จีนเทา

ตร.เพชรเกษมคืนเงิน! แก๊งจีนเทาจัดหาบัญชีม้า

ตำรวจเพชรเกษมสุดยอด! ยึดเงินจากแก๊งจีนเทาที่จัดหาบัญชีม้า คืนให้ผู้เสียหายที่แจ้งความไว้ที่ สน.ประชาชื่น ได้ทันที 500,000 บาท! ผบก.น.9 ชื่นชมยกใหญ่ ถือเป็นการคืนความสุขและมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้ผู้เสียหายเลย

ตามนโยบายรัฐบาลที่สั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งสร้างความเสียหายให้ประชาชนอย่างมาก สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงขับเคลื่อนนโยบายอย่างจริงจัง ยึดอายัดบัญชีที่ใช้กระทำผิด และติดตามคืนเงินเยียวยาให้ผู้เสียหายโดยเร็วที่สุด

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. และทีมงาน ได้สั่งการให้ตำรวจเร่งติดตามจับกุมคนร้าย เพื่อคืนความสุขให้ประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อการฉ้อโกงออนไลน์

ตร.เพชรเกษม ยึดเงิน “แก๊งจีนเทา” จัดหาบัญชีม้า คืนผู้เสียหาย 500,000 บาท

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 เวลา 14.00 น. พล.ต.ต.สามารถ พรหมชาติ ผบก.บก.น.9 พร้อมทีมงาน แถลงผลการปฏิบัติการ Money Cash Back มอบเงินคืนให้ นางอรัญญา (สงวนนามสกุล) ผู้เสียหายในคดีฉ้อโกงออนไลน์ เป็นจำนวน 500,000 บาท ที่กองบังคับการตำรวจนครบาล 9 (บก.น.9)

พฤติการณ์ของคดีคือ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 เวลา 15.04 น. นางอรัญญาถูกคนร้ายหลอกให้โอนเงินจากบัญชีตนเอง 4 ครั้ง รวม 2,700,000 บาท! คนร้ายอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากเครือข่ายมือถือแห่งหนึ่ง แจ้งว่าข้อมูลของนางอรัญญาไปเปิดเบอร์ที่เกี่ยวข้องกับคดีความ แล้วโอนสายให้คุยกับตำรวจ สภ.เมืองพิจิตร จากนั้นแอดไลน์โดยใช้ชื่อ สภ.เมืองพิจิตร แจ้งรายละเอียดคดี และให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบ จนกระทั่งผู้เสียหายรู้ตัวว่าโดนหลอก จึงแจ้งความออนไลน์และเข้าแจ้งความที่ สน.ประชาชื่น

การจับกุมแก๊งจีนเทาและคืนเงิน

จากการตรวจสอบพบว่า ตำรวจ สน.เพชรเกษม จับกุมแก๊งจีนเทาที่จัดหาบัญชีม้า เพื่อมาถอนเงินสดที่ห้างสรรพสินค้าย่านบางแค จากการขยายผล พบเงินสด 500,000 บาท อยู่กับนายธนกฤต สิริวรางค์ ซึ่งมีคดีร่วมกันฉ้อโกงที่ สน.เพชรเกษม จึงแจ้งข้อกล่าวหาและยึดเงินสดไว้

เมื่อทราบว่าเงินสดดังกล่าวเป็นของผู้เสียหายที่ถูกฉ้อโกงออนไลน์ จึงประสานงานกับ สน.ประชาชื่น เพื่อคืนเงินให้ผู้เสียหาย

พล.ต.ต.สามารถ พรหมชาติ ผบก.น.9 กล่าวว่า ถือเป็นความโชคดีของผู้เสียหายที่ตำรวจยึดเงินไว้ได้และติดต่อให้มารับคืน ถือว่าเป็นการคืนความสุขและเป็นของขวัญปีใหม่ ขอขอบคุณตำรวจ สน.เพชรเกษมที่ทำงานขยายผลอย่างต่อเนื่อง ทำให้หยุดวงจรของคนร้ายได้ เคสนี้มีการออกหมายจับ 8 หมาย และขยายผลแจ้งข้อกล่าวหาผู้เกี่ยวข้อง 5 คน รวมถึงมีการตรวจค้นตามยุทธการแหกคอกม้า ที่สำคัญคือการคืนเงินให้ผู้เสียหายได้ทันที

นางอรัญญา ผู้เสียหาย กล่าวด้วยความดีใจว่า ไม่คิดว่าจะได้เงินคืนแล้ว! พอตำรวจติดต่อมาให้มารับเงินคืน ถึงแม้จะไม่ครบจำนวน ก็รู้สึกดีใจมาก ต้องขอบคุณตำรวจมากๆ และฝากเตือนประชาชนว่าอย่าหลงเชื่อแก๊งมิจฉาชีพ ให้มีสติ เพราะโอกาสที่จะได้เงินคืนนั้นยากมาก ป้องกันตัวเองอย่าให้ตกเป็นเหยื่อจะดีที่สุด ขอบคุณตำรวจอีกครั้งที่ทำให้ได้รับของขวัญปีใหม่ที่ล้ำค่า

การทำงานอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพของตำรวจ สน.เพชรเกษม ทำให้สามารถจับกุมแก๊งมิจฉาชีพและคืนเงินให้ผู้เสียหายได้สำเร็จ ถือเป็นข่าวดีและเป็นกำลังใจให้กับประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ หากใครตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ อย่าลังเลที่จะแจ้งความ เพื่อให้ตำรวจดำเนินการติดตามจับกุมคนร้ายและนำเงินกลับคืนมาให้ได้มากที่สุด

ที่มา – ตร.เพชรเกษม ยึดเงิน “แก๊งจีนเทา” จัดหาบัญชีม้า คืนผู้เสียหาย 500,000 บาท

อนุทินโวปราบสแกมเมอร์ ย้อนเพื่อไทยพูดไปเรื่อย

“อนุทิน” โวปราบสแกมเมอร์ยึดอายัดทรัพย์หมื่นล้าน ฉุน พวกจีนเทา-สับปะรังเค ลักไฟใช้ทำรัฐสูญ 2 พันล้าน ตอกกลับเพื่อไทย ถ้าทำงานห่วยจริง ให้ย้ายจาก มท. คุม สธ. ดูแลประชาชนทำไม

วันที่ 5 ธันวาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวให้สัมภาษณ์ที่ท้องสนามหลวง ถึงความรู้สึกที่เจอหลากหลายสถานการณ์ในช่วงนี้ รวมถึงเรื่องการอนุทินโวปราบสแกมเมอร์ โดยถามกลับว่าตอนนี้มีอะไรที่ถาโถม พร้อมถามต่อเรื่องการปราบสแกมเมอร์ว่าเคยมีใครเคยยึดทรัพย์และเงินทีเดียวหมื่นล้านบาท เคยมีใครประกาศชื่อ คนที่อยู่เมืองไทยมานานและมีเครือข่าย ซึ่งที่ผ่านมาทุกคนเงียบกันหมด มีรัฐบาลไหนที่ทำได้แบบนี้ ตนประกาศรายชื่อสแกมเมอร์และเส้นทางการเงิน ยึดทรัพย์ อายัดทรัพย์ บ้าน ที่ดิน เรือยอชต์ หุ้น รถ 386 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เมื่ออายัดเสร็จแล้วก็มาถามว่าทำไมไม่ดำเนินคดี เพราะคนถามไม่รู้เรื่อง การอายัดต้องไปดำเนินคดีต่อตามขั้นตอน

