ชัตดาวน์

สภาล่างสหรัฐฯ ผ่านร่างงบ DHS ชั่วคราว

สภาล่างสหรัฐฯ ผ่านร่างงบ DHS ชั่วคราว แล้วนะครับ หลังจากที่รีพับลิกันไม่ยอมรับข้อตกลงจากวุฒิสภา สถานการณ์ชัตดาวน์บางส่วนของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ยังคงยืดเยื้อต่อไป ส่งผลกระทบต่อการเดินทางทางอากาศของประชาชนชาวอเมริกันอย่างหนัก

เมื่อวันศุกร์ที่ 27 มี.ค. ที่ผ่านมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครีพับลิกันได้ลงมติผ่านร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวของตัวเอง คะแนน 213 ต่อ 203 เสียง ร่างนี้จัดสรรงบเต็มจำนวนให้ DHS เป็นเวลา 8 สัปดาห์ แต่ปัญหาคือ วุฒิสภาจะต้องเห็นชอบเวอร์ชันเดียวกันก่อนถึงจะส่งให้ประธานาธิบดีทรัมป์ลงนามได้ ทำให้ชัตดาวน์ยังไม่จบง่ายๆ

สภาล่างสหรัฐฯ ผ่านร่างงบ DHS ชั่วคราว หลังรีพับลิกันปัดข้อตกลงสว.

สาเหตุหลักมาจากการที่รีพับลิกันไม่พอใจร่างจากวุฒิสภา เพราะร่างนั้นตัดงบประมาณของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) และหน่วยตระเวนชายแดน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในนโยบายกวาดล้างผู้อพยพผิดกฎหมายของทรัมป์ ไมค์ จอห์นสัน ประธานสภา เรียกร่างวุฒิสภาว่า “เรื่องตลก” เลยทีเดียว

ผลกระทบจากการชัตดาวน์ DHS

ภาวะชัตดาวน์นี้ทำให้เจ้าหน้าที่ TSA (Transportation Security Administration) หลายพันคนต้องทำงานโดยไม่ได้รับเงินเดือนมาตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้คิวยาวเหยียดที่สนามบินต่างๆ เช่น สนามบินนานาชาติฮิวส์ตัน ที่ผู้โดยสารต้องรอตรวจนานจนเจ้าหน้าที่ต้องแจกน้ำดื่มช่วยเหลือ

  • บริการตรวจคัดกรองผู้โดยสารและสัมภาระล่าช้า
  • เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทำงานฟรี สร้างความเดือดร้อน
  • กระทบการบินทั่วประเทศ สายการบินล่าช้า
  • ทรัมป์สั่งชดเชยย้อนหลัง แต่ยังไม่ช่วยบรรเทาในทันที

ชัค ชูเมอร์ ผู้นำเดโมแครตวุฒิสภา วิจารณ์หนักว่า ร่างของรีพับลิกันเป็นแค่ “ยึดติดสถานะเดิม” และวุฒิสภาจะตีตกทันที เขาย้ำว่าเดโมแครตสนับสนุนงบ DHS แต่ต้องปฏิรูป ICE ก่อน โดยเฉพาะหลังเกิดเหตุเจ้าหน้า ICE ยิงชาวอเมริกันเสียชีวิต 2 รายในมินนิโซตา ทำให้ถูกกล่าวหาว่าปฏิบัติรุนแรงเกินกว่าเหตุ

ความขัดแย้งทางการเมืองเบื้องหลัง

สภาล่างสหรัฐฯ ผ่านร่างงบ DHS ชั่วคราว นี้ สะท้อนความแตกแยกระหว่างรีพับลิกันกับเดโมแครต รีพับลิกันยืนกรานเรื่องงบ ICE และชายแดน เพื่อนโยบายทรัมป์ ส่วนเดโมแครตต้องการการตรวจสอบและปฏิรูป ร่างของสภาล่างจัดสรรงบเต็มให้ TSA, ICE และชายแดน แต่ต้องรอวุฒิสภา

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่งบประมาณกลายเป็นสงครามการเมือง สมัยทรัมป์ ชัตดาวน์ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐเกิดขึ้นเพราะกำแพงชายแดน ครั้งนี้กระทบเฉพาะ DHS แต่ผลกระทบต่อประชาชนชัดเจน

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า หากไม่หาข้อตกลงเร็วๆ อาจลุกลามชัตดาวน์ทั้งรัฐบาล ส่งผลเศรษฐกิจเสียหายหลายพันล้านดอลลาร์ แนะนำให้ทั้งสองพรรคเจรจาแบบทวิภาคีเพื่อความมั่นคงชาติ

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ ไทยรัฐ ข่าวต่างประเทศ

ในมุมมองของผม ความขัดแย้งนี้แสดงให้เห็นว่าการเมืองสหรัฐฯ กำลังแบ่งขั้วรุนแรง ซึ่งอาจกระทบความมั่นคงสาธารณะ ติดตามต่อไปว่าวุฒิสภาจะทำอย่างไร หรือจะมีข้อตกลงใหม่ไหมครับ

ที่มา – สภาล่างสหรัฐฯ ผ่านร่างงบฯ ชั่วคราว DHS หลังรีพับลิกันปัดข้อตกลง สว.

ทรัมป์ประกาศส่งเจ้าหน้าที่ ICE ช่วยคุ้มกันสนามบินในวันจันทร์นี้

ทรัมป์ประกาศส่งเจ้าหน้าที่ ICE ช่วยคุ้มกันสนามบินในวันจันทร์นี้ เพื่อแก้ปัญหาเจ้าหน้าที่ขาดแคลนจากภาวะชัตดาวน์งบประมาณ ทำให้แถวตรวจความปลอดภัยยาวเหยียด

ทรัมป์ประกาศส่งเจ้าหน้าที่ ICE ช่วยคุ้มกันสนามบินในวันจันทร์นี้

เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ประกาศว่า ในวันจันทร์นี้ (ตามเวลาท้องถิ่น) เจ้าหน้าที่จากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) จะถูกส่งไปประจำการที่สนามบินทั่วประเทศ เพื่อช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ TSA ที่กำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนบุคลากร เนื่องจากรัฐบาลกลางขาดงบประมาณ ส่งผลให้พนักงาน TSA ไม่ได้รับค่าจ้างแต่ยังต้องทำงานต่อไป

