ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

ชัชชาติ ส่งเรื่องกรมบัญชีกลางเช็กคุณสมบัติ เอกชนชนะประมูลอุโมงค์ระบายน้ำ

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับความคืบหน้าโครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำบึงหนองบอน เมื่อล่าสุดนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ออกมาชี้แจงถึงกรณีที่บริษัทเอกชนผู้ชนะการประมูลอาจมีปัญหาเรื่องสถานะทางการเงิน ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน

ชัชชาติ ส่งเรื่องกรมบัญชีกลางเช็กคุณสมบัติ เอกชนชนะประมูลอุโมงค์ระบายน้ำ

การที่ ชัชชาติ ส่งเรื่องกรมบัญชีกลางเช็กคุณสมบัติ เอกชนชนะประมูลอุโมงค์ระบายน้ำ ในครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงออกถึงความโปร่งใสและต้องการความชัดเจนในข้อกฎหมายครับ โดยผู้ว่าฯ ชัชชาติ ยืนยันว่าทาง กทม. ยึดระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างเป็นหลัก และต้องการผู้รับเหมาที่มีความมั่นคงเพื่อไม่ให้โครงการสะดุดกลางคัน เนื่องจากปัญหาเรื่องการฟื้นฟูกิจการของเอกชนอาจส่งผลกระทบต่อระยะเวลาการก่อสร้าง

ความคืบหน้าการตรวจสอบและมาตรฐานความโปร่งใส

นอกจากประเด็นเรื่องคุณสมบัติแล้ว ท่านผู้ว่าฯ ยังได้เปิดเผยถึงปัญหาที่สะสมมาตั้งแต่อดีต ไม่ว่าจะเป็น:

  • การออกแบบที่ไม่สอดคล้องกับสภาพหน้างานจริง
  • ปัญหาการแก้ไขแบบที่ทำได้ยากในเชิงวิศวกรรม
  • การจัดประมูลในช่วงรอยต่อก่อนที่ท่านจะเข้ารับตำแหน่ง

อย่างไรก็ตาม ทาง กทม. ไม่ได้นิ่งนอนใจและพยายามเร่งรัดทุกโครงการให้เป็นไปตามสัญญา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการก่อสร้างที่ล่าช้า ในส่วนของ ชัชชาติ ส่งเรื่องกรมบัญชีกลางเช็กคุณสมบัติ เอกชนชนะประมูลอุโมงค์ระบายน้ำ นั้น เราต้องรอคำตอบจากกรมบัญชีกลางซึ่งเป็นหน่วยงานกลางที่จะตัดสินว่าการดำเนินการนี้สามารถทำสัญญาได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรมหรือไม่

ในฐานะประชาชน เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร การบริหารจัดการโครงการขนาดใหญ่ภายใต้ความกดดันเรื่องงบประมาณและเวลาไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การยึดถือระเบียบและความโปร่งใสคือสิ่งที่จะตอบคำถามสังคมได้ดีที่สุดครับ

ที่มา – “ชัชชาติ” ส่งเรื่องกรมบัญชีกลางเช็กคุณสมบัติ เอกชนชนะประมูลอุโมงค์ระบายน้ำ

สภา กทม. ถกงบประมาณปี 2570 วงเงิน 9.39 หมื่นล้านบาท

เชื่อว่าชาวกรุงเทพฯ หลายคนกำลังจับตามองทิศทางการพัฒนาเมือง หลังจากล่าสุดมีการประชุม สภา กทม. ถกงบประมาณปี 2570 วงเงิน 9.39 หมื่นล้านบาท โดยนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้แถลงร่างข้อบัญญัติฯ ที่เน้นย้ำถึงความโปร่งใสและคุ้มค่าเป็นหัวใจหลัก เพื่อกระจายความเจริญให้เข้าถึงพี่น้องประชาชนในทุกมิติ ทั้งในแง่ของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการแก้ปัญหาเส้นเลือดฝอยในชุมชน