ขณะเดียวกันก็ยังมีการจับเครื่องขุดบิดคอยน์ มูลค่า 3-4 พันล้านบาท ซึ่งคนเหล่านี้นอกจากจะทำความชั่ว ก่อให้เกิดความเสียหาย ก่ออาชญากรรมในประเทศ และยังมีการลักไฟใช้ เสียหายไปแล้วประมาณ 2 พันล้านบาท ไม่เคยมีรัฐบาลไหนไปดูแล โดยเมื่อวานนี้ (4 ธันวาคม 2568) ตนได้เชิญผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เข้ามาพูดคุยและให้ไปดำเนินการ ก็จะได้เห็นอีกว่ามีขาใหญ่อะไรอีกหรือไม่ที่ลักไฟใช้

“ขนาดไอ้พวกจีนเทา ไอ้จีนสับปะรังเคพวกนี้มันยังใช้ ขนาดมันเป็นคนต่างชาติ มันยังแอบใช้ไฟของคนไทยได้ แล้วขาใหญ่ประเทศไทยมีหรือเปล่าก็ต้องดู มันจะเกิดการขยายผลมากมาย นี่แหละครับ 2 เดือน ทำงานกันหมดทุกคน”

ทางด้านมาตรการเดินหน้าเชิงรุกในการปราบสแกมเมอร์ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก็จะดำเนินการไปเรื่อยๆ พร้อมยกตัวอย่างสแกมเมอร์ที่ข้ามฝั่งเข้ามาในประเทศไทยหลังจากถูกทรมาน และเหยียบกับระเบิดไปแล้ว ก็ถูกจับไปได้อีก 1 คน ส่วนเรื่องการเมืองก็ไม่มีอะไร การที่มาบอกว่าตนถูกปรับออกจากกระทรวงมหาดไทยเพราะทำงานช้า ไม่มีประสิทธิภาพ เขาคงลืมอ่านโพลไป ในยุครัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน และนางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นอกจาก 2 คนนี้ตนก็เป็นลำดับ 2 พรรคเพื่อไทยยังไม่ได้ลำดับ 2 เลย ซึ่งตนได้ลำดับที่ 2 โดยทิ้งลำดับที่ 3 ห่างด้วย

ฉะนั้นเวลาพูดก็พูดไปเรื่อย คนไม่รู้เรื่อง คิดอะไรไม่ได้ก็โทษโน่นโทษนี่ไปก่อน แต่ของตนชัดเจน และหากห่วยจริง การที่ขอมหาดไทยคืนและย้ายตนไปอยู่สาธารณสุข ถ้าห่วยจริง ไม่มีประสิทธิภาพจริง คนที่ขอให้ออกจากมหาดไทย ที่รับผิดชอบความมั่นคง จะเอาคนห่วยๆ ไปดูแลชีวิตประชาชนจะไม่ยิ่งหนักไปกว่าเดิมหรือ ฉะนั้นไม่ได้ห่วย เพราะท่านก็บอกว่าทำงานได้ดี ทุกคนก็ชม เมื่อถามว่าคะแนนเต็ม 10 ให้ตัวเองเท่าไหร่ นายกรัฐมนตรี หัวเราะก่อนบอกว่า “เดี๋ยวหาว่าคุย”

ผู้สื่อข่าวถามต่อกรณีที่นางสาวแพทองธาร แชร์โพสต์สตอรี่อินสตาแกรม พร้อมข้อความ “เอ๊า” หลังมีการเสนอข่าวต้องออกจากมหาดไทยเพราะไม่ให้สัญชาติ นายเบน สมิธ ว่า ท่านรู้เรื่องดีหมด เวลาที่คุยกันก็มีนายกฯ อิ๊งค์ ทุกครั้ง และมีนายแพทย์พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นด้วย ก็อย่าลืมว่าไม่ได้ถูกปลด และพรรคภูมิใจไทยถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล การที่มาบอกว่าตนทำงานช้า มันจับโกหกได้หลายอย่าง เพราะคะแนนโพลตนก็มาที่ 2 ซึ่งดีแล้ว โชคดีที่ไม่มาที่ 1 ถ้าทำงานไม่ดีจริงก็คงไม่ปรับไปอยู่กับกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งดูแลชีวิตของประชาชน การเอาคนไม่ได้เรื่องไปดูแลชีวิตประชาชน เท่ากับคนแต่งตั้งแย่ ตนจึงคิดว่าคนที่ออกมาให้สัมภาษณ์แบบนั้น รอให้คนที่อยู่ในการพูดคุยมาให้ข้อมูล ให้คนที่รู้เรื่องออกมาให้ข้อมูลดีกว่า ส่วนคนที่ไม่รู้เรื่องอย่าไปฟัง เพราะเขามาไม่ถึง.

อนุทินโวปราบสแกมเมอร์ ย้อนเพื่อไทยพูดไปเรื่อย

อนุทินโวปราบสแกมเมอร์ จริงหรือ?

จากกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องการปราบปรามสแกมเมอร์ จนสามารถยึดและอายัดทรัพย์ได้เป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า การอนุทินโวปราบสแกมเมอร์นั้น เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น หรือเป็นเพียงวาทกรรมทางการเมือง

สิ่งที่นายอนุทินกล่าวอ้างถึงการดำเนินการปราบปรามสแกมเมอร์นั้น มีข้อมูลสนับสนุนจากหลายแหล่ง เช่น ข่าวการจับกุมผู้กระทำความผิด การยึดทรัพย์สิน และการดำเนินคดี อย่างไรก็ตาม การประเมินประสิทธิภาพของการปราบปรามสแกมเมอร์ จำเป็นต้องพิจารณาถึงปัจจัยหลายด้าน เช่น จำนวนผู้เสียหายที่ได้รับการช่วยเหลือ มูลค่าความเสียหายที่ลดลง และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการทำงานของภาครัฐ

ถึงแม้ว่าการปราบปรามสแกมเมอร์จะเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและจริงจัง แต่การออกมากล่าวอ้างถึงความสำเร็จโดยที่ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนและครบถ้วน อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในหมู่ประชาชนได้ ดังนั้น ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องและโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริงและสามารถประเมินผลการทำงานของภาครัฐได้อย่างถูกต้อง

การออกมาโต้ตอบกับพรรคเพื่อไทยของนายอนุทิน ก็เป็นอีกประเด็นที่น่าสนใจ การที่นายอนุทินออกมาตอบโต้ แสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจต่อข้อกล่าวหาที่ว่าตนเองทำงานไม่มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม การตอบโต้ทางการเมือง ควรเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งและสร้างความสับสนให้กับประชาชน

การอนุทินโวปราบสแกมเมอร์ จะเป็นจริงหรือไม่อย่างไรนั้น คงต้องติดตามดูกันต่อไป แต่สิ่งที่เราควรทำในฐานะประชาชนคือ การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ใช้วิจารณญาณในการไตร่ตรองข้อมูล และสนับสนุนการทำงานของภาครัฐอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้การปราบปรามสแกมเมอร์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ที่มา – “อนุทิน” โวปราบสแกมเมอร์ยึดอายัดทรัพย์หมื่นล้าน ตอกกลับเพื่อไทยพูดไปเรื่อย

