จิรายุ ห่วงทรัพย์

“ชัชชาติ” ไม่หวั่นถูกยื่น ป.ป.ช. สอบปมโยกย้าย 17 ข้าราชการ

เรียกได้ว่าเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในแวดวงการเมืองท้องถิ่น เมื่อมีการยื่นเรื่องร้องเรียนกรณีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ กทม. ล่าสุด “ชัชชาติ” ไม่หวั่นถูกยื่น ป.ป.ช. สอบปมโยกย้าย 17 ข้าราชการ โดยผู้ว่าฯ กทม. ยืนยันว่าการทำงานตลอด 4 ปีที่ผ่านมามีความโปร่งใสสามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน

“ชัชชาติ” ไม่หวั่นถูกยื่น ป.ป.ช. สอบปมโยกย้าย 17 ข้าราชการ พร้อมให้พิสูจน์ความจริง

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อมีการเดินทางไปยื่นหลักฐานต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้ตรวจสอบการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงของกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ด้วยความมั่นใจว่าตนยินดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพราะการตั้งข้าราชการเป็นไปตามระเบียบกฎหมายอย่างเคร่งครัด

มุมมองจาก “ชัชชาติ” ไม่หวั่นถูกยื่น ป.ป.ช. สอบปมโยกย้าย 17 ข้าราชการ

สำหรับประเด็นที่เกิดขึ้น นายชัชชาติได้ฝากข้อคิดถึงผู้ที่ยื่นเรื่องร้องเรียนว่า:

  • การร้องเรียนเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทำได้ แต่ควรตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง
  • ไม่ควรเป็นเพียงการสร้างกระแสข่าว หรือหวังผลทางการเมืองเพียงอย่างเดียว
  • ควรติดตามบทสรุปของคดีจนกว่าจะสิ้นสุดกระบวนการยุติธรรม

นอกจากนี้ นายชัชชาติยังกล่าวถึงความคืบหน้าของคดีอื่นๆ เช่น การจัดซื้อเครื่องออกกำลังกาย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีหากมีการติดตามและเร่งรัดเพื่อให้สังคมได้รับทราบความจริงโดยเร็ว เพราะกระบวนการตรวจสอบนั้นมีหลายขั้นตอนที่ซับซ้อน

ในฐานะประชาชน เราควรจับตาดูบทสรุปของเรื่องนี้ต่อไปว่าจะเป็นเช่นไร การตรวจสอบที่เข้มข้นถือเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้การบริหารเมืองหลวงพัฒนาไปในทิศทางที่โปร่งใสและตรวจสอบได้มากยิ่งขึ้น เราหวังว่าความจริงจะปรากฏในเร็ววันเพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับความกระจ่างครับ

ที่มา – “ชัชชาติ” ไม่หวั่นถูกยื่น ป.ป.ช. สอบปมโยกย้าย 17 ข้าราชการ ย้ำ 4 ปีทำงานโปร่งใส ท้าให้พิสูจน์

“จิรายุ-คริส” บุก ป.ป.ช. ร้อง “ชัชชาติ” ผิด ม.157

เชื่อว่าช่วงนี้หลายคนคงกำลังจับตามองประเด็นการเมืองระดับท้องถิ่นที่ร้อนแรงไม่แพ้สนามใหญ่ เมื่อ “จิรายุ-คริส” บุก ป.ป.ช. ร้อง “ชัชชาติ” ผิด ม.157 ในปมการแต่งตั้ง ผอ.เขตและผู้ตรวจราชการรวม 17 ราย ที่ถูกมองว่าอาจเป็นการวางขุมกำลังเพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. สมัยที่ 2 ซึ่งถือเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมากในขณะนี้

เบื้องลึกทำไม “จิรายุ-คริส” บุก ป.ป.ช. ร้อง “ชัชชาติ” ผิด ม.157

การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 โดยนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ และนายคริส โปตระนันทน์ ได้ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ว่าเข้าข่ายความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ เนื่องจากมีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการขัดต่อระเบียบกฎหมายจน ก.พ.ค. กทม. ต้องมีคำวินิจฉัยให้ยกเลิกคำสั่งดังกล่าวไปก่อนหน้านี้

เจาะลึกปมการแต่งตั้งข้าราชการ 17 รายและความไม่โปร่งใส

ปัญหาสำคัญอยู่ที่กระบวนการแต่งตั้งซ้ำสองหลังจากคำสั่งแรกถูกยกเลิก โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่าการคัดสรรครั้งใหม่ทำไปอย่างเร่งรีบและบุคคลกลุ่มเดิมกลับเข้ามาดำรงตำแหน่งเหมือนเดิม ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ “จิรายุ-คริส” บุก ป.ป.ช. ร้อง “ชัชชาติ” ผิด ม.157 เพราะมองว่าเป็นการจงใจทำให้รัฐเสียหายจากการเบิกจ่ายงบประมาณย้อนหลังที่ไม่มีกฎหมายรองรับ อีกทั้งยังมีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมไม่เหมาะสมของข้าราชการที่ถูกแต่งตั้งเข้ามาอีกด้วย

  • การแต่งตั้ง ผอ.เขตและผู้ตรวจราชการรวม 17 รายที่ถูกทักท้วง
  • คำวินิจฉัยของ ก.พ.ค. กทม. ที่สั่งยกเลิกคำสั่งแรก
  • การตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการจงใจวางคนเพื่อเตรียมเลือกตั้งสมัยหน้า
  • ประเด็นการคุกคามทางเพศที่เป็นหลักฐานประกอบการร้องเรียน

ในมุมมองของนักตรวจสอบ การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องกลั่นแกล้งทางการเมือง แต่เป็นการทำหน้าที่เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในองค์กรกรุงเทพมหานครที่มีงบประมาณมหาศาล สังคมไทยยังคงรอฟังคำตอบจากผู้ว่าฯ ชัชชาติ ว่าชี้แจงในประเด็นเหล่านี้อย่างไร เพราะคำว่า “โปร่งใส” คือหัวใจสำคัญของตำแหน่งผู้บริหารกทม. ที่ประชาชนไว้วางใจเลือกมา