สภา กทม. ถกงบประมาณปี 2570 วงเงิน 9.39 หมื่นล้านบาท เดินหน้าพัฒนาเมือง

ในการประชุมครั้งนี้ ถือเป็นการวางรากฐานการพัฒนาเมืองระยะยาว ท่ามกลางความท้าทายจากสภาวะเศรษฐกิจโลกและปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยงบประมาณก้อนนี้ถูกแบ่งออกเป็นงบรายจ่ายจากรายได้ประจำและงบพาณิชย์ ซึ่งมีการกันงบประมาณกว่า 6 พันล้านบาทเพื่อใช้ชำระหนี้โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวตามภาระผูกพัน ส่งผลให้เหลืองบประมาณกว่า 8.6 หมื่นล้านบาทสำหรับบริหารจัดการเมืองในด้านต่างๆ ต่อไป

รายละเอียดการจัดสรรงบประมาณปี 2570

การจัดสรรงบประมาณครั้งนี้ให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์การพัฒนาเมือง 9 ด้าน โดยมีสัดส่วนที่น่าสนใจดังนี้:

  • เดินทางดี: งบประมาณ 15,719 ล้านบาท เพื่อพัฒนาระบบขนส่งและโครงสร้างพื้นฐาน
  • ปลอดภัยดี: 4,126 ล้านบาท รวมถึงการปรับปรุงระบบ CCTV
  • สิ่งแวดล้อมดี: 5,440 ล้านบาท เพื่อจัดการปัญหาขยะและมลพิษ
  • งบเส้นเลือดฝอย: 6,661 ล้านบาท สำหรับปรับปรุงซอย ถนน ทางเท้า และระบบระบายน้ำในชุมชน

อย่างไรก็ตาม สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ได้ร่วมกันอภิปรายอย่างดุเดือด โดยเฉพาะข้อสังเกตเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างที่ล่าช้า การติดตั้งกล้อง CCTV ที่ถูกตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่า และการจัดการด้านการศึกษาที่ควรได้รับการจัดสรรงบประมาณที่เพียงพอ ซึ่งทางผู้บริหาร กทม. ก็ได้รับฟังและชี้แจงถึงแผนการปรับปรุงระบบตรวจสอบโครงการให้เป็นแบบเรียลไทม์มากขึ้น

นอกเหนือจากตัวเลขงบประมาณ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการนำงบประมาณไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ำและเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับคนกรุง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสาธารณสุข การจัดการน้ำท่วม หรือแม้แต่การเพิ่มพื้นที่สีเขียว การที่ สภา กทม. ถกงบประมาณปี 2570 วงเงิน 9.39 หมื่นล้านบาท ได้อย่างเข้มข้นเช่นนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่สะท้อนว่าทุกภาคส่วนกำลังใส่ใจกับการใช้งบประมาณแผ่นดินอย่างระมัดระวังที่สุด

ท้ายที่สุดนี้ ในฐานะชาวกรุงเทพฯ เราคงหวังเห็นโครงการต่างๆ เกิดขึ้นจริงและเห็นผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้เมืองหลวงของเราน่าอยู่และเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป หากใครมีข้อเสนอแนะหรือความคิดเห็นเกี่ยวกับแผนพัฒนาเมืองในปีงบประมาณหน้า สามารถร่วมแสดงความเห็นผ่านช่องทางต่างๆ ของ กทม. เพื่อให้เสียงของพวกเราได้ถูกนำไปปรับปรุงให้การพัฒนาเมืองตรงจุดที่สุด

ที่มา – สภา กทม. ถกงบประมาณปี 2570 วงเงิน 9.39 หมื่นล้านบาท “ชัชชาติ” ชูโปร่งใส-คุ้มค่า

กทม. จัดแข่งขันเรือพายสายน้ำแห่งชีวิต ใต้ร่มพระบารมี เฉลิมพระชนมพรรษา 74 พรรษา

สวัสดีครับทุกคน! วันนี้จะพาไปชมบรรยากาศสุดพิเศษที่กรุงเทพมหานครร่วมกับสมาคมเรือพายแห่งประเทศไทยจัดขึ้น นั่นก็คือกิจกรรม กทม. จัดแข่งขันเรือพายสายน้ำแห่งชีวิต ใต้ร่มพระบารมี เฉลิมพระชนมพรรษา 74 พรรษา เพื่อร่วมถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 74 พรรษา ซึ่งบรรยากาศในงานเต็มไปด้วยความคึกคักและเปี่ยมไปด้วยพลังของพี่น้องประชาชน

