังคมไทย โดยเฉพาะการที่มีเยาวชนอายุน้อยที่สุดเพียง 13 ปี เข้าไปวนเวียนอยู่ในแหล่งอบายมุขแบบนี้

สรุปเหตุการณ์บุกทลายผับเถื่อนบึงกาฬ ปล่อยเด็กต่ำกว่า 20 ปี มั่วสุมกว่าครึ่งร้อย ยาเสพติดเกลื่อน

เหตุการณ์การ บุกทลายผับเถื่อนบึงกาฬ ปล่อยเด็กต่ำกว่า 20 ปี มั่วสุมกว่าครึ่งร้อย ยาเสพติดเกลื่อน เกิดขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปคม. ได้รับร้องเรียนว่ามีการลักลอบเปิดสถานบันเทิงในพื้นที่ ต.เซกา โดยไม่มีใบอนุญาต และไม่มีมาตรการคัดกรองอายุผู้เข้าใช้บริการ ทำให้เด็กและเยาวชนจำนวนมากสามารถเข้าไปดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้อย่างอิสระ

รายละเอียดการเข้าจับกุมและการตรวจพบยาเสพติด

จากการปฏิบัติการครั้งสำคัญนี้ เจ้าหน้าที่ได้พบความจริงที่น่าตกใจ ดังนี้:

  • พบนักเที่ยวรวมกว่า 300 คน ภายในร้าน
  • ตรวจพบเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี จำนวนถึง 49 คน
  • เยาวชนที่มีอายุน้อยที่สุดคือ 13 ปี
  • พบยาเสพติด ไอซ์ และยาบ้า กระจัดกระจายอยู่ตามพื้นและในห้องน้ำ

เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวเจ้าของร้านวัย 27 ปี มาดำเนินคดีในข้อหาเปิดสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต ขายแอลกอฮอล์ให้เยาวชน และส่งเสริมให้เด็กประพฤติตนไม่เหมาะสม ซึ่งถือเป็นบทเรียนราคาแพงของผู้ประกอบการที่เห็นแก่ได้โดยไม่คำนึงถึงศีลธรรมและผลกระทบต่ออนาคตของชาติ

ในฐานะคนในสังคม เราควรช่วยกันเป็นหูเป็นตา หากพบเห็นสถานบริการที่มีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงหรือปล่อยให้เยาวชนเข้าไปมั่วสุม ต้องรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ให้เข้ามาจัดการทันที เพื่อป้องกันปัญหาอาชญากรรมและสารเสพติดไม่ให้แพร่ระบาดไปมากกว่านี้ เพราะเด็กคืออนาคตของชาติและไม่ควรมาจบชีวิตหรือเสียอนาคตในร้านเหล้าที่ผิดกฎหมายครับ

ที่มา – บุกทลายผับเถื่อนบึงกาฬ ปล่อยเด็กต่ำกว่า 20 ปี มั่วสุมกว่าครึ่งร้อย ยาเสพติดเกลื่อน

ทหาร-ตร. บุกยึดยาบ้า 20 ล้านเม็ด ขยายผลไอซ์ 2 ตัน ซ่อนโกดังเมืองเลย

ทหาร-ตร. บุกยึดยาบ้า 20 ล้านเม็ด ขยายผลไอซ์ 2 ตัน ซ่อนโกดังเมืองเลย

เป็นเรื่องราวที่เป็นกระแสข่าวใหญ่และได้รับความสนใจอย่างมากครับ สำหรับปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติดครั้งสำคัญ เมื่อเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจผนึกกำลังกันบุกเข้าทลายเครือข่ายค้ายานรกข้ามชาติในจังหวัดเลย ซึ่งถือว่าเป็นผลงานการปราบปรามที่น่าชื่นชมกับการที่ ทหาร-ตร. บุกยึดยาบ้า 20 ล้านเม็ด ขยายผลไอซ์ 2 ตัน ซ่อนโกดังเมืองเลย ได้สำเร็จ โดยในปฏิบัติการนี้เจ้าหน้าที่สามารถกดดันจนพบแหล่งซุกซ่อนขนานใหญ่ที่คาดว่าจะใช้เป็นจุดกระจายยาเสพติดล็อตใหญ่สู่พื้นที่ชั้นในของประเทศ

