ชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ

“ชนินทร์” จี้รัฐบาล! เปิดเกณฑ์เยียวยาผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วม

รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย เรียกร้องรัฐบาลเปิดเกณฑ์เยียวยาผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วมภาคใต้ให้ชัด อย่าลอยแพผู้เสียชีวิตจากการป่วย เพื่อหวังตัดยอดให้น้อยกว่าความเป็นจริง

สถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ที่ผ่านมา สร้างความเสียหายและสูญเสียอย่างใหญ่หลวง ล่าสุด นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับเกณฑ์การเยียวยาผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์น้ำท่วมให้มีความชัดเจน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างความมั่นใจให้กับครอบครัวผู้ประสบภัย

เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ในฐานะอดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงกรณีที่รัฐบาลแถลงตัวเลขผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้และเกณฑ์การเยียวยา โดยระบุว่า รัฐบาลแถลงยืนยันผู้เสียชีวิต 85 ราย เป็นผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วมเพียง 55 ราย โดยจะทำการเยียวยาศพละ 2 ล้านบาท ซึ่งนายชนินทร์ต้องการให้รัฐบาลแถลงหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนกว่านี้ เพื่อสร้างความสบายใจให้ครอบครัวผู้ประสบเหตุ และไม่ต้องการให้ประชาชนต้องอยู่ในความกังวล

นายชนินทร์ ยังตั้งคำถามถึงความหมายของการเสียชีวิตที่รัฐบาลระบุว่า “เสียชีวิตจากน้ำท่วม” ว่าครอบคลุมถึงเหตุการณ์ลักษณะใดบ้าง เฉพาะการจมน้ำหรือโดนน้ำพัด หรือรวมไปถึงการเสียชีวิตของผู้ป่วยติดเตียงที่อพยพไม่ทัน หรือไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ด้วยหรือไม่ เช่น การหัวใจวาย ไตวาย หรือตรอมใจ ระหว่างติดอยู่ในที่พัก เป็นต้น

ประเด็นสำคัญที่นายชนินทร์หยิบยกขึ้นมา คือ กรณีที่ถูกตัดยอดว่าไม่ได้เสียชีวิตจากน้ำท่วม จะได้รับการเยียวยา 2 ล้านบาทหรือไม่ หรือมีเกณฑ์การช่วยเหลือเยียวยาอื่นๆ อย่างไร พร้อมทั้งแสดงความกังวลว่า รัฐบาลอาจสรุปยอดผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วมน้อยกว่าความเป็นจริง เพื่อลดแรงกระแทกทางการเมือง จนอาจเป็นเหตุให้ครอบครัวผู้ประสบภัยบางกลุ่ม ถูกตัดสิทธิ์การช่วยเหลือเยียวยาที่พึงได้รับ

“เอาข้อเท็จจริงมารายงานกับประชาชนให้ชัดเจนโดยด่วนนะครับ ปัญหาเรื่องการบริหารล้มเหลวของรัฐบาลมีมากแล้ว อย่าซ้ำเติมด้วยปัญหาการสื่อสารล้มเหลว อีกเรื่องเลยครับ” นายชนินทร์กล่าว

“ชนินทร์” กระทุ้งรัฐบาล เปิดเกณฑ์เยียวยาผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วมให้ชัด

จากประเด็นข้างต้น นายชนินทร์ต้องการให้รัฐบาลมีความโปร่งใสและชัดเจนในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับเกณฑ์การเยียวยา เพื่อป้องกันความสับสนและความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นในหมู่ประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งครอบครัวของผู้เสียชีวิตที่กำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก

ความสำคัญของการเปิดเผยเกณฑ์เยียวยาผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วมที่ชัดเจน

  • สร้างความเชื่อมั่น: การที่รัฐบาลเปิดเผยเกณฑ์การเยียวยาอย่างชัดเจน จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับประชาชน ว่ารัฐบาลมีความจริงใจในการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ
  • ลดความสับสน: ข้อมูลที่ชัดเจนและครบถ้วนจะช่วยลดความสับสนและความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสิทธิ์และขั้นตอนในการขอรับความช่วยเหลือเยียวยา
  • ความเป็นธรรม: การมีเกณฑ์ที่ชัดเจนจะช่วยให้การช่วยเหลือเยียวยาเป็นไปอย่างเป็นธรรมและเสมอภาค ไม่มีการเลือกปฏิบัติ
  • บรรเทาความเดือดร้อน: การได้รับความช่วยเหลือเยียวยาอย่างรวดเร็วและเหมาะสม จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและลดภาระทางการเงินของครอบครัวผู้ประสบภัย

การที่นายชนินทร์ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเกณฑ์เยียวยาผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วม ให้ชัดเจนนั้น ถือเป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่และสิทธิ์ของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ รัฐบาลจึงควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้และเร่งดำเนินการให้เป็นไปตามข้อเรียกร้อง เพื่อแสดงความรับผิดชอบและความห่วงใยต่อประชาชนอย่างแท้จริง

รัฐบาลควรพิจารณาทบทวนเกณฑ์เยียวยาผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วมให้ครอบคลุมทุกกรณี เพื่อให้ความช่วยเหลือเป็นไปอย่างทั่วถึง โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และควรมีการสื่อสารกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน เกี่ยวกับเกณฑ์เยียวยาผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วม เพื่อสร้างความเข้าใจและความร่วมมือในการแก้ไขปัญหา

ที่มา – “ชนินทร์” กระทุ้งรัฐบาล เปิดเกณฑ์เยียวยาผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วมให้ชัด

ชนินทร์ยัน! เพื่อไทยอภิปรายไม่ไว้วางใจ “นายกฯ” แน่

“ชนินทร์” ยัน พรรคเพื่อไทย พร้อมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจในเวลาเหมาะสม มี “นายกฯ” แน่นอน ชี้ รัฐบาลทำผิดพลาดหลายเรื่อง ลั่น ไม่มีฮั้วกับภูมิใจไทย

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว ว่า พรรคเพื่อไทยทยอยเปิดเหตุผลที่เราไม่สามารถไว้วางใจรัฐบาลชุดนี้ อาทิ แต่งตั้งโยกย้ายเพื่อประโยชน์ส่วนตัว, ปัดเป่าคดีพวกพ้อง, บริหารจัดการน้ำล้มเหลว, ใช้งบ 4,000 ล้าน อุ้ม Moto GP ไม่คุ้มค่า, ไม่จริงจังแก้ปัญหาสแกมเมอร์, มุบมิบเซ็น MOU แร่หายาก, เสี่ยงทำไทยเสียดินแดน และอีกมากมายที่เตรียมเปิดต่อ ถ้าเรื่องทั้งหมดนี้ไม่ผิดถึงขั้นต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรแล้ว