ปัญหานี้เกิดขึ้นจากภาวะชัตดาวน์บางส่วนของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ที่เริ่มมาตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากสภาคองเกรสไม่สามารถตกลงกันเรื่องงบประมาณได้ นักเดินทางทางอากาศต้องเผชิญกับแถวรอคิวตรวจความปลอดภัยนานหลายชั่วโมง บางครั้งมากกว่า 2-3 ชั่วโมง ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนจำนวนมาก

ทรัมป์ประกาศส่งเจ้าหน้าที่ ICE ช่วยคุ้มกันสนามบินในวันจันทร์นี้: รายละเอียดแผนการ

ทรัมป์ระบุในโพสต์ว่า “ในวันจันทร์นี้ เจ้าหน้าที่ ICE จะเดินทางไปยังสนามบินต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ TSA ที่แสนวิเศษของเราซึ่งยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่” คำประกาศนี้มาหนึ่งวันหลังจากที่เขาขู่ว่าจะใช้ ICE จับกุมผู้อพยพผิดกฎหมาย หากพรรคเดโมแครตไม่ยอมอนุมัติงบประมาณให้ DHS ทันที

นายทอม โฮแมน หรือ “ผู้คุมชายแดน” (Border Czar) ของทรัมป์ ชี้แจงในรายการ State of the Union ทาง CNN ว่า เจ้าหน้าที่ ICE จะไม่เข้ามาตรวจค้นผู้โดยสารโดยตรง แต่จะช่วยดูแลจุดเข้า-ออก เพื่อแบ่งเบาภาระให้ TSA มุ่งเน้นการตรวจคัดกรองตามที่ได้รับการฝึกฝนมา โฮแมนยืนยันว่าแผนจะเสร็จสมบูรณ์ก่อนวันจันทร์ โดยกำลังประสานงานกับ TSA และ ICE เพื่อกำหนดจำนวนเจ้าหน้าที่

  • ช่วยลดแถวรอคิวที่จุดตรวจความปลอดภัย
  • ดูแลจุดเข้า-ออกของสนามบิน
  • ไม่แทนที่หน้าที่หลักของ TSA

อย่างไรก็ตาม สหภาพแรงงานที่เป็นตัวแทน TSA ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยเอเวอเรตต์ เคลลีย์ ประธานสหพันธ์พนักงานรัฐแห่งอเมริกา (AFGE) กล่าวว่า “พนักงานควรได้รับค่าจ้าง ไม่ใช่ถูกแทนที่ด้วยเจ้าหน้าที่ติดอาวุธที่ไม่ได้ฝึกอบรมด้านนี้” เขายังอ้างถึงเหตุการณ์ปราบปรามผู้อพยพในมินนิโซตา ที่ ICE ทำให้เกิดความรุนแรงและมีผู้เสียชีวิต

ผลกระทบจากชัตดาวน์งบประมาณต่อสนามบินสหรัฐ

ภาวะชัตดาวน์ทำให้เจ้าหน้าที่ TSA ทำงานโดยไม่มีเงินเดือนมานานกว่าเดือน ส่งผลให้อัตราการขาดงานพุ่งสูง ทำเนียบขาวรายงานว่ามีพนักงานลาออกกว่า 400 รายแล้ว เคลลีย์ยกย่องเจ้าหน้าที่ TSA ที่ยังทำงานด้วยความรับผิดชอบต่อความมั่นคงของประชาชน

พรรคเดโมแครตเรียกร้องปฏิรูป ICE เช่น ห้ามสวมหน้ากากอำพราง ระบุตัวตนชัดเจน และเข้มงวดการขอหมายศาล เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิ

สถานการณ์นี้สะท้อนปัญหาการเมืองงบประมาณสหรัฐที่อาจยืดเยื้อ หากไม่มีการแก้ไข นักเดินทางควรตรวจสอบตารางบินล่วงหน้าและเผื่อเวลาเพิ่ม

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด คุณคิดอย่างไรกับการตัดสินใจทรัมป์ครั้งนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลย!

ที่มา – ทรัมป์ประกาศส่งเจ้าหน้าที่ ICE ช่วยคุ้มกันสนามบินในวันจันทร์นี้

ทรัมป์ขู่ส่งเจ้าหน้าที่ ICE เข้าคุมสนามบิน หากตกลงงบประมาณไม่ได้

ทรัมป์ขู่ส่งเจ้าหน้าที่ ICE เข้าคุมสนามบิน หากตกลงงบประมาณไม่ได้ สร้างความฮือฮาในวงการการเมืองสหรัฐฯ เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ขู่ว่าจะเคลื่อนย้ายเจ้าหน้าที่จากกองบังคับการตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) ไปประจำการที่สนามบินทั่วประเทศ เพื่อจับกุมผู้อพยพผิดกฎหมาย หากพรรคเดโมแครตไม่ยอมเจรจาบรรลุข้อตกลงงบประมาณให้กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS)

ทรัมป์ขู่ส่งเจ้าหน้าที่ ICE เข้าคุมสนามบิน หากตกลงงบประมาณไม่ได้

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 มี.ค. 2569 ท่ามกลางวิกฤตชัตดาวน์บางส่วนของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ หลังสภาคองเกรสไม่สามารถอนุมัติงบประมาณให้ DHS ได้ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสนามบิน (TSA) ต้องทำงานโดยไม่ได้รับเงินเดือนมานานกว่า 1 เดือน ทรัมป์ระบุในโพสต์ว่า “ผมจะเคลื่อนกำลังเจ้าหน้าที่ ICE ผู้น่าอัศจรรย์และรักชาติของเราไปยังสนามบินต่าง ๆ ซึ่งพวกเขาจะทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยในแบบที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน” โดยเน้นจับกุมผู้อพยพผิดกฎหมาย โดยเฉพาะกลุ่มจากโซมาเลียที่เชื่อมโยงกับนักการเมืองเดโมแครตอย่างอิลฮาน โอมาร์

ผลกระทบจากวิกฤตงบประมาณต่อสนามบินสหรัฐฯ

สถานการณ์วิกฤตงบประมาณทำให้สนามบินทั่วสหรัฐฯ ประสบปัญหาใหญ่ พนักงาน TSA กว่า 300 คนลาออก ขณะที่อัตราการขาดงานพุ่งสูงขึ้นกว่า 2 เท่า ส่งผลให้ผู้โดยสารต้องเข้าคิวยาวเหยียด สหภาพแรงงาน AFGE รายงานว่าเจ้าหน้าที่หลายคนต้องทำงานเสริมเพื่อหาเลี้ยงชีพ บางสนามบินถึงขั้นรับบริจาคบัตรของขวัญและถุงยังชีพ จอนนี่ โจนส์ จากสหภาพประจำดัลลัส กล่าวกับ USA Today ว่า “พนักงานจำนวนมากเงินในบัญชีติดลบ ไม่มีเงินจ่ายค่าเลี้ยงลูกหรือซื้ออาหาร”

