ชลบุรี

คนไทย-ต่างชาติ ซัดกันนัว เก๋งเข้าเกียร์อาร์ ถอยทับสาวติดใต้ท้องรถ

เหตุการณ์ระทึก คนไทย-ต่างชาติ ซัดกันนัว เก๋งเข้าเกียร์อาร์ ถอยทับสาวติดใต้ท้องรถ

กลายเป็นประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันสนั่นโซเชียล เมื่อมีคลิปวิดีโอเหตุการณ์ คนไทย-ต่างชาติ ซัดกันนัว เก๋งเข้าเกียร์อาร์ ถอยทับสาวติดใต้ท้องรถ บริเวณใกล้ท่าเรือแหลมบาลีฮาย จ.ชลบุรี สร้างความตกใจให้กับผู้ที่พบเห็นเหตุการณ์เป็นอย่างมาก เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งเต็มไปด้วยความชุลมุนวุ่นวายและอันตรายถึงชีวิต

สรุปเหตุการณ์ คนไทย-ต่างชาติ ซัดกันนัว เก๋งเข้าเกียร์อาร์ ถอยทับสาวติดใต้ท้องรถ

จากภาพเหตุการณ์ นายวรายุทธ พลเมืองดีที่อยู่ในที่เกิดเหตุเล่าว่า ในขณะที่กำลังกลับบ้านหลังจากไปตกหมึก ได้เห็นกลุ่มชาวต่างชาติและหญิงไทยทะเลาะวิวาทกันอย่างรุนแรง มีการไล่ต่อยและฉุดกระชากกัน จนกระทั่งเกิดเหตุไม่คาดฝันเมื่อรถเก๋งคันหนึ่งเข้าเกียร์ถอยหลังทับร่างหญิงสาวคนหนึ่งจนมุดเข้าไปอยู่ใต้ท้องรถ เหล่าพลเมืองดีนับสิบคนต้องรีบเข้าไปช่วยกันยกรถเพื่อนำร่างคนเจ็บออกมา โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  • เหตุเกิดช่วงเวลาประมาณ 04.59 น. ใกล้ท่าเทียบเรือแหลมบาลีฮาย
  • กลุ่มคู่กรณีเป็นชาวต่างชาติและหญิงไทย ซึ่งมีความสัมพันธ์เป็นแฟนกัน
  • ผู้บาดเจ็บคือ น.ส.พิมภิมล อายุ 20 ปี ได้รับบาดเจ็บกระดูกสะโพกหัก
  • หลังเกิดเหตุ คนขับรถได้รีบนำตัวผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา

กล้องวงจรปิดเผยให้เห็นนาทีรถเก๋งคันก่อเหตุขับย้อนศรมาจอดเทียบ ก่อนจะเกิดการปะทะกันอย่างดุเดือดระหว่างกลุ่มชายต่างชาติและผู้หญิงในที่เกิดเหตุ ซึ่งเหตุการณ์ คนไทย-ต่างชาติ ซัดกันนัว เก๋งเข้าเกียร์อาร์ ถอยทับสาวติดใต้ท้องรถ ในครั้งนี้ถือเป็นอุทาหรณ์เรื่องการควบคุมอารมณ์ในที่สาธารณะได้เป็นอย่างดี แม้ว่าในเบื้องต้นจะยังไม่มีการแจ้งความดำเนินคดี แต่ภาพที่ปรากฏออกมาแสดงให้เห็นถึงความสูญเสียที่อาจหลีกเลี่ยงได้หากทุกฝ่ายใช้สติในการแก้ไขปัญหามากกว่าการใช้ความรุนแรง

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพัทยา จะดำเนินการเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบสวนเพิ่มเติมอย่างไร เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และหวังว่าเหตุการณ์ลักษณะนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของไทย

ที่มา – คนไทย-ต่างชาติ ซัดกันนัว เก๋งเข้าเกียร์อาร์ ถอยทับสาวติดใต้ท้องรถ

เด็กชาย 10 ขวบ ถึงหมอชิต 2 แล้ว คนขับรถทัวร์ช่วยส่งกลับชลบุรี

จากเหตุการณ์ที่เป็นกระแสในโซเชียลมีเดียเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 กรณีแม่มีเงินไม่พอค่าตั๋วรถทัวร์ จึงตัดสินใจทิ้งลูกชายวัย 10 ขวบไว้เพียงลำพังที่ท่ารถตลาดสดศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ โดยตัวเองพาน้องคนเล็กขึ้นรถออกเดินทางกลับไปก่อน เรื่องนี้สร้างความสะเทือนใจให้แก่ผู้ที่พบเห็นเป็นอย่างมาก แต่ในความโชคร้ายก็ยังมีเรื่องราวดีๆ เกิดขึ้น

เด็กชาย 10 ขวบ ถึงหมอชิต 2 แล้ว คนขับรถทัวร์ ซื้อตั๋วให้ส่งขึ้นรถนั่งกลับบ้าน จ.ชลบุรี

เมื่อข่าวนี้แพร่ออกไป ผู้คนต่างพากันเอาใจช่วยหนูน้อยคนนี้เป็นจำนวนมาก ความคืบหน้าล่าสุดมีรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 17.30 น. เด็กชาย 10 ขวบ ถึงหมอชิต 2 แล้ว คนขับรถทัวร์ ซื้อตั๋วให้ส่งขึ้นรถนั่งกลับบ้าน จ.ชลบุรี ด้วยความเมตตาและน้ำใจที่มีให้กับเพื่อนมนุษย์ โดยคนขับรถทัวร์ใจดีท่านนี้ได้เป็นธุระจัดการเรื่องตั๋วเดินทางต่อให้หนูน้อยให้ถึงที่หมายอย่างปลอดภัย

