จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์

“จุรินทร์” มั่นใจ เลือกตั้ง 2569 ปชป. ทวงคืน สส.กทม.


“จุรินทร์” มั่นใจ เลือกตั้ง 2569 พรรคประชาธิปัตย์ปักธงทวงคืน สส.กทม. ได้เเน่นอน! พร้อมช่วยหลานชาย “ก๊อด ภาณุพงศ์” หาเสียง เน้นย้ำขอเสียงคนกรุง เลือกทั้งคนทั้งพรรค ด้าน “สาทิตย์” บี้พรรคประชาชน พูดให้ชัดประเด็นเเก้รัฐธรรมนูญ หมวด 1-2

เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2569 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เเละอดีตหัวหน้าพรรค พร้อมด้วยนายราเมศ รัตนเชวง ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อของพรรค ร่วมลงพื้นที่เขตลาดพร้าว-บึงกุ่ม เพื่อช่วยหาเสียงให้กับ นายภาณุพงศ์ ลักษณวิศิษฏ์ หรือ ก๊อด ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 13 ที่ตลาดโพธิ์สุวรรณ นวลจันทร์ 56 โดยเดินเท้าเเจกเอกสารเเนะนำตัวให้กับประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อของที่ตลาด ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น มีทั้งทักทาย ขอถ่ายรูป จับมือ เเละมอบดอกไม้ให้กำลังใจ บางคนก็นำขนมเเละน้ำมามอบให้ จากนั้นจึงขึ้นรถเเห่ไปตามถนนนวลจันทร์ – มัสยิดมิฟตาฮุ้ลยีนาน – หมู่บ้านสวนทอง เเละสิ้นสุดที่วัดนวลจันทร์

“จุรินทร์” มั่นใจ เลือกตั้ง 2569 พรรคประชาธิปัตย์ปักธงทวงคืน สส.กทม. ได้แน่

นายจุรินทร์ กล่าวว่า ในการเลือกตั้งในเขตกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ยังไม่มี สส. ใน กทม. ติดต่อกัน 2 ครั้งเเล้ว เเต่ในการเลือกตั้งครั้งนี้มีโอกาสเป็นไปได้มากที่จะสามารถปักธงในพื้นที่กรุงเทพฯ ได้ จากเสียงตอบรับที่ดีขึ้นจากพี่น้องชาวกรุงเทพฯ รวมถึงผลสำรวจ เเละการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ดังนั้นจึงขอให้พี่น้องชาวกรุงเทพฯให้โอกาสพรรค มาร่วมกันสร้างการเมืองที่สุจริตกับพรรคประชาธิปัตย์ ด้วยการเลือกผู้สมัครของพรรคทั้ง 33 เขตใน กทม. รวมทั้งบัญชีรายชื่อพรรคเบอร์ 27 ให้มากที่สุด เพราะการเมืองสุจริตจะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ประเทศดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เเละความมั่นคง ซึ่งจะส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของคนกรุงเทพฯ เเละคนไทยทุกคน

นายจุรินทร์ยังได้กล่าวถึง นายภาณุพงศ์ หรือ ก๊อด ผู้สมัคร สส. ของพรรคประชาธิปัตย์ เขตลาดพร้าว 13 ลาดพร้าว-บึงกุ่ม ว่าเป็นหลานชายของตน เพราะเป็นลูกของน้องสาว จบ ป.ตรี กฎหมายจากรามคำแหง เเละอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ จากธรรมศาสตร์ จบ ป.โท รัฐประศาสนศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยเป็นคณะทำงานของตนตอนที่เป็น รมว. พาณิชย์ จากนั้นมาเป็นผู้ช่วย สส. ของนายชวน หลีกภัย เเละเป็นคณะทำงานฝ่ายกฎหมายของพรรคประชาธิปัตย์มาหลายปี มีประสบการณ์พอสมควรที่จะรับใช้พี่น้องชาวกรุงเทพมหานครได้ ขอพี่น้องเขตลาดพร้าว 13 ลาดพร้าว-บึงกุ่ม พิจารณาเลือกไปทำงานด้วย จึงขอฝากพรรคประชาธิปัตย์ทั้งสองใบ ทั้งใบผู้สมัคร สส. เขตของพรรคในพื้นที่ กทม. ทุกคน ทุกเขต กับใบผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ได้เบอร์ 27 ไว้ด้วยความขอบพระคุณยิ่ง

