จีดีพี

จีนตั้งเป้าเศรษฐกิจโต 4.5–5% ต่ำสุดในรอบ 35 ปี

จีนตั้งเป้าเศรษฐกิจโต 4.5–5% ต่ำสุดในรอบ 35 ปี สร้างความฮือฮาในวงการเศรษฐกิจโลก เมื่อรัฐบาลจีนประกาศเป้าหมาย GDP ปีนี้ท่ามกลางความท้าทายหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตอสังหาฯ ประชากรลดลง และแรงกดดันจากสงครามการค้า รายงานการประชุมสองสภาที่เพิ่งผ่านไปเผยแผนยุทธศาสตร์ 5 ปีฉบับที่ 15 มุ่งเน้นนวัตกรรม พลังงานสะอาด และกระตุ้นการบริโภคภายใน

จีนตั้งเป้าเศรษฐกิจโต 4.5–5% ต่ำสุดในรอบ 35 ปี เกิดอะไรขึ้น?

ในการประชุมสองสภาที่กรุงปักกิ่งเมื่อวันที่ 4 มี.ค. นายกฯ หลี่ เฉียง นำเสนอรายงานรัฐบาลยาว 46 หน้า ประกาศเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ 4.5-5% ซึ่งต่ำกว่าเป้า “ประมาณ 5%” ของปี 2023 และเป็นระดับต่ำสุดตั้งแต่ปี 1991 (ไม่นับปี 2020 ที่ไม่มีเป้าเพราะโควิด) สาเหตุหลักมาจากปัญหาซับซ้อนที่รุมเร้าเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ที่สุดในโลก

วิกฤตหลักที่ทำให้จีนตั้งเป้าเศรษฐกิจโต 4.5–5% ต่ำสุดในรอบ 35 ปี

  • วิกฤตอสังหาริมทรัพย์: ภาคที่เคยคิดเป็น 1 ใน 3 ของ GDP ยังซบเซา ส่งผลกระทบรายได้รัฐท้องถิ่นและการจ้างงาน
  • ประชากรสูงวัย: อัตราการเกิดต่ำ ประชากรวัยทำงานหดตัว สร้างแรงกดดันระยะยาว
  • สงครามการค้าและพลังงาน: มาตรฐานภาษีจากสหรัฐฯ โดยเฉพาะยุคทรัมป์ที่กำลังมาเยือนเดือนเมษายน บวกวิกฤตน้ำมันจากตะวันออกกลางและเวเนซุเอลา

นักวิเคราะห์อย่างโจว เจิ้ง จาก China Macro Group มองว่า จีนตั้งเป้าเศรษฐกิจโต 4.5–5% ต่ำสุดในรอบ 35 ปี นี้คือการสะท้อนความจริง ต้องแก้ปัญหาหลายมิติพร้อมกัน ขณะที่หนิง เล้ง จากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ เตือนว่าตัวเลขจริงอาจอ่อนแอกว่า โดยเฉพาะการบริโภคที่ยังไม่ฟื้น

แผนยุทธศาสตร์ 5 ปีของจีน: ก้าวข้ามอุปสรรคสู่การเติบโตยั่งยืน

รัฐบาลจีนไม่ยอมแพ้ แต่เลือกทางรุกด้วยแผนพัฒนาฉบับที่ 15 โดยเน้น:

  • ลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูงและวิจัยวิทยาศาสตร์
  • อัพเกรดอุตสาหกรรมการผลิต ลดพึ่งพาส่งออก
  • โครงการใหญ่ 100+ โครงการด้านวิทยาศาสตร์ ขนส่ง พลังงาน
  • ลดปล่อยคาร์บอน สู่ผู้นำพลังงานหมุนเวียน จีนลดพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลลงมากแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการกระตุ้นการบริโภคครัวเรือน สนับสนุน SME และขยายตลาดในประเทศ เพื่อชดเชยการส่งออกที่ถูกกีดกัน การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวจะเป็นจุดแข็ง โดยจีนตั้งเป้าพึ่งพาพลังงานสะอาดมากขึ้น