ภาพประทับใจความใสซื่อของเด็กน้อย

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้คนในโลกออนไลน์ต่างรู้สึกเอ็นดูและสงสารคือ ในมือของน้องมีถุงขนมจาก จ.เพชรบูรณ์ ติดตัวมาด้วยตลอดการเดินทาง น้องกำถุงขนมนั้นไว้แน่นไม่ยอมทิ้งและไม่ยอมแกะกินระหว่างทาง ประหนึ่งว่านี่คือสิ่งของชิ้นสุดท้ายที่ได้รับจากแม่ก่อนจะเกิดเหตุการณ์พลัดพราก สะท้อนให้เห็นถึงความใสซื่อและจิตใจที่จดจ่ออยู่กับครอบครัวอย่างน่าเหลือเชื่อ

  • เหตุการณ์เกิดขึ้นที่ จ.เพชรบูรณ์
  • คนขับรถทัวร์ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือทันทีที่ทราบเรื่อง
  • เด็กชาย 10 ขวบ ถึงหมอชิต 2 แล้ว คนขับรถทัวร์ ซื้อตั๋วให้ส่งขึ้นรถนั่งกลับบ้าน จ.ชลบุรี ยืนยันว่าน้องปลอดภัยดี
  • สังคมไทยยังคงมีความหวังเมื่อผู้คนหันมาใส่ใจและช่วยเหลือกัน

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญเกี่ยวกับความรับผิดชอบของครอบครัว และเป็นเครื่องเตือนใจว่าในสถานการณ์ที่ยากลำบากที่สุด น้ำใจจากคนรอบข้างมักจะเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยให้ทุกอย่างคลี่คลายไปได้ในทางที่ดี เราขอเป็นกำลังใจให้น้องเดินทางถึง จ.ชลบุรี โดยสวัสดิภาพและได้กลับไปสู่อ้อมกอดของครอบครัวอย่างราบรื่นครับ

ที่มา – เด็กชาย 10 ขวบ ถึงหมอชิต 2 แล้ว คนขับรถทัวร์ ซื้อตั๋วให้ส่งขึ้นรถนั่งกลับบ้าน จ.ชลบุรี

สมัครสมาชิกสภาเมืองพัทยา วันแรก เขต 1 มีผู้สมัครเพียงคนเดียว

บรรยากาศการเมืองท้องถิ่นในเมืองพัทยากลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันแรกของการเปิดรับสมัครสมาชิกสภาเมืองพัทยา (ส.ม.) อย่างเป็นทางการ โดยภาพรวมถือว่าได้รับความสนใจจากทั้งทีมอิสระและพรรคการเมืองใหญ่หลายแห่ง อย่างไรก็ตาม มีประเด็นที่น่าจับตามองในเรื่องของจำนวนผู้สมัครในแต่ละเขตที่ไม่เท่ากัน

สมัครสมาชิกสภาเมืองพัทยา วันแรก เขต 1 มีผู้สมัครเพียงคนเดียว

จากการรายงานข่าว สมัครสมาชิกสภาเมืองพัทยา วันแรก เขต 1 มีผู้สมัครเพียงคนเดียว ถือเป็นเรื่องที่เซอร์ไพรส์พอสมควรสำหรับบรรยากาศการรับสมัครในเขตนี้ ในขณะที่เขตอื่น ๆ กลับมีผู้สมัครแห่กันเข้ามาลงทะเบียนอย่างคึกคัก สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ชาวเมืองพัทยาต้องเฝ้าติดตามกันอย่างใกล้ชิดว่า การเลือกตั้งในรอบนี้จะมีทิศทางเป็นอย่างไรต่อไป

สรุปสถานการณ์การสมัครสมาชิกสภาเมืองพัทยา วันแรก เขต 1 มีผู้สมัครเพียงคนเดียว

นอกจากข่าวที่ว่า สมัครสมาชิกสภาเมืองพัทยา วันแรก เขต 1 มีผู้สมัครเพียงคนเดียว แล้ว ในเขตที่ 2, 3 และ 4 ถือว่าได้รับความสนใจจากผู้สมัครจากทีมต่างๆ เช่น ทีมพัทยา 2030, พรรคประชาชน และทีมเรารักพัทยา ได้เข้าร่วมยื่นใบสมัครกันอย่างหนาแน่น ทำให้บรรยากาศหน้าสถานที่รับสมัครเต็มไปด้วยความตื่นตัวของเหล่ากองเชียร์และผู้ให้การสนับสนุนของแต่ละทีม

  • ทีมพัทยา 2030 ปูพรมส่งผู้สมัครครบทั้ง 4 เขต
  • พรรคประชาชนและทีมเรารักพัทยา เตรียมลงสมัครอย่างเต็มรูปแบบ
  • มีการใช้การจับสลากเพื่อกำหนดหมายเลขผู้สมัครเนื่องจากตกลงกันเรื่องหมายเลขไม่ได้
  • เขตอื่นมีผู้สมัครจำนวนมาก แต่กลับมีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดในกรณี สมัครสมาชิกสภาเมืองพัทยา วันแรก เขต 1 มีผู้สมัครเพียงคนเดียว