ที่มา – “จิรายุ-คริส” บุก ป.ป.ช. ร้อง “ชัชชาติ” ผิด ม.157 ตั้งผอ.เขต-ผู้ตรวจ เชื่อวางคนเตรียมเลือกตั้ง

“ชัชชาติ” เรียกร้องหาเสียงอย่างสร้างสรรค์ ย้ำไร้ “IO – ระบบอากง”

“ชัชชาติ” เรียกร้องหาเสียงอย่างสร้างสรรค์ ย้ำไร้ “IO – ระบบอากง”

ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่เข้มข้น หลายคนคงได้ยินกระแสข่าวเกี่ยวกับ “ชัชชาติ” เรียกร้องหาเสียงอย่างสร้างสรรค์ ย้ำไร้ “IO – ระบบอากง” ซึ่งถือเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง โดยล่าสุด นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ออกมาเปิดเผยถึงจุดยืนในการทำงานที่ยึดถือความโปร่งใสเป็นที่ตั้ง และปฏิเสธข้อครหาต่างๆ อย่างชัดเจน เพื่อให้ประชาชนมั่นใจในการทำงานที่เน้นผลงานมากกว่าการเมืองแบบสาดโคลน

นายชัชชาติกล่าวว่า คะแนนนิยมที่ดีในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากกลไกการตลาดหรือการใช้ไอโอ (IO) ใดๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นผลผลิตจากการลงพื้นที่ทำงานอย่างหนักหน่วงตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ซึ่งประชาชนในพื้นที่คือกระบอกเสียงสำคัญที่สัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงและชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

เบื้องหลังกระแสข่าว “ชัชชาติ” เรียกร้องหาเสียงอย่างสร้างสรรค์ ย้ำไร้ “IO – ระบบอากง”

ในส่วนของข้อวิจารณ์เกี่ยวกับการใช้ระบบเส้นสาย หรือที่เรียกกันว่า “ระบบอากง” ในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการนั้น นายชัชชาติยืนยันว่าเป็นเพียงวาทกรรมที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริง โดยย้ำว่าทุกกระบวนการคัดเลือกคนเข้าสู่ตำแหน่งนั้น เน้นที่ความรู้ความสามารถและความซื่อสัตย์เป็นหลัก เพื่อให้ กทม. เดินหน้าไปได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องการสื่อสารในโลกออนไลน์ ซึ่งเรื่องนี้ นายชัชชาติ ย้ำเสมอว่า “ชัชชาติ” เรียกร้องหาเสียงอย่างสร้างสรรค์ ย้ำไร้ “IO – ระบบอากง” เพราะการโจมตีฝ่ายตรงข้ามไม่ใช่หนทางที่ทำให้ชีวิตประชาชนดีขึ้น แต่การนำเสนอทางออกที่เป็นประโยชน์ต่อนโยบายสาธารณะต่างหากคือเครื่องพิสูจน์ความจริงใจ

  • เน้นทำงานหนักเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ
  • ปฏิเสธการทำ IO 100% เชื่อมั่นในการสื่อสารที่สร้างสรรค์
  • ยืนยันความโปร่งใสในการแต่งตั้งข้าราชการไร้ระบบเส้นสาย
  • จี้เปิดหลักฐานชัดเจนหากพบการทุจริตหรือการคุกคามทางเพศ

อย่างไรก็ตาม แม้ผลโพลจะออกมาดีแต่ทางทีมงานก็ไม่ประมาท โดยยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าพบปะประชาชนต่อเนื่อง พร้อมเปิดกว้างให้มีการตรวจสอบทุกมิติเพื่อให้เกิดความยุติธรรมสูงสุด ผู้ที่เห็นต่างหรือมีข้อสงสัยควรใช้หลักฐานบนข้อเท็จจริงมากกว่าการสร้างกระแส ซึ่งจะเป็นผลดีต่อภาพรวมของการเมืองไทยในระยะยาว

ท้ายที่สุด การทำงานการเมืองที่ยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้งคือคำตอบที่ดีที่สุด เราในฐานะประชาชนควรมองการเลือกตั้งนี้เป็นโอกาสในการเลือกคนทำงานที่จริงใจ ไม่ใช่คนที่เน้นสร้างวาทกรรมทำลายล้างกัน เพราะสุดท้ายแล้วคนที่ได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ก็คือตัวพวกเราทุกคนเองนั่นแหละครับ

ที่มา – “ชัชชาติ” เรียกร้องหาเสียงอย่างสร้างสรรค์ ย้ำไร้ “IO – ระบบอากง”

ชัชชาติยันไร้ระบบอากง ไม่มีการซื้อขายตำแหน่งใดๆ

ชัชชาติยันไร้ระบบอากง ไม่มีการซื้อขายตำแหน่งใดๆ

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองสำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในปีนี้ เมื่ออดีตผู้ว่าฯ อย่าง ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ออกมาเปิดใจเคลียร์ชัดถึงกระแสข่าวลือเรื่อง “ชัชชาติยันไร้ระบบอากง ไม่มีการซื้อขายตำแหน่งใดๆ” ที่กำลังถูกพูดถึงในแวดวงการเมือง โดยยืนยันว่าทุกการแต่งตั้งโยกย้ายบุคลากรในกรุงเทพมหานครนั้น ยึดถือความสามารถและผลงานเป็นหลักเสมอมา

นายชัชชาติระบุว่า ตนไม่เคยรู้จักหรือมีกลไกที่เรียกว่า “ระบบอากง” ตามที่ถูกกล่าวหา ส่วนชื่อเรียกดังกล่าวอาจเป็นการสร้างสีสันทางการเมืองให้ดูน่าสนใจเกินจริงเท่านั้น ในมุมมองของทีมงานกรุงเทพมหานคร การบริหารงานเป็นไปอย่างโปร่งใส และหากใครมีหลักฐานหรือข้อมูลเกี่ยวกับความไม่ชอบมาพากล ก็พร้อมที่จะเปิดกว้างสำหรับการตรวจสอบทุกเมื่อ