  • คิวยาวนานหลายชั่วโมงที่จุดตรวจความปลอดภัย
  • พนักงาน TSA ลาออกกว่า 300 ราย
  • อัตราการขาดงานเพิ่มขึ้น 2 เท่า
  • สนามบินบางแห่งรับบริจาคช่วยเหลือพนักงาน
  • ผู้โดยสารเดือดร้อนหนักจากความล่าช้า

ร่างกฎหมายงบประมาณที่เสนอเมื่อวันศุกร์ก่อนหน้าไม่ผ่านวุฒิสภา รัฐบาลทรัมป์โทษเดโมแครตที่ยืนกรานปฏิเสธงบประมาณ เว้นแต่จะปฏิรูป ICE ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการกวาดล้างผู้อพยพของทรัมป์ โดย ICE จับกุมผู้ต้องสงสัยนับพันตั้งแต่ทรัมป์กลับสู่อำนาจในเดือนมกราคม 2568

บทบาทของ ICE และข้อถกเถียงทางการเมือง

ICE ดำเนินงานภายใต้ DHS แต่ได้รับงบประมาณแยกต่างหาก จึงไม่ได้รับผลกระทบจากชัตดาวน์มากนัก อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ ICE ไม่ได้ฝึกฝนเฉพาะทางสำหรับงานรักษาความปลอดภัยสนามบิน ทรัมป์ขู่จะเริ่มปฏิบัติการนี้ตั้งแต่วันจันทร์ หากเดโมแครตไม่ยอมถอย พรรคเดโมแครตโต้กลับด้วยการเรียกร้องปฏิรูป ICE หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่สังหารผู้ประท้วง 2 รายในมินนีแอโปลิสเมื่อเดือนมกราคม โดยเสนอห้ามสวมหน้ากากปิดหน้า สร้างบัตรแสดงตนชัดเจน และเข้มงวดหมายศาลมากขึ้น แต่ข้อเสนอยังไม่ได้รับการตอบสนอง

ทรัมป์ขู่ส่งเจ้าหน้าที่ ICE เข้าคุมสนามบิน หากตกลงงบประมาณไม่ได้ ถือเป็นกลยุทธ์กดดันที่เข้มข้น แสดงถึงความขัดแย้งระหว่างนโยบายตรวจคนเข้าเมืองเข้มงวดของรีพับลิกัน กับความกังวลด้านสิทธิมนุษยชนของเดโมแครต สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่ความวุ่นวายเพิ่มเติมในระบบขนส่งทางอากาศ ซึ่งกระทบประชาชนนับล้าน

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้สะท้อนปัญหาการเมืองที่ยึดติดอุดมการณ์ จนลืมประชาชนที่เดือดร้อนจริงๆ การชัตดาวน์ไม่ใช่ครั้งแรกของสหรัฐฯ และอาจเกิดซ้ำหากไม่มีการประนีประนอม คุณคิดว่าทรัมป์ควรทำแบบนี้จริงหรือ? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ

ที่มา – ทรัมป์ขู่ส่งเจ้าหน้าที่ ICE เข้าคุมสนามบิน หากตกลงงบประมาณไม่ได้

สั่งติดกล้อง “บอดี้แคม” จนท.ตม.สหรัฐฯ ทันที สยบดราม่า

สั่งติดกล้อง “บอดี้แคม” จนท.ตม.สหรัฐฯ ทันที สยบดราม่าเหตุวิสามัญฯ ในมินนิอาโพลิส กลายเป็นมาตรการเร่งด่วนที่รัฐบาลสหรัฐออกมาเพื่อคลายความตึงเครียดท่ามกลางวิกฤตการเมืองและสังคมที่รุนแรง หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางวิสามัญฆาตกรรมพลเมืองถึง 2 รายในเมืองมินนิอาโพลิส รัฐมินนิโซตา เหตุการณ์นี้จุดชนวนให้เกิดการประท้วงและเรียกร้องปฏิรูปการตรวจคนเข้าเมืองอย่างดุเดือด

สั่งติดกล้อง “บอดี้แคม” จนท.ตม.สหรัฐฯ ทันที สยบดราม่าเหตุวิสามัญฯ ในมินนิอาโพลิส

กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐอเมริกา หรือ DHS ได้ประกาศคำสั่งทันทีให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร หรือ CBP ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่มินนิอาโพลิสต้องสวมกล้องบันทึกภาพติดตัว หรือที่เรียกกันว่า “บอดี้แคม” โดยมีผลบังคับใช้ในทันที ไม่รอช้า มาตรการนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสวิจารณ์อย่างหนักหน่วง หลังจากกรณีเสียชีวิตของอเล็กซ์ เพรตตี และเรเน กู๊ด สองพลเมืองสหรัฐที่ถูกเจ้าหน้าที่ยิงเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติการปราบปรามผู้อพยพผิดกฎหมาย

ผลชันสูตรศพของอเล็กซ์ เพรตตี ยืนยันชัดเจนว่าเสียชีวิตจากการถูกยิงหลายนัด ซึ่งถือเป็น “การฆาตกรรม” โดยฝีมือเจ้าหน้าที่ CBP สองนายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งตอนเกิดเหตุทั้งคู่สวมบอดี้แคมอยู่แล้ว แต่คลิปภาพยังไม่ถูกเปิดเผย ขณะนี้ทั้งสองถูกพักงานและอยู่ระหว่างการสอบสวนโดยกระทรวงยุติธรรมในข้อหาละเมิดสิทธิพลเมือง

บอดี้แคมคืออะไร และทำไมถึงจำเป็น

บอดี้แคม หรือ Body Worn Camera คือกล้องขนาดกะทัดรัดที่เจ้าหน้าที่รักษากฎหมายติดไว้ที่เสื้อหรือหมวก เพื่อบันทึกภาพและเสียงแบบเรียลไทม์ตลอดการปฏิบัติหน้าที่ เทคโนโลยีนี้ถูกนำมาใช้ในสหรัฐมานานหลายปี โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์โจฆาตกรรมจอร์จ ฟลอยด์ในมินนิอาโพลิสเมื่อปี 2020 ที่จุดชนวนการประท้วง Black Lives Matter ทั่วประเทศ