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและไทย

การที่จีนตั้งเป้าเศรษฐกิจโต 4.5–5% ต่ำสุดในรอบ 35 ปี จะส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานโลก โดยเฉพาะไทยที่พึ่งพาการส่งออกไปจีน คาดว่าสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมจะได้รับผลกระทบ แต่เปิดโอกาสในด้านพลังงานสะอาดและเทคโนโลยี นักลงทุนควรจับตาการเยือนของทรัมป์ที่อาจคลายภาษีหรือยิ่งกดดัน

สรุปแล้ว แม้ตัวเลขดูน่ากังวล แต่แผนของจีนแสดงวิสัยทัศน์ระยะยาว หากประสบความสำเร็จ เศรษฐกิจโลกจะได้ประโยชน์ตาม ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจจีนและโลกได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – จีนตั้งเป้าเศรษฐกิจโต 4.5–5% ต่ำสุดในรอบ 35 ปี

กกร.คงเป้า จีดีพีโต: ว่างงานพุ่งสูงสุดรอบ 2 ปี

ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดยนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้คงประมาณการอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทยปีนี้ไว้ที่ 1.8-2.2% แม้ว่าการส่งออกอาจเติบโตเพียง 9.5-10.5% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่ใช้วัตถุดิบในประเทศน้อยและทองคำ

ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวดีกว่าที่คาด โดยเฉพาะสหรัฐฯ แม้จะเริ่มได้รับผลกระทบจากมาตรการทางภาษี กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้ปรับประมาณการจีดีพีโลกปีนี้ขึ้นเป็น 3.2% ท่ามกลางความเสี่ยงจากนโยบายการค้าโลก

แม้ว่าการส่งออกของไทยมีแนวโน้มขยายตัวสูงกว่าที่คาด แต่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวมยังค่อนข้างจำกัด เนื่องจากสินค้าส่งออกส่วนใหญ่มี Local Content ต่ำ การนำเข้ายังคงขยายตัวสูงถึง 10.2% และอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ คาดว่าจะติดลบ 0.1% หรือเติบโตเพียง 0.1% ตามราคาพลังงานที่ลดลง

กกร.คงเป้า จีดีพีโตสูงสุด 2.2% ตัวเลขการว่างงานพุ่ง 2.1% สูงสุดรอบ 2 ปี

อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 ควบคู่ไปกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น คนละครึ่งพลัส การสนับสนุนเอสเอ็มอี และการส่งเสริมสินค้าที่ผลิตในประเทศ (Made In Thailand-MiT) ตามแนวทาง Quick Big Win จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้าที่ 2.5%

สถานการณ์ตลาดแรงงานยังคงเปราะบางและเป็นความท้าทายสำคัญ กกร.คงเป้า จีดีพีโต แต่ตัวเลขการว่างงานในระบบประกันสังคมไตรมาส 2 พุ่งขึ้นเป็น 2.1% ซึ่งเป็นอัตราที่สูงที่สุดในรอบ 2 ปี นอกจากนี้ การว่างงานในภาคอุตสาหกรรมและในกลุ่มเด็กจบใหม่ก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลกระทบจากสงครามการค้าและการแข่งขันจากต่างประเทศ ปัญหาเหล่านี้ซ้ำเติมผลกระทบจากช่วงโควิด-19 ที่ทำให้แรงงานนอกระบบเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของแรงงานไทยโดยรวม

ปัจจัยท้าทายเศรษฐกิจไทย: อัตราการว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้น

การที่ กกร.คงเป้า จีดีพีโต ในขณะที่อัตราการว่างงานเพิ่มสูงขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงความไม่สมดุลของโครงสร้างเศรษฐกิจไทย การพึ่งพาการส่งออกมากเกินไปโดยที่ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศอย่างแท้จริง ทำให้เศรษฐกิจไทยยังคงเปราะบางต่อปัจจัยภายนอก

เพื่อแก้ไขปัญหานี้ รัฐบาลและภาคเอกชนจำเป็นต้องร่วมมือกันในการส่งเสริมการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ การพัฒนาทักษะของแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และการสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี นอกจากนี้ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีดิจิทัล จะเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

แนวโน้ม กกร.คงเป้า จีดีพีโต อาจจะไม่สดใสอย่างที่คิด หากไม่มีการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง การกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นอาจช่วยพยุงสถานการณ์ได้บ้าง แต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาในระยะยาวได้ การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ การสร้างนวัตกรรม และการส่งเสริมการแข่งขันอย่างเป็นธรรม จะเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ที่มา – กกร.คงเป้า จีดีพีโตสูงสุด 2.2% ตัวเลขการว่างงานพุ่ง 2.1% สูงสุดรอบ 2 ปี

เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ซบเซา จับตาคนละครึ่งพลัส

ธปท. คาด “โครงการคนละครึ่งพลัส” หนุน GDP ปี 68 โตมากกว่า 2.2% ส่วนเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ชะลอตัวจากอุตสาหกรรมและการลงทุน แต่เดือนกันยายนฟื้นตัวดีขึ้นจากการท่องเที่ยวและการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์

นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. และนางสาวปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. แถลงภาวะเศรษฐกิจและการเงิน ไตรมาส 3 และเดือนกันยายน 2568 ระบุภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 3 ชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้า จากการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ลดลง เนื่องจากบางสินค้าหยุดการผลิตชั่วคราว ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการที่เกี่ยวข้องปรับลดลงไปด้วย ประกอบกับการลงทุนในภาคเอกชน ก็ลดลง -1.0% และรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง -0.5% ขณะที่การส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้นจากหมวดอิเล็กทรอนิกส์ 0.7%

อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบเฉพาะกับเดือนสิงหาคม พบว่าในเดือนกันยายนเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น โดยการผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับกิจกรรมในภาคบริการปรับเพิ่มขึ้นทั้งในภาคการค้าและ การขนส่ง ด้านการท่องเที่ยวก็ขยายตัวมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น 5.8% และรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น 12.6% โดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวระยะใกล้ และการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมทองคำขยายตัว 0.9% จากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ตาม อุปสงค์ในประเทศชะลอลงทั้งการลงทุนลดลง 4.5% และการบริโภคภาคเอกชน ลดลง -0.8%

ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในไตรมาสที่ 3 ติดลบ 0.74% จากหมวดอาหารสดและพลังงาน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังเป็นบวก ตลาดแรงงานโดยรวมทรงตัวและดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล ส่วนในเดือนกันยายน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบน้อยลงจากเดือนก่อนเล็กน้อย จากเงินเฟ้อหมวดพลังงานที่ผลของฐานสูงในปีก่อนทยอยลดลง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเป็นบวกลดลงจากเดือนก่อนส่วนหนึ่งจากการทำโปรโมชั่นอาหารโทรสั่งและของใช้ส่วนตัว ด้านตลาดแรงงานโดยรวมทรงตัว และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลจากดุลการค้า

นอกจากนี้ ธปท. ยังได้สอบถามความเห็นผู้ประกอบการถึงแนวโน้มธุรกิจในไตรมาส 4 โดยผู้ประกอบการประเมินว่า ภาคธุรกิจจะปรับตัวดีขึ้นกว่าไตรมาสก่อน จากมาตรการภาครัฐที่มีส่วนช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นและการใช้จ่าย เช่น คนละครึ่งพลัส ที่ช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่น การใช้จ่ายของผู้บริโภค ขณะที่ธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว ขยายตัวตามการเข้าสู่ฤดูการท่องเที่ยว โดยเห็นยอดจองล่วงหน้าจากนักท่องเที่ยวต่างชาติและคาดว่ามาตรการภาคเที่ยวไทยคนละครึ่ง เที่ยวดีมีคืน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการท่องเที่ยวของคนไทยเพิ่มขึ้น

สำหรับประมาณการเศรษฐกิจ ปี 2568 ของ ธปท. คาดการณ์ไว้ที่ 2.2% โดยได้รวมมาตรการคนละครึ่งพลัสและการเปิดตลาดสินค้านำเข้าจากสหรัฐเพิ่มขึ้นเป็น 99% จากเดิม 90% เข้าไปในประมาณการเศรษฐกิจแล้ว อย่างไรก็ตามยังต้องรอดูผลจากมาตรการคนละครึ่งพลัส หากมีการจับจ่ายใช้สอยมากกว่าที่คาด อาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทยทั้งปี 2568 เติบโตมากกว่า 2.2%

ส่วนกรณีเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ เช่น ถั่วเหลือง และข้าวโพด เพื่อใช้ในการเลี้ยงสัตว์ ทางรัฐบาลมีแนวการบริหารจัดการ โดยจะนำเข้าช่วงที่ไม่ใช่ฤดูการเก็บของไทย จึงน่าจะไม่กระทบกับเกษตรกรไทย ยืนยันว่าการส่งออกที่โตขึ้น ไม่เกี่ยวข้องกับสินค้าสวมสิทธิ์ แต่การส่งออกที่เพิ่มขึ้นมาจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นวัฏจักรขาขึ้นในขณะนี้เท่านั้น

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ซบเซา จับตาคนละครึ่งพลัส

“คนละครึ่งพลัส” จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงหรือ?