เปิดใจประเด็นร้อนระบบอากงกับการเมือง

นอกจากประเด็น ชัชชาติยันไร้ระบบอากง ไม่มีการซื้อขายตำแหน่งใดๆ แล้ว นายชัชชาติยังได้กล่าวขอบคุณนายจิรายุที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ เพราะมองว่าการตรวจสอบเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย ยิ่งมีการจับผิดหรือติเตียน ยิ่งทำให้เห็นชัดเจนว่าการทำงานของตนไม่ได้มีความเกี่ยวข้องหรือได้รับอิทธิพลจากพรรคการเมืองอย่างเพื่อไทยตามที่หลายคนกังวลเลยแม้แต่น้อย

ในส่วนของประเด็นการซื้อขายตำแหน่งที่มีการแอบอ้างว่ามีการจ่ายเงินเพื่อแลกเก้าอี้ นายชัชชาติยืนยันหนักแน่นว่า:

  • ไม่มีนโยบายการซื้อขายตำแหน่งในทุกระดับชั้น
  • การคัดเลือกคนเน้นความรู้ความสามารถเพื่อประโยชน์ของประชาชน
  • หากพบการกระทำทุจริตพร้อมดำเนินการทางวินัยขั้นสูงสุด

ชัชชาติยันไร้ระบบอากง ไม่มีการซื้อขายตำแหน่งใดๆ และพร้อมเป็นต้นแบบของการบริหารที่ยึดหลักธรรมาภิบาล สำหรับข้อสงสัยเรื่องความสัมพันธ์กับพรรคการเมืองอื่น นายชัชชาติก็ได้ย้ำชัดเจนว่าตนยังคงเป็นผู้สมัครอิสระที่เน้นความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อพัฒนาเมืองให้ดีขึ้น โดยไม่ได้ยึดติดกับสีเสื้อหรือสังกัดพรรคใดเป็นหลัก

กล่าวโดยสรุป การออกมาตั้งโต๊ะแถลงของชัชชาติในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการปฏิเสธข้อกล่าวหา แต่เป็นการยืนยันถึงจุดยืนในการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ท่ามกลางกระแสการเมืองที่เข้มข้นขึ้นทุกขณะ สิ่งสำคัญที่สุดอาจไม่ใช่การตอบโต้ด้วยคารม แต่คือการพิสูจน์ด้วยผลงานที่ผ่านมาและผลงานในอนาคตที่ประชาชนจะได้รับ ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของนักการเมืองที่พร้อมรับการตรวจสอบอย่างโปร่งใส ความเชื่อมั่นของชาวกรุงจึงเป็นสิ่งสำคัญเหนืออื่นใดในการตัดสินใจผ่านคูหาเลือกตั้งในครั้งนี้

ที่มา – “ชัชชาติ” ยันไร้ระบบอากง ไม่มีซื้อขายตำแหน่ง ขอบคุณ “จิรายุ” ออกมาด่ายิ่งตอกย้ำไม่เกี่ยวเพื่อไทย

“ชัชชาติ” ไม่กังวล “จิรายุ” จ่อยื่น ป.ป.ช. มอง ปชน. ตั้ง “อ.สุรพล” เป็นเรื่องดี

“ชัชชาติ” ไม่กังวล “จิรายุ” จ่อยื่น ป.ป.ช. มอง ปชน. ตั้ง “อ.สุรพล” เป็นเรื่องดี

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับความเคลื่อนไหวล่าสุดของ “ชัชชาติ” ไม่กังวล “จิรายุ” จ่อยื่น ป.ป.ช. มอง ปชน. ตั้ง “อ.สุรพล” เป็นเรื่องดี โดย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ออกมาชี้แจงประเด็นที่ นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ เตรียมยื่นเรื่องร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. เกี่ยวกับกรณีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ กทม. ที่ผ่านมา

มุมมองต่อประเด็นการเมืองและทีมยุทธศาสตร์พรรคประชาชน

นายชัชชาติได้ยืนยันความโปร่งใสในกระบวนการทำงานว่า ทุกอย่างเป็นไปตามกฎระเบียบและขั้นตอนของคณะกรรมการที่เป็นฝ่ายประจำ โดยตนทำหน้าที่เพียงแค่ลงนามอนุมัติตามที่เสนอมาเท่านั้น นอกจากนี้ เมื่อเกิดข้อท้วงติงจากคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม ตนก็ได้ปฏิบัติตามคำแนะนำทันทีด้วยการยกเลิกกระบวนการเดิมและเริ่มต้นใหม่ เพื่อความถูกต้องและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย พร้อมเน้นย้ำว่า “ชัชชาติ” ไม่กังวล “จิรายุ” จ่อยื่น ป.ป.ช. มอง ปชน. ตั้ง “อ.สุรพล” เป็นเรื่องดี เพราะถือว่าเป็นกระบวนการตรวจสอบตามปกติในระบอบประชาธิปไตย

นอกเหนือจากเรื่องการทุจริตที่ถูกหยิบยกมาวิพากษ์วิจารณ์ นายชัชชาติยังแสดงความเห็นต่อกรณีที่พรรคประชาชน หรือ ปชน. ได้มีการแต่งตั้ง ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ เป็นประธานยุทธศาสตร์ทีมกรุงเทพมหานคร โดยมองว่าเป็นเรื่องที่ดีต่อการพัฒนาเมืองในเชิงนโยบาย ดังนี้:

  • เป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ด้านกฎหมายมหาชนสูง
  • มีความเข้าใจระบบการบริหารงาน กทม. เป็นอย่างดี ผ่านบทบาทในอดีตที่ผ่านมา
  • ช่วยให้ประชาชนเข้าใจหลักเหตุผลในการตัดสินใจเชิงนโยบายได้ชัดเจนมากขึ้น

จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่า “ชัชชาติ” ไม่กังวล “จิรายุ” จ่อยื่น ป.ป.ช. มอง ปชน. ตั้ง “อ.สุรพล” เป็นเรื่องดี โดยเขามองว่าการมีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยกันทำงาน คือส่วนสำคัญที่จะทำให้กรุงเทพฯ พัฒนาไปได้ไกลกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันทางการเมืองรูปแบบไหน การเปิดรับมุมมองที่แตกต่างและหลากหลายถือเป็นกำไรของคนกรุงเทพฯ อย่างแท้จริง

ท้ายที่สุด การทำงานการเมืองในยุคนี้ไม่ได้ต้องการแค่ความตั้งใจ แต่ต้องอาศัยการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาและการทำงานเชิงรุกโดยมีผู้เชี่ยวชาญสนับสนุน ซึ่งหวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมเดินหน้าพัฒนาเมืองหลวงของเราให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปครับ

ที่มา – “ชัชชาติ” ไม่กังวล “จิรายุ” จ่อยื่น ป.ป.ช. มอง ปชน. ตั้ง “อ.สุรพล” เป็นเรื่องดี

“พลพีร์” สวน “จิรายุ”: ทำไมไม่ตอบโต้กัมพูชา?