นายชนินทร์ ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ขณะนี้พรรคเพื่อไทยอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล และต้องดูหลายปัจจัยว่าจะยื่นวันไหน เพราะมีประเด็นเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญที่อยากให้เดินหน้าเต็มที่ เมื่อถามว่าพรรคเพื่อไทยจะยื่นอภิปรายหรือไม่ นายชนินทร์ ตอบว่า การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นกลไกตรวจสอบรัฐบาล ที่ผ่านมาเราเห็นความผิดพลาดหลายเรื่องที่รัฐบาลทำแล้ว เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมเรายื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่นอน ซึ่งใช้เสียง สส. 1 ใน 5 หรือขั้นต่ำ 100 สส. พรรคเพื่อไทยมีเพียงพอ ส่วนจะเป็นประเด็นไหนช่วงไหนต้องพิจารณาอีกครั้ง พร้อมยืนยันเราไม่มีการฮั้วกับภูมิใจไทยเพื่อหลีกเลี่ยงการซักฟอกแน่นอน ถ้าจะสงสัยให้สงสัยไปที่พรรคประชาชนมากกว่า เพราะมีกระแสข่าวว่ายื่นอภิปรายเป็นรายบุคคลโดยเว้นนายกรัฐมนตรี แต่ของเรามีการซักฟอกไปที่ตัวนายกรัฐมนตรีแน่นอน.

ชนินทร์ยัน! เพื่อไทยอภิปรายไม่ไว้วางใจ “นายกฯ” แน่

จากกรณีดังกล่าว ทำให้เกิดคำถามตามมามากมายถึงความชอบธรรมในการบริหารงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน และความพร้อมของพรรคเพื่อไทยในการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย การที่พรรคเพื่อไทยออกมาประกาศชัดเจนเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา และพร้อมที่จะนำเสนอข้อมูลความผิดพลาดต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้ประชาชนได้รับทราบ

ทำไมเพื่อไทยถึงเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจ “นายกฯ”

เหตุผลหลักที่พรรคเพื่อไทยยกขึ้นมาเพื่อเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจ “นายกฯ” นั้น มีหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแต่งตั้งโยกย้ายเพื่อประโยชน์ส่วนตัว การปัดเป่าคดีพวกพ้อง การบริหารจัดการน้ำที่ล้มเหลว การใช้งบประมาณที่ไม่คุ้มค่า รวมถึงประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งทางพรรคเพื่อไทยมองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นความผิดพลาดที่ร้ายแรง และสมควรที่จะต้องมีการตรวจสอบและดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

นอกจากนี้ การที่พรรคเพื่อไทยออกมาอภิปรายไม่ไว้วางใจ “นายกฯ” ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังรัฐบาลว่า พรรคฝ่ายค้านจะจับตาดูการทำงานของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะตรวจสอบทุกการกระทำที่ไม่โปร่งใสหรือไม่เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล การอภิปรายไม่ไว้วางใจจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสร้างความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในการบริหารราชการแผ่นดิน

อย่างไรก็ตาม การอภิปรายไม่ไว้วางใจ “นายกฯ” ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องใช้เสียงสนับสนุนจาก สส. จำนวนมากพอสมควร ซึ่งพรรคเพื่อไทยจะต้องรวบรวมเสียงให้ได้ตามจำนวนที่กำหนด เพื่อให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจสามารถเกิดขึ้นได้จริง และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในการบริหารประเทศ

  • การเตรียมความพร้อมของพรรคเพื่อไทย: พรรคเพื่อไทยกำลังรวบรวมข้อมูลและหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความผิดพลาดของรัฐบาล เพื่อนำมาใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
  • ประเด็นสำคัญในการอภิปราย: ประเด็นสำคัญที่จะถูกหยิบยกมาอภิปราย ได้แก่ การทุจริตคอร์รัปชัน การบริหารงานที่ผิดพลาด และการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
  • เป้าหมายของการอภิปราย: เป้าหมายหลักของการอภิปรายคือการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น

อนาคตทางการเมืองของประเทศไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชนและการทำงานของนักการเมืองทุกคน การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นเพียงหนึ่งในกระบวนการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและแสดงความคิดเห็น เพื่อให้การเมืองไทยเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

ที่มา – “ชนินทร์” ยันเพื่อไทยอภิปรายไม่ไว้วางใจ “นายกฯ” แน่ ชี้ รัฐบาลผิดพลาดหลายเรื่อง

เพื่อไทยพร้อมโหวต! รับทุกร่าง รธน. หนุนเยียวยาน้ำท่วม 9,000

พรรคเพื่อไทยพร้อมลงมติรับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับ แต่ขอพรรคเป็นร่างหลัก ชี้ได้ ส.ส.ร. ที่ยึดโยงประชาชน ฮั้วยาก และหนุนเยียวยาน้ำท่วมถ้วนหน้า 9,000 บาท เหมือนสมัย “นายกฯ อิ๊งค์”

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2568 นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงข่าวถึงการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญหมวด 15 ในวันที่ 14-15 ตุลาคมนี้ ว่า เพื่อให้กระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมราบรื่นมากที่สุด เพื่อเปิดทางให้มีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ขึ้นมาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พรรคเพื่อไทยพร้อมลงมติรับหลักการในวาระ 1 ทุกฉบับ และพร้อมโหวตรับทุกร่าง รธน. หนุนเยียวยาน้ำท่วม 9,000

อย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทยมีข้อห่วงใยกับรายละเอียดในร่างของพรรคภูมิใจไทยอย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องที่มาของ ส.ส.ร. ซึ่งมีจุดอ่อนเรื่องความยึดโยงกับประชาชน เนื่องจากผู้เสนอตัวเป็น ส.ส.ร. สามารถเข้าสู่การเลือกของสมาชิกรัฐสภาได้เลยโดยไม่ผ่านกลไกการกลั่นกรองโดยประชาชนผ่านการเลือกตั้งทางตรงก่อน ซึ่งอาจนำไปสู่ “ส.ส.ร.จัดตั้ง” ที่ได้สิทธิเข้ามาร่างรัฐธรรมนูญผ่านกระบวนการฮั้วกัน โดยไม่สนใจคุณสมบัติและความเหมาะสมก็เป็นได้