การที่เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ชะลอตัวลงนั้น เป็นสิ่งที่น่ากังวล แต่การที่ ธปท. คาดการณ์ว่าโครงการคนละครึ่งพลัส จะช่วยหนุน GDP ปี 68 ให้โตมากกว่า 2.2% ก็เป็นสัญญาณที่ดี มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ที่รัฐบาลออกมานั้นมีส่วนสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกยังมีความผันผวน

อย่างไรก็ตาม การพึ่งพามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมการลงทุน และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำควบคู่กันไป เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

การจับตาดูผลของมาตรการคนละครึ่งพลัส จึงเป็นสิ่งที่ควรทำ เพื่อประเมินผลกระทบที่แท้จริงต่อเศรษฐกิจ และปรับปรุงนโยบายให้เหมาะสมต่อไป

ที่มา – ธปท. เผยเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ซบเซา จับตา “คนละครึ่งพลัส” หนุน GDP ปี 68 โตมากกว่า 2.2%

สศค. คาด GDP ไทยปี 68 โตจาก “คนละครึ่งพลัส”

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ไทยปี 2568 เป็นโต 2.4% โดยได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในช่วงปลายปี โดยเฉพาะโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ในขณะที่ GDP ปี 2569 คาดว่าจะชะลอตัวลงเหลือ 2% เนื่องจากการเร่งส่งออกเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการภาษีของสหรัฐฯ สศค. ยังคงเชิญชวนให้ร้านค้าต่างๆ เข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” อย่างต่อเนื่อง

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการ สศค. ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า แนวโน้ม GDP ไทยปี 2568 คาดว่าจะเติบโต 2.4% ปรับเพิ่มขึ้นจากการคาดการณ์ครั้งก่อนที่ 2.2% โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ 1.9-2.9% ปัจจัยหลักมาจากแรงหนุนของโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เช่น โครงการ “คนละครึ่งพลัส” และการขยายตัวของการส่งออกสินค้าในรูปสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ 10% รวมถึงการเร่งส่งออกของภาคเอกชนตลอดทั้งปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ และจีนในไตรมาส 3 ปี 2568

ในส่วนของอัตราเงินเฟ้อทั่วไป คาดว่าจะอยู่ที่ -0.2% ลดลงจากประมาณการครั้งก่อน เนื่องจากราคาพลังงานที่ลดลง ทั้งค่าไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายของรัฐบาลและการปรับตัวลดลงของราคาพลังงานในตลาดโลก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อจะยังคงติดลบต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาส 2 ปี 2569 และอาจจะไม่เข้าสู่กรอบเงินเฟ้อขั้นต่ำที่ 1% อย่างไรก็ตาม ธปท. มองว่ามาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลดำเนินการจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในไตรมาส 4 และส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวดีขึ้นได้

ถึงแม้จะมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินฝืดที่อาจเกิดขึ้น แต่ สศค. ยังไม่เห็นสัญญาณที่ชัดเจนของภาวะดังกล่าว โดยภาวะเงินฝืดจะต้องประกอบด้วยอัตราเงินเฟ้อติดลบ การชะลอตัวของ GDP และกำลังซื้อที่ลดลง อย่างไรก็ตาม มาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลได้ออกมาในช่วงไตรมาส 4 จะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน นอกจากนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2568 คาดว่าจะอยู่ที่ 33.5 ล้านคน สร้างรายได้ 1.56 ล้านล้านบาท โดยมีค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวเฉลี่ย 46,570 บาทต่อคนต่อทริป

สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ส่งสัญญาณที่ดีขึ้น ทำให้คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังจะเติบโตในอัตราที่สูงขึ้น โดยมาตรการต่างๆ ที่ออกมา เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการคนละครึ่งพลัส มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว และการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังเติบโตเกิน 1% อย่างแน่นอน