กทม. จัดแข่งขันเรือพายสายน้ำแห่งชีวิต ใต้ร่มพระบารมี เฉลิมพระชนมพรรษา 74 พรรษา

กิจกรรมในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การแข่งขันกีฬาทางน้ำทั่วไป แต่เป็นโครงการที่สะท้อนถึงพระราชปณิธานในการสืบสาน รักษา และต่อยอดแนวพระราชดำริด้านการจัดการทรัพยากรน้ำ และการส่งเสริมวิถีชีวิตริมสายน้ำที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน โดย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ลงพื้นที่เยี่ยมชมกิจกรรมดังกล่าวด้วยตนเอง เพื่อให้กำลังใจนักกีฬาและชมความพร้อมเพรียงของพลังชุมชนที่ร่วมกันอนุรักษ์คูคลองให้มีความสะอาดและสวยงาม

ประเภทการแข่งขันและไฮไลท์สำคัญ

สำหรับกิจกรรม กทม. จัดแข่งขันเรือพายสายน้ำแห่งชีวิต ใต้ร่มพระบารมี เฉลิมพระชนมพรรษา 74 พรรษา ได้มีการแบ่งประเภทการแข่งขันเพื่อให้ผู้รักกีฬาทางน้ำได้ประลองความเร็วกันอย่างสนุกสนาน ดังนี้ครับ:

  • ประเภทบอร์ดซับ (SUP Board) ประลองความเร็ว
  • ประเภทเรือคายัค (Kayak) ประลองความเร็ว
  • ประเภทเรือแคนู (Canoe) ประลองความเร็ว
  • ประเภทเรือสลาลอม (Slalom)
  • ประเภทเรือพื้นบ้าน (เรือพลาสติก) หลบหลีกสิ่งกีดขวาง

การแข่งขันแต่ละประเภทได้รับความสนใจจากทั้งนักกีฬาอาชีพและชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างมาก เป็นการดึงคนในชุมชนออกมาทำกิจกรรมร่วมกัน เปิดพื้นที่ริมน้ำให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้พื้นที่สาธารณะให้เกิดประโยชน์สูงสุดผ่านกีฬาทางน้ำครับ

กิจกรรมนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเฉลิมพระเกียรติเท่านั้น แต่ยังช่วยปลูกจิตสำนึกให้ประชาชนหันกลับมาดูแลคูคลองในบ้านเราให้สะอาดและยั่งยืน หากทุกคนร่วมมือกันดูแลแม่น้ำลำคลอง สายน้ำแห่งชีวิตเหล่านี้ก็จะอยู่คู่กับกรุงเทพฯ และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้ทุกคนสืบไป หวังว่าในอนาคตเราจะได้เห็นกิจกรรมสร้างสรรค์แบบนี้จัดขึ้นบ่อยๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวริมน้ำให้น่าสนใจยิ่งขึ้นนะครับ!

ที่มา – กทม. จัดแข่งขันเรือพายสายน้ำแห่งชีวิต ใต้ร่มพระบารมี เฉลิมพระชนมพรรษา 74 พรรษา

“ชัชชาติ” ย้ำให้ความสำคัญประชุมสภา กทม. แจงไม่อยู่ช่วงแก้ข้อบังคับประชุม

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจเกี่ยวกับกรณีการเข้าร่วมประชุมสภากรุงเทพมหานครของท่านผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่หลายคนอาจจะเห็นภาพข่าวผ่านตากันมาบ้าง ซึ่งล่าสุดทางท่านผู้ว่าฯ ได้ออกมาไขข้อข้องใจถึงประเด็นที่ว่าทำไมถึงไม่อยู่ในช่วงแก้ข้อบังคับการประชุมครับ

“ชัชชาติ” ย้ำให้ความสำคัญประชุมสภา กทม. แจงไม่อยู่ช่วงแก้ข้อบังคับประชุม

ท่านผู้ว่าฯ ชัชชาติ ได้ยืนยันอย่างชัดเจนว่า “ชัชชาติ” ย้ำให้ความสำคัญประชุมสภา กทม. แจงไม่อยู่ช่วงแก้ข้อบังคับประชุม มาโดยตลอด โดยในวันเกิดเหตุท่านและคณะผู้บริหารได้เข้าร่วมประชุมตั้งแต่ช่วงเช้า ชี้แจงกระทู้สดและญัตติต่างๆ อย่างครบถ้วนตามหน้าที่ แต่เมื่อเข้าสู่วาระการแก้ไขข้อบังคับการประชุม ซึ่งเป็นเรื่องภายในของสภาฯ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับฝ่ายบริหาร ท่านจึงออกไปปฏิบัติภารกิจอื่นเพื่อความเป็นระเบียบและให้เกียรติสมาชิกสภากรุงเทพมหานครให้ได้อภิปรายกันอย่างเต็มที่ครับ