การเมืองพัทยานอกจากจะเป็นเรื่องของการบริหารจัดการท้องถิ่นแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์ของแต่ละกลุ่มการเมืองที่พยายามวางตัวผู้สมัครให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพื่อสร้างฐานเสียงให้ได้มากที่สุด ในมุมมองของผู้เขียน เชื่อว่าเหตุการณ์ในเขต 1 อาจจะเป็นเรื่องของการวางแผนในขั้นตอนสุดท้ายของพรรคที่สำคัญ ซึ่งเราอาจจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในวันสมัครวันถัดไป

ในฐานะประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง การติดตามการทำงานและนโยบายของแต่ละผู้สมัครถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าตัวเลขผู้สมัครในวันแรกจะเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญคือวิสัยทัศน์ที่จะพัฒนาเมืองพัทยาให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น หากใครต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดตามความเคลื่อนไหวจากช่องทางข่าวสารท้องถิ่นได้ตลอดเวลา

ที่มา – สมัครสมาชิกสภาเมืองพัทยา วันแรก เขต 1 มีผู้สมัครเพียงคนเดียว อีก 3 เขต แห่สมัครเพียบ

ผู้ว่าฯ-ผู้การฯ ชลบุรี ร่วมสอบผู้ต้องหาค้า ยาเสพติด อ้างใช้หนี้

กลายเป็นประเด็นร้อนในจังหวัดชลบุรี เมื่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงร่วมมือกันทลายแหล่งซุกซ่อนยาเสพติด โดยเหตุการณ์ ผู้ว่าฯ-ผู้การฯ ชลบุรี ร่วมสอบผู้ต้องหาค้า ยาเสพติด อ้างทำเพื่อเอาเงินมาใช้หนี้ ครั้งนี้ สร้างความตื่นตัวให้กับคนในพื้นที่อย่างมาก เพราะยาเสพติดเป็นภัยสังคมที่ใกล้ตัวกว่าที่คิดครับ

ผู้ว่าฯ-ผู้การฯ ชลบุรี ร่วมสอบผู้ต้องหาค้า ยาเสพติด อ้างทำเพื่อเอาเงินมาใช้หนี้

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี พร้อมด้วย พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผบก.ภ.จว.ชลบุรี และคณะทำงาน ได้ร่วมกันแถลงผลการจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญ หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองชลบุรี ขยายผลจับกุมหญิงสาวรายหนึ่งพร้อมของกลางจำนวนมาก

เบื้องหลังคำสารภาพ: ผู้ว่าฯ-ผู้การฯ ชลบุรี ร่วมสอบผู้ต้องหาค้า ยาเสพติด อ้างทำเพื่อเอาเงินมาใช้หนี้

จากการสอบสวน น.ส.น้ำผึ้ง อายุ 31 ปี ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ตนเองตัดสินใจเข้าสู่เส้นทางสายมืดเพราะต้องการนำเงินที่ได้ไปใช้หนี้สินที่มีอยู่ อย่างไรก็ตาม การกระทำดังกล่าวไม่สามารถนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการฝ่าฝืนกฎหมายได้

รายละเอียดการจับกุมและของกลางที่ตรวจยึดได้มีดังนี้:

  • ยาบ้า จำนวน 6,020 เม็ด
  • ยาไอซ์ น้ำหนักรวมประมาณ 318.09 กรัม
  • อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายยาเสพติด

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้ทำการขยายผลจากบ้านพักใน ต.หนองรี ไปจนถึงจุดซุกซ่อนยาใน ต.บางพระ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ทำให้สามารถยึดของกลางจำนวนมหาศาลนี้กลับคืนมาได้ ก่อนจะแจ้งข้อหาหนักทั้งจำหน่ายและเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1

ในมุมมองของผม แม้ปัญหาหนี้สินจะเป็นเรื่องที่บีบคั้นหัวใจและน่าเห็นใจสำหรับใครหลายคน แต่การเลือกทางออกด้วยการยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดนั้นนอกจากจะทำลายอนาคตของตัวเองแล้ว ยังทำลายครอบครัวและสังคมในวงกว้างอีกด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นในจังหวัดชลบุรีครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนราคาแพงว่า ความผิดพลาดเพียงชั่ววูบจากการอยากได้เงินมาใช้หนี้อาจนำไปสู่คุกตารางได้ตลอดชีวิตครับ

ที่มา – ผู้ว่าฯ-ผู้การฯ ชลบุรี ร่วมสอบผู้ต้องหาค้า “ยาเสพติด” อ้างทำเพื่อเอาเงินมาใช้หนี้

ชาวบ้านไม่ทน ร้องนายก อบต.ตรวจโรงงานผลิตถุงมือยางเถื่อน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีเรื่องราวที่น่าติดตามจากจังหวัดชลบุรีกันครับ ชาวบ้านไม่ทน ร้อง นายกฯ อบต.สำนักบก เข้าตรวจสอบโรงงาน “ผลิตถุงมือยางเถื่อน” หลังจากที่ชาวบ้านในพื้นที่ทนไม่ไหวกับปัญหากลิ่นเหม็นคละคลุ้งและน้ำเสียที่ถูกทิ้งลงท่อสาธารณะแบบไม่แคร์ใคร สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านมานาน!