ในส่วนของปี 2569 สศค. คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะชะลอตัวลงเหลือ 2.0% โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ 1.5-2.5% เนื่องจากการเร่งส่งออกเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ทำให้คาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าจะหดตัวลง -1.5%

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากภาคการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศไทย 35.5 ล้านคน สร้างรายได้จากภาคการท่องเที่ยว 1.68 ล้านล้านบาท โดยมีค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวเฉลี่ย 47,280 บาทต่อคนต่อทริป นอกจากนี้ การบริโภคที่ขยายตัวดีขึ้นที่ 2.4% และการลงทุนภาครัฐที่ขยายตัว 3.0% จากการเร่งเบิกจ่ายและลงทุนภาครัฐ จะเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2569

สศค. คาด GDP ไทยปี 2568 โต 2.4% จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ “คนละครึ่งพลัส”

นายวินิจ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงการคลังร่วมกับธนาคารกรุงไทยมีระบบ Data Analytics เพื่อตรวจสอบธุรกรรมต้องสงสัย หากพบข้อมูลและหลักฐานเพียงพอ จะระงับการใช้สิทธิ์และระงับการจ่ายเงินร้านค้า พร้อมดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยจะไม่มีการยอมความ เพื่อให้มั่นใจว่าการซื้อขายในโครงการเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ เบื้องต้นได้เริ่มระงับสิทธิ์ผู้ต้องสงสัยที่เป็นร้านค้าไปแล้วประมาณ 6-7 ราย แต่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีที่จับกุม 3 รายก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม จะต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงถึงธุรกรรมที่ต้องสงสัยว่ามาจากสาเหตุใด หากสามารถชี้แจงได้ก็จะให้โอกาสคืนสิทธิ์ในการเข้าร่วมโครงการฯ

สำหรับโครงการคนละครึ่งพลัส มีการใช้จ่ายที่กระจายตัวทั่วประเทศ โดยพื้นที่กรุงเทพมหานครมีการใช้จ่ายมากที่สุด รองลงมาคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในขณะที่ภาคตะวันตกมีการใช้จ่ายน้อยที่สุด เนื่องจากจำนวนร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ มีจำนวนน้อย ปัจจุบันมีร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ประมาณ 696,000 ร้านค้า สศค. จึงขอเชิญชวนให้ร้านค้าต่างๆ ยังมีเวลาในการเข้าร่วมโครงการฯ และย้ำว่า โครงการคนละครึ่งพลัส ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่จะหลอกให้ใครมาติดกับดักเพื่อเสียภาษี แต่เป็นโอกาสที่จะทำให้ร้านค้ามีลูกค้าเพิ่มมากขึ้น จึงจะไม่มีการเก็บภาษีร้านค้าย้อนหลังอย่างแน่นอน นอกจากนี้ ในช่วงต่อไป จะมีการอัพสกิลให้กับร้านค้าในแอปพลิเคชันถุงเงิน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียด เพื่อให้ร้านค้ามีการปรับตัว เข้าถึงเทคโนโลยี และทำบัญชีรายรับรายจ่ายออนไลน์ ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเข้าถึงสินเชื่อและแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบ

ในส่วนของระบบการจ่ายเงิน เช่น การจ่ายเงินกับรถไฟฟ้า ยังคงยืนยันให้เป็นไปตามเกณฑ์เดิม นายวินิจยอมรับว่าการทำโครงการคนละครึ่งพลัสในครั้งนี้ มีเวลาค่อนข้างจำกัด จึงเลือกใช้โมเดลเดิม อย่างไรก็ตาม ในอนาคต หากมีการพิจารณาโครงการคนละครึ่งในเฟสต่อไป อาจจะมีการหาวิธีการที่สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น โดยยืนยันว่าขั้นตอนที่ทำอยู่มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการทุจริต

“คนละครึ่งพลัส” ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงหรือ?

โครงการ “คนละครึ่งพลัส” เป็นเเรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ เเต่ทั้งนี้การเติบโตของ GDP ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ต้องพิจารณาควบคู่กันไปด้วย

ที่มา – สศค. คาด GDP ไทยปี 2568 โต 2.4% จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ “คนละครึ่งพลัส”

Scroll to top