“ดังนั้น หากสมาชิกรัฐสภาลงมติรับหลักการทั้ง 3 ร่าง พรรคเพื่อไทยจะเสนอขอให้ใช้ร่างของพรรคเพื่อไทยเป็นร่างหลักในการพิจารณาต่อในชั้นของกรรมาธิการ เพื่อให้ร่างที่จะได้ออกมามีความยึดโยงกับประชาชน เราเชื่อว่าภายใต้ข้อจำกัดจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ห้ามให้ประชาชนเลือก ส.ส.ร. โดยตรงนั้น แนวทางของพรรคเพื่อไทยจะเป็นแนวทางที่เป็นไปได้จริง ได้ ส.ส.ร.ที่ยึดโยงกับประชาชน สะท้อนถึงเจตนารมณ์ของทุกฝ่ายในทางการเมือง การฮั้วกันทำได้ยาก และไม่มีฝ่ายใดสามารถผูกขาดความเป็นเสียงข้างมากได้”

เพื่อไทยพร้อมโหวตรับทุกร่าง รธน. หนุนเยียวยาน้ำท่วม 9,000 ถ้วนหน้า

นอกจากนี้ รองโฆษกพรรคเพื่อไทยยังเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งอนุมัติวงเงินเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยรอบล่าสุดจากอิทธิพลพายุบัวลอย ในกรอบไม่น้อยกว่าครัวเรือนละ 9,000 บาท ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ในรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยเคยอนุมัติไว้

ล่าสุดมีข่าวว่า รองนายกรัฐมนตรีจะเสนอให้มีการปรับเงินชดเชยเยียวยาน้ำท่วมเป็น 9,000 บาททุกกรณี ก่อนที่จะนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ในวันที่ 14 ตุลาคมนี้

“พรรคเพื่อไทยสนับสนุนอย่างยิ่งที่จะมีการปรับหลักเกณฑ์การเยียวยาจากน้ำท่วมนี้ เป็น 9,000 บาทต่อครัวเรือนถ้วนหน้า เท่ากันกับที่เคยอนุมัติในคณะรัฐมนตรีสมัยรัฐบาล น.ส.แพทองธาร เพราะเงินเยียวยานี้ต้องสอดคล้องกับสถานการณ์จริงที่ค่าครองชีพสูงขึ้น และหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลจะเร่งอนุมัติและจ่ายเงินเยียวยาให้ประชาชนโดยเร็ว”

สนับสนุนเยียวยาน้ำท่วม 9,000 บาทถ้วนหน้า

พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประสบอุทกภัย การเยียวยาด้วยเงิน 9,000 บาทถ้วนหน้า จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและสามารถนำไปใช้ในการฟื้นฟูที่อยู่อาศัยและทรัพย์สินได้

การแก้ไขรัฐธรรมนูญและการเยียวยาผู้ประสบภัยพิบัติเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องดำเนินการควบคู่กันไป พรรคเพื่อไทยมุ่งมั่นที่จะผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรมและยั่งยืน

พรรคเพื่อไทยยังคงยืนยันในหลักการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ประเทศมีความเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น และพร้อมที่จะสนับสนุนทุกมาตรการที่จะช่วยให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

การตัดสินใจของรัฐบาลในการอนุมัติเงินเยียวยาจะเป็นการส่งสัญญาณที่ดีต่อประชาชนว่ารัฐบาลมีความใส่ใจและพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดภัยพิบัติ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีการอนุมัติและจ่ายเงินเยียวยาอย่างรวดเร็วเพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด และพรรคเพื่อไทยยังคงพร้อมโหวตรับทุกร่าง รธน. หนุนเยียวยาน้ำท่วม 9,000 อย่างเต็มที่

เพื่อไทยพร้อมโหวตรับทุกร่าง รธน. หนุนเยียวยาน้ำท่วม 9,000 บาทถ้วนหน้า เพราะเราเชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญควบคู่กันไป นี่คือความมุ่งมั่นของพรรคเพื่อไทยในการสร้างสังคมที่ดีกว่าสำหรับทุกคน

ที่มา – พร้อมโหวตรับทุกร่าง รธน. “เพื่อไทย” ขอเป็นร่างหลัก หนุนเยียวยาน้ำท่วม 9,000 ถ้วนหน้า

เลือกตั้งซ่อมกาญจนบุรี: เพื่อไทยมั่นใจ!

พรรคเพื่อไทยสู้เต็มที่ เชื่อหัวใจคนเมืองกาญจน์ยังเป็นสีแดง มั่นใจ “พล.อ.ชินวัฒน์” ทวงเก้าอี้เลือกตั้งซ่อม สส.กาญจนบุรี เขต 4 ล้มคู่แข่งที่ทิ้งพรรคไปสังกัดสีน้ำเงิน ชวนประชาชนเข้าคูหา 19 ต.ค.

วันที่ 12 ตุลาคม 2568 นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ในส่วนของการเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เขตเลือกตั้งที่ 4 จังหวัดกาญจนบุรี แทนนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ที่ได้ลาออกจากสมาชิกและ สส.พรรคเพื่อไทย เพื่อไปรับตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล นั้น พรรคเพื่อไทยได้จัดทีม ประกอบด้วย แกนนำ พรรค และ สส.ดาวเด่น อาทิ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นายอดิศร เพียงเกษ, นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด, นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์, นายพนม โพธิ์แก้ว, นายพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ และ น.ส.ตรีชฎา ศรีธาดา ลงพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ช่วยผู้สมัครรณรงค์หาเสียงในช่วงโค้งสุดท้าย โดยจะลงพื้นที่พบปะพูดคุยพี่น้องประชาชนในทุกตำบลและปราศรัยย่อยต่อเนื่อง ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568 นี้

สำหรับการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ พรรคเพื่อไทยส่งผู้สมัครคือ พล.อ.ชินวัฒน์ แม้นเดช อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งเป็นลูกหลานคนเมืองกาญจน์โดยแท้ เติบโตและเรียนหนังสือที่เมืองกาญจน์ เชื่อว่า พล.อ.ชินวัฒน์ จะได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนให้เป็นตัวแทนในฐานะ สส.ของพรรคเพื่อไทยเข้าไปทำงานในสภาฯ เข้าไปตรวจสอบถ่วงดุลผลประโยชน์ของประเทศชาติ ผลประโยชน์ของพี่น้องเมืองกาญจนบุรี เขต 4 อย่างแข็งขัน