“พลพีร์” สวน “จิรายุ” หลังยุ “ภูมิใจไทย” บีบให้ผู้นำฝ่ายค้านลาออก ตั้งคำถามตอนเป็นโฆษกรัฐบาล-ศบ.ทก.ทำไมไม่ตอบโต้ “กัมพูชา” รวดเร็วแบบนี้

วันที่ 22 ก.ย. 2568 นายพลพีร์ สุวรรณฉวี สส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีตที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี และอดีตสส.กทม. พรรคเพื่อไทย (พท.) ออกมาเรียกร้องให้พรรคภูมิใจไทย บีบพรรคประชาชน ลาออกจากการเป็นหัวหน้าฝ่ายค้าน เพราะขัดหลักประชาธิปไตย เนื่องจากสนับสนุน พรรคอื่นเป็นนายกฯ ว่าขอชื่นชมการทำหน้าที่ของนายจิรายุ ในการออกมาตอบโต้อย่างรวดเร็ว ประเด็นคือ สมัยที่นายจิรายุเป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) เหตุไฉน จึงไม่ออกมาตอบโต้ “กัมพูชา” รวดเร็วแบบนี้บ้าง ถ้าทำงานให้ประเทศชาติเร็วได้สักครึ่งของที่ทำงานให้พรรคเพื่อไทย คิดว่า ประเทศไทย จะไม่มีทางแพ้ในสงครามข่าวสารแบบที่ผ่านมาอย่างแน่นอน

ถามตอนเป็นรัฐบาล ทำไมนิ่ง

“อดีตโฆษกออกมาปกป้องพรรคได้ไวครับ ผมลงวันเดียว ท่านร้อนรนแล้ว ไม่เหมือนตอนที่เราปะทะกับประเทศเพื่อนบ้าน ชาวบ้านนั่งรอท่านแถลง ขอความชัดเจน อยากรู้สึกปลอดภัย แต่กลับพึ่งไม่ได้ เพราะท่านเอาแต่นิ่งเงียบ หากจะพูดสักที ก็ช้าตลาดวาย ฝ่ายตรงข้าม เล่นงานไทย จนยับเยินไปแล้ว”

จวกเสียมารยาทเกาะเก้าอี้รองประธานสภา

นายพลพีร์ กล่าวอีกว่า ทำงานการเมืองต้องมีสปิริต แต่ไหนแต่ไรมา เก้าอี้ประธานสภา ต้องเป็นของฝ่ายรัฐบาล เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย ซึ่งอยู่ในการกำกับของรัฐบาล นี่คือหลักการทั่วไป เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินไม่สะดุด แต่ตอนนี้ พรรคฝ่ายค้านเป็นประธานสภา แบบนี้ ฝ่ายรัฐบาลจะดันนโยบาย หรือกฎหมายสำคัญ ที่มีผลต่อปากท้องพี่น้องประชาชนได้ราบรื่นหรือไม่ ขอให้นึกย้อนไป ในวันที่พรรคภูมิใจไทย ไปเป็นฝ่ายค้าน สิ่งแรกๆ ที่ทำ คือ นายภราดร ปริศนานันทกุล ลาออกจากตำแหน่งรองประธานสภา เพื่อเปิดทางให้ฝ่ายรัฐบาลได้ขับเคลื่อนการทำงาน แต่ที่เห็นตอนนี้ ฝ่ายท่านกลับหวงเก้าอี้ มีนัยยะทางการเมืองหรือไม่ เพราะเห็นว่าเรามีเวลาน้อย เลยจะขัดแข้งขาอย่างเต็มที่หรือเปล่า ยอมกระทั่งเสียมารยาท ทำลายสปิริตทางการเมือง

 ย้ำไม่ใช่ขี้ข้าอังเคิล

ส่วนที่หลายคนมาตั้งข้อสังเกตว่าพรรคภูมิใจไทย จะขี่พรรคประชาชน หลอกใช้เพื่อน เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย นายพลพีร์ ย้ำว่า เป้าหมายของเราก็คือ การที่เราปฏิบัติตามข้อตกลงที่มีร่วมกัน และยุบสภาใน 4 เดือนหลังจากแถลงนโยบาย พรรคภูมิใจไทย เราไม่หลอกใช้ใคร สัญญา ก็คือสัญญา และตอนนี้ เราให้เกียรติในข้อตกลง ไปจนถึงพรรคประชาชน และประชาชนคนไทยทุกคน

“พรรคภูมิใจไทย ทำงานรับใช้พี่น้องประชาชน และเราไม่มีทางผลักคนที่รักชาติบ้านเมืองไปอยู่ฝ่ายตรงข้าม เรายึดถือว่า เราจะเป็นขี้ข้าของคนไทยเท่านั้น จะไม่ยอมเป็นขี้ข้าของอังเคิลที่ไหนเด็ดขาด”

“พลพีร์” สวน “จิรายุ” ช่วงเป็นโฆษกรัฐบาล-ศบ.ทก.ทำไมไม่ตอบโต้ “กัมพูชา” รวดเร็วแบบนี้บ้าง