ธปท. สกัดทุนเทา ยกระดับตรวจสอบธุรกรรม

ธปท. พร้อมยกระดับตรวจสอบธุรกรรมที่ไม่พึงประสงค์ ตรวจเข้มบริษัทแลกเงิน และการซื้อขายทองคำ ร่วมสกัดปัญหาทุนเทา แบบ “Connect the dots”

ด้านนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. กล่าวถึงประกาศของ ธปท. ล่าสุด ที่ยกระดับกระบวนการติดตามและตรวจสอบธุรกรรมที่ไม่พึงประสงค์ให้เข้มข้นขึ้น เพื่อป้องกันและเร่งแก้ไขปัญหาทุนเทา รวมทั้งสกัดกั้นการใช้ระบบการเงินในกิจกรรมที่ผิดกฎหมายโดยผู้ให้บริการทางการเงินภายใต้การกำกับทุกราย ว่าจะแบ่งออกเป็น 2 มาตรการ คือ

มาตรการกำกับทางการเงิน โดยให้สถาบันการเงินดูแลบัญชีของลูกค้ารายต่างๆ หากพบว่ามีความสงสัยเข้าข่ายหรือมีพฤติการณ์ที่เข้าข่ายไม่พึงประสงค์ หรือ เงินสีเทา ทางแบงก์ชาติจะแจ้งและดำเนินการทันที ซึ่งที่ผ่านมาสถาบันการเงินจะเป็นผู้แจ้งให้รับทราบ แต่หลังจากนี้จะมีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขให้สถาบันการเงินแจ้งธนาคารแห่งประเทศไทยรับทราบด้วย ซึ่งอยู่ระหว่างการเร่งดำเนินการจัดทำรายละเอียดและแจ้งมาตรการให้ทราบเร็วๆ นี้

รวมถึงจะมีการตรวจกำกับหน่วยงาน, สถาบันหรือบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย เช่น การแลกเงินต่างๆ , บริษัทโอนเงินหรือ e-Wallet ซึ่งแบงก์ชาติจะเข้าไปกำกับและดูรายละเอียดการชำระเงิน หากพบว่ามีความเกี่ยวโยงกับเงินสีเทาจะดำเนินการตรวจสอบทันที รวมถึงธุรกรรมการซื้อขายทองคำที่มีความผิดปกติ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ย้ำว่าขั้นตอนต่างๆ เหล่านี้ เป็นขั้นตอนที่ทางแบงก์ชาติได้ดำเนินการนอกเหนือจากสิ่งที่กระทรวงการคลังและรัฐบาล ได้ดำเนินการ

ในส่วนของการประชุมคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมต้องสงสัย นัดแรกในวันนี้ (5 พ.ย.68) จะทำให้เห็นภาพและรายละเอียดหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานมากยิ่งขึ้นภายใต้การทำงาน “Connect the dots”

การสกัดทุนเทา ธปท. ยกระดับตรวจสอบธุรกรรมครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงให้กับระบบการเงินของประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มุ่งมั่นที่จะสกัดทุนเทา ยกระดับตรวจสอบธุรกรรมที่ไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันการใช้ระบบการเงินเป็นช่องทางในการกระทำผิดกฎหมาย

มาตรการที่ ธปท. กำลังดำเนินการนี้จะส่งผลต่อใครบ้าง?

  • สถาบันการเงิน: ต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบบัญชีลูกค้า
  • ผู้ประกอบธุรกิจแลกเงินและโอนเงิน: จะถูกตรวจสอบรายละเอียดการชำระเงินอย่างเข้มงวด
  • ผู้ซื้อขายทองคำ: ธุรกรรมที่มีความผิดปกติจะถูกตรวจสอบ
  • ประชาชนทั่วไป: สร้างความมั่นใจในระบบการเงินที่โปร่งใสและปลอดภัย

การสกัดทุนเทา ธปท. ยกระดับตรวจสอบธุรกรรมนี้จะมีการดำเนินการในส่วนใดบ้าง?

  • การตรวจสอบบัญชีลูกค้าของสถาบันการเงินอย่างเข้มงวด หากพบความผิดปกติจะดำเนินการทันที
  • การกำกับดูแลหน่วยงานที่ได้รับใบอนุญาตจาก ธปท. เช่น บริษัทแลกเงินและบริษัทโอนเงิน
  • การตรวจสอบธุรกรรมการซื้อขายทองคำที่มีความผิดปกติ
  • การเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้การติดตามตรวจสอบมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สกัดทุนเทา ธปท. ยกระดับตรวจสอบธุรกรรม

การดำเนินการของ ธปท. ในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นในระบบการเงินของประเทศ การสกัดกั้นการใช้ระบบการเงินในกิจกรรมที่ผิดกฎหมายเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม

ทำไม ธปท. ต้องสกัดทุนเทา ยกระดับตรวจสอบธุรกรรม?

เนื่องจากปัจจุบัน มีการใช้ระบบการเงินเป็นช่องทางในการทำธุรกรรมที่ผิดกฎหมายมากขึ้น เช่น การฟอกเงิน การค้ายาเสพติด และการพนันออนไลน์ ดังนั้น ธปท. จึงต้องยกระดับการตรวจสอบและกำกับดูแล เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบการเงินถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำผิด

การที่ ธปท. เข้ามาสกัดทุนเทา ยกระดับตรวจสอบธุรกรรมนี้ จะช่วยลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางการเงิน และส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของประเทศในสายตานักลงทุนต่างชาติอีกด้วย

ขั้นตอนการดำเนินการหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร? ธปท. จะเร่งดำเนินการจัดทำรายละเอียดมาตรการต่างๆ และแจ้งให้สถาบันการเงินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ

ติดตามข่าวสารและความคืบหน้าเกี่ยวกับการสกัดทุนเทา ธปท. ยกระดับตรวจสอบธุรกรรมอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เข้าใจถึงมาตรการต่างๆ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – สกัดทุนเทา ธปท. ยกระดับตรวจสอบธุรกรรมไม่พึงประสงค์ เข้มบริษัทแลกเงิน ซื้อขายทองคำ

191 บุกค้น! แก๊งคอลเซ็นเตอร์จีนเทาลาดพร้าว

ตำรวจ 191 นำโดย “บิ๊กหยาม ผบช.น.” บุกค้นบ้านเช่าหรูย่านลาดพร้าว หลังสืบทราบว่าเป็นฐานปฏิบัติการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์จีนเทา ใจกลางกรุง พบอุปกรณ์เทคโนโลยีครบวงจร ทั้งซิมบ็อกซ์ คอมพิวเตอร์ และมือถือกว่า 30 เครื่อง พร้อมหลักฐานบัญชีรายรับเดือนแรกทะลุ 10 ล้านบาท คาดว่าเชื่อมโยงกับเครือข่ายต่างประเทศ

เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 23 ตุลาคม 2568 พล.ต.ต.วรวิทย์ ญาณจินดา ผบก.สปพ. พ.ต.อ.ธนากร อ่อนทองคำ รองผบก.สปพ. พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่งานสายตรวจ 2 กก.สายตรวจ บก.สปพ. ร่วมกับนายสุธีระ พึ่งธรรม ผอ.สำนักกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม นำหมายค้นศาลอาญา ที่ /2568 ลงวันที่ 22 ต.ค. 68 เข้าตรวจค้นบ้านหลังหนึ่งใน ซอยลาดพร้าว 3 แยก 6 แขวงจอมพล เขตจตุจักร กทม. ภายหลังสืบทราบว่าเป็นที่ทำการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงเงินชาวต่างชาติ พร้อมรายงานให้ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. และพล.ต.ต.วสันต์ เตชะอัครเกษม รอง ผบช.น. พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น. ร่วมตรวจสอบที่เกิดเหตุ