  • เพิ่มความโปร่งใส: หลักฐานภาพชัดเจน ป้องกันการกล่าวหาผิดทั้งสองฝ่าย
  • ปกป้องเจ้าหน้าที่: ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า ช่วยปกป้องเจ้าหน้าที่ถึง 80% จากคำโกหกของประชาชน
  • ช่วยสอบสวนคดี: คลิปวิดีโอเป็นพยานหลักในศาล ลดเวลาและข้อพิพาท
  • ลดการใช้กำลัง: ศึกษาพบว่าการรู้ว่าถูกบันทึกทำให้เจ้าหน้าที่ระมัดระวังมากขึ้น

บริบทดราม่าและวิกฤตชัตดาวน์

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นขณะที่สหรัฐกำลังเผชิญ “ชัตดาวน์รัฐบาลบางส่วน” วันที่ 3 เนื่องจากความขัดแย้งเรื่องงบประมาณระหว่างทำเนียบขาวกับพรรคเดโมแครต โดยเดโมแครตยื่นเงื่อนไขให้ปฏิรูประบบตรวจคนเข้าเมือง รวมถึงติดตั้งบอดี้แคมให้เจ้าหน้าที่ CBP ทั่วประเทศ คริสตี โนเอม รัฐมนตรี DHS ระบุว่าจะขยายโครงการนี้ทันทีที่ได้งบ แต่ตอนนี้ต้องเริ่มจากมินนิอาโพลิสก่อน

มินนิอาโพลิสถูกมองว่าเป็น “เมืองหลบภัย” (Sanctuary City) ที่ปฏิเสธร่วมมือกับรัฐบาลกลางในการจับกุมผู้อพยพผิดกฎหมาย ทรัมป์จึงส่งกำลังกว่า 3,000 นายเข้าไปปราบปราม สร้างความตึงเครียดกับผู้ว่าการรัฐท้องถิ่นและนายกเทศมนตรีที่เรียกร้องถอนกำลังทั้งหมดเพื่อความปลอดภัยของประชาชน

เพื่อลดความร้อนแรง รัฐบาลสั่งย้ายเกรกอรี โบวิโน หัวหน้าหน่วยลาดตระเวนชายแดนออก และแต่งตั้งทอม โฮแมน ผู้บัญชาการพรมแดนแทน โดยโฮแมนได้เจรจากับผู้นำท้องถิ่นเพื่อถอนกำลังบางส่วน

สั่งติดกล้อง “บอดี้แคม” จนท.ตม.สหรัฐฯ ทันที สยบดราม่าเหตุวิสามัญฯ ในมินนิอาโพลิส ถือเป็นก้าวแรกในการสร้างสมดุลระหว่างการบังคับใช้กฎหมายและสิทธิพลเมือง ในยุคที่วิดีโอบนโซเชียลมีเดียแพร่กระจายเร็ว หลักฐานจากบอดี้แคมจะช่วยคลายข้อสงสัยและป้องกันข่าวลือได้ดี

อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งเรื่องนโยบายผู้อพยพยังคงอยู่ โดยเฉพาะในเมือง sanctuary อย่างมินนิอาโพลิสที่เห็นต่างกับวอชิงตันอย่างสิ้นเชิง มาตรการนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในระบบตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐ

ความเห็นของเรา: การติดบอดี้แคมไม่ใช่แค่เครื่องมือบันทึก แต่เป็นสัญลักษณ์ของความรับผิดชอบที่แท้จริง ช่วยให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้อย่างมั่นใจ และประชาชนไว้วางใจมากขึ้น ในที่สุดก็ลดเหตุรุนแรงได้

คุณคิดว่ามาตรการนี้จะแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่? หรือควรมีอะไรเพิ่มเติม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้หากเห็นว่าน่าสนใจ!

ที่มา – สั่งติดกล้อง “บอดี้แคม” จนท.ตม.สหรัฐฯ ทันที สยบดราม่าเหตุวิสามัญฯ ในมินนิอาโพลิส

สหรัฐฯ ชัตดาวน์บางส่วน คองเกรสอนุมัติงบประมาณไม่ทัน

สหรัฐฯ ชัตดาวน์บางส่วน คองเกรสอนุมัติงบประมาณไม่ทัน อีกครั้งแล้ว! เหตุการณ์นี้สร้างความปั่นป่วนให้กับระบบราชการสหรัฐฯ เมื่อรัฐบาลกลางเข้าสู่ภาวะชัตดาวน์บางส่วนในวันเสาร์ที่ 31 มกราคม 2569 แม้วุฒิสภาจะเห็นชอบร่างกฎหมายงบประมาณแล้ว แต่สภาผู้แทนราษฎรยังปิดสมัยประชุม ทำให้งบประมาณขาดช่วงตั้งแต่เที่ยงคืนตามเวลาฝั่งตะวันออก

สหรัฐฯ ชัตดาวน์บางส่วน คองเกรสอนุมัติงบประมาณไม่ทัน สาเหตุหลักจากอะไร

สาเหตุหลักมาจากการเจรจาที่ล่าช้า โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทำข้อตกลงกับพรรคเดโมแครต แต่พรรคปฏิเสธที่จะเพิ่มงบสำหรับ ICE (สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร) หลังเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ยิงพลเมืองสหรัฐฯ ในมินนีแอโพลิสเสียชีวิต 2 ราย เหตุการณ์นี้จุดชนวนให้เกิดการถกเถียงรุนแรงเกี่ยวกับยุทธวิธีของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง

นี่เป็นครั้งที่ 2 ในรอบปี ครั้งแรกในตุลาคม 2568 ยาวนาน 43 วัน ซึ่งเป็นสถิติยาวนานที่สุด ส่งผลกระทบหนักต่อบริการรัฐ เช่น การเดินทางทางอากาศ เจ้าหน้าที่นับแสนคนไม่มีเงินเดือนหลายสัปดาห์ คราวนี้คาดว่าจะสั้นกว่าเพราะสภาผู้แทนราษฎรกลับประชุมวันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์

ผลกระทบจากสหรัฐฯ ชัตดาวน์บางส่วน คองเกรสอนุมัติงบประมาณไม่ทัน

ก่อนสภากลับมา ทำเนียบขาวสั่งกระทรวงคมนาคม การศึกษา และกลาโหม เตรียมแผนรองรับ กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ยังมีงบ 2 สัปดาห์ ทำให้มีเวลาจัดการ นายชัค ชูเมอร์ ผู้นำเดโมแครต เรียกร้องให้ควบคุม ICE ยุติความรุนแรง ห้ามลาดตระเวนสุ่ม ต้องมีกฎระเบียบ กล้องเปิดตลอด และไม่มีตำรวจลับ