เปิดเบื้องหลังปฏิบัติการทลายเครือข่ายยาเสพติด

สำหรับการจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องมาจากการเฝ้าติดตามพฤติการณ์ของกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดอย่างต่อเนื่อง โดยหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด ร่วมกับตำรวจปราบปรามยาเสพติดและหน่วยข่าวความมั่นคง ได้ร่วมกันขยายผลจากการจับกุมไอซ์เกือบ 2 ตันในช่วงก่อนหน้านี้ ทำให้ทราบถึงความเชื่อมโยงของเครือข่าย จนกระทั่งนำไปสู่การที่ ทหาร-ตร. บุกยึดยาบ้า 20 ล้านเม็ด ขยายผลไอซ์ 2 ตัน ซ่อนโกดังเมืองเลย จนสามารถรวบผู้ต้องหาได้ถึง 4 ราย พร้อมของกลางจำนวนมหาศาล

รายละเอียดเพิ่มเติมของปฏิบัติการนี้มีจุดเข้าตรวจค้นสำคัญ 2 แห่ง ได้แก่:

  • จุดที่ 1: โกดังริมถนนสาย 21 เลย-เพชรบูรณ์ หมู่ 2 ต.บ้านเสี้ยว อ.เมือง จ.เลย พบยาบ้า 10 ล้านเม็ด
  • จุดที่ 2: บ้านพักริมถนนสายวังสะพุง-ภูหลวง ต.กุดป่อง อ.เมือง จ.เลย พบยาบ้าอีก 10 ล้านเม็ด

นอกจากของกลางที่เป็นยาบ้าแล้ว เจ้าหน้าที่ยังตรวจยึดรถยนต์ 4 คัน และโทรศัพท์มือถือซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญเพื่อเร่งขยายผลหาตัวผู้บงการรายใหญ่มาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด

ในมุมมองของสถานการณ์ปัจจุบัน ถือว่าเราได้เห็นความเข้มงวดของเจ้าหน้าที่ในการสกัดกั้นยาเสพติดอย่างจริงจังมากขึ้น เพื่อความปลอดภัยของสังคมและอนาคตของเยาวชนไทย เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าการขยายผลคดี ทหาร-ตร. บุกยึดยาบ้า 20 ล้านเม็ด ขยายผลไอซ์ 2 ตัน ซ่อนโกดังเมืองเลย นี้ จะสามารถสาวไปถึงระดับนายทุนใหญ่คนไหนได้บ้าง เป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกท่านครับ

ที่มา – ทหาร-ตร. บุกยึดยาบ้า 20 ล้านเม็ด ขยายผลไอซ์ 2 ตัน ซ่อนโกดังเมืองเลย

นายอำเภอเมืองกระบี่ จดทะเบียนสมรสหนุ่มยาบ้าก่อนติดคุก

ในโลกที่เต็มไปด้วยข่าวร้ายเกี่ยวกับยาเสพติด เรื่องราวของนายอำเภอเมืองกระบี่ จดทะเบียนสมรสให้หนุ่มถูกจับยาบ้า ก่อนถูกส่งเข้าเรือนจำกลับกลายเป็นข่าวที่ทั้งน่าประหลาดใจและอบอุ่นหัวใจ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ที่จังหวัดกระบี่ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงด้านมนุษย์ของเจ้าหน้าที่รัฐและความรักที่มั่นคงของคู่รักท่ามกลางวิกฤต

นายอำเภอเมืองกระบี่ จดทะเบียนสมรสให้หนุ่มถูกจับยาบ้า ก่อนถูกส่งเข้าเรือนจำ

เหตุการณ์นี้เริ่มต้นจากปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอเมืองกระบี่ ที่ออกไล่ล่าผู้ค้ายาเสพติดรายย่อยในพื้นที่ โดยเป้าหมายหลักคือ “โดม เกาะกลาง” ชายหนุ่มจากบ้านเกาะกลาง ตำบลคลองประสงค์ เจ้าหน้าที่สืบรู้ว่าเขาจะไปพบแฟนสาวที่หอพักในตัวเมืองกระบี่ จึงวางแผนดักจับ ส่งผลให้จับกุมได้พร้อมของกลางยาบ้า 399 เม็ด นอกจากนี้ ยังพบว่ามีหมายจับค้างเก่าในคดีอาวุธปืน ทำให้สถานการณ์ยิ่งรุนแรง