“พรรคเพื่อไทยมั่นใจว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการส่งเสียงครั้งสำคัญของคนเมืองกาญจนบุรี เขต 4 พิสูจน์ว่าคนกาญจนบุรียังสนับสนุนพรรคเพื่อไทยอย่างมั่นคง ไม่สนับสนุนระบบการเมืองที่ผูกขาดกินรวบ ไม่เห็นด้วยกับขบวนการฮั้ว สว. หรือการฝังรากลึกของกลุ่มเครือข่ายสีน้ำเงินที่กระจายทุกหนแห่ง ทุกองค์กร และจะร่วมกันแสดงเจตนารมณ์ถ่วงดุลอำนาจ ด้วยการเลือกพรรคเพื่อไทยกลับมาใหม่ และเวทีนี้พรรคเพื่อไทยจะสู้อย่างเต็มที่แน่นอน จึงขอเชิญชวนให้พี่น้องเมืองกาญจนบุรี เขต 4 ออกมาใช้สิทธิกันให้มาก และออกมาร่วมแสดงพลังผ่านการเลือกตั้งซ่อมในวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคมนี้ไปด้วยกัน”

เลือกตั้งซ่อมกาญจนบุรี เพื่อไทยชู “พล.อ.ชินวัฒน์” เชื่อหัวใจคนพื้นที่ยังเป็นสีแดง

การเลือกตั้งซ่อมกาญจนบุรีครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพรรคเพื่อไทย เพราะเป็นการพิสูจน์ความนิยมในพื้นที่และเป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองที่สำคัญ พรรคฯ จึงส่งทีมงานและ สส. ลงพื้นที่อย่างเต็มที่เพื่อสนับสนุน พล.อ.ชินวัฒน์

สถานการณ์การเลือกตั้งซ่อมกาญจนบุรีครั้งนี้ค่อนข้างเข้มข้น เนื่องจากเป็นการแข่งขันกับผู้สมัครจากพรรคอื่นที่เคยสังกัดพรรคเพื่อไทยมาก่อน การเปลี่ยนแปลงขั้วทางการเมืองของผู้สมัครทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้มีความน่าสนใจและมีความหมายทางการเมืองที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ทำไมการเลือกตั้งซ่อมกาญจนบุรี ถึงสำคัญ?

การเลือกตั้งซ่อมกาญจนบุรี เพื่อไทยชู “พล.อ.ชินวัฒน์” เชื่อหัวใจคนพื้นที่ยังเป็นสีแดง ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเลือกผู้แทนคนใหม่ แต่เป็นการแสดงออกถึงความเชื่อมั่นของประชาชนต่อพรรคเพื่อไทย และเป็นการตรวจสอบความนิยมของพรรคในพื้นที่อีกด้วย

  • เป็นการวัดกระแสความนิยมของพรรคเพื่อไทยในพื้นที่
  • เป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองถึงพรรคอื่นๆ
  • เป็นการแสดงออกถึงเจตนารมณ์ของประชาชน

นอกจากนี้ การที่พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าพรรคฯ ตระหนักถึงความสำคัญของพื้นที่กาญจนบุรี และต้องการที่จะรักษาฐานเสียงของตนเองไว้

ผลการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ จะมีผลต่อการตัดสินใจทางการเมืองในอนาคต และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญได้ ดังนั้น การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้จึงเป็นสิ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง

การที่พรรคเพื่อไทยมั่นใจว่าคนกาญจนบุรียังคงสนับสนุนพรรคฯ แสดงให้เห็นว่าพรรคฯ มีความเชื่อมั่นในฐานเสียงของตนเอง และเชื่อว่าประชาชนจะยังคงให้โอกาสพรรคฯ เข้าไปทำงานเพื่อพัฒนาประเทศต่อไป

อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งเป็นกระบวนการที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงออกถึงเจตนารมณ์ของตนเอง ดังนั้น ผลการเลือกตั้งจะเป็นไปในทิศทางใดนั้น ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชนชาวกาญจนบุรี

มาร่วมกันติดตามผลการเลือกตั้งซ่อมกาญจนบุรี และร่วมกันตัดสินใจเลือกผู้แทนที่เราเชื่อมั่นว่าจะสามารถเป็นปากเสียงและทำงานเพื่อประชาชนได้อย่างแท้จริง

ที่มา – เลือกตั้งซ่อมกาญจนบุรี เพื่อไทยชู “พล.อ.ชินวัฒน์” เชื่อหัวใจคนพื้นที่ยังเป็นสีแดง

จิรายุ ลั่น! เพื่อไทยไม่เป็นนั่งร้านให้ใคร

“ชนินทร์” ชี้ หากรัฐบาล “อนุทิน” ไม่สานต่อนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย พรรคเพื่อไทยจะกลับไปผลักดันนโยบายนี้เอง “จิรายุ” ยืนยัน พท. พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน แต่ไม่ขอเป็นนั่งร้านให้ใคร

วันที่ 21 กันยายน 2568 นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่โครงการนำร่อง รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ในสายสีแดงและสายสีม่วงที่ดำเนินโครงการมาตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2566 หรือเกือบ 2 ปี และอาจจะต้องยุติลงแล้วกลับไปใช้ค่าโดยสารในราคาเดิมตามปกติซึ่งมีค่าโดยสารอัตราสูงสุดอยู่ที่ 42 บาท เนื่องจากยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ารัฐบาลภูมิใจไทยจะพิจารณาต่ออายุให้กับโครงการนี้หรือไม่ พรรคเพื่อไทยหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลใหม่จะสานต่อสิ่งดีๆ ที่รัฐบาลเพื่อไทยได้ทำไว้เพราะเป็นประโยชน์กับประชาชน และเชื่อว่ารัฐบาลจะเลือกทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับประชาชนมากกว่าการปฏิเสธบางโครงการเพียงเพราะเคยเป็นโครงการของรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทย

ทั้งนี้ อยากเรียกร้องรัฐบาลใหม่ให้มีมติในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรก เดินหน้าสานต่อโครงการนำร่องดังกล่าวต่อไป เนื่องจากโครงการนี้มีประชาชนที่อาศัยอยู่ย่านเมืองได้ประโยชน์แสนกว่าคน และที่สำคัญเมื่อการดำเนินโครงการนี้ไม่ได้ใช้งบประมาณมากมาย อ้างอิงข้อมูลเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา พบว่ารถไฟฟ้าสายสีม่วงมีจำนวนผู้โดยสารเฉลี่ยในวันธรรมดาประมาณ 8.1-8.8 หมื่นคน/วัน ส่วนรถไฟฟ้าสายสีแดง มีจำนวนผู้โดยสารเฉลี่ยในวันธรรมดาประมาณ 4.1 – 4.5 หมื่นคน/วัน ซึ่งเมื่อมีผู้เข้ามาใช้บริการมากขึ้น ก็ยิ่งทำให้รัฐจ่ายชดเชยลดลงไปเท่านั้น