“จุรินทร์” ชูความพร้อม ปชป. ทวงคืนเก้าอี้ สส.กทม. ในการเลือกตั้ง 2569

ขณะที่วันเดียวกันนี้ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีการลงประชามติการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า จากการลงพื้นที่พบปะประชาชน พบว่าชาวบ้านยังสับสนเเละกังวลกันมาก โดยมีสาเหตุมาจากคำถามที่รัฐบาลเเละพรรคภูมิใจไทยตั้งคำถามที่ไม่ชัดเจน เเละทำให้ตีความได้หลายทาง โดยเฉพาะในเรื่องที่ประชาชนเกรงว่าจะมีการเเก้ไขในหมวด 1 เเละหมวด 2 จากการดีเบตเมื่อคืนที่ผ่านมา หัวหน้าพรรคประชาชนก็ไม่ได้ยกมือ

เมื่อถูกถามว่าพรรคไหนไม่เเก้หมวด 1 หมวด 2 เเละยังมีการอ้างว่ารัฐธรรมนูญมีมาตรา 255 ล็อคไว้เเล้ว ถือเป็นการพูดกำกวม ให้เสมือนว่าเมื่อมีมาตรา 255 ล็อคไว้เเล้ว จะเเก้หมวด 1 หมวด 2 ไม่ได้ เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนมาก เพราะในรัฐธรรมนูญ มาตรา 255 เเม้จะมีการเขียนบังคับไว้ว่าจะเเก้ไขเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครอง หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐมิได้ก็จริง แต่ในกระบวนการทำประชามติจะมีการเพิ่มหมวดใหม่ ที่ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ดังนั้น จึงมิใช่เป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญในความหมายของมาตรา 255

นายสาทิตย์ระบุทิ้งท้ายว่า “ยิ่งไปกว่านั้น ในการแก้ไขหมวด 1 หมวด 2 อาจกระทบกับสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ โดยไม่ขัดกับมาตรา 255 ซึ่งในการแก้ไขมาตรา 256 ครั้งล่าสุด ก่อนยุบสภาฯ ก็ยังมีเงื่อนไขกำกับว่าไม่แก้หมวด 1 หมวด 2 ซึ่งเป็นการเพิ่มเติมโดยเสียงข้างมากของคณะกรรมาธิการที่มี สส. ของพรรคประชาชนเป็นประธานด้วย และได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาอีกด้วย ดังนั้น การยอมให้มีการแก้หมวด 1 หมวด 2 ของหัวหน้าพรรคประชาชน โดยอ้างว่ามีมาตรา 255 ล็อกไว้แล้วนั้นจึงไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และจะทำให้มีผู้ลังเลที่จะให้ความเห็นชอบในการลงประชามติเพิ่มขึ้น ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ขอเรียกร้องให้พรรคประชาชนได้ทบทวนท่าทีดังกล่าวเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้มีความมั่นใจในการลงประชามติ ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้”

การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของกรุงเทพฯ และประเทศไทย มาร่วมกันตัดสินใจเลือกผู้แทนที่พร้อมจะทำงานเพื่อส่วนรวมอย่างแท้จริง “จุรินทร์” มั่นใจ เลือกตั้ง 2569 จะเป็นปีที่พรรคประชาธิปัตย์กลับมายืนหยัดในพื้นที่ กทม. อีกครั้ง

ที่มา – “จุรินทร์” มั่นใจ เลือกตั้ง 2569 พรรคประชาธิปัตย์ปักธงทวงคืน สส.กทม. ได้แน่

“จุรินทร์” ย้ำจุดยืน ไม่แตะหมวด 1-2

“จุรินทร์” ย้ำจุดยืน “ประชาธิปัตย์” ไม่แตะหมวด 1-2 ตรงกับร่างพรรคภูมิใจไทยและร่วมรัฐบาล ย้ำความจำเป็นต้องส่งเสริมคนดีให้ปกครองประเทศ รัฐมนตรีต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ 

เมื่อเวลา 11.20 น. วันที่ 14 ตุลาคม 2568 ที่รัฐสภา นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า เหตุผลที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญปี2560 ไม่สำเร็จ เพราะเขียนไว้ให้แก้ยาก ซึ่งโดยปกติการแก้รัฐธรรมนูญ ถ้าเสียงข้างมากของที่ประชุมร่วมรัฐสภา เห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งก็สามารถแก้ได้แล้ว แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเงื่อนไขเพิ่มเติมนอกจากต้องใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งและยังจะต้องประกอบด้วย เสียงของฝ่ายค้านไม่น้อยกว่าร้อยละ20 และเพิ่มเติมด้วยเสียงของวุฒิสมาชิก (สว.) ไม่ต่ำกว่าหนึ่งในสาม รวมทั้งบางมาตรา หากจะแก้ต้องทำประชามติ ถามความเห็นประชาชนอีก จึงเป็นเงื่อนไขที่ทำให้แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคหนึ่งที่สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น