กระบวนการจดทะเบียนสมรสฉุกเฉิน

ระหว่างที่กำลังดำเนินคดี ผู้ต้องหาและแฟนสาวต่างยื่นขอจดทะเบียนสมรสทันที โดยฝ่ายหญิงยืนยันว่าจะรอให้แฟนหนุ่มรับโทษจนครบตามกฎหมาย และสัญญาว่าจะใช้ชีวิตคู่ด้วยกันต่อไป นายปรีชา สอิ้งทอง นายอำเภอเมืองกระบี่ ไม่ปฏิเสธคำขอนี้ แต่กลับจัดพิธีจดทะเบียนสมรสให้อย่างเรียบร้อย ก่อนที่จะส่งตัวผู้ต้องหาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

นายอำเภอปรีชา เปิดเผยกับสื่อว่า การจับกุมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ ซึ่งยาบ้าและยาเสพติดอื่นๆ ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ในจังหวัดกระบี่ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทอย่างบ้านเกาะกลาง ผู้ต้องหาถูกจับได้คาหนังคาเขากับของกลางชัดเจน และเจ้าหน้าที่กำลังขยายผลเพื่อตัดเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง

บทเรียนจากเรื่องราวความรักท่ามกลางคดียาเสพติด

หลายคนมองว่า แม้ “โดม” จะหลงผิดไปกับยาเสพติด แต่ความรักของแฟนสาวที่ยอมรับและรอคอย กลายเป็นแสงสว่างในชีวิตที่มืดมน เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า กฎหมายไทยอนุญาตให้ผู้ต้องหาจดทะเบียนสมรสได้ หากไม่ขัดต่อกระบวนการยุติธรรม ซึ่งช่วยให้คู่รักมีสถานะทางกฎหมายที่ชัดเจน แม้ฝ่ายชายจะต้องติดคุก

  • ของกลาง: ยาบ้า 399 เม็ด
  • คดีเพิ่มเติม: หมายจับอาวุธปืนค้างเก่า
  • สถานที่: หอพักตัวเมืองกระบี่
  • ผล: จดทะเบียนสมรสสำเร็จ ก่อนส่งเรือนจำ

ปัญหายาเสพติดในกระบี่ยังคงรุนแรง โดยข้อมูลจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดระบุว่า จังหวัดนี้มีการจับกุมยาบ่ากว่าหลายหมื่นเม็ดต่อปี การปราบปรามต้องเข้มข้นขึ้น แต่เรื่องราวเช่นนี้ก็เตือนใจว่าทุกคนมีโอกาสแก้ตัว หากมีคนรักที่ยืนเคียงข้าง

สุดท้ายแล้ว เรื่องนายอำเภอเมืองกระบี่ จดทะเบียนสมรสให้หนุ่มถูกจับยาบ้า ก่อนถูกส่งเข้าเรือนจำนี้ สอนให้เราคิดถึงคุณค่าของความรักและการให้โอกาส คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความเพื่อกระจายเรื่องราวดีๆ นี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่าน!

ที่มา – นายอำเภอเมืองกระบี่ จดทะเบียนสมรสให้หนุ่มถูกจับยาบ้า ก่อนถูกส่งเข้าเรือนจำ

จับเครือข่ายค้ายาเสพติดลาว ยาบ้า 1 ล้านเม็ดสงกรานต์

เพื่อนๆ ครับ วันนี้มีข่าวดีจากฝั่งตำรวจเลยนะ! จับเครือข่ายนักค้ายาเสพติดชาวลาว เตรียมขายยาบ้าช่วงสงกรานต์กว่า 1 ล้านเม็ด กันเลยทีเดียว ตำรวจสืบสวนภาค 4 ไม่ยอมให้ยาเสพติดร้ายแรงมาทำลายความสนุกของเทศกาลสงกรานต์แน่นอน มาดูรายละเอียดกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง

จับเครือข่ายนักค้ายาเสพติดชาวลาว เตรียมขายยาบ้าช่วงสงกรานต์กว่า 1 ล้านเม็ด

เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2567 เวลา 15.30 น. ที่ศปก.กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 4 พล.ต.ท.สันติ ชัยนิรามัย ผบช.ภ.4 พร้อมทีมงาน ร่วมแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหา 3 คน ได้แก่ นายอภิภู หรือนัท อายุ 34 ปี, นายชินกร หรือมาร์ค อายุ 28 ปี และนายยสินทร หรือเบ็นซ์ อายุ 29 ปี ของกลางที่ยึดได้คือ ยาบ้า 1,125,591 เม็ด ยาไอซ์ 24.9 กรัม อาวุธปืนพกสั้น 1 กระบอก และกระสุน 10 นัด สุดโหดจริงๆ!