ดังเช่นเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยข้อมูลว่า หลังจากมีการดำเนินโครงการนี้ ทำให้รถไฟฟ้าทั้ง 2 สายมีรายได้เพิ่มขึ้น 12.28% เพราะเมื่อจำนวนผู้โดยสารเพิ่ม รายได้ก็เพิ่มขึ้นด้วย หมายความว่ารัฐจะจ่ายค่าชดเชยน้อยลง หรืออาจจะไม่ต้องชดเชยเลยหากจำนวนผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นอีก ดังนั้น หากรัฐบาลชุดนี้ไม่สานต่อนโยบาย 20 บาทตลอดสาย พรรคเพื่อไทยยืนยันว่าจะกลับไปผลักดันนโยบายนี้เองให้สำเร็จ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในการลดค่าใช้จ่ายและยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างแน่นอน

“จิรายุ” ลั่น เพื่อไทยไม่เป็นนั่งร้านให้ใคร

ทางด้าน นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีตที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี และอดีต สส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาชนยืนยันเป็นฝ่ายค้าน แม้จะเป็นพรรคการเมืองแกนนำในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีและสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย ว่า MOA ส้ม-น้ำเงินที่พรรคประชาชนภาคภูมิใจ ทำให้ได้มาซึ่งรัฐมนตรีที่ทุกฝ่ายประสานเสียงร้องยี้ รายชื่อที่ปรากฏได้สร้างความกังวลให้กับพี่น้องประชาชนอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มรัฐมนตรีปราสาทสายฟ้า ซึ่งอาจจะไม่เพียงมาเพื่อยุบสภา ตาม MOA แต่จะเป็นการมาเพื่อยุบคดีบางคดีที่พี่น้องประชาชนจับตา ไม่ว่าจะเป็นคดีเขากระโดง หรือคดีฮั้วเลือก สว.

อีกทั้งเมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยขึ้นแล้ว ไม่เพียงทำให้พี่น้องประชาชนกังวลเรื่องเสถียรภาพรัฐบาลที่อาจมีผลกระทบกับการบริหารเท่านั้น แต่ในช่วงที่ผ่านมายังพบว่ามีเสียงเตือนดังขึ้นต่อเนื่องถึงสภาพที่ไม่ปกติที่เกิดขึ้น เพราะพรรคการเมืองที่มีเสียงสูงสุดในการสนับสนุนในการจัดตั้งรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยกลับบอกว่าตัวเองจะทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ซึ่งในเรื่องนี้พรรคเพื่อไทย ยืนยันว่าเราขอทำหน้าที่ฝ่ายค้านในระบบรัฐสภา ทำงานด้วยความรับผิดชอบต่อพี่น้องประชาชน ไม่ขอเป็นนั่งร้านให้ใคร ตาม MOA ส้ม-น้ำเงินเด็ดขาด เพราะไม่เพียงมีที่มาของดีลแปลกประหลาดแล้วยังเป็นการก่อกำเนิดขึ้นของกลไกที่ไม่ปกติ

เพื่อไทยไม่ขอเป็นนั่งร้านให้ใครในการทำงานการเมือง

“พรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะประสานงานกับพรรคประชาชนในการทำงานของฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แต่ไม่ขอเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือ วิปฝ่ายค้าน เมื่อพรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้านก็ขอทำหน้าที่ฝ่ายค้านแบบสุภาพบุรุษอย่างเต็มที่ ไม่มีอ่อนข้อ ไม่มีกั๊ก และจะไม่ยอมเป็นนั่งร้าน หรือเป็นฝ่ายค้านตาม MOA ให้ใคร ขอให้พรรคประชาชนสนุกกับบทบาทนี้ตามสบายได้เลย พรรคเพื่อไทยไม่เอาด้วย”

การยืนยันของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงจุดยืนที่ชัดเจนในการทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ โดยมุ่งเน้นการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา และพร้อมที่จะผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนต่อไป การเมืองไทยยังคงต้องจับตามองกันต่อไปว่าทิศทางจะเป็นอย่างไร และพรรคการเมืองต่างๆ จะมีบทบาทในการพัฒนาประเทศอย่างไรต่อไป

ที่มา – “จิรายุ” ลั่น เพื่อไทยไม่เป็นนั่งร้านให้ใคร “ชนินทร์” หวังรัฐบาล “อนุทิน” สานต่อสิ่งดีๆ

เพื่อไทยเหน็บตั๋วช้างสีส้ม หวั่นรัฐมนตรีสร้างปัญหา

เพื่อไทย แซะ “ปกรณ์วุฒิ” ทำหน้าที่เหมือนโฆษกภูมิใจไทย ปกป้องค่ายสีน้ำเงิน เติมเสียง สส. หวั่น รมต.ปราสาทสายฟ้า อาจสร้างปัญหาการตรวจสอบและดำเนินคดีของหน่วยงานต่างๆ

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 21 กันยายน 2568 นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงในตอนหนึ่งว่า ขณะนี้ประชาชนเห็นสัญญาณชัดเจน การเร่งเติมเสียงของพรรคภูมิใจไทย มีนักการเมืองพรรคต่างๆ เปิดตัวเข้าร่วมงานมากขึ้น น่าแปลกใจที่ นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน มองไม่เห็น ยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ได้รวมเสียงข้างมาก ไม่เป็นสัญญาณให้เกิดเสียงเพิ่มเติมในรัฐบาล

นายชนินทร์ เผยต่อไปว่า หลายฝ่ายสับสน นายปกรณ์วุฒิ เป็นรองหัวหน้าพรรคประชาชนหรือโฆษกพรรคภูมิใจไทยคนใหม่กันแน่ พรรคประชาชนต้องเข้าใจว่าข้อตกลงรัฐบาลเสียงข้างน้อยของสีส้มและสีน้ำเงินนั้น พรรคเพื่อไทยไม่ได้ร่วมรับผิดชอบด้วย แม้จะมี สส.พรรคเพื่อไทย 9 คน สนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาล แต่พรรคประชาชนคือคนโหวตหนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรียกพรรค ต้องรับผิดชอบต่อการดำเนินการของรัฐบาลนี้