“จุรินทร์” ย้ำจุดยืน “ประชาธิปัตย์” ไม่แตะหมวด 1-2

นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า ไม่เห็นด้วยกับบทเฉพาะการ ที่กำหนดเงื่อนไขให้ สว.สามารถลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีได้ ทั้งที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนในขณะนั้น แต่เมื่อประชาชนได้ลงประชามติเห็นชอบกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน พรรคประชาธิปัตย์ก็ยอมรับสิ่งที่ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน และก่อนที่ประชาธิปัตย์จะเข้าร่วมรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็มีเงื่อนไข3 ข้อ คือ 1. ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตในการบริหารราชการแผ่นดิน 2. ต้องใช้นโยบายประกันรายได้สินค้าเกษตร 3. ต้องสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น โดยไม่แตะหมวด 1 และหมวด2

คงมิติ ปชต.คู่ สถาบัน

“วันนี้ มีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา เพื่อสนองต่อเอ็มโอเอ ที่เป็นข้อตกลงระหว่าง 2 พรรคการเมือง แม้ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าการแก้ปัญหาปากท้องสำคัญมากกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงเป็นหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาทุกคนที่จะต้องพิจารณาร่างแก้รัฐธรรมนูญทั้ง3 ร่างนี้  จุดยืนของผมและพรรคประชาธิปัตย์ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่มีอะไรเปลี่ยน คือ ต้องไม่แตะหมวด1 และหมวด2 ซึ่งหมวด1เป็นบททั่วไป มี 5 มาตรา ซึ่งมี 3 มาตราที่สำคัญคือ มาตรา 1 ระบุชัดเจนว่าประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ ผมจึงเห็นว่าห้ามแตะหมวด 1 ส่วนมาตรา2 ระบุ ประเทศไทยมีการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก็ควรห้ามแตะ

และมาตรา 5 ระบุด้วยข้อความวรรคท้ายว่า เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้กระทำการนั้นหรือวินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีปกครองของประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ข้อความตรงนี้ที่ปรากฏอยู่ในมาตรา 5 วรรคท้าย หมวด1 ต้องห้ามแตะ เพราะมีปรากฏต่อเนื่องตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับปี2492 จนมาถึงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเป็นมิติต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มิติทางกฎหมาย หากไม่มีบทบัญญัติใดรองรับไว้ในรัฐธรรมนูญ และมิติทางการเมืองการปกครองที่ยึดมั่นในประชาธิปไตยและองค์พระมหากษัตริย์อย่างสมดุล” นายจุรินทร์ กล่าว

จุดยืนพรรคประชาธิปัตย์: “จุรินทร์” ย้ำจุดยืน “ประชาธิปัตย์” ไม่แตะหมวด 1-2

นายจุรินทร์ กล่าวอีกว่า สำหรับร่างของพรรคเพื่อไทย ที่ระบุว่า ห้ามเปลี่ยนแปลง การปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และห้ามเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ ตรงนี้เป็นข้อห้ามที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีข้อห้ามอยู่แล้ว และระบุไว้ในมาตรา 255 บังคับใช้อยู่แล้ว ไม่ว่าใครก็แก้ไม่ได้ คือต้องห้ามตามข้อบังคับ แต่ร่างนี้ไม่มีบทบัญญัติ ห้ามแตะหมวด1 หมวด2 ระบุไว้ ส่วนร่างของพรรคประชาชน เช่นเดียวกันไม่มีบทบัญญัติห้ามแตะ หรือห้ามเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 1 หมวด 2 แต่ในร่างของพรรคภูมิใจไทยและพรรคร่วมรัฐบาล ระบุชัดเจนว่า การแก้ไขหมวด1 หมวด 2 จะกระทำไม่ได้ หากรัฐสภาวินิจฉัยร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะเป็นการแก้ไขหมวด1หมวด2 ให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นตกไป ฉะนั้นนี่คือความแตกต่างสำหรับ3ร่างที่เราจะต้องพิจารณาตัดสินใจ วันนี้รัฐสภาจะต้องพิจารณาลงมติใน2ประเด็นหลัก คือจะเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใดบ้าง ถ้าแยกลงมติ หรือถ้ารวมลงมติ ก็จะกลายเป็นว่าจะเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอต่อที่ประชุมรัฐสภา และการลงมติอีกเรื่องก็คือจะใช้ร่างใด เป็นร่างหลักในการพิจารณา ในวาระที่สอง ขั้นเรียงมาตรา