ชาวบ้านไม่ทน ร้อง นายกฯ อบต.สำนักบก เข้าตรวจสอบโรงงาน “ผลิตถุงมือยางเถื่อน”

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2567 (เช็คปีใน original 2569? คงพิมพ์ผิด 2567 นะ) นางพวงเพชร พิทักษ์สหภูมิ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสำนักบก พร้อมด้วยรองนายกฯ ทั้งสองท่าน นายเสรี ลิ้มรทีพงษ์ และนายรตนพร เดชาทยานันทน์ รวมถึงกำนันตำบลสำนักบก นายนิติ ประสงค์กิจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าง ปลัดอำเภอเมืองชลบุรี นายปรีติภัทร วันนา เจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี นายพิษณุ ขันทกาญจน์ และตำรวจ สภ.เมืองชลบุรี ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานต้องสงสัย 2 แห่ง ในหมู่ 6 ตำบลสำนักบก อำเภอเมืองชลบุรี

ที่มาของเรื่องทั้งหมดคือคำร้องเรียนจากชาวบ้านที่บ่นอุบมานาน ว่ามีกลิ่นสารเคมีเหม็นเน่าโชยไปทั่วบริเวณ และน้ำเสียจากกระบวนการผลิตถูกปล่อยลงท่อสาธารณะ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมแบบรุนแรงเลยครับ

ผลการตรวจสอบเบื้องต้นของโรงงานผลิตถุงมือยางเถื่อน

จากการบุกตรวจ พบว่าโรงงานนี้แฝงตัวอยู่ในโกดังให้เช่า มีเครื่องจักรผลิต ถังสารเคมี และแม่พิมพ์ถุงมือยางเพียบ! แรงงานส่วนใหญ่เป็นคนไทยกำลังทำงานอยู่ แต่ปัญหาใหญ่คือ ไม่มีระบบบ่อบำบัดน้ำเสีย ถูกต้องตามกฎหมายเลย น้ำเสียถูกทิ้งลงพื้นที่เอกชนและท่อสาธารณะแบบลับๆ ทำให้กลิ่นสารเคมีฟุ้งกระจาย สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านในวงกว้าง

  • ไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน
  • ไม่มีบ่อบำบัดน้ำเสีย
  • ทิ้งน้ำเสียลงท่อสาธารณะและพื้นที่เอกชน
  • กลิ่นสารเคมีรุนแรง กระทบสุขภาพชาวบ้าน
  • แรงงานไทยจำนวนมาก แต่ขาดมาตรฐานความปลอดภัย

นายกฯ อบต.สำนักบก นางพวงเพชร เผยว่าหลังได้รับร้องเรียน ก็สั่งการให้รองนายกฯ ลงพื้นที่ดู ก่อนประสานหน่วยงานใหญ่มาช่วยตรวจสอบทันที แสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วในการแก้ปัญหาครับ

ขั้นตอนดำเนินการต่อจากเจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมจังหวัด

เจ้าหน้าที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรีแจ้งว่า จะตรวจสอบจำนวนคนงานว่ามากกว่า 50 คนหรือไม่ และเครื่องจักรกว่า 50 แรงม้าหรือเปล่า ถ้าถึงเกณฑ์ จะรายงานเพื่อออกคำสั่งตามกฎหมายทันที อาจถึงขั้นสั่งปิดโรงงาน ถ้าไม่ปฏิบัติตาม!

นอกจากนี้ ในวันเดียวกัน นายกฯ และทีมยังตรวจโรงงานรับจ้างทำอื่นๆ ในหมู่ 4 เช่น โรงงานสเกิร์ตรถยนต์และเฟอร์นิเจอร์ไม้ ที่มีปัญหากลิ่นสีลอยตามลมและเสียงดังดึก ชาวบ้านร้องเรียนเพียบ ได้เตือนแล้ว ถ้าไม่ปรับปรุงจะสั่งปิดและบังคับทำใบอนุญาตให้ถูกต้อง

เรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่ดีมากครับว่า ชาวบ้านมีสิทธิ์ร้องเรียน และหน่วยงานท้องถิ่นตอบสนองได้รวดเร็ว ปัญหาโรงงานเถื่อนแบบนี้กระทบสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และคุณภาพชีวิต ถ้าไม่จัดการ ผลเสียจะยาวไกล อย่างเช่น น้ำเสียปนเปื้อนดินและน้ำใต้ดิน สารเคมีเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารได้นะครับ

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา โรงงานผลิตถุงมือยางเถื่อนเคยระบาดหนักช่วงโควิด ที่ต้องการถุงมือจำนวนมาก แต่หลายแห่งไม่สนกฎหมาย ผลิตแบบผิดๆ ส่งออกไม่ได้คุณภาพ ยังไหม้ชื่อประเทศไทยอีก

สุดท้ายนี้ อยากฝากว่า ถ้าพื้นที่คุณมีปัญหาคล้ายๆ นี้ อย่าปล่อยไว้ ร้องเรียนนายก อบต. หรือหน่วยงานสิ่งแวดล้อมทันทีครับ ชาวบ้านรวมพลังเปลี่ยนแปลงได้จริง! ติดตามข่าวอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่นี่เลยนะ

ที่มา – ชาวบ้านไม่ทน ร้อง นายกฯ อบต.สำนักบก เข้าตรวจสอบโรงงาน “ผลิตถุงมือยางเถื่อน”

“หมิงเฉิน ซัน” ยังนอนไอซียู รอราชทัณฑ์แจ้งอาการ

ข่าวล่าสุดเกี่ยวกับคดีสุดร้อนแรงของ “หมิงเฉิน ซัน” ยังนอนไอซียู ยังคงเป็นที่สนใจของประชาชนทั่วประเทศ หลังจากผู้ต้องหาชาวจีนรายนี้กินยาเกินขนาดจนอาการทรุดหนัก ต้องหามส่งโรงพยาบาลด่วน บรรยากาศรอบโรงพยาบาลพัทยาปัทมคุณยังคงตึงเครียด ตำรวจชุดพิเศษและเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เฝ้าระวังเข้มข้น