จากกรณีที่นายจิรายุออกมาเรียกร้องให้พรรคภูมิใจไทยบีบพรรคประชาชนลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายค้าน นายพลพีร์ได้ออกมาตอบโต้ โดยตั้งคำถามถึงความรวดเร็วในการตอบโต้ประเด็นทางการเมืองของนายจิรายุ เมื่อเทียบกับสมัยที่ดำรงตำแหน่งโฆษกรัฐบาลและกรรมการ ศบ.ทก. ที่นายจิรายุกลับไม่มีท่าทีตอบโต้ “กัมพูชา” รวดเร็วแบบนี้บ้าง

ประเด็นที่น่าสนใจจาก “พลพีร์” สวน “จิรายุ” ช่วงเป็นโฆษกรัฐบาล-ศบ.ทก.ทำไมไม่ตอบโต้ “กัมพูชา” รวดเร็วแบบนี้บ้าง

  • การตอบโต้ทางการเมืองที่รวดเร็วของนายจิรายุ
  • ความแตกต่างระหว่างการทำหน้าที่โฆษกรัฐบาลกับการเป็นสมาชิกพรรค
  • ประเด็นเรื่องสปิริตทางการเมืองและการดำรงตำแหน่งประธานสภา
  • ข้อตกลงและความสัมพันธ์ระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน

การออกมาตอบโต้กันไปมาของนักการเมืองเป็นเรื่องปกติในแวดวงการเมืองไทย แต่สิ่งที่น่าสนใจคือการตั้งคำถามถึงความสม่ำเสมอในการทำหน้าที่ และการแสดงออกถึงจุดยืนที่ชัดเจน โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประเทศชาติ

ที่มา – “พลพีร์” สวน “จิรายุ” ช่วงเป็นโฆษกรัฐบาล-ศบ.ทก.ทำไมไม่ตอบโต้ “กัมพูชา” รวดเร็วแบบนี้บ้าง

จิรายุ ลั่น! เพื่อไทยไม่เป็นนั่งร้านให้ใคร

“ชนินทร์” ชี้ หากรัฐบาล “อนุทิน” ไม่สานต่อนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย พรรคเพื่อไทยจะกลับไปผลักดันนโยบายนี้เอง “จิรายุ” ยืนยัน พท. พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน แต่ไม่ขอเป็นนั่งร้านให้ใคร

วันที่ 21 กันยายน 2568 นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่โครงการนำร่อง รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ในสายสีแดงและสายสีม่วงที่ดำเนินโครงการมาตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2566 หรือเกือบ 2 ปี และอาจจะต้องยุติลงแล้วกลับไปใช้ค่าโดยสารในราคาเดิมตามปกติซึ่งมีค่าโดยสารอัตราสูงสุดอยู่ที่ 42 บาท เนื่องจากยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ารัฐบาลภูมิใจไทยจะพิจารณาต่ออายุให้กับโครงการนี้หรือไม่ พรรคเพื่อไทยหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลใหม่จะสานต่อสิ่งดีๆ ที่รัฐบาลเพื่อไทยได้ทำไว้เพราะเป็นประโยชน์กับประชาชน และเชื่อว่ารัฐบาลจะเลือกทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับประชาชนมากกว่าการปฏิเสธบางโครงการเพียงเพราะเคยเป็นโครงการของรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทย

ทั้งนี้ อยากเรียกร้องรัฐบาลใหม่ให้มีมติในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรก เดินหน้าสานต่อโครงการนำร่องดังกล่าวต่อไป เนื่องจากโครงการนี้มีประชาชนที่อาศัยอยู่ย่านเมืองได้ประโยชน์แสนกว่าคน และที่สำคัญเมื่อการดำเนินโครงการนี้ไม่ได้ใช้งบประมาณมากมาย อ้างอิงข้อมูลเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา พบว่ารถไฟฟ้าสายสีม่วงมีจำนวนผู้โดยสารเฉลี่ยในวันธรรมดาประมาณ 8.1-8.8 หมื่นคน/วัน ส่วนรถไฟฟ้าสายสีแดง มีจำนวนผู้โดยสารเฉลี่ยในวันธรรมดาประมาณ 4.1 – 4.5 หมื่นคน/วัน ซึ่งเมื่อมีผู้เข้ามาใช้บริการมากขึ้น ก็ยิ่งทำให้รัฐจ่ายชดเชยลดลงไปเท่านั้น

ดังเช่นเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยข้อมูลว่า หลังจากมีการดำเนินโครงการนี้ ทำให้รถไฟฟ้าทั้ง 2 สายมีรายได้เพิ่มขึ้น 12.28% เพราะเมื่อจำนวนผู้โดยสารเพิ่ม รายได้ก็เพิ่มขึ้นด้วย หมายความว่ารัฐจะจ่ายค่าชดเชยน้อยลง หรืออาจจะไม่ต้องชดเชยเลยหากจำนวนผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นอีก ดังนั้น หากรัฐบาลชุดนี้ไม่สานต่อนโยบาย 20 บาทตลอดสาย พรรคเพื่อไทยยืนยันว่าจะกลับไปผลักดันนโยบายนี้เองให้สำเร็จ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในการลดค่าใช้จ่ายและยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างแน่นอน

“จิรายุ” ลั่น เพื่อไทยไม่เป็นนั่งร้านให้ใคร

ทางด้าน นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีตที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี และอดีต สส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาชนยืนยันเป็นฝ่ายค้าน แม้จะเป็นพรรคการเมืองแกนนำในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีและสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย ว่า MOA ส้ม-น้ำเงินที่พรรคประชาชนภาคภูมิใจ ทำให้ได้มาซึ่งรัฐมนตรีที่ทุกฝ่ายประสานเสียงร้องยี้ รายชื่อที่ปรากฏได้สร้างความกังวลให้กับพี่น้องประชาชนอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มรัฐมนตรีปราสาทสายฟ้า ซึ่งอาจจะไม่เพียงมาเพื่อยุบสภา ตาม MOA แต่จะเป็นการมาเพื่อยุบคดีบางคดีที่พี่น้องประชาชนจับตา ไม่ว่าจะเป็นคดีเขากระโดง หรือคดีฮั้วเลือก สว.