  • กระทบการบินและบริการสาธารณะ
  • เจ้าหน้าที่รัฐหยุดงานชั่วคราว
  • การเจรจางบประมาณล่าช้า
  • ประเด็นตรวจคนเข้าเมืองร้อนแรง

ทั้งรีพับลิกันและเดโมแครตวิจารณ์ ICE หลังคลิปเหตุยิงนายอเล็กซ์ เพรตติ ที่ดูเหมือนไม่ขัดขืนหรือมีอาวุธ ทรัมป์กระตุ้นรีพับลิกันในสภาผู้แทนให้อนุมัติข้อตกลง

เหตุการณ์ สหรัฐฯ ชัตดาวน์บางส่วน คองเกรสอนุมัติงบประมาณไม่ทัน สะท้อนปัญหาการเมืองสหรัฐฯ ที่แบ่งขั้วรุนแรง โดยเฉพาะประเด็น移民และงบประมาณ ในอดีตชัตดาวน์เกิดบ่อย สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจนับพันล้านดอลลาร์ ครั้งนี้แม้สั้น แต่กระทบภาพลักษณ์ทรัมป์ก่อนเลือกตั้ง

ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าสภาจะอนุมัติเร็วๆ นี้ แต่การเจรจา ICE อาจยืดเยื้อ เดโมแครตยืนกรานนโยบายใหม่เพื่อปกป้องสิทธิพลเมือง

สำหรับประชาชนทั่วไป ควรติดตามข่าวเพราะอาจกระทบการเดินทางไปสหรัฐฯ หรือบริการกงสุล หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ ลองเช็กอัปเดตประจำวันเพื่อไม่พลาดเหตุการณ์สำคัญ

สรุปแล้ว สหรัฐฯ ชัตดาวน์บางส่วน คองเกรสอนุมัติงบประมาณไม่ทัน เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเปราะบางของระบบรัฐบาลที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก ติดตามต่อเพื่อดูว่าพรรคการเมืองจะหาข้อตกลงได้เมื่อไหร่ และมันจะส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกอย่างไร

CTA: สมัครรับข่าวสารฟรีเพื่ออัปเดตข่าวสหรัฐฯ ล่าสุดทุกวัน!

ที่มา – สหรัฐฯ ชัตดาวน์บางส่วน คองเกรสอนุมัติงบประมาณไม่ทัน

ทรัมป์ยุติชัตดาวน์ 43 วัน: สิ้นสุดประวัติศาสตร์

การปิดหน่วยงานรัฐบาลกลางสหรัฐฯ หรือที่เรียกว่า “ชัตดาวน์” ที่ยาวนานถึง 43 วัน ได้สิ้นสุดลงแล้ว หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามในร่างกฎหมายเพื่อยุติภาวะดังกล่าว ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ ทรัมป์ยุติชัตดาวน์ 43 วัน ที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบให้เปิดงบประมาณฟื้นฟูโครงการช่วยเหลือด้านอาหาร จ่ายค่าจ้างพนักงานรัฐหลายแสนคน และฟื้นระบบควบคุมการบินที่หยุดชะงักไปก่อนหน้านี้

ร่างกฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา จะต่ออายุการจัดสรรงบประมาณไปจนถึงวันที่ 30 มกราคม ทำให้หน่วยงานของรัฐสามารถกลับมาเปิดทำการได้ภายในวันพฤหัสบดีนี้ อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าบริการของรัฐบาลจะกลับสู่ภาวะปกติได้เมื่อใด ในขณะที่สหรัฐฯ ยังคงมีภาระหนี้สินรวมกว่า 38 ล้านล้านดอลลาร์ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี

การสิ้นสุดของภาวะ ทรัมป์ยุติชัตดาวน์ 43 วัน ครั้งนี้ จะช่วยให้บริการที่สำคัญต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการบิน มีเวลาในการฟื้นตัวก่อนช่วงวันหยุดขอบคุณพระเจ้าที่กำลังจะมาถึง นอกจากนี้ ยังรวมถึงการกลับมาของโครงการแจกอาหารให้กับครอบครัวรายได้น้อยในช่วงเทศกาลคริสต์มาส รวมถึงหน่วยงานสถิติของรัฐบาลจะสามารถกลับมาเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจได้อีกครั้ง หลังจากที่ต้องหยุดรายงานไปตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ว่าทำเนียบขาวจะระบุว่า รายงานตัวเลขการจ้างงานและดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของเดือนตุลาคม อาจจะไม่ถูกเผยแพร่อีกต่อไป

ทรัมป์ยุติชัตดาวน์ 43 วัน: สิ้นสุดประวัติศาสตร์

นักเศรษฐศาสตร์ได้ประเมินว่า การปิดหน่วยงานรัฐบาลในครั้งนี้ ส่งผลให้ GDP ของสหรัฐฯ ลดลงกว่า 0.1% ต่อสัปดาห์ของการชัตดาวน์ แม้ว่าส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าผลกระทบดังกล่าวจะค่อยๆ ฟื้นตัวในช่วงต่อไป การลงมติในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากพรรคเดโมแครตชนะการเลือกตั้งในระดับรัฐหลายแห่งเมื่อสัปดาห์ก่อน แต่ไม่สามารถผลักดันให้มีการขยายสิทธิประโยชน์เงินอุดหนุนประกันสุขภาพของรัฐบาลกลางได้ ในขณะที่ไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิกัน ยังไม่ได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาในสภา

ระหว่างการอภิปราย มิกกี้ เชอร์ริล สส.เดโมแครตจากรัฐนิวเจอร์ซีย์ ได้เรียกร้องให้เพื่อนร่วมสภา “อย่ายอมให้สภานี้กลายเป็นตราประทับยางสำหรับรัฐบาลที่พรากอาหารจากเด็กและทำลายระบบสาธารณสุขของประชาชน”

แม้ว่าภาวะ ทรัมป์ยุติชัตดาวน์ 43 วัน จะสิ้นสุดลงแล้ว แต่ก็ไม่มีฝ่ายใดที่ถือว่าได้รับชัยชนะอย่างชัดเจน ผลสำรวจความคิดเห็นของรอยเตอร์/อิปซอส แสดงให้เห็นว่า ประชาชน 50% กล่าวโทษพรรครีพับลิกัน ในขณะที่ 47% กล่าวโทษพรรคเดโมแครต สำหรับวิกฤตที่เกิดขึ้นในครั้งนี้