กระบวนการสืบสวนสุดเข้มข้น

ทุกอย่างเริ่มจากสายลับรายงานว่า มีเครือข่ายของ “เสี่ยโอ” ชาวลาว จะลักลอบขนยาบ้าจากหนองคายมาขายในไทย โดยจุดหมายแรกคือร้อยเอ็ด แต่เปลี่ยนมาเป็นขอนแก่นแทน ตำรวจกองสืบสวน 2 บก.สส.ภ.4 และสืบสวนร้อยเอ็ด สนธิกำลังจับตา “นัท” ที่เพิ่งพ้นโทษคดียาเก่า สุดท้ายสายลับแจ้งว่านัทติดต่อให้รับงานขนยาล้านเม็ด แต่ปฏิเสธ เลยให้ลูกน้องในเครือข่ายทำแทน

คืนวันที่ 10 เม.ย. ตำรวจสกัดรถกระบะโตโยต้าสีขาว ทะเบียนขอนแก่น ที่บ้านหนองโข่ย ต.ท่าพระ อ.เมืองขอนแก่น พบกระสอบปุ๋ยฟ้าบรรจุยาบ้า 540,000 เม็ด นายเบนซ์กับมาร์คสารภาพว่าถูกนัทจ้าง สอบโทรศัพท์เจอหลักฐานชัดเจน ตำรวจบุกจับนัทที่บ้าน พบการติดต่อกับเสี่ยโอลาวและผู้ต้องหาอีก

ของกลางและทรัพย์สินที่ยึดได้

  • ยาบ้า 1,125,591 เม็ด (เตรียมขายช่วงสงกรานต์)
  • ยาไอซ์ 24.9 กรัม (แถมให้ลูกค้าวีไอพี)
  • ปืนและกระสุน
  • ทรัพย์ยึดจากนัท: ที่ดิน 2 แปลง บ้าน 1 หลัง สร้อยทอง 3 บาท รถหลายคัน เงินสด รวม 6,650,000 บาท

นัทเคยติดคุกยา พอออกมาก็ติดต่อเสี่ยโอ รับบทประสานงาน จ้าง “นักบิน” รับยาจากลาวมาซุกตามจุดต่างๆ ค่าจ้างมัดละ 700 บาท นัทกิน 300, นักบินคนละ 200 ยาเสพติดล็อตนี้เตรียมระบายช่วงสงกรานต์ที่คนเที่ยวเยอะ

ข้อกล่าวหาที่รออยู่

ทั้งสามคนโดนข้อหาหนัก ร่วมจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 เพื่อการค้า ส่งผลกระทบความมั่นคง นัทเพิ่มถือปืนเถื่อน มาร์คกับเบนซ์เสพยา+ขับรถเสพ นี่แหละครับผลของยาเสพติด

ข่าว จับเครือข่ายนักค้ายาเสพติดชาวลาว เตรียมขายยาบ้าช่วงสงกรานต์กว่า 1 ล้านเม็ด นี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของตำรวจภาค 4 ในช่วงเทศกาลที่เสี่ยงสูง ยาเสพติดทำลายครอบครัว สังคม และชีวิตวัยรุ่นมากมาย สงกรานต์ปีนี้เล่นน้ำให้สนุก แต่หลีกเลี่ยงยาเสพติดนะครับ ถ้าพบเบาะแส รีบแจ้งตำรวจ 191 ช่วยกันปราบปราม จะได้สงกรานต์ปลอดภัยทุกคน!