“หมิงเฉิน ซัน” ยังนอนไอซียู

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2567 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ที่โรงพยาบาลพัทยาปัทมคุณ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี พบว่าการรักษาความปลอดภัยยังคงเข้มงวด นายหมิงเฉิน ซัน อายุ 31 ปี ชาวจีน ผู้ต้องหาในคดีอาวุธปืนและวัตถุระเบิด ยังคงนอนพักฟื้นในห้อง ICU ชั้น 2 อาการชักเกร็งและตาค้างที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม หลังถูกนำตัวเข้าคุกพิเศษพัทยา ทำให้ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที

“หมิงเฉิน ซัน” ยังนอนไอซียู ที่โรงพยาบาลพัทยา

อาการล่าสุดของ “หมิงเฉิน ซัน” ยังนอนไอซียู ไม่เปิดเผย

ทางโรงพยาบาลยืนยันว่า “หมิงเฉิน ซัน” ยังนอนไอซียู อยู่ แต่ปฏิเสธที่จะเปิดเผยอาการล่าสุด โดยส่งรายงานไปยังกรมราชทัณฑ์แล้ว และรอให้หน่วยงานดังกล่าวเป็นผู้แจ้งข้อมูลอย่างเป็นทางการเท่านั้น สาเหตุที่ต้องเข้มงวดเช่นนี้ เนื่องจากผู้ต้องหาเป็นบุคคลสำคัญในคดีใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับอาวุธสงคราม

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากนายหมิงเฉิน ซันถูกจับกุมในคดีครอบครองปืน M4 และวัตถุระเบิดจำนวนมาก ซึ่งเชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ การกินยาเกินขนาดอาจเป็นความพยายามหลบหนีหรือปกปิดข้อมูล แต่ตำรวจยังคงสอบสวนอย่างละเอียด

ความคืบหน้าคดี “หมิงเฉิน ซัน” ยังนอนไอซียู และทีมสืบสวน

ที่สถานีตำรวจนาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ยังไม่มีแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ แต่ตามคำสั่งของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มอบหมายหน่วยงานต่างๆ ดังนี้

  • ตำรวจสืบสวนภาค 2: สอบสวนที่มาของปืน M4 และกระสุน ปัจจุบันจบ 1 กระบอก อีก 1 กระบอกอยู่ระหว่างขยายผล
  • สืบสวนจังหวัดชลบุรี: ตรวจสอบแหล่งที่มาของวัตถุระเบิด
  • กองบังคับการปราบปราม: ตรวจเส้นทางการเงินและการใช้โทรศัพท์มือถือ
  • ตำรวจสันติบาลและฝ่ายความมั่นคง: สืบข้อมูลเชิงลึก

ข้อมูลทั้งหมดจะรายงานตรงต่อ ผบ.ตร. และรอโฆษก ตร. แถลงด้วยตัวเอง คดีนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ไทยในการปราบปรามอาวุธผิดกฎหมายที่อาจคุกคามความมั่นคง

ความคืบหน้าคดี “หมิงเฉิน ซัน” ยังนอนไอซียู

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าอาวุธที่พบมีศักยภาพสูง อาจเชื่อมโยงกับกลุ่มอาชญากรต่างชาติในพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างพัทยาและสัตหีบ การสืบสวนขยายผลจะช่วยป้องกันเหตุร้ายในอนาคตได้

ในมุมมองของผู้เขียน คดีนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐ ที่แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการรับมือภัยคุกคามระดับชาติ ผู้สนใจควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพราะอาจมีพัฒนาการสำคัญในเร็วๆ นี้

ติดตามอัปเดตข่าวสารล่าสุดได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “หมิงเฉิน ซัน” ยังนอนไอซียู อาการล่าสุดไม่มีใครรู้ รอ “ราชทัณฑ์” เป็นผู้เปิดเผยข้อมูล

ตร.ยังคุมเข้ม หมิงเฉิน ซัน เริ่มรู้สึกตัว คาดกินยาเกิน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาอัพเดทข่าวด่วนคดีความมั่นคงที่กำลังเป็นกระแสร้อนแรงกันนะครับ ตร.ยังคุมเข้ม “หมิงเฉิน ซัน” อาตี๋ชาวจีนวัย 31 ปี เจ้าของคลังแสงอาวุธสงครามในพัทยา หลังจากที่เขารู้สึกตัวดีขึ้นแล้ว โดยการล้างท้องพบของเหลวสีฟ้า คาดว่าเกิดจากการกินยาเกินขนาด ล่าสุดอาการดีขึ้น สามารถทำตามคำสั่งแพทย์ได้ แต่ยังต้องพึ่งเครื่องช่วยหายใจ เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความเข้มงวดของเจ้าหน้าที่ในการดูแลผู้ต้องหาคดีใหญ่จริงๆ ครับ

ตร.ยังคุมเข้ม “หมิงเฉิน ซัน”

ย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของคดีสุดสะเทือนขวัญนี้ เมื่อไม่นานมานี้ นายหมิงเฉิน ซัน ชาวจีน สัญชาติจีน อายุ 31 ปี ประสบอุบัติเหตุรถคว่ำในจังหวัดชลบุรี ตำรวจจึงขยายผลการตรวจค้นบ้านพักหรูใจกลางเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ผลการค้นคือสุดช็อก! พบอาวุธสงครามเพียบ ทั้งระเบิด C4, ปืนไรเฟิลจู่โจม M4 สองกระบอก, และระเบิดมือสังหารซุกซ่อนไว้จำนวนมาก คดีนี้เข้าข่ายผิดกฎหมายความมั่นคงชัดเจน ทำให้ “หมิงเฉิน ซัน” ถูกจับกุมและเป็นผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีทันที

แต่แล้วเหตุการณ์พลิกผัน เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 เขาป่วยฉุกเฉินระหว่างถูกควบคุมตัว จึงถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลพัทยาปัทมคุณ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรีทันที แม้จะป่วย แต่ ตร.ยังคุมเข้ม “หมิงเฉิน ซัน” ไม่ปล่อยโอกาส เจ้าหน้าที่ตำรวจและเรือนจำประจำการเฝ้าระวังตั้งแต่ชั้นล่างจนถึงชั้น 2 ของโรงพยาบาล เรียกว่าเข้มงวดสุดๆ เพื่อป้องกันทุกความเสี่ยง

เริ่มรู้สึกตัว ล้างท้องพบของเหลวสีฟ้า

แพทย์โรงพยาบาลพัทยาปัทมคุณได้รายงานลำดับเหตุการณ์อย่างละเอียด เมื่อผู้ป่วยมาถึง แพทย์รีบตรวจเจาะเลือด เอกซเรย์ปอด และ CT สมองทันที สันนิษฐานเบื้องต้นว่าเกิดจากการกินยาประจำตัวเกินขนาด จึงใส่สายยางทางจมูกเพื่อล้างระบบทางเดินอาหาร สิ่งที่พบคือของเหลวสีฟ้าปริมาณมาก! จากนั้นฉีดยาต้านพิษ ทำให้อาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

อัพเดทอาการล่าสุด วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 “หมิงเฉิน ซัน” รู้สึกตัวดี สามารถปฏิบัติตามคำสั่งทางการแพทย์ได้ แต่ยังต้องใช้เครื่องช่วยหายใจต่อไป และรับสารอาหารเหลวทางสายยางจมูกเท่านั้น ยังถอดเครื่องไม่ได้ครับ

  • รู้สึกตัวและตอบสนองดี
  • ใช้เครื่องช่วยหายใจ
  • ล้างท้องพบของเหลวสีฟ้า
  • คาดกินยาเกินขนาด
  • ฉีดยาต้านพิษแล้วอาการดีขึ้น

ผลตรวจแล็บ ไม่พบสารเสพติด

ที่น่าสนใจคือ ผลตรวจห้องปฏิบัติการเบื้องต้น ไม่พบสารเสพติดทุกชนิดทั้งในเลือดและปัสสาวะ แต่โรงพยาบาลส่งตัวอย่างไปตรวจละเอียดเพิ่มเติม รวมถึง alcohol, Benzodiazepine, ยาฆ่าแมลง และอื่นๆ คาดทราบผลอย่างเป็นทางการภายในวันศุกร์หรือสัปดาห์หน้า เพื่อยืนยันสาเหตุที่แท้จริง

คดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องอาวุธ แต่ยังสะท้อนปัญหาความมั่นคงในพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างพัทยา ที่อาจมีชาวต่างชาติมารวมตัวทำเรื่องผิดกฎหมาย ตำรวจชลบุรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานหนักมากในการสืบสวนขยายผล ว่ามีเครือข่ายอื่นอีกหรือไม่ อาวุธเหล่านี้มาจากไหน และจุดประสงค์คืออะไร

ในมุมส่วนตัวนะครับ คิดว่าการที่ ตร.ยังคุมเข้ม “หมิงเฉิน ซัน” แม้ในโรงพยาบาล แสดงถึงมาตรฐานสูงในการป้องกันผู้ต้องหาคดีหนักหลบหนีหรือทำร้ายตัวเองได้ดี แต่ก็ต้องสมดุลกับสิทธิสุขภาพผู้ต้องหาด้วย คดีแบบนี้ต้องติดตามต่อไป เพราะอาจกระทบภาพลักษณ์ประเทศไทยในสายตานักท่องเที่ยว

คุณคิดเห็นอย่างไรกับคดีนี้? คาดว่าผลตรวจจะออกมายังไง หรือมีเครือข่ายใหญ่รอคอยอยู่มั้ย? คอมเมนต์มาบอกกันได้เลยครับ และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่าน เพื่อช่วยกระจายข้อมูลข่าวจริง!

ที่มา – ตร.ยังคุมเข้ม “หมิงเฉิน ซัน” เริ่มรู้สึกตัว ล้างท้องพบของเหลวสีฟ้า คาดกินยาเกินขนาด

สีสันรับเปิดเทอม งดพอกผิว ไม่ลงโทษ!

วันเปิดเทอมใหม่มาถึงแล้ว เพื่อนๆ นักเรียนหลายคนคงตื่นเต้นกันใช่ไหมล่ะ? แต่ปีนี้มีเรื่องฮือฮาเกิดขึ้น เมื่อเพจเฟซบุ๊กของ โรงเรียนบ้านสวน (จั่นอนุสรณ์) โพสต์ระเบียบแต่งกายที่เตือนว่า สีสันรับเปิดเทอม งดพอกผิว จนกลายเป็นไวรัลสุดๆ ทั่วโซเชียล! หลายคนหัวเราะชอบใจ แชร์กันรัวๆ ว่ากฎนี้แปลกใหม่ดี แต่จริงๆ แล้วมันมีที่มาอย่างไร? วันนี้เราจะพาไปสืบกันแบบเป็นกันเองเลยนะ