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านเดี่ยว 2 ชั้น ปลูกอยู่ในพื้นที่ประมาณ 50 ตารางวา รั้วรอบขอบชิด เจ้าหน้าที่เรียกคนในบ้านออกมาเปิดประตู ก่อนเข้าตรวจและจับกุมนายจาง ไห่หลง (Mr.Zhang Hailong) อายุ 38 ปี นายหลิว ชุนหยิง (Mr.Liu Shunyin) อายุ 29 ปี และนายอู่ จื้อเฉียง (Mr.Wu Zhiqiang) อายุ 32 ปี ทั้ง 3 คนเป็นชาวจีน

พร้อมของกลาง อุปกรณ์ Phone Farm 4 เครื่อง ชุดคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ (PC) 4 เครื่อง Notebooks 4 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ 42 เครื่อง เร้าเตอร์ 5 เครื่อง Pocket WiFi 1 เครื่อง และอุปกรณ์ส่วนควบอื่นๆ เช่น คีย์บอร์ด ปลั๊กไฟ เป็นต้น

โดยพบข้อมูลในคอมพิวเตอร์ เป็นแบบฟอร์มการพูดหลอกลวงผู้อื่น เป็นภาษาอังกฤษ จีน สเปน และมีแชทสนทนาในแอปพลิเคชันโซเชียลต่างๆ คุยกับผู้อื่น ที่ส่วนใหญ่เป็นคนต่างประเทศ (หลอกชาวจีน สเปน และอังกฤษ)

นายจาง ไห่หลง ให้การว่า เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย และเพียงต้องการพักอาศัยในบ้านหลังดังกล่าวเท่านั้น โดยระบุว่า เมื่อเข้ามาอยู่ก็พบว่าภายในบ้านมีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และระบบสื่อสารพร้อมใช้งานอยู่แล้ว โดยตนไม่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมใด ๆ ที่ผิดกฎหมาย

พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น.กล่าวว่า ชุดจับกุมได้รับเบาะแสจากเพื่อนบ้าน ว่ามีกลุ่มคนชาวจีนมาเช่าที่เกิดเหตุตั้งแต่เดือน ต.ค.ปี67 เดือนละประมาณ 3 หมื่นบาท หมุนเวียนกันมาไม่ซ้ำหน้าและเก็บตัวเงียบในบ้าน

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่ากลุ่มผู้ต้องหามีพฤติกรรมตั้งตัวเป็น “ที่ปรึกษากฎหมาย” หลอกเหยื่อ โดยอ้างว่าจะให้คำแนะนำทางคดีแก่ชาวจีน ชาวสเปน และชาวอังกฤษที่ถูกหลอกลวงทางออนไลน์ โดยไม่คิดค่าบริการจนกว่าคดีจะเสร็จสิ้น แต่แท้จริงแล้วเป็นการหลอกซ้ำ เพื่อดูดข้อมูลและทรัพย์สินเพิ่มเติมจากเหยื่อ

นอกจากนี้ การตรวจค้นภายในบ้านยังพบสมุดบัญชีรายรับรายจ่ายเป็นภาษาจีน ระบุรายการตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2567 ซึ่งเป็นช่วงที่กลุ่มผู้ต้องหาเริ่มเช่าบ้านหลังนี้ โดยในเดือนแรกเพียงเดือนเดียวมีรายรับสูงถึง 2 ล้านหยวน หรือราว 10 ล้านบาทไทย สะท้อนถึงขนาดความเสียหายและความเชื่อมโยงกับขบวนการใหญ่ในต่างประเทศ

จากการสอบถามเพื่อนบ้านในละแวกดังกล่าวให้ข้อมูลว่า กลุ่มผู้ต้องหาจะมีการหมุนเวียนบุคคลเข้าออกเป็นระยะ แต่มีหนึ่งคนที่อยู่ประจำคือนายจาง ไห่หลง ซึ่งทราบว่าเดินทางเข้าประเทศไทยจากลาวเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ส่วนอีกสองรายเดินทางมาจากกัมพูชา เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568

พ.ต.อ.ธนากร อ่อนทองคำ ระบุเพิ่มเติมว่า บ้านหลังดังกล่าวถูกเช่าโดยหญิงชาวไทยคนหนึ่ง ในราคาเดือนละ 30,000 บาท ตั้งแต่ปี 2567 ก่อนที่หญิงรายนี้จะทำ “สัญญาเช่าปลอม” ขึ้นอีกฉบับ โดยใส่ชื่อชาวจีนเป็นผู้เช่าแทน เชื่อว่าทำเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่และใช้เปิดสัญญาณอินเทอร์เน็ตในประเทศ ซึ่งเจ้าของบ้านยืนยันชัดว่าไม่เคยทำสัญญาโดยตรงกับชาวจีน

ด้าน นายสุธีระ พึ่งธรรม ผอ.สำนักกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพบว่ากลุ่มนี้มีการประกอบและดัดแปลงระบบโทรคมนาคม โดยนำวงจรโทรศัพท์มือถือมาประกอบเข้ากับอุปกรณ์ ซิมบ็อกซ์ (Sim Box) ซึ่งสามารถใช้เปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์ต้นทางเพื่อปกปิดตัวตนของผู้โทรได้ ถือเป็นการนำเข้าและมีไว้ซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท

ทั้งนี้ ผบช.น. ระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างขยายผลถึงหัวหน้าเครือข่าย รวมถึงผู้ร่วมขบวนการที่อาจหลบหนีอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมตรวจสอบเส้นทางการเงินในบัญชีที่ยึดได้ทั้งหมด เพื่อพิสูจน์ความเชื่อมโยงกับขบวนการคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติรายใหญ่ ซึ่งคาดว่ามีฐานปฏิบัติการหลายแห่งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา ร่วมกัน ทำ มี ใช้ นำเข้า นำออก หรือค้าซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคม โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต 2.ร่วมกันตั้งสถานีวิทยุคมนาคม โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตตามมาตรา 15 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2489 และ3.ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน

ตำรวจ 191 บุกค้นบ้านเช่าหรูย่านลาดพร้าว ฐานแก๊งคอลเซ็นเตอร์จีนเทา ใจกลางกรุง

ปฏิบัติการทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์จีนเทาลาดพร้าว

การบุกค้นบ้านเช่าหรูย่านลาดพร้าวในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของตำรวจในการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และการปกป้องประชาชนจากการถูกหลอกลวง ถึงแม้ว่านายจาง ไห่หลงจะปฏิเสธความเกี่ยวข้อง แต่หลักฐานที่พบก็ชี้ให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมในขบวนการ

คดีนี้เป็นอุทาหรณ์ให้ผู้ที่กำลังมองหาที่พักอาศัย หรือกำลังปล่อยเช่าอสังหาริมทรัพย์ ควรตรวจสอบข้อมูลของผู้เช่า และลักษณะการใช้งานอย่างละเอียด เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มมิจฉาชีพ นอกจากนี้ ประชาชนควรเพิ่มความระมัดระวังในการทำธุรกรรมออนไลน์ และตรวจสอบข้อมูลของผู้ที่ติดต่อมาให้ดี ก่อนที่จะเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว หรือโอนเงินให้