ขณะเดียวกัน คนเริ่มครหารัฐบาลนี้ไม่ได้ตั้งมาเพื่อยุบสภา แต่ตั้งมาเพื่อยุบคดีสีน้ำเงิน รัฐบาลนี้ตั้งขึ้นด้วยกลไกประหลาด มีผู้นำฝ่ายค้านหามแคนดิเดตพรรคภูมิใจไทยขึ้นเสลี่ยง มีประธานวิปฝ่ายค้านทำหน้าที่เสมือนโฆษกพรรคภูมิใจไทยให้ สส.กว่า 140 คน แบกองค์ประชุมแทนรัฐบาล ขัดที่เคยประกาศว่า การรักษาองค์ประชุมเป็นหน้าที่รัฐบาล วิปที่ตั้งขึ้นมาคือวิปฝ่ายค้าน หรือวิปฝ่ายค้ำให้รัฐบาลสีน้ำเงินกันแน่

นายชนินทร์ ยังกล่าวอีกว่า พรรคเพื่อไทยหวังว่ารัฐบาลใหม่จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต ยึดผลประโยชน์ประชาชนและประเทศมากกว่าผลประโยชน์พวกพ้อง หรือมีเจตนาเข้ามาสะสางปัญหาคดีความที่พรรคภูมิใจไทยกำลังเผชิญ วันนี้ประชาชนกังวลรายชื่อรัฐมนตรีเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต ผลประโยชน์ทับซ้อนเชื่อมโยงกลุ่มอิทธิพลการเมือง เป็นรัฐมนตรีปราสาทสายฟ้าคอนเนคชั่น อาจสร้างปัญหาการตรวจสอบและดำเนินคดีของหน่วยงานต่างๆ

ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยเตรียมทีม สส. รวบรวมข้อมูลอภิปราย การแถลงนโยบายรัฐบาล 2 ประเด็น คือ 1. นโยบายที่จะแถลงต่อรัฐสภาในการบริหารราชการแผ่นดิน และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2. คุณสมบัติรัฐมนตรี ความรู้ความสามารถ การขัดกันแห่งผลประโยชน์ ทั้งคดีเขากระโดง คดีฮั้วเลือก สว. รวมทั้งรัฐมนตรีอื่นๆ ที่มีข้อครหาไม่ซื่อสัตย์สุจริต หรือถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิด แต่ได้รับตั๋วช้างสีส้มจากพรรคประชาชนเข้าสู่ตำแหน่ง จะต้องได้รับการวินิจฉัยในมาตรฐานเดียวกับที่รัฐบาลเพื่อไทยเคยถูกตรวจสอบ

สำหรับประเด็นหลักที่เป็นไฮไลต์การแถลงนโยบายครั้งนี้คือ การตั้งคำถามตรงไปตรงมาว่า การที่พรรคภูมิใจไทยทำทุกวิถีทาง ยอมทุกอย่างเพื่อเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยในเวลา 4 เดือน มีความเกี่ยวข้องอะไรกับคดีฮั้ว สว. และคดีที่ดินเขากระโดงหรือไม่ อาจทำให้ถึงจุดจบบางพรรคการเมือง.

เพื่อไทยเหน็บตั๋วช้างสีส้ม หวั่นรัฐมนตรีสร้างปัญหา

พรรคเพื่อไทยออกมาแสดงความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานของรัฐบาลผสม และบทบาทของพรรคภูมิใจไทย รวมถึงการที่ สส. พรรคอื่นออกมาปกป้องการทำงานของพรรคภูมิใจไทย

กังวลเรื่องตั๋วช้างสีส้ม

นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความกังวลเกี่ยวกับ “ตั๋วช้างสีส้ม” ที่อาจทำให้เกิดปัญหาในการตรวจสอบการทำงานของรัฐมนตรีบางท่าน

นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยยังได้เตรียมทีม สส. เพื่อรวบรวมข้อมูลสำหรับการอภิปรายในการแถลงนโยบายของรัฐบาล โดยจะเน้นไปที่ 2 ประเด็นหลัก คือ นโยบายที่จะแถลงต่อรัฐสภา และคุณสมบัติของรัฐมนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความขัดแย้งทางผลประโยชน์

ประเด็นที่น่าสนใจคือ การที่พรรคเพื่อไทยตั้งคำถามถึงแรงจูงใจที่พรรคภูมิใจไทยยอมทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย โดยเชื่อมโยงกับคดีความต่างๆ ที่พรรคภูมิใจไทยกำลังเผชิญอยู่

ประเด็นเรื่อง ตั๋วช้างสีส้ม สร้างความกังวลให้กับหลายฝ่ายถึงความโปร่งใสในการทำงานของรัฐบาล และการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่สังคมไทยต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

พรรคเพื่อไทยแสดงความกังวลว่าการได้รับ ตั๋วช้างสีส้ม ของรัฐมนตรีบางท่านอาจนำไปสู่ปัญหาในอนาคต

ที่มา – พท. เหน็บตั๋วช้างสีส้ม หวั่น รมต.ปราสาทสายฟ้า สร้างปัญหา แซะ “ปกรณ์วุฒิ” ป้อง ภท.

เพื่อไทยจี้ ปชช. เร่งคุยภูมิใจไทย แก้รัฐธรรมนูญ

“ชนินทร์” เรียกร้องพรรคประชาชน เร่งคุยภูมิใจไทย ส่งสัญญาณ สว.สีน้ำเงิน เปิดทางแก้รัฐธรรมนูญ เผย เพื่อไทยเตรียมร่างกฎหมายไว้แล้ว พร้อมเข้าชื่อนำเสนอต่อรัฐสภา

วันที่ 21 กันยายน 2568 นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงถึงการเดินหน้าแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในหมวด 15 ว่าด้วยการจัดให้มีกลไกการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ว่า เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน ส่งตัวแทนเข้าร่วมการประชุมกับคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยทั้งพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน เสนอแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวด 15 เพื่อเปิดช่องทางให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งทั้ง 2 พรรคมีความคิดเห็นร่วมกันว่าจะต้องเพิ่มเติมแนวทางเพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และในส่วนของพรรคเพื่อไทยเองก็ได้มีการจัดเตรียมร่างดังกล่าวไว้แล้ว พร้อมที่จะเข้าชื่อเพื่อนำเสนอต่อรัฐสภาต่อไป