ที่มา – จับเครือข่ายนักค้ายาเสพติดชาวลาว เตรียมขายยาบ้าช่วงสงกรานต์กว่า 1 ล้านเม็ด

จับหนุ่มวัย 20 พร้อมไอซ์เกือบครึ่งตัน-ยาบ้า 2 ล้านเม็ด จนมุมเพราะรถไอติม

จับหนุ่มวัย 20 พร้อมไอซ์เกือบครึ่งตัน-ยาบ้า 2 ล้านเม็ด จนมุมเพราะรถไอติม เป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความฮือฮาให้กับสังคมไทยเมื่อไม่กี่วันก่อน ตำรวจตระเวนชายแดนสามารถสกัดกั้นยาเสพติดล็อตยักษ์ได้ทันเวลา ก่อนที่จะหลุดเข้าไปสร้างความเดือดร้อนในพื้นที่ตอนในของประเทศ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ชายแดนที่มักถูกใช้ลักลอบขนยาเสพติดจากเพื่อนบ้าน

จับหนุ่มวัย 20 พร้อมไอซ์เกือบครึ่งตัน-ยาบ้า 2 ล้านเม็ด จนมุมเพราะรถไอติม

วันที่ 9 เมษายน 2567 เวลา 16.00 น. ที่หน้ากองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 235 (ตชด.235) อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ พร้อมคณะผู้บัญชาการและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงข่าวการตรวจยึดยาไอซ์จำนวน 579 ถุง หรือเกือบ 579 กิโลกรัม ยาบ้าประมาณ 2 ล้านเม็ด ผู้ต้องหา 2 คน รถยนต์ 2 คัน และรถจักรยานยนต์ 2 คัน การจับกุมครั้งนี้ถือเป็นชัยชนะสำคัญในการปราบปรามยาเสพติด

จุดเริ่มต้นของการสกัดกั้นยาเสพติดล็อตใหญ่

ทุกอย่างเริ่มต้นจากช่วงกลางดึกของวันที่ 8 เมษายน 2567 ชุดปราบปรามยาเสพติดของร้อย ตชด.235 ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากแนวชายแดนเข้าสู่พื้นที่ตอนใน เจ้าหน้าที่จึงประสานงานกับหน่วยงานความมั่นคง ร่วมลาดตระเวนตามเส้นทางต่างๆ จนกระทั่งพบกระสอบต้องสงสัย 5 กระสอบ ถูกซุกซ่อนไว้ในพงหญ้าริมถนนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2031 สายศิลา-พระซอง บริเวณสะพานข้ามคลองที่เป็นเส้นแบ่งระหว่างตำบลพระกลางทุ่ง อำเภอธาตุพนม กับตำบลหนองย่างชิ้น อำเภอเรณูนคร

เมื่อตรวจสอบภายในกระสอบ พบยาบ้าตรา 999 จำนวนรวมกว่า 2 ล้านเม็ด ห่างออกไปประมาณ 30 เมตร เจ้าหน้าที่พบรถตู้สีขาวและรถกระบะจอดอยู่ริมไหล่ทางอย่างมีพิรุธ แต่ไม่มีใครอยู่ในรถ สอบถามชาวบ้านและผู้นำชุมชนยืนยันว่าไม่เคยเห็นรถคันดังกล่าวมาก่อน คาดว่ารถเหล่านี้เตรียมมาขนยาบ้า โดยมีคันหนึ่งขับนำหน้าเคลียร์เส้นทาง เจ้าหน้าที่จึงยึดรถทั้งสองคันไว้เป็นของกลาง

ไล่ล่านายหนุ่มวัย 20 จนมุมเพราะรถไอติม

แม้จะยังไม่พบผู้กระทำผิดในที่เกิดเหตุ แต่เจ้าหน้าที่เร่งแกะรอยและขยายผลทันที สามารถเชื่อมโยงไปยังนายธนพล หรือ “หนุ่ม” อายุ 20 ปี ชาวบ้านหัวดอน ตำบลธาตุพนม ซึ่งมีประวัติอาชญากรรมอยู่ในแฟ้ม ปัจจุบันมีเมียเด็กชื่อน.ส.พลอย (นามสมมติ) อายุ 16 ปี อยู่บ้านโนนสมบูรณ์ ตำบลโพนแพง อำเภอธาตุพนม