ที่มา – ตำรวจ 191 บุกค้นบ้านเช่าหรูย่านลาดพร้าว ฐานแก๊งคอลเซ็นเตอร์จีนเทา ใจกลางกรุง

“ชูวิทย์” เผยข้อมูลใครเอี่ยวสแกมเมอร์ ชม “โรม-ไอซ์” กล้าแสดงออก

“ชูวิทย์” ชม “โรม-ไอซ์” 2 สส.พรรคประชาชน กล้าแสดงออก เผยให้ข้อมูลไปหมดแล้วใครเอี่ยวสแกมเมอร์ แนะ “นายกฯ อนุทิน” หากแก้ได้ คะแนนนิยมทางการเมืองจะมากขึ้น

วันที่ 19 ตุลาคม 2568 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย กล่าวถึงกระแสข่าว 7 นักการเมืองไทยเกี่ยวข้องแก๊งสแกมเมอร์ของกัมพูชา ว่า ไม่ต้องมาถามตนเอง แค่ถามประชาชนก็รู้กันหมดแล้ว ซึ่งก็เข้าใจว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต้องดำรงอยู่ทางการเมือง และบางครั้งการเมืองไทยเป็นที่ชุบตัวของบรรดามาเฟีย ซึ่งข้อมูลตรงนี้ตนเองได้ให้กับ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ไปแล้วและได้นำไปใช้ รวมถึง น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคประชาชน ก็ได้นำข้อมูลนี้ไปใช้

นายชูวิทย์ เผยต่อไปว่า ทั้ง 2 คนก็กล้าที่จะแสดงออก โดยเฉพาะเรื่องการคลั่งชาติหรือการกระทำของคนบางคนที่บางครั้งใช้เครือข่ายไปทำงาน นักการเมืองไม่ได้ออกตัวเอง ซึ่งได้แนะนำรัฐบาลไปแล้วว่าให้ใช้โอกาสนี้จัดการเรื่องสแกมเมอร์ในคณะรัฐมนตรี (ครม.) และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง หากจัดการได้ คะแนนนายกรัฐมนตรีและพรรคภูมิใจไทยจะมาเยอะ พร้อมระบุอีกว่า ข้อมูลที่ตนเองมีเป็นข้อมูลมาตั้งแต่ยุคจีนเทา ที่มีชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการบริหารบริษัท เช่นเดียวกับขณะนี้ที่คนที่มีชื่อเกี่ยวข้องก็พยายามจะลบชื่อออก

เมื่อถามว่าพอจะเปิดเผยชื่อย่อได้หรือไม่เป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน นายชูวิทย์ ตอบว่า อย่าให้ตนพูดเลย เพราะเมื่อสักครู่เพิ่งนั่งกับนายกรัฐมนตรี และตนก็ไม่ได้รู้สึกเกร็งอะไรเพราะรู้จักกับนายกรัฐมนตรีมานาน เพียงแต่ให้กำลังใจ ผู้สื่อข่าวถามย้ำ หรือรู้สึกเกร็งเพราะวันนี้มาอยู่ต่อหน้านายกรัฐมนตรี นายชูวิทย์ บอกว่า นายกรัฐมนตรีได้ทักทายและสอบถามเรื่องสุขภาพว่าเป็นอย่างไร ตนจึงอวยพรให้นายกรัฐมนตรีอยู่นานๆ โดยนายกรัฐมนตรีขอให้ตนด่านายกรัฐมนตรีน้อยๆ หน่อย ซึ่งตนก็บอกว่าด่าเพราะรัก ถ้าไม่รักไม่พูดหรอก พร้อมแนะว่าหากนายกรัฐมนตรีจะจัดการปัญหาเรื่องสแกมเมอร์ได้ จะได้กระแสนิยมทางการเมืองมากขึ้น เพราะตอนนี้กัมพูชาเป็นศูนย์กลางสแกมเมอร์ของโลก หากนายกรัฐมนตรีจัดการปัญหานี้ได้เชื่อว่าสนามเลือกตั้งในกรุงเทพฯ พรรคภูมิใจไทยจะมา

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ระหว่างทำกิจกรรมที่สนามฟุตบอล โปโลฟุตบอลพาร์ค เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ นายชูวิทย์ ได้เข้าไปคุยกับนายกรัฐมนตรีระหว่างชมเกมการแข่งขันฟุตบอลในสนาม โดยมีสีหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสและหัวเราะเฮฮา ซึ่งขณะที่นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ นายชูวิทย์ ก็เดินมายืนฟังอยู่ด้านหลังด้วย และพยายามสะกิดนายกรัฐมนตรีให้ออกจากวงสัมภาษณ์เพื่อมาพูดคุยกับตนเอง ก่อนจะเดินไปส่งนายอนุทินขึ้นรถกลับ ซึ่งทั้งคู่ได้สวมกอดกันอย่างเป็นกันเอง และนายกรัฐมนตรีก็ยิ้มและหัวเราะด้วย.

“ชูวิทย์” เผยให้ข้อมูลไปหมดแล้วใครเอี่ยวสแกมเมอร์ ชม “โรม-ไอซ์” กล้าแสดงออก

ประเด็นสำคัญที่นายชูวิทย์กล่าวถึงคือการที่เขามอบข้อมูลเกี่ยวกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ให้กับ สส. รังสิมันต์ โรม และ สส. รักชนก ศรีนอก ซึ่งทั้งคู่มีความกล้าที่จะแสดงออกในเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการคลั่งชาติและการใช้เครือข่ายเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว

ข้อมูลที่ “ชูวิทย์” เปิดเผยเกี่ยวกับใครเอี่ยวสแกมเมอร์

นายชูวิทย์เน้นย้ำว่าข้อมูลที่เขามีนั้นเป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงไปถึงยุคจีนเทา โดยมีรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องในฐานะกรรมการบริหารบริษัท ซึ่งบุคคลเหล่านี้พยายามที่จะลบชื่อของตนเองออกจากข้อมูลดังกล่าว

นอกจากนี้ เขายังแนะนำให้นายกรัฐมนตรีใช้โอกาสนี้ในการจัดการปัญหาดังกล่าวภายในคณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง หากสามารถจัดการได้ จะส่งผลดีต่อคะแนนนิยมของนายกรัฐมนตรีและพรรคภูมิใจไทยอย่างมาก เนื่องจากกัมพูชาในขณะนี้เป็นศูนย์กลางของสแกมเมอร์ระดับโลก

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาและความเชื่อมโยงระหว่างนักการเมืองและกลุ่มธุรกิจสีเทา การเปิดเผยข้อมูลของนายชูวิทย์และการดำเนินการของ สส. รังสิมันต์ โรม และ สส. รักชนก ศรีนอก เป็นสัญญาณที่ดีในการต่อต้านการทุจริตและอาชญากรรมข้ามชาติ อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนยังคงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด หากนายกรัฐมนตรีสามารถจัดการปัญหานี้ได้จริง จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและส่งผลดีต่อการเมืองในระยะยาว