สีสันรับเปิดเทอม งดพอกผิว

เรื่องนี้เริ่มจากโพสต์ประชาสัมพันธ์ของโรงเรียน ที่เตือนนักเรียนหญิงๆ ให้งดพอกผิวขาวรับวันเปิดเทอม แต่มันไม่ใช่กฎตายตัวนะ! ผู้บริหารโรงเรียนยืนยันชัดเจนว่าเป็นแค่สีสันสนุกๆ เพื่อต้อนรับเทอมใหม่ ไม่มีลงโทษจริงจังอะไรเลย ทางสภานักเรียนเป็นคนริเริ่ม เพื่อสร้างความครึกครื้น พี่ๆ ชั้นใหญ่เตือนน้องๆ แบบหยอกล้อกันเอง เหมือนพี่สาวคอยแนะนำน้องสาวนั่นแหละ

นายเฉลิมเกียรติ สมานพันธุ์ รองผู้อำนวยการโรงเรียน เล่าให้ฟังว่า “ทางโรงเรียนไม่มีกฎห้ามตายตัวขนาดนั้น มันมาจากสภานักเรียนเสนอไอเดีย เพื่อเป็นสีสันวันเปิดเทอม พี่เตือนน้อง หยอกกันสนุกๆ ไม่มีลงโทษอะไรเลย” ฟังแล้วก็รู้สึกอบอุ่นใจแทนเด็กๆ เลยใช่มั้ย?

ที่มาไวรัลของสีสันรับเปิดเทอม งดพอกผิว

นางสาวกฤษฎาภา รังสิโยภาส ประธานสภานักเรียน เผยจุดเริ่มต้นว่า เธอเห็นโพสต์ไวรัลคล้ายๆ กันในโซเชียล เลยอยากลองทำดูบ้าง เพื่อดึงดูดให้น้องๆ ตื่นเต้นอยากมาโรงเรียนวันแรก! “เราไม่คาดคิดว่าจะดังขนาดนี้” เธอบอก พร้อมย้ำว่า จุดประสงค์จริงๆ คืออยากให้น้องๆ รักสีผิวธรรมชาติของตัวเอง ถ้าไม่มั่นใจก็พอกได้ แต่ไม่ควรสิ้นเปลืองเงินผู้ปกครองซื้อครีมแพงๆ เอาเงินนั้นไปทำอย่างอื่นดีกว่า เช่น ซื้อหนังสือเรียนหรือของใช้ที่จำเป็น

  • สร้างความสนุกสนานในวันเปิดเทอม
  • ส่งเสริมการรักตัวเอง รักผิวธรรมชาติ
  • ประหยัดงบประมาณ ไม่ต้องเสียเงินครีมพอกผิวราคาแพง
  • เสริมความสัมพันธ์พี่น้องในโรงเรียน

เห็นมั้ยล่ะว่า สีสันรับเปิดเทอม งดพอกผิว นี้ไม่ใช่แค่กฎเข้มงวด แต่เป็นไอเดียเจ๋งที่ผสมผสานความสนุกกับการให้ข้อคิดดีๆ ในยุคที่เด็กๆ โดนโฆษณาครีม whitening กระหน่ำเต็มไปหมด โรงเรียนนี้เลยกลายเป็นตัวอย่างที่น่ารักมาก!

ทำไมไอเดียนี้ถึงปังขนาดไวรัล?

ในสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับผิวขาวมาตลอด การออกโพสต์แบบนี้เหมือนเป็นการท้าทายเบาๆ ให้เด็กๆ คิดทบทวน ว่าสวยต้องขาวเสมอไปเหรอ? จริงๆ แล้วทุกสีผิวสวยในแบบของมันเอง แถมยังช่วยลดการใช้สารเคมีที่อาจแพ้ได้อีก โรงเรียนบ้านสวนยังเน้นว่าเป็นนักเรียน ควรมุ่งเรียนหนังสือมากกว่าแต่งตัวหรือเมคอัพหนักๆ

ขยายความหน่อยนะ สำหรับพ่อแม่ที่กังวล โรงเรียนยืนยันแล้วว่าไม่มีลงโทษ ถ้าลูกสาวพอกผิวมาจะโดนอะไรรุนแรง ไม่ใช่! มันเป็นแค่การเตือนแบบขำๆ เพื่อให้เด็กๆ หัวเราะและจำได้ วันเปิดเทอมจึงเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

ส่วนตัวผมคิดว่านี่คือวิธีโปรโมทโรงเรียนที่ฉลาดมาก สภานักเรียนรุ่นใหม่ไฟแรง สร้างคอนเทนต์ไวรัลได้แบบนี้ แสดงถึงความคิดสร้างสรรค์สูง หวังว่าจะมีโรงเรียนอื่นๆ ทำตามบ้าง จะได้มีสีสันเปิดเทอมเจ๋งๆ กันทั่วประเทศ

สุดท้ายนี้ อยากชวนทุกคนมาร่วมแชร์ประสบการณ์เปิดเทอมสุดประทับใจของคุณหน่อยสิ! มีกฎแปลกๆ หรือไวรัลจากโรงเรียนไหนบ้าง คอมเมนต์บอกกันเยอะๆ นะ จะได้แลกเปลี่ยนไอเดียสนุกๆ กัน ถ้าชอบบทความนี้ อย่าลืมแชร์ต่อให้เพื่อนๆ ด้วยล่ะ!

ที่มา – สีสันรับเปิดเทอม โรงเรียนเผยที่มาไวรัล กฎระเบียบ “งดพอกผิว” ยันไม่มีการลงโทษ

กรมราชทัณฑ์ เผยหนุ่มจีนสะสมอาวุธ ถูกหามส่ง รพ.