เจ้าหน้าที่วางแผนเข้าไปในพื้นที่บ้านโนนสมบูรณ์ โดยให้สายข่าวปลอมตัวเป็นเพื่อนร่วมขบวนการโทรหานายหนุ่ม ถามว่าอยู่ไหน นายหนุ่มอ้างว่าทำงานอยู่จังหวัดสระบุรี หลังสงกรานต์ค่อยกลับ แต่ขณะที่เจ้าหน้าที่เตรียมถอนกำลัง สิ่งที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เมื่อมีรถขายไอศกรีมสั่นกระดิ่งดัง นายหนุ่มเปิดประตูบ้าน ถือชามกระเบื้องออกมาเรียกซื้อไอติม เจ้าหน้าที่จึงเข้าควบคุม แต่เขาทิ้งชามวิ่งหนี เกิดการไล่ล่าจนจับกุมได้ในที่สุด

จากการสอบสวนและตรวจค้นบ้าน พบลังกระดาษต้องสงสัย 12 ลัง บรรjumุไอซ์ 597 ถุง หรือ 597 กิโลกรัม น.ส.พลอยอยู่ด้วยและยอมรับสารภาพ นายหนุ่มสารภาพว่าใช้บ้านเมียเป็นที่พักยา โดยรถกระบะตู้ทึบขนมาจากริมแม่น้ำโขง พักไว้รอรถคันใหม่มารับไปตอนใน ได้ค่านอนเฝ้ากระสอบละ 10,000 บาท

มูลค่าและอันตรายของยาเสพติดล็อตนี้

ยาไอซ์ล็อตนี้มีมูลค่าต้นทางกว่า 173 ล้านบาท (กรัมละ 300 บาท) แหล่งผลิตจากสามเหลี่ยมทองคำ ผ่านลาวเข้าประเทศไทย และบางส่วนไปยังมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ การตรวจยึดครั้งนี้ป้องกันความเสียหายร้ายแรงต่อสังคมได้ จากการตรวจฉี่ นายหนุ่มมีฉี่ม่วง ส่วนน.ส.พลอยตั้งครรภ์แต่ไม่พบสารเสพติด

ผู้ต้องหาถูกแจ้งข้อหา “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) โดยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเพื่อการค้า” ส่งพนักงานสอบสวน สภ.หลักศิลา ดำเนินคดี

เหตุการณ์จับหนุ่มวัย 20 พร้อมไอซ์เกือบครึ่งตัน-ยาบ้า 2 ล้านเม็ด จนมุมเพราะรถไอติม แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการปราบปรามยาเสพติด แม้จะมีอุบายหลอกลวงมากมาย แต่สุดท้ายหลักฐานและการสืบสวนที่รัดกุมก็ชนะ หากยาเสพติดล็อตนี้หลุดรอด จะทำลายเยาวชนและสังคมอย่างหนัก

ภัยยาเสพติดยังคงเป็นปัญหาใหญ่ของชาติ ทุกคนควรตื่นตัว รายงานเบาะแสให้เจ้าหน้าที่หากพบเห็นสิ่งผิดปกติ เพื่อช่วยกันสร้างสังคมปลอดภัย ติดตามข่าวสารอาชญากรรมและเคล็ดลับป้องกันยาเสพติดในบล็อกของเราเพื่อข้อมูลเพิ่มเติม

ที่มา – จับหนุ่มวัย 20 พร้อมไอซ์เกือบครึ่งตัน-ยาบ้า 2 ล้านเม็ด จนมุมเพราะรถไอติม

ตชด.ภาค 2 สกัดจับยาไอซ์ 300 กก. รวบ 2 ผู้ต้องหา


ตชด.ภาค 2 สกัดจับยาไอซ์ 300 กก. รวบ 2 ผู้ต้องหา รับจ้างขนยาจากเพื่อนชาว สปป.ลาว เตรียมส่งกรุงเทพฯ ได้ค่าจ้างคนละ 5 หมื่น สารภาพเคยทำมาแล้ว 2 ครั้ง

เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2569 พ.ต.อ.คณิต กลิ่นศรีสุข รอง ผบก.ตชด.ภาค 2 แถลงข่าวการจับกุม นายรุ่งศักดิ์ สุพร อายุ 34 ปี และนายกฤตภาส เมฆกล อายุ 48 ปี พร้อมของกลางยาไอซ์ 300 กิโลกรัม รถยนต์โตโยต้า เวลอส และรถยนต์ตู้โดยสาร