การที่นายชูวิทย์ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับ “ชูวิทย์” เผยให้ข้อมูลไปหมดแล้วใครเอี่ยวสแกมเมอร์ ชม “โรม-ไอซ์” กล้าแสดงออก ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจและควรค่าแก่การติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในการเมืองไทย

ที่มา – “ชูวิทย์” เผยให้ข้อมูลไปหมดแล้วใครเอี่ยวสแกมเมอร์ ชม “โรม-ไอซ์” กล้าแสดงออก

กัมพูชาตั้งข้อหา 3 ชาวจีน ลักพาตัวฆ่านักศึกษา

(ภาพจาก AKP News Agency homepage /Yonhap)

ทางการกัมพูชาตั้งข้อหา 3 ชาวจีน ที่ถูกจับกุมในฐานะผู้ต้องสงสัย กัมพูชาตั้งข้อหา 3 ชาวจีน ลักพาตัว-ฆาตกรรมนักศึกษาเกาหลีใต้ จนจุดชนวนปัญหาระหว่างประเทศ

สำนัก โชซอน อิลโบ (Chosun Ilbo) ของเกาหลีใต้ รายงานว่า ทางการกัมพูชาจับกุมตัวสมาชิก 3 คนขององค์กรอาชญากรรมชาวจีนที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรม แก๊งคอลเซ็นเตอร์ (voice phishing) ในประเทศกัมพูชา พร้อมตั้งข้อหาในฐานะผู้ต้องสงสัยก่อเหตุทรมานและฆาตกรรมนักศึกษาเกาหลีใต้เมื่อไม่กี่เดือนก่อน

หนึ่งผู้ถูกจับกุม ถูกสงสัยว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง “คดีเครื่องดื่มยาเสพติดกังนัม” ในปี 2566 ที่คนร้ายแจกเครื่องดื่มยาเสพติดให้นักเรียน 13 คน ในย่านการศึกษา แดชี-ดง เขตคังนัม กรุงโซล โดยอ้างว่าเป็นการให้ชิมฟรี ซึ่งตอนนี้ตำรวจเกาหลีใต้ได้เริ่มทำการสืบสวนแล้ว

แก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวจีนที่ตั้งฐานอยู่ในกัมพูชา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่รู้จักในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังมุ่งเป้าหมายโจมตีไปที่ชาวเกาหลีใต้และทำให้จำนวนคดีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

สำนักงานอัยการของศาลประจำจังหวัดกำปอต ในกัมพูชา เปิดเผยว่า ชาวจีน 3 คนถูกจับตัวได้ต่อเนื่องกัน และถูกตั้งข้อหาเมื่อวันที่ 11 ต.ค. จากกรณีการฆาตกรรมนักศึกษาชาวเกาหลีใต้ นามสมมติว่านาย “เอ” อายุ 22 ปี ผู้ถูกพบเป็นศพภายในรถยนต์คันหนึ่ง ใกล้ภูเขาบกกอร์ (Bokor Mountain) จังหวัดกำปอต เมื่อวันที่ 8 ส.ค.

ในเดือนเดียวกันนั้น ตำรวจท้องถิ่นจับกุมตัวชาวจีน 2 คนได้ในที่เกิดเหตุ โดยอยู่ในรถยนต์ที่พบศพของนาย เอ นอกจากนั้น ระหว่างการสืบสวนคดีในอาคารที่พักอาศัยในพื้นที่ภูเขาบกอร์ ซึ่งเป็นที่ที่นาย เอ ถูกขังเอาไว้ก่อนเสียชีวิต เจ้าหน้าที่จับกุมชาวจีนได้เพิ่มอีก 1 คน และการสอบสวนยังคงดำเนินมาจนถึงเมื่อไม่นานมานี้

ตำรวจกัมพูชาได้ค้นพบหลักฐานว่าสมาชิกขององค์กรอาชญากรรมชาวจีนกลุ่มนี้ได้ก่ออาชญากรรมต่างๆ เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ (voice phishing) และการหลอกให้รัก หรือ โรแมนซ์สแกม (romance scams) อยู่ที่อาคารที่พักอาศัยดังกล่าว ต่อมาตำรวจท้องถิ่นได้ปิดล้อมอาคารและเข้ายึดหลักฐาน ซึ่งระหว่างนั้น มีชาวเกาหลีใต้ 14 คนที่ถูกจับตัวไว้ ได้รับความช่วยเหลือ

ผู้เสียหายอีกราย นามสมมติว่านาย บี ถูกจับไว้ที่อาคารเดียวกับนาย เอ ให้ข้อมูลกับสำนักงานของ ส.ส. พัค ชัน-แด แห่งพรรคประชาธิปัตย์เกาหลี ซึ่งติดตามคดีของนาย เอ หลังจากได้รับคำร้องขอความช่วยเหลือจากครอบครัวของเหยื่อ

นาย บี ระบุว่า “นาย เอ ถูกทำร้ายอย่างรุนแรงจนหายใจแทบไม่ไหว ผมได้ยินมาว่าเขาเสียชีวิตในรถขณะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล”

ทั้งนี้ นาย เอ จากเมืองเยชอน จังหวัดคยองซังเหนือ ได้เดินทางไปกัมพูชาเมื่อวันที่ 17 ก.ค. โดยบอกครอบครัวว่าจะไปร่วมงานเทศกาล แต่ราว 1 สัปดาห์หลังจากนั้น ครอบครัวของเขาก็ได้รับโทรศัพท์จากบุคคลปริศนา เรียกค่าไถ่เป็นจำนวน 50 ล้านวอน (ราว 1.15 ล้านบาท) โดยอ้างว่านักศึกษาคนนี้ “ก่อปัญหา” แต่ไม่ระบุว่าปัญหาดังกล่าวคืออะไร

แต่การติดต่อก็ถูกตัดขาดไปใน 4 วันต่อมา และสุดท้าย นาย เอ ก็ถูกพบเป็นศพในวันที่ 8 ส.ค. โดยการชันสูตรเบื้องต้นชี้ว่า เขาเสียชีวิตเนื่องจากหัวใจวายเพราะความเจ็บปวดจากการถูกทรมาน

ร่างของนาย เอ ถูกเก็บรักษาไว้ที่วัดแห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญมานานร่วม 2 เดือนแล้ว และเกาหลีใต้วางแผนจะส่งตำรวจไปยังกัมพูชาภายในเดือนนี้ เพื่อดำเนินการชันสูตรศพของนาย เอ ร่วมกับเจ้าหน้าที่กัมพูชา

เหตุการณ์นี้ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางท่ามกลางการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของอาชญากรรมที่มุ่งเป้าไปที่ชาวเกาหลีในกัมพูชา

ตามข้อมูลของกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ที่ยื่นต่อ ส.ส. พัค ชาน-แด จากพรรคประชาธิปไตยเกาหลี ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล พบว่าระหว่างเดือนมกราคมถึงสิงหาคมของปีนี้ เกิดคดีลักพาตัวหรือการกักขังชาวเกาหลีใต้ในกัมพูชาถึง 330 คดี เพิ่มขึ้นจาก 221 คดีในปี 2567, 21 คดีในปี 2566, 11 คดีในปี 2565 และ 4 คดีในปี 2564

จำนวนคดีที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจจุดชนวนปัญหาทางการทูตระหว่างเกาหลีใต้กับกัมพูชา โดยเมื่อวันศุกร์ กระทรวงต่างประเทศเรียกตัวเอกอัครราชทูตกัมพูชาเข้าพบ เพื่อแสดงความกังวล และขอให้รัฐบาลกัมพูชาร่วมมือกับทางการเกาหลีใต้ในการจัดตั้ง แผนกเกาหลี เพื่อช่วยเหลือผู้เสียหาย

กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ยังประกาศยกระดับการแจ้งเตือนสำหรับการเดินทางไปยังกรุงพนมเปญ และอีกหลายเมืองในกัมพูชา จากเดิมอยู่ที่ระดับ 2 ให้เป็นระดับ “พิเศษ” ซึ่งหมายความว่า ให้พลเรือนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังเมืองที่ถูกประกาศ หรือให้พลเรือนออกจากเมืองดังกล่าวหากอยู่ที่นั่น โดยเริ่มมีผลบังคับใช้ในเวลา 21.00 น. วันศุกร์ (10 ต.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : chosun

กัมพูชาตั้งข้อหา 3 ชาวจีน ลักพาตัว-ฆาตกรรมนักศึกษาเกาหลีใต้

เหตุการณ์ กัมพูชาตั้งข้อหา 3 ชาวจีน ลักพาตัว-ฆาตกรรมนักศึกษาเกาหลีใต้ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่ซับซ้อนและส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเพิ่มขึ้นของคดีลักพาตัวและการกักขังชาวเกาหลีใต้ในกัมพูชาเป็นเรื่องที่น่ากังวล และจำเป็นต้องมีมาตรการที่เข้มงวดมากขึ้นเพื่อปกป้องพลเมือง

ความคืบหน้า กัมพูชาตั้งข้อหา 3 ชาวจีน ลักพาตัว-ฆาตกรรมนักศึกษาเกาหลีใต้

ล่าสุดทางการกัมพูชาได้ดำเนินการตั้งข้อหากับผู้ต้องสงสัยทั้ง 3 คน และมีการสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อรวบรวมหลักฐานและขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการรายอื่นๆ นอกจากนี้ รัฐบาลเกาหลีใต้ยังได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสืบสวนและให้ความช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียหาย

ความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและการบังคับใช้กฎหมายร่วมกันจะช่วยลดโอกาสในการเกิดอาชญากรรมและนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้

สถานการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ระมัดระวังในการเดินทางไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง ควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ

การที่ กัมพูชาตั้งข้อหา 3 ชาวจีน ลักพาตัว-ฆาตกรรมนักศึกษาเกาหลีใต้ นั้นเป็นสัญญาณที่ดีในการดำเนินการทางกฎหมาย แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ที่มา – กัมพูชาตั้งข้อหา 3 ชาวจีน ลักพาตัว-ฆาตกรรมนักศึกษาเกาหลีใต้

รวบ 2 หนุ่มไทย **ส่ง SMS ปลอมทั่วกทม.**

ตำรวจไซเบอร์แถลงผลปฏิบัติการ “OPERATION KHAO SAN” รวบ 2 หนุ่มไทยเครือข่ายจีนเทา รับจ้างขับรถซ่อนเครื่องส่ง SMS ปลอม ส่งข้อความหลอกประชาชนกดลิงก์ “คะแนนใกล้หมดอายุ รีบแลกของขวัญเลย” เลือกเป้าหมายตระเวนไปย่านที่มีผู้คนพลุกพล่านทั่วกรุงเทพฯ เช่น แยกท่าพระ โรงพยาบาลศิริราช ถนนข้าวสาร ถนนเยาวราช ซอยนานา ทองหล่อ ห้วยขวาง ดินแดง ปิ่นเกล้า ปากคลองตลาด เป็นต้น

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 16 สิงหาคม 2568 ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท. พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง ผบก.สอท.3 พ.ต.อ.อดิชาต อมรประดิษฐ ผกก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สอท.3 นายวิสิษฐศักดิ์ เจริญไชย ผู้จัดการงานองค์กรสัมพันธ์ AIS ร่วมกันแถลงผลปฏิบัติการ “OPERATION KHAO SAN” รวบ 2 เครือข่ายจีนเทา รับจ้างขับรถซ่อนเครื่องจำลองสถานีฐาน (False Base Station) ตระเวนส่ง SMS ปลอมทั่วกทม. แนบลิงก์ดูดเงินกลางกรุง

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 8 ส.ค.68 ตำรวจไซเบอร์ได้ทำการจับกุมนายนิรันดร์ อินสนธิ์ อายุ 20 ปี ชาวกรุงเทพฯ และนายกิตติวรา ซาภักดี อายุ 22 ปี ชาวกรุงเทพฯ เครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งให้การว่าได้รับการว่าจ้างจากชาวจีนที่ขับรถยนต์ที่ติดตั้งเครื่องจำลองสถานีฐาน (False Base Station) ตระเวนส่งสัญญาณ SMS ปลอมแนบลิงก์ดูดเงิน เพื่อหลอกประชาชนที่หลงเชื่อให้สูญเสียทรัพย์สิน ภายในปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งย่านบางพลัด กรุงเทพฯ โดยตำรวจทำการสืบสวนขยายผลต่อเนื่องยังพบว่ามีกลุ่มขบวนการผู้ก่อเหตุในลักษณะดังกล่าวอีกในพื้นที่กรุงเทพฯ

ต่อมา พ.ต.อ.อดิชาต อมรประดิษฐ ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3 พร้อมด้วย พ.ต.ท.ชนทัช วุฒิภัทรโสภณ รอง ผกก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สอท.3, พ.ต.ท.อโนทัย ดียิ่ง รอง ผกก.2 บก.สอท.3 พ.ต.ท.ณัฐพล เสียมไหม, พ.ต.ท.วินัย ชมพุฒ พ.ต.ท.เอกสิทธิ์ พระศรี, พ.ต.ธวัช ทุเครือ สว.กก.วิเคราะห์ข่าวฯ, พ.ต.ต.ชัยเมศร์ เนติวิมลศิลป์ สว.กก.2 บก.3, และ พ.ต.ท.ยศวรรธก์ วงษ์จันทร์ สว.กลุ่มงานรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ บก.ตอท. จึงนำกำลังตำรวจไซเบอร์ ร่วมกับทีมวิศวกรจาก AIS กระจายกำลังลงพื้นที่ตรวจสอบ โดยกระจายกำลังค้นหาคนร้ายที่ก่อเหตุรอบพื้นที่ กทม. โดยเฉพาะถนนเส้นหลักและย่านชุมชนขนาดใหญ่ที่มีผู้คนอยู่หนาแน่น

ด้าน พ.ต.อ.อดิชาต อมรประดิษฐ ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3 กล่าวว่า กระทั่งช่วงเวลา 23.00 น. ของวันที่ 14 ส.ค.68 ตำรวจพบรถเก๋ง ยี่ห้อ SUZUKI รุ่น ERTIGA GX สีขาว หมายเลขทะเบียน 3ขค 9604 กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นรถต้องสงสัยขับอยู่ภายในซอยสุขุมวิท 3 จึงสะกดรอยติดตาม ปรากฏว่ามีข้อความ SMS แนบลิงก์ดูดเงินเข้าสู่เว็บไซต์ปลอมส่งเข้าโทรศัพท์มือถือของเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนายอย่างต่อเนื่อง โดยรถยนต์คันดังกล่าวได้ขับผ่านย่านชุมชนแหล่งท่องเที่ยวที่มีผู้คนหนาแน่น อาทิ ถนนสุขุมวิท เพลินจิต ราชประสงค์ ปทุมวัน พญาไท ราชเทวี ยมราช ถนนหลานหลวง เทเวศร์ และสามเสน โดยมุ่งหน้าเข้าพื้นที่ สน.ชนะสงคราม