ทำความเข้าใจหน้าที่ฝ่ายบริหารในสภา

หลายท่านอาจจะยังไม่ทราบครับว่า ในทางปฏิบัติแล้วผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและฝ่ายบริหารไม่ได้มีสถานะเป็นองค์ประชุมของสภา กทม. ดังนั้นการที่ผู้บริหารออกไปปฏิบัติภารกิจในระหว่างที่สภาฯ พิจารณาวาระที่ไม่เกี่ยวข้องจึงเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ตามระบบงานปกติ

  • ผู้ว่าฯ และผู้บริหารเข้าร่วมประชุมเพื่อชี้แจงกระทู้และญัตติสำคัญอย่างสม่ำเสมอ
  • เมื่อเป็นวาระภายในของสภาฯ ฝ่ายบริหารจะหลีกทางให้เพื่อให้ สก. ทำงานได้อย่างอิสระ
  • หากมีข้อซักถาม ท่านผู้ว่าฯ ยังคงเตรียมข้อมูลและเอกสารชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรส่งให้พิจารณาอยู่เสมอ

จากเหตุการณ์นี้ทำให้เราเห็นถึงทัศนคติของท่านผู้ว่าฯ ที่ให้ความสำคัญกับกระบวนการทำงานแบบมืออาชีพ การแบ่งหน้าที่ให้ชัดเจนระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติเป็นสิ่งที่ช่วยให้การทำงานของกรุงเทพมหานครเดินหน้าไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นครับ

บทเรียนในครั้งนี้สอนให้เรารู้ว่า การทำงานร่วมกันในองค์กรใหญ่อย่างกทม. ต้องอาศัยทั้งการมีส่วนร่วมและการให้เกียรติซึ่งกันและกัน สำหรับคนที่กังวลว่าท่านผู้ว่าฯ จะเพิกเฉยต่อการประชุม บอกได้เลยครับว่าท่านยังคงมุ่งมั่นกับการแก้ไขปัญหาให้พี่น้องชาวกรุงเทพฯ อย่างเต็มที่แน่นอนครับ

ที่มา – “ชัชชาติ” ย้ำให้ความสำคัญประชุมสภา กทม. แจงไม่อยู่ช่วงแก้ข้อบังคับประชุม

6 โมงเช้าพรุ่งนี้ เปิดจราจร 3 เลน วงเวียนใหญ่มุ่งหน้าสะพานพุทธ-สะพานพระปกเกล้า

เชื่อว่าเพื่อนๆ ที่ใช้เส้นทางแถววงเวียนใหญ่คงจะอึดอัดใจกันมาหลายวัน ล่าสุดผมมีข่าวดีมาฝากครับ โดยทาง กทม. ได้ออกมาประกาศเตรียม 6 โมงเช้าพรุ่งนี้ เปิดจราจร 3 เลน วงเวียนใหญ่มุ่งหน้าสะพานพุทธ-สะพานพระปกเกล้า เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัด หลังจากที่เจ้าหน้าที่ได้เร่งแก้ไขสถานการณ์น้ำรั่วเข้าอุโมงค์รถไฟฟ้าจนเริ่มกลับมามีเสถียรภาพแล้ว

6 โมงเช้าพรุ่งนี้ เปิดจราจร 3 เลน วงเวียนใหญ่มุ่งหน้าสะพานพุทธ-สะพานพระปกเกล้า

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความคืบหน้าด้วยตัวเอง พร้อมยืนยันว่าจากการเติมน้ำเพื่อปรับแรงดันและฉีดสารเคมีอุดรอยรั่วใต้ดิน ผลการวัดการทรุดตัวในช่วง 2 วันที่ผ่านมาไม่พบการทรุดตัวเพิ่ม ทำให้เราสามารถ 6 โมงเช้าพรุ่งนี้ เปิดจราจร 3 เลน วงเวียนใหญ่มุ่งหน้าสะพานพุทธ-สะพานพระปกเกล้า ได้อย่างปลอดภัยในเบื้องต้นครับ