อีกทั้งเมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยขึ้นแล้ว ไม่เพียงทำให้พี่น้องประชาชนกังวลเรื่องเสถียรภาพรัฐบาลที่อาจมีผลกระทบกับการบริหารเท่านั้น แต่ในช่วงที่ผ่านมายังพบว่ามีเสียงเตือนดังขึ้นต่อเนื่องถึงสภาพที่ไม่ปกติที่เกิดขึ้น เพราะพรรคการเมืองที่มีเสียงสูงสุดในการสนับสนุนในการจัดตั้งรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยกลับบอกว่าตัวเองจะทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ซึ่งในเรื่องนี้พรรคเพื่อไทย ยืนยันว่าเราขอทำหน้าที่ฝ่ายค้านในระบบรัฐสภา ทำงานด้วยความรับผิดชอบต่อพี่น้องประชาชน ไม่ขอเป็นนั่งร้านให้ใคร ตาม MOA ส้ม-น้ำเงินเด็ดขาด เพราะไม่เพียงมีที่มาของดีลแปลกประหลาดแล้วยังเป็นการก่อกำเนิดขึ้นของกลไกที่ไม่ปกติ

เพื่อไทยไม่ขอเป็นนั่งร้านให้ใครในการทำงานการเมือง

“พรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะประสานงานกับพรรคประชาชนในการทำงานของฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แต่ไม่ขอเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือ วิปฝ่ายค้าน เมื่อพรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้านก็ขอทำหน้าที่ฝ่ายค้านแบบสุภาพบุรุษอย่างเต็มที่ ไม่มีอ่อนข้อ ไม่มีกั๊ก และจะไม่ยอมเป็นนั่งร้าน หรือเป็นฝ่ายค้านตาม MOA ให้ใคร ขอให้พรรคประชาชนสนุกกับบทบาทนี้ตามสบายได้เลย พรรคเพื่อไทยไม่เอาด้วย”

การยืนยันของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงจุดยืนที่ชัดเจนในการทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ โดยมุ่งเน้นการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา และพร้อมที่จะผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนต่อไป การเมืองไทยยังคงต้องจับตามองกันต่อไปว่าทิศทางจะเป็นอย่างไร และพรรคการเมืองต่างๆ จะมีบทบาทในการพัฒนาประเทศอย่างไรต่อไป

ที่มา – “จิรายุ” ลั่น เพื่อไทยไม่เป็นนั่งร้านให้ใคร “ชนินทร์” หวังรัฐบาล “อนุทิน” สานต่อสิ่งดีๆ

จิรายุเย้ย! รัฐมนตรี “เต้าหู้ยี้” ประวัติไม่ขาว

“จิรายุ” เย้ยรัฐมนตรี “เต้าหู้ยี้” พบประวัติรัฐมนตรีหลายคนไม่ “ขาว” แฉบางคนกรอกข้อมูลแต่งตั้งเท็จ เรียกร้อง สลค. เปิดเผย หากเฉยจะใช้พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร 

วันที่ 19 ก.ย. 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีตที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี สส.พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า รัฐมนตรีของรัฐบาล “หนู1” หลายคนมีพฤติการณ์ต้องสงสัยว่าทุจริตในอดีตมีเรื่องร้องเรียน มีคดีในองค์กรอิสระ จำนวนมาก บางคนถูกชี้มูลความผิดโดย ปปช. บางคนเป็นอดีตข้าราชการเก่าที่มีคดีความทั้งส่วนของDSI ของตำรวจและองค์กรอิสระ

ซัดปชน. ดิวปีศาจ

นอกจากนี้ยังพบ บางคน มีสำนักข่าวขุดคุ้ยพฤติกรรม ว่ามีการเชื่อมโยงกับการฟอกเงิน มีเงินนอกระบบโอนไปสู่บัญชีของตนเองจำนวนมาก และพบเส้นทางการเงิน โอนต่อไปดูแล สส.หลายคน ซึ่งมีพยานหลักฐานครบถ้วน ซึ่งเรื่องนี้ ทั้งสื่อมวลชน และพรรคเพื่อไทยในฐานะฝ่ายค้านจะตรวจสอบ และดำเนินคดีอย่างเต็มที่ กับรัฐบาลเต้าหู้ยี้อย่างแน่นอน

“พรรคประชาชนที่วัยรุ่นคาดหวังไว้จะต้องรับผิดชอบในการโหวต เพราะดูจาก 1 เดือนที่ผ่านมาเริ่มเห็นได้ชัดแล้วว่ามีการ“ดิวปีศาจ” น้ำเงิน+ส้ม กันมาตั้งแต่ต้น MOA ก็แค่พิธีกรรมใช่หรือไม่ 

เรียกร้อง สลค.เปิดข้อมูล รมต.

นายจิรายุกล่าวต่อไปว่า ต่อจากนี้ พรรคเพื่อไทยในฐานะฝ่ายค้าน ขอให้ สลค.เปิดเผยข้อมูลใบกรอกประวัติการแต่งตั้ง หากเพิกเฉย จะใช้พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ ให้ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เปิดเผยเอกสารในการกรอกประวัติเพื่อเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรี ว่า ได้กรอกประวัติครบถ้วน มีท่าน รมต.กรอกความเท็จไว้กี่ข้อ หากตอบคำถามทั้ง 14 ข้อ ว่า“ไม่เคย”ทุกข้อ เหมือนกับการเสนอชื่อข้าราชการการเมือง ซึ่งการเป็นรัฐมนตรีต้องมีคุณสมบัติ และซื่อสัตย์ มีจริยธรรม เป็นที่ประจักษ์มากกว่าข้าราชการการเมืองทั่วไป ก็จะนำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลความจริง เช่น เคยมีเรื่องร้องเรียน มีคดีความหรือคดีอยู่ระหว่างการดำเนินการ ก็จะเห็นได้ทันทีว่ารัฐมนตรีคนไหนโกหกกรอกข้อมูลอันเป็นเท็จไว้บ้าง ก็จะดำเนินการเพื่อถอดถอนและเอาผิดต่อไป