ต้องคงรมต.ซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์

นายจุรินทร์ กล่าวว่า ตนยืนยันในจุดที่ยึดมั่นมาโดยตลอด และขอเพิ่มความเห็นและข้อเสนอแนะเป็น4 ข้อดังนี้

1. ตนพร้อมสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่เปิดทางให้มี สสร. ขึ้นมา ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ต้องไม่แตะหมวด1 หมวด 2

2. หากจะต้องลงมติว่า จะใช้ร่างใดเป็นร่างหลักในการพิจารณาวาระสอง ตนจะลงมติใช้เงื่อนไขเดิมคือ ต้องใช้ร่างที่ไม่แตะหมวด1 หมวด2 เป็นหลัก เพราะเป็นห่วงหากไม่ใช้ร่างนี้ อาจจะเป็นหัวเชื้อนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แบบปลายเปิดและในที่สุดอาจจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง แก้ไขหมวดหนึ่ง หมวดสองได้ต่อไปในอนาคต

3. การแก้ไขรัฐธรรมนูญเที่ยวนี้ จะต้องไม่ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องที่มาของสสร. เพื่อจะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญรอบนี้ไม่เป็นหมันต่อไปในอนาคต

4. รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่สสร. ถ้ามี จะต้องยกร่างขึ้น ควรจะต้องมีเจตจำนง ที่จะส่งเสริมคนดีปกครองบ้านเมืองตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมาตรา 160(4) (5) ที่ระบุไว้ว่า ผู้ที่จะเข้าสู่อำนาจสำคัญๆ ทั้งรัฐมนตรี นอกจากจะต้องมีวัยวุฒิ คุณวุฒิตามที่กำหนดแล้ว ยังจะต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และไม่มีพฤติกรรมฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง เพื่อให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ สนองตอบ และคงมั่นมาตรฐานผู้ที่จะเข้าสู่อำนาจทางการเมือง และตำแหน่งสำคัญของประเทศไว้ได้ต่อไป เพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองและประชาชนโดยรวม

การยืนยันจุดยืน “ประชาธิปัตย์” ที่จะไม่แตะหมวด 1-2 เป็นการแสดงถึงความมุ่งมั่นในการรักษาสถาบันหลักของชาติ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญ แต่ต้องทำด้วยความรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

ที่มา – “จุรินทร์” ย้ำจุดยืน “ประชาธิปัตย์” ไม่แตะหมวด 1-2 ตรงกับร่างพรรคภูมิใจไทยและร่วมรัฐบาล

“จุรินทร์” ถามย้ำ โหวตแก้ รธน. ไม่ห้ามแตะ 1-2?

“จุรินทร์” สส.ประชาธิปัตย์ ถามย้ำจุดยืน “รัฐบาลอนุทิน” จะยกมือโหวตให้ร่างแก้รัฐธรรมนูญที่ไม่ห้ามแตะหมวด 1 หมวด 2 หรือไม่ หลังรัฐสภาเตรียมถกวาระ 1 ขั้นรับหลักการใน 3 ฉบับ

วันที่ 13 ตุลาคม 2568 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้ความเห็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 เพื่อให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ซึ่งมีด้วยกัน 3 ร่าง คือฉบับพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทยกับพรรคร่วมรัฐบาล ที่รัฐสภาได้กำหนดให้มีการพิจารณาในวันที่ 14-15 ตุลาคม 2568 ว่า ทั้ง 3 ร่างมีความแตกต่างกันทั้งจำนวนและที่มาของ ส.ส.ร. ที่จะมาทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ไม่ว่าร่างใดก็ต้องยึดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า ส.ส.ร. ต้องไม่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน

นายจุรินทร์ ระบุต่อไปว่า ตนเคยถามรัฐบาลมาแล้วครั้งหนึ่งในที่ประชุมรัฐสภาวันที่รัฐบาลแถลงนโยบายว่าหากมีร่างใดก็ตามอนุญาตให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยไม่มีข้อแม้เรื่องการห้ามแตะหมวด 1 หมวด 2 ซึ่งหมวด 1 ว่าด้วยรูปแบบของรัฐและการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หมวด 2 ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ รัฐบาลชุดนี้มีจุดยืนจะโหวตให้ร่างที่ไม่ได้ห้ามแตะ หมวด 1 หมวด 2 หรือไม่ แต่ไม่ได้รับคำตอบ เพราะคำตอบที่ได้เป็นคำตอบในประเด็นอื่น จึงขอถามจุดยืนของรัฐบาลต่อประเด็นนี้อีกครั้งหนึ่ง เพราะเห็นว่ารัฐบาลต้องมีความชัดเจนในเรื่องนี้ ซึ่งเป็นจุดยืนที่หลายพรรคการเมืองเคยยึดถือมาโดยตลอดรวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์ ว่าสนับสนุนให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดย ส.ส.ร. ได้ แต่ต้องไม่แตะหมวด 1 และหมวด 2

อย่างไรก็ตามในการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันพรุ่งนี้ (14 ตุลาคม 2568) ทราบจากวิปว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้เวลาประมาณ 40-45 นาที ซึ่งตนก็จะเป็นผู้หนึ่งที่จะขอร่วมอภิปราย โดยจะใช้เวลาเพียงสั้นๆ

“จุรินทร์” ถามย้ำจุดยืนรัฐบาล โหวตให้ร่างแก้ รธน. ที่ไม่ห้ามแตะหมวด 1-2 หรือไม่

ประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด คือ จุดยืนของรัฐบาลต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขในหมวด 1 และหมวด 2 ซึ่งเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อโครงสร้างทางการเมืองของประเทศ “จุรินทร์” ได้ออกมาตั้งคำถามถึงรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อให้เกิดความชัดเจนและโปร่งใสต่อสาธารณชน

ทำไมคำถามเรื่องการโหวตแก้ รธน. ที่ไม่ห้ามแตะหมวด 1-2 จึงสำคัญ?

คำถามที่นายจุรินทร์ตั้งขึ้นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวด 1 และหมวด 2 อาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างทางการเมืองและสถาบันหลักของประเทศ การที่รัฐบาลแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่าจะสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนการแก้ไขในส่วนนี้ จะช่วยให้ประชาชนและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าใจทิศทางและความตั้งใจของรัฐบาลได้อย่างถูกต้อง และสามารถแสดงความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะได้อย่างเหมาะสม

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลแสดงจุดยืนที่ชัดเจนยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับประชาชนและนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ การมีความชัดเจนในเรื่องที่สำคัญเช่นนี้จะช่วยลดความไม่แน่นอนและความกังวลที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในระยะยาว

สถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบันมีความผันผวนและมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันหลากหลาย การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและรอบด้าน การที่นายจุรินทร์ออกมาตั้งคำถามย้ำถึงจุดยืนของรัฐบาลในการโหวตให้ร่างแก้ รธน. ที่ไม่ห้ามแตะหมวด 1-2 จึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสนใจ การที่รัฐบาลตอบคำถามนี้อย่างชัดเจน จะช่วยให้การตัดสินใจในเรื่องนี้เป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รัฐบาลควรรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนและนำมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจอย่างถี่ถ้วน เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

ประเด็นเรื่องการโหวตให้ร่างแก้ รธน. ที่ไม่ห้ามแตะหมวด 1-2 ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันในวงกว้าง การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถเข้าใจสถานการณ์และมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและความอดทน การมีส่วนร่วมของประชาชนและการแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ จะช่วยให้กระบวนการนี้เป็นไปอย่างราบรื่นและนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยรวม

ดังนั้น การติดตามความคืบหน้าของประเด็นนี้และการทำความเข้าใจในรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นสิ่งที่เราทุกคนควรให้ความสำคัญ เพื่อให้เราสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์สังคมและการเมืองที่ดียิ่งขึ้น

สุดท้ายนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องหันหน้าเข้าหากัน รับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง และร่วมกันหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศชาติ การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องของการแพ้ชนะ แต่เป็นเรื่องของการสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับพวกเราทุกคน

ที่มา – “จุรินทร์” ถามย้ำจุดยืนรัฐบาล โหวตให้ร่างแก้ รธน. ที่ไม่ห้ามแตะหมวด 1-2 หรือไม่

Scroll to top