สรุปแผนการจราจรเพื่อความปลอดภัย

สำหรับพี่น้องประชาชนที่ต้องสัญจรผ่านเส้นทางดังกล่าว ต้องทราบข้อมูลการปรับเส้นทางดังนี้:

  • ขาเข้า: เปิด 3 เลนตามปกติ ตั้งแต่เวลา 06.00 น. ของวันที่ 19 ก.ค.
  • ขาออก: ยังคงปิดจราจรเพื่อใช้พื้นที่ติดตั้งเครื่องมือและฉีดเกราต์ต่อเนื่อง
  • เส้นทางเลี่ยง: สำหรับรถจากสะพานพุทธและสะพานพระปกเกล้า ให้เลี้ยวขวาที่แยกบ้านแขกเข้าถนนอิสรภาพครับ

ถึงแม้ว่าจะมีการอนุญาตให้ 6 โมงเช้าพรุ่งนี้ เปิดจราจร 3 เลน วงเวียนใหญ่มุ่งหน้าสะพานพุทธ-สะพานพระปกเกล้า แล้ว แต่ทาง กทม. ยังคงเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยสูงสุด โดยมีการติดตั้งเครื่องมือตรวจวัดอาคารทุก 2 ชั่วโมง และจะมีการตรวจสอบร่วมกับ วสท. ในช่วงวันที่ 21-22 กรกฎาคมนี้อีกครั้ง เพื่อความมั่นใจของคนที่อยู่อาศัยในพื้นที่ใกล้เคียงครับ

ทางทีมงานฝากประชาสัมพันธ์ว่าขอความร่วมมือผู้ใช้รถใช้ถนนปฏิบัติตามป้ายจราจรอย่างเคร่งครัด รวมถึงห้ามจอดรถในซอยลาดหญ้า 1 เพื่อให้การระบายรถมีประสิทธิภาพสูงสุด หวังว่าเหตุการณ์นี้จะคลี่คลายโดยเร็วและไม่มีผลกระทบต่อประชาชนในระยะยาวครับ หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมอย่างไร ผมจะรีบนำมาอัปเดตให้เพื่อนๆ ทราบทันทีครับ

ที่มา – 6 โมงเช้าพรุ่งนี้ เปิดจราจร 3 เลน วงเวียนใหญ่มุ่งหน้าสะพานพุทธ-สะพานพระปกเกล้า

กทม. สั่งปิดชั่วคราว 3 ร้านดัง ย่านพระราม 1 – จรัญฯ – ถ.เพชรบุรี ฝ่าฝืนกฎหมาย

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงได้ยินข่าวที่ทาง กทม. ออกมาปฏิบัติการเชิงรุกกันอย่างเข้มข้น เพื่อความปลอดภัยของพวกเราทุกคน ล่าสุดมีการตีแผ่เรื่อง กทม. สั่งปิดชั่วคราว 3 ร้านดัง ย่านพระราม 1 – จรัญฯ – ถ.เพชรบุรี ฝ่าฝืนกฎหมาย ซึ่งถือเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ผู้ใช้บริการสถานบันเทิงต้องให้ความสำคัญครับ

กทม. สั่งปิดชั่วคราว 3 ร้านดัง ย่านพระราม 1 – จรัญฯ – ถ.เพชรบุรี ฝ่าฝืนกฎหมาย

การลงพื้นที่ตรวจความเรียบร้อยของเจ้าหน้าที่ กทม. ครั้งนี้ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ได้กำชับให้ทุกเขตทำหน้าที่อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการตรวจตราเรื่องอัคคีภัยและการขออนุญาตประกอบกิจการให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะอุบัติเหตุที่เกิดในร้านอาหารหรือสถานบันเทิงเป็นเรื่องที่ประมาทไม่ได้เลยครับ

รายละเอียดการตรวจสอบความปลอดภัยของสถานประกอบการ

จากการตรวจพบว่ามีการฝ่าฝืนกฎหมายในหลายจุด ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินมาตรการขั้นเด็ดขาดเพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ดังนี้:

  • ย่านพระราม 1 (เขตปทุมวัน): พบการลักลอบเปิดผับโดยไม่มีใบอนุญาต ไม่มีระบบป้องกันอัคคีภัย และทางหนีไฟถูกกีดขวาง
  • ย่านจรัญสนิทวงศ์ (เขตบางกอกน้อย): ตรวจพบการเปิดมหรสพและดนตรีโดยไม่ได้รับอนุญาต กระทบต่อสุขอนามัย
  • ย่านเพชรบุรี (เขตราชเทวี): มีการฝ่าฝืนคำสั่งเตือนให้หยุดกิจการแต่ยังแอบเปิดให้บริการต่อ จึงถูกคำสั่งระงับการใช้สถานที่ในที่สุด

หากถามว่าทำไมเรื่อง กทม. สั่งปิดชั่วคราว 3 ร้านดัง ย่านพระราม 1 – จรัญฯ – ถ.เพชรบุรี ฝ่าฝืนกฎหมาย ถึงมีความสำคัญ ก็เพราะว่าความปลอดภัยของผู้ใช้บริการต้องมาเป็นอันดับหนึ่งครับ ผู้ประกอบการที่ฝ่าฝืนกฎหมายตาม พ.ร.บ. การสาธารณสุข พ.ศ. 2535 อาจได้รับโทษหนักทั้งจำคุกหรือปรับเงินรายวัน จนกว่าจะแก้ไขให้ถูกต้อง

สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากเตือนเพื่อนๆ ที่ชอบไปแฮงก์เอาต์ตามร้านอาหารหรือสถานบันเทิงต่างๆ ก่อนเข้าร้านควรสังเกตทางหนีไฟและมาตรฐานความปลอดภัยของสถานที่ด้วยตัวเองบ้างนะครับ อย่ามองข้ามจุดเล็กๆ เหล่านี้ เพราะชีวิตของเราสำคัญที่สุดครับ สำหรับใครที่พบเห็นร้านใดที่ดูไม่ปลอดภัย สามารถแจ้งเบาะแสให้ทางสำนักงานเขตตรวจสอบได้ทันที เพื่อช่วยกันเป็นหูเป็นตาให้เมืองของเราน่าอยู่และปลอดภัยขึ้นครับ

ที่มา – กทม. สั่งปิดชั่วคราว 3 ร้านดัง ย่านพระราม 1 – จรัญฯ – ถ.เพชรบุรี ฝ่าฝืนกฎหมาย

ชัชชาติ เซ็นตั้งคณะที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของผู้ว่าฯ กทม.

เรียกได้ว่าเป็นการขยับตัวครั้งสำคัญของกรุงเทพมหานคร เมื่อล่าสุด นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้ง คณะที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของผู้ว่าฯ กทม. อย่างเป็นทางการ เพื่อเสริมเขี้ยวเล็บให้กับการบริหารงานในเมืองหลวงให้มีประสิทธิภาพและมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น

เจาะลึกการจัดตั้ง คณะที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของผู้ว่าฯ กทม.

การจัดตั้ง คณะที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของผู้ว่าฯ กทม. ในรอบนี้ ถือเป็นการระดมสมองจากผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายสาขาอาชีพ เพื่อให้ครอบคลุมการทำงานในทุกมิติ ทั้งเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจ สาธารณสุข ไปจนถึงการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ โดยมี นายต่อศักดิ์ โชติมงคล รับหน้าที่เป็นประธานที่ปรึกษา เพื่อคอยประสานงานและขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ให้สัมฤทธิ์ผลตามเป้าหมาย

รายชื่อทีมงานและบทบาทสำคัญใน คณะที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของผู้ว่าฯ กทม.

สำหรับรายชื่อทั้ง 20 ท่านที่ถูกคัดเลือกมาเพื่อให้คำปรึกษาแก่ผู้ว่าฯ ชัชชาติ นั้น ประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิที่มีชื่อเสียงและเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ดังนี้:

  • นายต่อศักดิ์ โชติมงคล (ประธานที่ปรึกษา)
  • นายทศพร ศิริสัมพันธ์ ตันไชย (ด้านพัฒนาองค์กร)
  • นายวุฒิสาร (ด้านการพัฒนาท้องถิ่น)
  • นายวิบูลย์ แสงชมภู (ด้านกฎหมาย)
  • นายฉันชาย สิทธิพันธุ์ (ด้านการแพทย์และสาธารณสุข)
  • นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ (ด้านพัฒนาชุมชน)
  • นายพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ (ด้านผังเมือง)
  • นายต่อภัสสร์ (ด้านความโปร่งใส)
  • นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย (ด้านเศรษฐศาสตร์)
  • และผู้เชี่ยวชาญด้านอื่นๆ อีก 11 ท่านครอบคลุมทุกมิติของเมือง