เย้ยตั้งรมต.เต้าหู้ยี้

“รัฐบาล 4 เดือน ที่พรรคประชาชน กล้าโหวตเป็นนั่งร้านให้นี้ ไม่มีจริง เพราะหากมีจริงต้องสวยงามกว่านี้ ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ “รมต.เต้าหู้ยี้” ต่างตอบแทนมาเป็นรัฐมนตรี เมื่อพรรคประชาชน โหวตเป็น “นั่งร้าน” ย่อมต้องรับผิดชอบสิ่งที่จะเกิดขึ้น นับจากนี้ “ดิวปีศาจ” หรือ “ดิวลับ” ที่เกิดขึ้น จะเป็นการหักศรัทธาของคนรุ่นใหม่ที่ไม่น่าไว้วางใจอีกต่อไป” นายจิรายุ กล่าว

จิรายุเย้ย! รัฐมนตรี “เต้าหู้ยี้” ประวัติไม่ขาว

จากกรณีข่าวดังกล่าว นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ได้ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับรัฐมนตรีหลายท่านในรัฐบาลปัจจุบัน โดยใช้คำว่า “รัฐมนตรีเต้าหู้ยี้” เพื่อสื่อถึงประวัติที่ไม่โปร่งใส และอาจมีข้อกังขาในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต ประเด็นนี้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ และในหมู่ประชาชนที่ติดตามข่าวสารทางการเมือง

รัฐมนตรี “เต้าหู้ยี้” คืออะไร?

คำว่า “รัฐมนตรีเต้าหู้ยี้” ในบริบทนี้ หมายถึง รัฐมนตรีที่อาจมีประวัติที่ไม่ชัดเจน มีเรื่องร้องเรียน หรือมีคดีความที่ยังไม่ได้รับการสะสาง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล

นายจิรายุยังได้เรียกร้องให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เปิดเผยข้อมูลในใบกรอกประวัติของรัฐมนตรีแต่ละท่าน เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน หาก สลค. ไม่ให้ความร่วมมือ นายจิรายุเตรียมที่จะใช้ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ เพื่อให้ได้ข้อมูลดังกล่าวมาเปิดเผยต่อสาธารณชน

ประเด็นสำคัญที่นายจิรายุเน้นย้ำคือ การที่รัฐมนตรีต้องมีคุณสมบัติที่เหมาะสม มีความซื่อสัตย์ และมีจริยธรรมเป็นที่ประจักษ์ การกรอกข้อมูลที่เป็นเท็จในการแต่งตั้งถือเป็นเรื่องร้ายแรง และอาจนำไปสู่การถอดถอนและดำเนินคดีได้

การออกมาเปิดเผยข้อมูลและวิพากษ์วิจารณ์ของนายจิรายุครั้งนี้ จุดประกายให้เกิดการตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความซื่อสัตย์ของรัฐบาล รวมถึงกระตุ้นให้ประชาชนตรวจสอบและติดตามข่าวสารทางการเมืองอย่างใกล้ชิด

เรื่องนี้ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะมีข้อมูลเพิ่มเติมออกมาอีกในอนาคต เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบความจริงและสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

ดังนั้น การตรวจสอบประวัติรัฐมนตรี และการเปิดเผยข้อมูลที่โปร่งใสจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล และต่อการพัฒนาการเมืองไทยให้มีความสุจริตและเที่ยงธรรมมากยิ่งขึ้น กรณีรัฐมนตรี “เต้าหู้ยี้” จึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

ที่มา – “ จิรายุ ” เย้ยรัฐมนตรี “เต้าหู้ยี้” พบประวัติรัฐมนตรี หลายคนไม่ “ขาว”

“จิรายุ” จี้ตรวจเข้มคุณสมบัติ รมต. รัฐบาลอนุทิน

“จิรายุ” จี้ สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ตรวจเข้มคุณสมบัติรัฐมนตรีใหม่ อย่า 2 มาตรฐาน แนะ “อนุทิน” ส่งให้ “เท้ง ณัฐพงษ์” ช่วยกลั่นกรองในฐานะนั่งร้านน้ำเงิน ด้าน “อนุสรณ์” ไม่คาดหวัง “รัฐบาลอนุทิน” โยนเป็นเรื่อง ปชน.-ภท.

วันที่ 16 ก.ย. 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีตประธานคณะกรรมาธิการกิจการศาลองค์กรอิสระ องค์กรอัยการ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เพื่อไม่ให้เกิด ครม.เต้าหู้ยี้ ขอเรียกร้องให้สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ใช้มาตรฐานเดียวกันในการตรวจสอบคุณสมบัติในการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี ให้ครบ ทั้ง 14 หน่วยงาน

ทั้งนี้เพราะในสมัยรัฐบาลที่ผ่านมา สลค.ได้เคร่งครัดในการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทุกคนอย่างรอบด้าน ซึ่งที่ผ่านมาใช้เวลากว่า 30 วันในการกลั่นกรองคุณสมบัติและตรวจประวัติของผู้ดำรงตำแหน่งทุกตำแหน่งเพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

“รัฐบาลชุดนี้ ต้องไม่เต้าหู้ยี้ ทั้งนี้พรรคประชาชนในฐานะผู้โหวตเป็นนั่งร้านให้รัฐบาลนี้ ก็ต้องช่วยกันตรวจสอบคุณสมบัติคณะรัฐมนตรีทุกคน ซึ่งนายกรัฐมนตรีควรส่งให้หัวหน้าพรรคประชาชน ช่วยกลั่นกรอง ช่วยตรวจสอบคุณสมบัติก่อนเสนอต่อเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สลค.เพื่อความโปร่งใส เพราะทุกวันนี้พี่น้องประชาชนไม่เชื่อมั่นในพรรคประชาชนที่ไปทำ MOA ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้กับน้ำเงิน ผีไม่เผาเงาไม่เหยียบกันมาตลอด“

“อนุสรณ์” ไม่คาดหวัง “รัฐบาลอนุทิน” ชี้ ให้เป็นเรื่องปชน.-ภท. 