สืบเนื่องจาก ตชด.ภาค 2 ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่ามีขบวนการค้ายาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้าน ลักลอบขนยาไอซ์ โดยใช้รถยนต์ SUV และรถยนต์ตู้ โดยมีเส้นทางจากมุกดาหาร มุ่งหน้าไปยังนาแก นครพนม ปลายทางกรุงเทพฯ

จึงสั่งการให้ชุดปฏิบัติการข่าว เฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลต้องสงสัย โดยวางกำลังตามเส้นทางที่รถต้องสงสัยจะขับผ่าน

กระทั่งกลางดึกวันที่ 16 มกราคม 2569 พบรถยนต์ต้องสงสัยวิ่งบนถนนสกลนคร-นาแก บริเวณแยกนาแก เจ้าหน้าที่จึงสะกดรอยตาม จนรถทั้ง 2 คันจอดที่ลานจอดรถตลาดเทศบาลนครสกลนคร เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวขอตรวจค้น

พบยาไอซ์บรรจุในถุงสีดำ ในรถยนต์ SUV โตโยต้า เวลอส จึงควบคุมตัวนายรุ่งศักดิ์ คนขับรถ และนายกฤตภาส คนขับรถตู้ ซึ่งทำหน้าที่เป็นสเก๊าหน้า ไปสอบสวน

รอง ผบก.ตชด.ภ.2 กล่าวว่า ผู้ต้องหาให้การว่าได้รับการติดต่อจากเพื่อนชายชื่ออ้ายคำ ชาว สปป.ลาว ให้ไปรับยาเสพติดที่ริมโขงในพื้นที่มุกดาหาร โดยตกลงค่าจ้างคนละ 50,000 บาท จุดหมายคือเขตคลองสามวา กรุงเทพฯ ผู้ต้องหารับสารภาพว่าเคยรับจ้างส่งยาให้ชายชาวลาวรายนี้มาแล้ว 2 ครั้ง

ยาไอซ์ที่ตรวจยึดได้มีราคาประมาณ 50 ล้านบาท

เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยมีไว้เพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในหมู่ประชาชนและกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป จากนั้นคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสกลนคร ดำเนินคดีตามกฎหมาย

ตชด.ภาค 2 สกัดจับยาไอซ์ 300 กก. รวบ 2 ผู้ต้องหา

ยาเสพติดยังคงเป็นปัญหาใหญ่ที่สังคมไทยต้องเผชิญ การจับกุมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการปราบปรามยาเสพติด อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหายาเสพติดต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน

การลักลอบขนยาเสพติดครั้งนี้เป็นการกระทำที่อุกอาจและท้าทายกฎหมายบ้านเมือง ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตราและสกัดกั้นยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง

ความสำคัญของการสกัดจับยาไอซ์ 300 กก. โดย ตชด.ภาค 2

การที่ ตชด.ภาค 2 สกัดจับยาไอซ์ 300 กก. รวบ 2 ผู้ต้องหา ได้ในครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จที่สำคัญในการป้องกันยาเสพติดไม่ให้แพร่ระบาดในพื้นที่กรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง ยาไอซ์จำนวนมากนี้ หากหลุดรอดไปได้ จะสร้างความเสียหายต่อสังคมอย่างมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเยาวชน

นอกจากนี้ การจับกุมครั้งนี้ยังเป็นการทำลายเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ ซึ่งมีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกับผู้มีอิทธิพล การขยายผลการจับกุมเพื่อสาวไปถึงผู้บงการและผู้ร่วมขบวนการทั้งหมดจึงเป็นสิ่งสำคัญ

การปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจังและต่อเนื่อง จะช่วยสร้างสังคมที่ปลอดภัยและน่าอยู่ยิ่งขึ้น

การจับกุม ตชด.ภาค 2 สกัดจับยาไอซ์ 300 กก. รวบ 2 ผู้ต้องหา ในครั้งนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการทำงานอย่างหนักของเจ้าหน้าที่ หวังว่าจะเป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่เกี่ยวข้องในการต่อสู้กับยาเสพติดต่อไป

ที่มา – ตชด.ภาค 2 ตามสกัดจับเครือข่ายยาเสพติด รวบ 2 ผู้ต้องหา รับจ้างขนยาไอซ์ 300 กก.

Scroll to top