ผลกระทบหลังจาก ทรัมป์ยุติชัตดาวน์ 43 วัน

นอกจากการกลับมาทำงานของสภาผู้แทนฯ หลังจากการหยุดพักตั้งแต่กลางเดือนกันยายน ยังนำไปสู่การรื้อฟื้นประเด็นการเปิดเผยเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้ต้องหาในคดีล่วงละเมิดทางเพศที่เสียชีวิตในเรือนจำ โดยสภาเตรียมพิจารณาการเผยแพร่เอกสารที่ยังไม่เป็นความลับทั้งหมด หลังจากที่พรรคเดโมแครตได้เปิดเผยเอกสารบางส่วนเพิ่มเติมในวันเดียวกัน

ร่างกฎหมายงบประมาณฉบับนี้ ยังมีบทบัญญัติให้สมาชิกวุฒิสภาจำนวน 8 คน สามารถยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากกระทรวงยุติธรรมได้สูงสุด 5 แสนดอลลาร์ หากถูกละเมิดความเป็นส่วนตัวจากการสืบสวนเหตุจลาจลที่อาคารรัฐสภาเมื่อวันที่ 6 มกราคม ปี 2021 พร้อมทั้งชำระค่าทนายความและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ย้อนหลังอีกด้วย

การยุติชัตดาวน์ครั้งนี้ถือเป็นข่าวดีสำหรับประชาชนชาวอเมริกัน แต่ก็ยังคงต้องจับตาดูต่อไปว่า รัฐบาลจะสามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินและผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติได้อย่างไร

ที่มา – ทรัมป์ลงนามยุติภาวะชัตดาวน์ 43 วัน ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ

วุฒิสภาสหรัฐฯ ยุติ”ชัตดาวน์” 40 วัน

วุฒิสภาสหรัฐฯ ผ่านมติข้อตกลงเบื้องต้นเพื่อยุติภาวะ “ชัตดาวน์” 40 วัน ของรัฐบาลกลางที่ดำเนินมานาน ซึ่งถือเป็นครั้งที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ การลงมติดังกล่าวเกิดขึ้นในคืนวันอาทิตย์ โดยที่ประชุมวุฒิสภามีมติ 60 ต่อ 40 เสียง ผ่านขั้นตอนแรกของร่างกฎหมายจัดสรรงบประมาณเพื่อเปิดทางให้หน่วยงานของรัฐกลับมาดำเนินงานได้ตามปกติ

วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตหลายคน รวมถึงลงคะแนนสนับสนุนข้อตกลงนี้ ร่วมกับพรรคเดโมแครตสายกลางอีกหลายคน ขณะที่นายแรนด์ พอล เป็นสมาชิกพรรครีพับลิกันเพียงคนเดียวที่ลงมติคัดค้าน

ข้อตกลงดังกล่าวเป็นผลจากการเจรจาระหว่างวุฒิสมาชิกจากทั้งสองพรรค โดยมีเป้าหมายฟื้นฟูการดำเนินงานของรัฐบาลทั่วประเทศ แต่ยังต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎรซึ่งพรรครีพับลิกันถือเสียงข้างมาก และอาจเผชิญแรงต้านจากเดโมแครตบางส่วนในขั้นตอนต่อไป

ตลอดช่วง“ชัตดาวน์” 40 วัน มีเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางหลายแสนคนไม่ได้รับเงินเดือน ขณะที่บริการสาธารณะหลายด้านหยุดชะงัก โดยเฉพาะภาคการคมนาคม ซึ่งได้รับผลกระทบรุนแรงจากคำสั่งลดเที่ยวบินร้อยละ 10 เพื่อบรรเทาภาระของเจ้าหน้าที่ควบคุมการบินที่ไม่ได้รับค่าจ้าง ล่าสุดมีเที่ยวบินยกเลิกกว่า 2,700 เที่ยว และล่าช้ากว่า 10,000 เที่ยวทั่วประเทศ สนามบินนิวยอร์ก ชิคาโก และแอตแลนตาได้รับผลกระทบหนักที่สุด

นายฌอน ดัฟฟี รัฐมนตรีคมนาคมสหรัฐฯ เตือนว่าหาก “ชัตดาวน์” ยังดำเนินต่อไป ชาวอเมริกันจำนวนมากอาจไม่สามารถเดินทางในช่วงวันหยุดได้ เนื่องจากเที่ยวบินจะลดลงอย่างมาก

เนื้อหาของร่างกฎหมายที่ผ่านวุฒิสภากำหนดให้ฟื้นงบประมาณโครงการบัตรอาหาร (SNAP) สำหรับชาวอเมริกันรายได้น้อย ยกเลิกคำสั่งปลดพนักงานรัฐหลายพันคนในช่วงเดือนที่ผ่านมา และรับประกันการลงมติต่ออายุเงินอุดหนุนค่าประกันสุขภาพตามกฎหมาย Affordable Care Act ซึ่งกำลังจะหมดอายุในสิ้นปีนี้

วุฒิสมาชิกทิม เคน ระบุว่า ข้อตกลงนี้ “คุ้มครองเจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกปลดโดยไม่เป็นธรรม และรับประกันการจ่ายเงินย้อนหลังตามกฎหมาย” อย่างไรก็ตาม วุฒิสมาชิกชัค ชูเมอร์ ผู้นำเดโมแครตในวุฒิสภา แสดงความไม่เห็นด้วย โดยกล่าวว่าร่างกฎหมายนี้ “ยังไม่ตอบโจทย์วิกฤตสาธารณสุข” เนื่องจากให้เพียงสิทธิ์ลงมติขยายอุดหนุนสุขภาพ แทนที่จะต่ออายุโดยอัตโนมัติ

สื่อสหรัฐฯ รายงานว่าข้อตกลงนี้จะเป็นเพียงการจัดสรรงบชั่วคราว เพื่อให้รัฐบาลกลับมาทำงานได้จนถึงเดือนมกราคม ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า “ดูเหมือนเรากำลังเข้าใกล้จุดจบของ”ชัตดาวน์”แล้ว”

การลงมติครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณความคืบหน้าครั้งสำคัญ หลังชาวอเมริกันต้องเผชิญผลกระทบทางเศรษฐกิจและการบริหารรัฐอย่างหนักจากวิกฤต“ชัตดาวน์” 40 วัน ที่ยืดเยื้อยาวนานที่สุดเท่าที่ประเทศเคยมีมา