사건ที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนในขณะนี้คือกรณีที่ กรมราชทัณฑ์ เผยหนุ่มจีนสะสมอาวุธ ถูกหามส่ง รพ. สาเหตุคาดกินยาเกินขนาด ซึ่งเกิดขึ้นกับนายหมิงเฉิน ซัน ผู้ต้องหาชาวจีนที่ถูกจับกุมในคดีสะสมอาวุธสงครามและระเบิดซีโฟร์จำนวนมาก เรื่องนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความรุนแรงของคดี แต่ยังแสดงให้เห็นถึงระบบการดูแลผู้ต้องขังของเรือนจำไทยที่เข้มงวดอย่างไร

กรมราชทัณฑ์ เผยหนุ่มจีนสะสมอาวุธ ถูกหามส่ง รพ. สาเหตุคาดกินยาเกินขนาด

จากรายงานของกรมราชทัณฑ์ เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 19.30 น. ของวันที่ 11 พฤษภาคม เจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษพัทยาได้นำตัวนายหมิงเฉิน ซัน ไปส่งโรงพยาบาลพัทยาปัทมคุณอย่างเร่งด่วน หลังจากที่ผู้ต้องหามีอาการชักเกร็งขณะเข้าสู่ระบบจำแนกแรกรับผู้ต้องขังใหม่ ปัจจุบันผู้ต้องหายังคงรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลดังกล่าว โดยยังไม่มีการย้ายไปโรงพยาบาลชลบุรี

สาเหตุเบื้องต้นและการตรวจสอบ

นายยุทธนา นาคเรืองศรี รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์และโฆษกกรม เปิดเผยว่าสาเหตุเบื้องต้นคาดว่าเกิดจากการกินยาเกินขนาด ซึ่งเป็นยาที่ผู้ต้องหาพกติดตัวมาเองเพื่อรักษาโรคประจำตัว โดยยานี้ถูกกินก่อนที่จะมาถึงเรือนจำ เนื่องจากกระบวนการนำยาเข้าคุกต้องผ่านการขออนุญาตและตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัดเท่านั้น

นอกจากนี้ ผู้ต้องหายังอดอาหารมา 3 วันตั้งแต่ถูกพนักงานสอบสวนควบคุมตัว แต่มีการดื่มน้ำเปล่าบ้าง สถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึงความเครียดสูงที่ผู้ต้องหาเผชิญ โดยยังไม่มีญาติมาดูแลหรือเยี่ยม ทำให้อาการทรุดตัวลงอย่างรวดเร็ว

มาตรการดูแลความปลอดภัยเข้มข้น

เพื่อความปลอดภัย กรมราชทัณฑ์ได้จัดเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์และตำรวจคอยประกบดูแลผู้ต้องหาอย่างใกล้ชิดที่โรงพยาบาลพัทยาปัทมคุณ รองอธิบดีฯ ยังยืนยันว่าจะมีรายงานสรุปเพิ่มเติมจากส่วนประชาสัมพันธ์เพื่อแจ้งสื่อมวลชนต่อไป เรื่องนี้ย้ำถึงความรับผิดชอบของหน่วยงานในการดูแลสุขภาพผู้ต้องขัง โดยเฉพาะผู้ต้องหาคดีร้ายแรงอย่างการสะสมอาวุธสงคราม

  • ผู้ต้องหา: นายหมิงเฉิน ซัน ชาวจีน
  • คดี: ซุกระเบิด C4 และอาวุธสงครามจำนวนมาก
  • สถานที่เกิดเหตุ: เรือนจำพิเศษพัทยา
  • โรงพยาบาล: พัทยาปัทมคุณ
  • สาเหตุ: กินยาเกินขนาด + เครียด + อดอาหาร

คดีของหนุ่มจีนรายนี้เริ่มต้นจากการจับกุมที่สร้างความตกใจให้สังคม หลังพบอาวุธปริมาณมหาศาลในครอบครอง ซึ่งอาจเป็นภัยคุกคามความมั่นคง กรมราชทัณฑ์ เผยหนุ่มจีนสะสมอาวุธ ถูกหามส่ง รพ. สาเหตุคาดกินยาเกินขนาด จึงเป็นข่าวอัปเดตล่าสุดที่แสดงถึงการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การจัดการสุขภาพจิตผู้ต้องขังเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะชาวต่างชาติที่อาจเผชิญอุปสรรคด้านภาษาและการปรับตัว เรือนจำไทยมีระบบแพทย์พื้นฐาน แต่กรณีฉุกเฉินอย่างนี้แสดงให้เห็นถึงการตอบสนองที่รวดเร็ว

นอกจากนี้ ยังมีข่าวเก่าที่เกี่ยวข้อง เช่น การจัดตำรวจคุมเข้มระหว่างรักษาตัว หากอาการไม่ดีขึ้นอาจย้ายโรงพยาบาลประจำจังหวัด สังคมควรติดตามเพื่อเข้าใจกระบวนการยุติธรรมไทยให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

สุดท้ายแล้ว กรณีนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าการสะสมอาวุธผิดกฎหมายไม่เพียงนำมาซึ่งโทษจำคุก แต่ยังกระทบสุขภาพร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรง หากคุณสนใจข่าวอาชญากรรมหรือระบบราชทัณฑ์ ติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุดและเคล็ดลับป้องกันตัวเองจากภัยรอบข้าง

ที่มา – กรมราชทัณฑ์ เผยหนุ่มจีนสะสมอาวุธ ถูกหามส่ง รพ. สาเหตุคาดกินยาเกินขนาด

Scroll to top