ด้านนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ตอบคำถามสื่อมวลชนกรณีถูกถามว่าคาดหวังอะไรต่อการเป็นนายกรัฐมนตรีของนายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ ว่า ตนคงไม่ได้ไปอยู่ในสถานะที่จะไปคาดหวังอะไรต่อนายอนุทินได้ เพราะตนไม่ได้เลือก ไม่ได้ขานชื่อนายอนุทิน ให้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่เท่าที่ดู ดิจิตอลฟุตปริ๊นท์รวบรวมไว้ นายอนุทิน ประกาศชัดถ้อยชัดคำหลายครั้ง ต่างกรรมต่างวาระว่า หัวเด็ดตีนขาดอย่างไรก็จะไม่มาเป็นนายกรัฐมนตรีในฐานะรัฐบาลเสียงข้างน้อย แต่นายอนุทินก็พลิกลิ้น กลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ก็บอกเองว่า ไม่ได้เลือกนายอนุทินไปทำงาน ไม่ได้เลือกให้ไปบริหาร แต่เลือกให้ไปยุบสภา ดังนั้น งานอื่นที่อยู่นอกเหนือจากการยุบสภาให้พรรคประชาชนไปติดตามตรวจสอบกันเอาเอง ส่วนท่าทีของนายอนุทิน ที่ทำให้สังคมกังวลว่าจะเข้าไปแทรกแซงคดีเขากระโดง คดีฮั้วสว.หรือไม่ ก็ต้องให้พรรคประชาชนเข้าไปตรวจสอบเอง ระวังว่าข้อตกลงตาม MOA จะกลายเป็นเพียงสี TOA หรือสีทนได้หรือไม่ ข้อตกลง 5 ข้อที่ตกลงกันไว้ยังอยู่ครบหรือไม่ เมื่อถามว่า เวลา 4 เดือนของนายอนุทิน หากเข้าไปแทรกแซงก้าวก่ายการทำงานของข้าราชการ รวมถึงการส่งสัญญาณเตรียมย้ายล้างบางในบางกระทรวงถือว่าเหมาะสมหรือไม่ นายอนุสรณ์ ตอบว่า ก็ชัดเจนว่า คำตอบอยู่ในคำถาม คนทั้งบ้านทั้งเมืองเห็นว่าหากเข้าไป 4 เดือนแล้วย้ายล้างบาง หรือเอาเฉพาะคนที่ผ่านการทำงานในจังหวัดของผู้มากบารมีในพรรคภูมิใจไทยเท่านั้น ที่จะสามารถมาทำงานได้ สังคมจะอยู่กันอย่างไร พรรคเพื่อไทยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ เพื่อให้ได้รัฐบาลเสียงข้างน้อยนี้มา ส่วนพรรคใดมีดีล ให้ช่วยเหลือคดีบางคดีหรือไม่ วันนี้สังคมตัดสินใจได้

“การเมืองในภาวะที่ไม่ปกติ เอาเจตนารมณ์ของประชาชนไปปู้ยี่ปู้ยำ เอาไปโหวตตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย กาก้าวไกล ประเทศไทยไม่เหมือนเดิม น่าจะจริง เพราะกาก้าวไกล ได้นายอนุทิน เป็นนายกฯ ได้รัฐบาลเสียงข้างน้อยทำอะไรไม่ได้ ฉะนั้นต้องรับผิดชอบกันเอง พรรคเพื่อไทยไม่เกี่ยว” นายอนุสรณ์ กล่าว

จับตา: “จิรายุ” จี้ตรวจเข้มคุณสมบัติ รมต. รัฐบาลอนุทิน

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงร้อนระอุ แม้ว่าจะมีรัฐบาลใหม่เกิดขึ้นแล้วก็ตาม ประเด็นที่น่าสนใจคือ การตรวจสอบคุณสมบัติของรัฐมนตรีใน รัฐบาลอนุทิน ซึ่งถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ได้ออกมาเรียกร้องให้สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ใช้มาตรฐานเดียวกันในการตรวจสอบคุณสมบัติของรัฐมนตรีทุกคน โดยเน้นย้ำว่าในอดีต สลค. ได้ใช้เวลาถึง 30 วันในการตรวจสอบคุณสมบัติและประวัติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน

นอกจากนี้ นายจิรายุ ยังเสนอแนะให้นายกรัฐมนตรี ส่งรายชื่อรัฐมนตรีให้หัวหน้าพรรคประชาชนช่วยกลั่นกรองและตรวจสอบคุณสมบัติก่อนที่จะเสนอต่อ สลค. เพื่อความโปร่งใสและความเชื่อมั่นของประชาชน

ขณะเดียวกัน นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด ได้แสดงความเห็นว่า ตนเองไม่ได้คาดหวังอะไรจากการเป็นนายกรัฐมนตรีของนายอนุทิน เนื่องจากไม่ได้เป็นผู้เลือกหรือสนับสนุนให้นายอนุทินดำรงตำแหน่งดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม นายอนุสรณ์ ได้กล่าวถึงท่าทีของนายอนุทินที่ทำให้สังคมกังวลว่าจะเข้าไปแทรกแซงคดีเขากระโดงและคดีฮั้วสว. โดยย้ำว่าพรรคประชาชนควรเข้าไปตรวจสอบเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อตกลงตาม MOA กลายเป็นเพียง “สี TOA” หรือสีที่ทนได้ชั่วคราวเท่านั้นเอง

ประเด็นเรื่อง รัฐบาลอนุทิน จึงกลายเป็นที่จับตามองของสังคมอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความโปร่งใสและการตรวจสอบคุณสมบัติของรัฐมนตรี รวมถึงการดำเนินงานต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศชาติและประชาชน

ดังนั้น การที่ทุกฝ่ายร่วมมือกันตรวจสอบและให้ความสำคัญกับหลักการธรรมาภิบาล จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ รัฐบาลอนุทิน สามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นที่ยอมรับของประชาชน

การตรวจสอบเข้มคุณสมบัติรัฐมนตรีในรัฐบาลใหม่จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อสร้างความมั่นใจและความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ที่มา – “จิรายุ” จี้ตรวจเข้มคุณสมบัติ รมต. แนะอย่า 2 มาตรฐาน- “อนุสรณ์” ไม่คาดหวัง “รัฐบาลอนุทิน”

Scroll to top