แต่ที่ยังไม่ชัดเจนคือการเสนอแนวทางของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งยังไม่ได้มีการส่งตัวแทนหรือข้อเสนอของพรรคเข้ามาเพื่อพิจารณา แม้ทาง นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ชี้แจงแทนว่า นายภารดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นตัวแทนของพรรคภูมิใจไทย ติดภารกิจไม่สามารถร่วมประชุมได้นั้น พรรคเพื่อไทยจึงขอเรียกร้องไปยังพรรคภูมิใจไทย ตลอดจนทั้งพรรคประชาชนด้วยอีกทางว่า ควรเร่งรัดให้พรรคแกนนำรัฐบาลกระตือรือร้นออกแบบแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการได้มาซึ่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) โดยเร็ว เพราะถ้ายืดเยื้อออกไปอีกอาจจะไม่ทันกรอบระยะเวลา 4 เดือน ตาม MOA ที่ทั้ง 2 พรรครับปากกับพี่น้องประชาชนไว้

อีกทั้งเงื่อนไขสำคัญของการผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ คือจะต้องได้เสียงสมาชิกวุฒิสภา (สว.) 1 ใน 3 มาร่วมเห็นชอบด้วย ก็หวังว่าพรรคประชาชน ในฐานะผู้ร่วมรับรองนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน จะสามารถเจรจากับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ให้ สว.สีน้ำเงิน แสดงท่าทีที่ชัดเจนในการเปิดทางให้กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ด้วย

ขณะเดียวกัน นายชนินทร์ ระบุด้วยว่า การกระทำรัฐประหารปี 2549 ที่อาศัยข้ออ้างการ “แก้ปัญหาระบอบทักษิณ” ทำลายล้างพรรคไทยรักไทย ทำลายความต่อเนื่องทางการเมือง เป็นการบั่นทอนโอกาสการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย โอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย อย่างมหาศาล

การเลือกตั้งด้วยเสียงของประชาชน 1 สิทธิ์ 1 เสียงเท่ากัน ถูกทำลายลงไปกับการฉีกรัฐธรรมนูญ ไม่เคารพเสียงประชาชน แล้วเขียนกติกาใหม่ เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการเมืองแบบวนลูป ซ้ำแล้วซ้ำเล่า พรรคเพื่อไทยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นอีกกับสังคมไทย และโอกาสนี้จะเป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่เราจะสามารถปลดล็อกรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน และร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นให้ได้ในที่สุด.

เพื่อไทยจี้ ปชน. เร่งคุยภูมิใจไทย แก้รัฐธรรมนูญ

จากสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังดำเนินไป พรรคเพื่อไทยได้ออกมาเรียกร้องให้พรรคประชาชนเร่งหารือกับพรรคภูมิใจไทย เพื่อหาทางออกในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ การผลักดันให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งสำหรับรัฐบาลผสมปัจจุบัน

ความสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

การแก้ไขรัฐธรรมนูญมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศไทย รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย จะช่วยส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศ และสร้างความเป็นธรรมในสังคม การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงเป็นกระบวนการที่ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง

พรรคเพื่อไทยมองว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดทางการเมืองและสร้างความปรองดองในสังคม การเร่งรัดให้พรรคภูมิใจไทยและ สว. เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

การที่พรรคเพื่อไทยออกมาจี้ ปชน. เร่งคุยภูมิใจไทย แก้รัฐธรรมนูญ นั้นแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญ และพรรคเพื่อไทยหวังว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างประเทศไทยที่เป็นประชาธิปไตยและมีความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืนต่อไป

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความร่วมมือและความเข้าใจจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง การที่ สว. จะเปิดทางให้กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

การเรียกร้องให้เร่งคุยภูมิใจไทยเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศ การแก้ไขรัฐธรรมนูญถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่ออนาคตของประเทศไทย การติดตามความคืบหน้าในประเด็นนี้จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

พรรคเพื่อไทยยังคงมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และหวังว่าการดำเนินการครั้งนี้จะนำไปสู่การสร้างประชาธิปไตยที่เข้มแข็งและยั่งยืนในประเทศไทย

การที่พรรคเพื่อไทยออกมาเรียกร้องเช่นนี้ เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองในขณะนี้ การจับตาดูการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง

การผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ประเทศชาติและประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด

พรรคเพื่อไทยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างประเทศไทยที่ดีกว่าเดิม

กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายอีกมากมาย การติดตามข่าวสารและการมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ประชาชนทุกคนสามารถทำได้

ถึงแม้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นเรื่องที่ซับซ้อน แต่ก็เป็นเรื่องที่เราทุกคนควรให้ความสนใจ เพราะสิ่งนี้จะส่งผลต่ออนาคตของประเทศเรา

การจี้ให้เร่งคุยภูมิใจไทยเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงเป็นประเด็นที่น่าจับตามอง และเราทุกคนควรติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด

พรรคเพื่อไทยเชื่อมั่นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะนำพาประเทศไทยไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

ที่มา – เพื่อไทย จี้ ปชน. เร่งคุยภูมิใจไทย ส่งสัญญาณ สว.สีน้ำเงิน เปิดทางแก้รัฐธรรมนูญ

“ชนินทร์” กังขา พรรคประชาชนเงียบผิดปกติจริงหรือ?

“ชนินทร์” กังขาพรรคประชาชนเงียบผิดปกติ ถาม ดีลพิสดารแลกประเทศ ชี้ชัดผิด MOA แล้ว ปล่อยคนไหลเข้าพรรคภูมิใจไทย ไม่กดดัน สว.น้ำเงิน แก้ รธน. หวั่น “มวยล้มต้มคนดู”

วันที่ 17 ก.ย. 2568 นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ และรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการทำหน้าที่ฝ่ายค้านของพรรคประชาชนว่า พรรคประชาชนอย่าเงียบต่อกรณีการรวมพลเข้าพรรคภูมิใจไทย ภายหลังมีการเปิดตัวเครือข่าย สส.ทั้งเก่าและใหม่ ตบเท้าเข้าเป็นสมาชิกภูมิใจไทยกันอย่างคึกคัก ทั้งจากพรรคประชาธิปัตย์และรวมไทยสร้างชาติ ซึ่งส่อเจตนาขัดต่อ MOA ระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน ในข้อ 4 อย่างชัดเจนว่า พรรคภูมิใจไทยต้องไม่ดำเนินการโดยวิธีการใดๆ เพื่อทำให้เป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก หรือพรรคประชาชนจะแกล้งหลับหูหลับตา รอให้พรรคภูมิใจไทยมีเสียงเกินครึ่งเด็ดขาดก่อน จึงจะออกมาวิจารณ์เรื่องนี้เมื่อสาย