จึงแจ้งไปยัง พ.ต.ต.อ.นิพนธ์ นิธิการุณย์เลิศ ผกก.สน.ชนะสงคราม ขอกำลังสกัดจับเพื่อทำการตรวจสอบ โดยสามารถสกัดจับไว้ได้บริเวณลานจอดรถกองสลากเก่า ถนนราชดำเนิน จากการตรวจค้นพบชายนั่งอยู่ภายในรถ 2 ราย ทราบชื่อคือนายนพรัตน์ เวชกามา อายุ 25 ปี ชาวกรุงเทพฯ เป็นคนขับ และนายมังกร ฟูกู อายุ 23 ปี ชาว จ.สระแก้ว นั่งอยู่เบาะหน้าคู่กับคนขับ ตรวจสอบภายในรถบนเบาะหลังและห้องเก็บสัมภาระด้านท้าย พบกล่องอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กำลังทำงานอยู่และมีการเชื่อมต่อกับเครื่องจ่ายไฟเคลื่อนที่ (Power Station)

ก่อนประสานไปยังเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญทีมวิศวกรรมจาก AIS ให้มาร่วมตรวจสอบพบว่าเป็นเครื่องจำลองสถานีฐาน (False base station) เป็นอุปกรณ์เครื่องวิทยุโทรคมนาคมที่ดัดแปลงการส่งสัญญาณในคลื่นความถี่ต่างๆ เข้าอุปกรณ์มือถือที่อยู่ได้ภายในรัศมี 3-5 กิโลเมตร ซึ่งเครื่องกำลังทำงานอยู่และมีการเชื่อมต่อกับเครื่องจ่ายไฟเคลื่อนที่ (Power Station) พร้อมอุปกรณ์กระจายสัญญาณที่ติดตั้งอยู่บนหลังคารถ โดยดัดแปลงเสาส่งสัญญาณเป็นรูปครีบฉลามเหมือนอุปกรณ์ตกแต่งรถทั่วไป เพื่ออำพรางไม่ให้เป็นที่น่าสงสัย

เบื้องต้นสอบสวน นายนพรัตน์ให้การว่าเมื่อช่วงเดือน ก.พ.68 ได้รับการติดต่อจากชายชาวกัมพูชารายหนึ่ง ซึ่งเป็นพนักงานเสิร์ฟในร้านเหล้าย่านถนนข้าวสาร แนะนำให้มาทำงานเป็นคนขับรถพาบอสชาวจีนและแฟนสาวเที่ยวสถานที่ต่างๆ ในกรุงเทพฯ จึงรับทำงานขับรถ กระทั่งช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา บอสชาวจีนคนดังกล่าวได้ติดต่อมาหาตนอีก โดยส่งพัสดุมาให้จากประเทศจีน อ้างว่าเป็นแบตเตอรี่สำรอง เมื่อพัสดุมาถึง พบว่าภายในกล่องมีแบตเตอรี่ เครื่องส่งสัญญาณ False Base Station, เราเตอร์ไวไฟ, เสาอากาศ จำนวน 1 ชุด พร้อมกับโอนเงินมาให้อีก 2,000 บาท เป็นค่าฝากเครื่อง และได้สอนวิธีติดตั้งและใช้งานผ่านแอปพลิเคชันส่ง SMS รวมทั้งสอนการติดตั้งอุปกรณ์ภายในรถยนต์ เพื่อให้ขับรถตระเวนส่ง SMS ปลอมทั่วกทม. อาทิ “พอยท์ 10,880 ใกล้หมดแล้ว! แลกของรางวัลที่ https://lihi.cc/Bv09H” หรือข้อความที่เกี่ยวข้องกับสถาบันธนาคารต่างๆ เฉลี่ยวันละ 5,000-10,000 ข้อความ

โดยตนได้ตัดสินใจร่วมทำงานในช่วงแรกได้ใช้รถเก๋งของแฟนสาวได้ค่าจ้างวันละ 3,300 บาท ต่อมาได้เปลี่ยนมาใช้วิธีการเช่ารถเพื่อนำไปก่อเหตุ โดยบอสชาวจีนเป็นผู้จ่ายค่าเช่ารถ พร้อมให้ค่าตอบแทนวันละ 1,350 บาท โดยทำงานวันละ 2 ช่วงเวลา คือ 09.00-12.00 น. และ 18.00-01.00 น. นานกว่า 5 เดือน โดยขับรถตระเวนไปย่านที่มีผู้คนพลุกพล่านทั่วกรุงเทพฯ เช่น แยกท่าพระ โรงพยาบาลศิริราช ถนนข้าวสาร ถนนเยาวราช ซอยนานา ทองหล่อ ห้วยขวาง ดินแดง ปิ่นเกล้า ปากคลองตลาด เป็นต้น

โดยตำรวจได้ดำเนินคดีในความผิดฐาน “ร่วมกันทำ มี ใช้ นำเข้า นำออก หรือค้าซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคม โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต ตามมาตรา 6 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498, ร่วมกันตั้งสถานีวิทยุคมนาคม โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตตามมาตรา 11 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498, ร่วมกันใช้คลื่นความถี่ในการประกอบกิจการโทรคมนาคม โดยไม่ได้รับอนุญาตอันมีลักษณะที่เป็นการประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่สาม ตามมาตรา 67(3) ตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม, ร่วมกันพยายามฉ้อโกงประชาชนฯ ตาม ป.อาญา มาตรา 343, ร่วมกันกระทำโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน ตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ พ.ศ.2560 มาตรา 14(1), ร่วมกันดักรับไว้ ใช้ประโยชน์ หรือเปิดเผยโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งข่าววิทยุคมนาคมที่มีได้มุ่งหมายเพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติหรือประชาชน ตามมาตรา 17 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 และที่แก้ไขเพิ่มเติม, ร่วมกันกระทำความผิดฐาน อั้งยี่ ตาม ป.อาญา มาตรา 209”

โดยตำรวจอยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลไปยังบอสชาวจีนรายดังกล่าว อีกทั้งหาความเชื่อมโยงไปยังกลุ่มผู้ก่อเหตุที่เคยจับได้ก่อนหน้านี้ ว่าเป็นขบวนการเดียวกันหรือไม่ เพื่อเร่งรวบรวมพยานหลักฐานในการติดตามผู้ร่วมขบวนการที่เกี่ยวข้องต่อไป

จับ 2 หนุ่มไทย ส่ง SMS ปลอมทั่วกทม.

ตำรวจเจอเองกับตัว! ขณะสะกดรอย **ส่ง SMS ปลอมทั่วกทม.**

การจับกุมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามของมิจฉาชีพที่ใช้วิธีการที่ซับซ้อนมากขึ้นในการหลอกลวงประชาชน จึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราจะต้องระมัดระวังและตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะคลิกลิงก์ใดๆ ที่ได้รับทาง SMS

ที่มา – จับ 2 หนุ่มไทย ส่ง SMS ปลอมทั่วกทม. ตำรวจเจอเองกับตัว ขณะสะกดรอย ข้อความเข้าถี่ยิบ

Scroll to top