การมีที่ปรึกษาที่แข็งแกร่งเช่นนี้ ชี้ให้เห็นว่าผู้ว่าฯ ชัชชาติ ต้องการใช้ความรู้จากภาคส่วนปฏิบัติจริงมาผสานกับกลไกราชการ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีว่าปัญหาเรื้อรังของกรุงเทพฯ อาจได้รับการแก้ไขผ่านมุมมองที่หลากหลายและสดใหม่มากขึ้น

เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า การจัดชุดที่ปรึกษาครั้งนี้จะเปลี่ยนโฉมหน้ากรุงเทพมหานครไปในทิศทางใด แต่เชื่อมั่นได้เลยว่าด้วยความตั้งใจของคุณชัชชาติและการรวมตัวของเหล่ายอดฝีมือ จะช่วยให้คนกรุงเทพฯ ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้จริงในอนาคตอันใกล้นี้ครับ หากคุณมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับการตั้งที่ปรึกษาชุดนี้ อย่าลืมแชร์ความคิดเห็นกันเข้ามานะครับ!

ที่มา – “ชัชชาติ” เซ็นตั้งคณะที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของผู้ว่าฯ กทม. “ต่อศักดิ์” นั่งประธาน

“ชัชชาติ” สั่ง ผอ.เขตเดินตรวจร้านอาหารทุกวัน ร้านไหนเสี่ยงสั่งหยุดบริการทันที

“ชัชชาติ” สั่ง ผอ.เขตเดินตรวจร้านอาหารทุกวัน ร้านไหนเสี่ยงสั่งหยุดบริการทันที

กลายเป็นประเด็นร้อนที่พ่อเมืองกรุงฯ ให้ความสำคัญอย่างมาก หลังจากเกิดเหตุการณ์สะเทือนใจจากเหตุไฟไหม้โรงเบียร์ชื่อดังย่านลาดพร้าว ล่าสุด “ชัชชาติ” สั่ง ผอ.เขตเดินตรวจร้านอาหารทุกวัน ร้านไหนเสี่ยงสั่งหยุดบริการทันที เพื่อยกระดับความปลอดภัยของผู้ใช้บริการให้เข้มงวดกว่าเดิม

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เน้นย้ำถึงความปลอดภัยในที่ประชุมหัวหน้าหน่วยงาน กทม. โดยระบุว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของกฎหมายและช่องโหว่ในการปฏิบัติงาน แม้ก่อนเกิดเหตุจะมีการตรวจสอบตามระเบียบแล้ว แต่เมื่อร้านเปิดใช้งานจริงกลับมีการนำสิ่งของ เช่น โต๊ะวางขายลูกอม มาขวางทางหนีไฟ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้ และส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยของชีวิตประชาชน

มาตรการเด็ดขาดเพื่อความปลอดภัยของทุกคน

นอกจากนี้ นายชัชชาติได้กำชับให้ผู้อำนวยการเขตทุกเขตลงพื้นที่ด้วยตนเองแบบสุ่ม โดยไม่ต้องรอการแจ้งล่วงหน้า หรือการตรวจสอบที่เป็นทางการเพียงอย่างเดียว โดยมาตรการสำคัญมีดังนี้:

  • ตรวจสอบทางหนีไฟว่ามีสิ่งกีดขวางหรือไม่
  • ตรวจสอบระบบไฟฉุกเฉินและสัญญาณเตือนภัยว่าใช้งานได้จริง
  • ประเมินวัสดุบุผนังที่เป็นชนวนติดไฟง่าย โดยเฉพาะวัสดุซับเสียง
  • ชัชชาติ สั่ง ผอ.เขตเดินตรวจร้านอาหารทุกวัน ร้านไหนเสี่ยงสั่งหยุดบริการทันที หากพบความไม่ปลอดภัย