นายชนินทร์กล่าวว่า นอกจากนั้น ในส่วนของการแก้รัฐธรรมนูญเอง ที่พรรคประชาชนรู้ดีว่าที่ผ่านมาติดขัดจากความร่วมมือของพรรคภูมิใจไทยและ สว.ที่พรรคประชาชนก็กล่าวขานว่าเป็น สว.สีน้ำเงิน แต่การขับเคลื่อนในรอบนี้กลับไม่มีการเรียกร้องหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยให้ส่งสัญญาณชี้ทาง สว. เหมือนแต่ก่อน แต่ปล่อยให้ สว. จำนวนหนึ่งออกมาชี้ช่องเปิดทางคว่ำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ที่ทางพรรคการเมืองกำลังจะเสนอ จนต้องตั้งข้อสังเกตว่า พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย มีความจริงใจร่วมกันต่อการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แค่ไหน หรือนี่ก็จะเป็นมวยล้มต้มคนดู โยนบาปให้ สว. แล้วลอยตัวไม่รับผิดชอบต่อข้อตกลงที่ทำร่วมกันเองเหมือนเดิม

“พรรคประชาชนสร้างวาทกรรม “ดีลแลกประเทศ” มาแปะป้ายพรรคการเมืองอื่น ในระหว่างที่พรรคตนทำข้อตกลงเป็นนั่งร้านให้พรรคภูมิใจไทยที่ชาวบ้านก็ยังกังขา ยิ่งประกาศยังคงเป็นฝ่ายค้าน ไม่ร่วมรัฐบาล แต่กลับละเลยการวิจารณ์ในเรื่องที่เคยทำ ยิ่งทำให้ประชาชนคลางแคลงใจว่ามีดีลพิสดารอะไรซ่อนไว้อีกหรือไม่”นายชนินทร์กล่าว

“ชนินทร์” กังขาพรรคประชาชนเงียบผิดปกติ

จากกรณีที่นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ ได้ออกมาแสดงความกังวลเกี่ยวกับท่าทีที่เงียบผิดปกติของพรรคประชาชนต่อการเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นการย้ายเข้าพรรคภูมิใจไทยของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จากพรรคอื่น ๆ ทำให้เกิดคำถามตามมามากมายเกี่ยวกับบทบาทของพรรคประชาชนในฐานะฝ่ายค้าน

ทำไม “ชนินทร์” ถึงกังขาพรรคประชาชนเงียบผิดปกติ?

ความกังวลหลักของนายชนินทร์อยู่ที่การที่พรรคประชาชนดูเหมือนจะไม่ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์หรือแสดงท่าทีใด ๆ ต่อการที่ ส.ส. จากพรรคประชาธิปัตย์และพรรครวมไทยสร้างชาติจำนวนมาก ย้ายเข้าสังกัดพรรคภูมิใจไทย ซึ่งขัดต่อบันทึกข้อตกลง (MOA) ที่พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยได้ทำร่วมกันไว้ โดยเฉพาะข้อที่ระบุว่าพรรคภูมิใจไทยต้องไม่ดำเนินการใด ๆ ที่จะทำให้ตนเองกลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก นายชนินทร์ตั้งคำถามว่า “ชนินทร์” กังขาพรรคประชาชนเงียบผิดปกตินี้ เป็นการแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น เพื่อรอให้พรรคภูมิใจไทยมีเสียงข้างมากเกินครึ่งสภาก่อน แล้วค่อยออกมาวิจารณ์อย่างนั้นหรือ?

นอกจากนี้ นายชนินทร์ยังตั้งข้อสังเกตถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ดูเหมือนจะไม่มีการเรียกร้องให้พรรคภูมิใจไทยส่งสัญญาณไปยังสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ที่ถูกมองว่าเป็น ส.ว. “สีน้ำเงิน” ให้สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เหมือนที่เคยทำในอดีต ทำให้เกิดความสงสัยว่าพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยมีความจริงใจต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญมากน้อยเพียงใด หรือทั้งหมดนี้เป็นเพียง “มวยล้มต้มคนดู” ที่จะโยนความผิดให้ ส.ว. แล้วลอยตัวหนีปัญหา

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เกิดคำถามว่าพรรคประชาชนกำลังเล่นเกมอะไรอยู่กันแน่ การที่พรรคประชาชนไม่แสดงท่าทีใด ๆ ในขณะที่พรรคภูมิใจไทยกำลังขยายฐานเสียง อาจทำให้ประชาชนเกิดความคลางแคลงใจว่ามี “ดีลพิสดาร” อะไรซ่อนอยู่เบื้องหลังหรือไม่ และการที่พรรคประชาชนยังคงยืนยันว่าเป็นฝ่ายค้าน แต่กลับละเลยการวิจารณ์ในเรื่องที่เคยวิจารณ์ ยิ่งทำให้สถานการณ์ดูคลุมเครือมากยิ่งขึ้น

การออกมาวิพากษ์วิจารณ์ของนายชนินทร์ในครั้งนี้ ถือเป็นการตั้งคำถามที่สำคัญต่อพรรคประชาชนว่ากำลังทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างแท้จริงหรือไม่ และมีความโปร่งใสมากน้อยเพียงใดในการดำเนินงานทางการเมือง หากพรรคประชาชนยังคงเงียบต่อไป อาจทำให้ประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่นในพรรคและระบบการเมืองโดยรวมได้

ดังนั้น พรรคประชาชนจึงควรออกมาแสดงท่าทีที่ชัดเจนต่อประเด็นที่เกิดขึ้น และอธิบายให้ประชาชนเข้าใจถึงเหตุผลในการดำเนินงานของพรรค เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและรักษาศรัทธาของประชาชนต่อไป อย่าให้ปรากฏภาพ “ชนินทร์” กังขาพรรคประชาชนเงียบผิดปกติ จนทำให้สังคมเคลือบแคลงสงสัยต่อไปอีกเลย

หากพรรคประชาชนยังคงนิ่งเฉยต่อสถานการณ์นี้ต่อไป อาจส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือของพรรคในสายตาประชาชน และอาจนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจในระบบการเมืองโดยรวมได้

ที่มา – “ชนินทร์” กังขาพรรคประชาชนเงียบผิดปกติ ปล่อยคนไหลเข้าพรรคภูมิใจไทย ผิด MOA

Scroll to top