ผู้ว่าฯ กทม. ยังได้ให้ข้อคิดเห็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับวัสดุซับเสียงที่หลายร้านมักเลือกใช้เพื่อกันเสียงรบกวนข้างเคียง แต่วัสดุเหล่านี้มักเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีเมื่อเกิดประกายไฟ ซึ่งทางเขตต้องใช้ดุลยพินิจในการตรวจตรามากขึ้น ไม่ใช่ดูแค่เอกสารอนุญาต แต่ต้องดูพฤติกรรมการใช้งานจริงเป็นหลัก

การตัดสินใจที่เด็ดขาดในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่า กทม. จะไม่ปล่อยให้เหตุการณ์สลดซ้ำรอยเดิมอีกต่อไป สำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารเองก็ควรให้ความร่วมมือและตรวจสอบความเรียบร้อยของร้านตนเองอย่างสม่ำเสมอ เพราะความปลอดภัยของลูกค้าคือสิ่งสำคัญที่สุดที่ช่วยรักษาธุรกิจให้อยู่รอดได้อย่างยั่งยืน หากร้านไหนยังละเลยและปล่อยให้มีความเสี่ยง การถูกสั่งหยุดให้บริการเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องและเป็นธรรมสำหรับผู้บริโภคทุกคนครับ

ที่มา – “ชัชชาติ” สั่ง ผอ.เขตเดินตรวจร้านอาหารทุกวัน ร้านไหนเสี่ยงสั่งหยุดบริการทันที

โศกนาฏกรรม ไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ตาย 27 เจ็บ 63

โศกนาฏกรรม ไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ตาย 27 เจ็บ 63

เหตุการณ์สะเทือนขวัญที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 69 ได้กลายเป็นประเด็นที่พูดถึงกันอย่างมากบนโลกโซเชียล โดยเฉพาะแฮชแท็ก #ไฟไหม้ ที่พุ่งติดเทรนด์อย่างรวดเร็ว หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้ร้าน “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” บริเวณใกล้ลาดพร้าว ซอย 1 สร้างความสูญเสียครั้งใหญ่ให้กับหลายครอบครัว

จากรายงานล่าสุดพบว่ามีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้สูงถึง 27 ราย และมีผู้บาดเจ็บที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลถึง 63 ราย ในจำนวนนี้มีอาการวิกฤตถึง 22 ราย ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากการสำลักควันและต้องการเครื่องช่วยหายใจ บรรยากาศเหตุการณ์เต็มไปด้วยความโศกเศร้า เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งเข้าช่วยเหลือและนำผู้ประสบเหตุส่งโรงพยาบาลเป็นการด่วน

รายละเอียดและสาเหตุเบื้องต้นของ ไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ตาย 27 เจ็บ 63

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและสรุปสถานการณ์ว่า เพลิงได้ลุกลามภายในร้านอย่างรวดเร็ว แม้ทีมดับเพลิงจะใช้เวลาเดินทางมาถึงเพียง 5 นาทีก็ตาม จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่าร้านดังกล่าวมีการขออนุญาตถูกต้อง แต่ประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งตรวจสอบคือระบบความปลอดภัย โดยเฉพาะเรื่องทางหนีไฟและควันที่พุ่งกระจายอย่างรวดเร็วจนทำให้ลูกค้าที่อยู่ในร้านเกิดความสับสนขณะหนีออกจากที่เกิดเหตุ

สำหรับแนวทางการให้ความช่วยเหลือในขณะนี้ ทางหน่วยงานราชการได้จัดเตรียมศูนย์อำนวยการเพื่อรับข้อมูลญาติผู้ที่สูญหาย ดังนี้:

  • ติดต่อผู้ช่วยเขตจตุจักรโดยตรงที่เบอร์ 08-1734-1298
  • ศูนย์ข้อมูลสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินพหลโยธิน ทางออกประตู 4
  • ศูนย์รับข้อมูลที่นิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ

หลายคนที่เคยไปใช้บริการที่ร้านนี้ต่างรู้สึกสะเทือนใจกับเหตุการณ์ ไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ตาย 27 เจ็บ 63 ในครั้งนี้เป็นอย่างมาก เราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสีย และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้จะกลายเป็นบทเรียนสำคัญในการเพิ่มมาตรการความปลอดภัยของสถานบันเทิงทั่วประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก

ที่มา – แฮชแท็ก “ไฟไหม้” พุ่งติดเทรนด์ หลังเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ตาย 27 เจ็บ 63 ราย

Scroll to top