วุฒิสภาสหรัฐฯ ยุติ “ชัตดาวน์” 40 วัน

ผลกระทบจาก “ชัตดาวน์” ที่ยาวนาน

  • เจ้าหน้าที่รัฐหลายแสนคนไม่ได้รับเงินเดือน
  • บริการสาธารณะหยุดชะงัก
  • ภาคการคมนาคมได้รับผลกระทบหนัก
  • ยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก

ความสำคัญของข้อตกลงนี้

ข้อตกลงนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการฟื้นฟูการทำงานของรัฐบาลและบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามกันต่อไปว่าสภาผู้แทนราษฎรจะให้การรับรองข้อตกลงนี้หรือไม่ และรัฐบาลจะสามารถป้องกันการเกิด “ชัตดาวน์” ในอนาคตได้อย่างไร

ในขณะที่ข้อตกลงวุฒิสภาสหรัฐฯ ที่นำไปสู่การยุติภาวะ “ชัตดาวน์” 40 วัน ถือเป็นข่าวดี แต่ก็เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาระยะสั้นเท่านั้น เรายังคงต้องจับตาดูแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนจากทั้งสองฝั่งพรรคการเมือง เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์เช่นนี้ในอนาคต

ที่มา – วุฒิสภาสหรัฐฯ โหวตบรรลุข้อตกลงยุติ “ชัตดาวน์” 40 วัน ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์

สว.สหรัฐฯ ใกล้ ยุติชัตดาวน์ หลังเดโมแครตถอย


ความคืบหน้าล่าสุดในสหรัฐอเมริกา ส่อแววว่าวิกฤตการณ์ สว.สหรัฐฯ ใกล้บรรลุข้อตกลงยุติชัตดาวน์ หลังเดโมแครตถอย เริ่มคลี่คลายลงแล้ว หลังจากที่สมาชิกวุฒิสภาของทั้งสองพรรคเริ่มแสดงท่าทีประนีประนอมมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฝ่ายเดโมแครตที่เริ่มอ่อนข้อในประเด็นสำคัญอย่าง โอบามาแคร์

ตามรายงานจากสำนักข่าว CNN แหล่งข่าวหลายรายเปิดเผยว่า สมาชิกวุฒิสภาจากพรรคเดโมแครตได้ส่งสัญญาณว่าจะยอมรับข้อตกลงเพื่อเปิดรัฐบาลอีกครั้ง หากทำเนียบขาวแสดงความยืดหยุ่นในบางประเด็นที่สำคัญ ซึ่งนับเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญอย่างยิ่ง หลังจากที่รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับการปิดทำการ (ชัตดาวน์) เนื่องจากการขาดกฎหมายงบประมาณฉบับใหม่มานานกว่า 40 วัน

สาระสำคัญของข้อตกลงที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ รวมถึงมาตรการชั่วคราวใหม่ที่จะขยายการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลออกไปจนถึงเดือนมกราคม พร้อมทั้งเชื่อมโยงกับแพ็กเกจที่ใหญ่ขึ้นเพื่อจัดสรรงบประมาณเต็มจำนวนให้กับหน่วยงานสำคัญหลายแห่ง

ร่างกฎหมายที่กว้างขึ้นนี้ครอบคลุมถึงร่างกฎหมายการจัดสรรงบประมาณเต็มปี 3 ฉบับ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการก่อสร้างทางทหารและกิจการทหารผ่านศึก, ฝ่ายนิติบัญญัติ และกระทรวงเกษตร

นอกจากนี้ ข้อมูลสรุปจาก ส.ว.แพตตี เมอร์เรย์ (เดโมแครต) ระบุว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวจะรวมถึงงบประมาณใหม่จำนวน 203.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อเพิ่มมาตรการความปลอดภัยและการป้องกันสำหรับสมาชิกสภาคองเกรส นอกเหนือจากงบประมาณจำนวน 852 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่จัดสรรไว้สำหรับตำรวจรัฐสภาสหรัฐฯ

สว.สหรัฐฯ ใกล้บรรลุข้อตกลงยุติชัตดาวน์ หลังเดโมแครตถอย

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงนี้จะไม่รวมถึงการขยายเวลา “กฎหมายการดูแลสุขภาพราคาประหยัด” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “โอบามาแคร์” (ACA) ที่กำลังจะหมดอายุ ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องหลักของฝ่ายเดโมแครต แต่มีการรับประกันว่า จะมีการลงมติเกี่ยวกับเรื่องนี้ภายในวุฒิสภาสหรัฐฯ ในภายหลัง แต่ไม่มีการรับประกันว่า การขยายเวลา ACA จะกลายเป็นกฎหมาย

แหล่งข่าวกล่าวว่า พรรคเดโมแครตตระหนักดีว่าจุดยืนที่แข็งกร้าวของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะไม่ขยายการอุดหนุนงบประมาณให้โครงการโอบามาแคร์ ทำให้โอกาสในการบรรลุข้อตกลงร่วมกันของทั้งสองพรรคในประเด็นดังกล่าวแทบเป็นไปไม่ได้ ดังนั้น สมาชิกพรรคเดโมแครตหลายคนจึงยอมถอย เพื่อให้มีการลงมติในเวลาอื่น เพื่อยุติการชัตดาวน์ที่ส่งผลกระทบมากขึ้นเรื่อยๆ

ถึงแม้ว่าสถานการณ์จะเริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่แหล่งข่าวระบุว่า ยังมีประเด็นสำคัญที่ยังติดขัดและต้องได้รับการแก้ไขก่อนที่รัฐบาลจะสามารถเปิดทำการได้อีกครั้ง โดยหลัก ๆ คือข้อเรียกร้องของพรรคเดโมแครตที่จะให้มีการคืนตำแหน่งแก่เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางที่ถูกรัฐบาลทรัมป์ไล่ออกไปในช่วงก่อนหน้า

แหล่งข่าว 2 รายให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า มีการพิจารณายกเลิกการลดจำนวนบุคลากรบางส่วนที่เกิดขึ้นตลอดช่วงการปิดทำการรัฐบาลในหน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาลกลาง

การลงมติจะเกิดขึ้นเมื่อใด?

ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าการลงคะแนนเสียงจะเกิดขึ้นเมื่อใด เนื่องจากยังมีการเจรจาขั้นสุดท้ายเกิดขึ้นอยู่เบื้องหลัง ซึ่งนายจอห์น ทูน ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภาสหรัฐฯ ส่งสัญญาณว่าการลงคะแนนเสียงเบื้องต้นอาจเกิดขึ้นได้เร็วที่สุดในวันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน

สมาชิกวุฒิสภาจะเริ่มการลงคะแนนเสียงเพื่อรับพิจารณามาตรการชั่วคราวที่ผ่านโดยสภาผู้แทนราษฎรไปแล้วก่อน ซึ่งหมายความว่าต้องมี ส.ว.ฝ่ายเดโมแครตอย่างน้อย 8 คนยกมือสนับสนุนเพื่อให้ร่างกฎหมายนี้ผ่าน จากนั้นวุฒิสภาจะแก้ไขร่างกฎหมายนั้นด้วยแพ็กเกจการจัดสรรงบประมาณที่ใหญ่ขึ้นตามที่ทั้งสองพรรคเจรจากันไว้

หากร่างกฎหมายนี้ผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา ร่างกฎหมายจะต้องถูกส่งกลับไปยังสภาผู้แทนราษฎรเพื่อผ่านความเห็นชอบขั้นสุดท้าย ก่อนที่จะส่งไปยังโต๊ะของประธานาธิบดีทรัมป์เพื่อให้เขาลงนามบังคับใช้เป็นกฎหมาย เพื่อเปิดรัฐบาลอีกครั้ง ซึ่งเป็นกระบวนการที่อาจต้องใช้เวลานานหลายวัน

สถานการณ์ สว.สหรัฐฯ ใกล้บรรลุข้อตกลงยุติชัตดาวน์ หลังเดโมแครตถอย ถือเป็นสัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจและเสถียรภาพของสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามความคืบหน้าของการเจรจาอย่างใกล้ชิด และหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถหาทางออกร่วมกันได้ในที่สุด เพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวอเมริกัน

ที่มา – สว.สหรัฐฯ ใกล้บรรลุข้อตกลงยุติชัตดาวน์ หลังเดโมแครตถอยเรื่องโอบามาแคร์

พิษชัตดาวน์สหรัฐฯ: ยกเลิกเที่ยวบินทะลุ 1,400!

สถานการณ์ พิษชัตดาวน์สหรัฐฯ ที่ยืดเยื้อ ทำให้เกิดผลกระทบอย่างหนักต่อการเดินทางทางอากาศ โดยล่าสุดมีการยกเลิกเที่ยวบินภายในประเทศและที่มุ่งหน้าสู่สหรัฐฯ กว่า 1,400 เที่ยวบิน ทำให้ผู้โดยสารจำนวนมากได้รับผลกระทบ

พิษชัตดาวน์สหรัฐฯ ยกเลิกเที่ยวบินทะลุ 1,400 เที่ยว!

ปัญหาการเมืองในสหรัฐฯ ส่งผลเสียต่อประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การที่รัฐบาลไม่สามารถตกลงกันได้ในเรื่องงบประมาณ ทำให้หน่วยงานราชการหลายแห่งต้องหยุดทำการ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่จำนวนมากไม่ได้รับค่าจ้าง และกระทบต่อการบริการสาธารณะอย่างเห็นได้ชัด

นอกจากเที่ยวบินที่ถูกยกเลิกแล้ว ยังมีเที่ยวบินอีกเกือบ 6,000 เที่ยวบินที่ต้องเผชิญกับความล่าช้า สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ที่ต้องเดินทางเป็นอย่างมาก สาเหตุหลักมาจากการที่สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติ (FAA) ต้องลดขีดความสามารถในการรองรับการจราจรทางอากาศลง เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศ

ผลกระทบของพิษชัตดาวน์สหรัฐฯ ต่อการเดินทาง

เจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศซึ่งต้องทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้างเริ่มประสบปัญหาความเหนื่อยล้าและอ่อนแรง ทำให้ FAA ต้องออกมาตรการลดจำนวนเที่ยวบินเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร

สนามบินที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ สนามบินนวร์ก ลิเบอร์ตี อินเตอร์เนชันแนล ในรัฐนิวเจอร์ซีย์ ซึ่งเที่ยวบินขาเข้าล่าช้าโดยเฉลี่ยกว่า 4 ชั่วโมง และเที่ยวบินขาออกล่าช้าเฉลี่ย 1.5 ชั่วโมง นอกจากนี้ สนามบินอื่นๆ เช่น สนามบินชาร์ลอตต์/ดักลาส และสนามบินชิคาโก โอแฮร์ อินเตอร์เนชันแนล ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน

FAA วางแผนที่จะทยอยลดจำนวนเที่ยวบินลงอย่างต่อเนื่อง โดยจะลดลง 4% ในช่วงแรก และจะเพิ่มเป็น 10% ภายในวันที่ 14 พฤศจิกายน ซึ่งใกล้กับช่วงวันขอบคุณพระเจ้า ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเดินทางท่องเที่ยวหนาแน่นที่สุดช่วงหนึ่งของปี

ไม่เพียงแต่เที่ยวบินพาณิชย์เท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ การใช้เครื่องบินส่วนตัวในสนามบินที่มีการจราจรหนาแน่นก็ถูกจำกัดเช่นกัน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศสามารถมุ่งเน้นไปที่เที่ยวบินพาณิชย์เป็นหลักได้

นอกจากนี้ การชัตดาวน์ยังส่งผลกระทบต่อเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำสนามบิน (TSA) กว่า 64,000 คน ที่ไม่ได้รับค่าจ้าง ทำให้เกิดความกังวลว่าอาจมีเจ้าหน้าที่ลาป่วยหรือขาดงานมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการรักษาความปลอดภัยในสนามบิน

การชัตดาวน์ครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ และยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงในเร็ววัน เนื่องจากพรรครีพับลิกันและเดโมแครตยังคงมีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างมากเกี่ยวกับเรื่องงบประมาณ

อเมริกัน แอร์ไลน์ส ได้ออกมาเรียกร้องให้ผู้นำในวอชิงตัน ดี.ซี. เร่งหาทางยุติภาวะชัตดาวน์โดยเร็วที่สุด เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศ

สถานการณ์ พิษชัตดาวน์สหรัฐฯ ที่เกิดขึ้นนี้ เป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการเมืองภายในประเทศที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การที่รัฐบาลไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ ทำให้เกิดความเสียหายในหลายภาคส่วน และสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นวงกว้าง

พิษชัตดาวน์สหรัฐฯ ครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการเมือง แต่เป็นเรื่องของปากท้องและคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวอเมริกัน ที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนและความยากลำบากในการดำเนินชีวิตประจำวัน

ที่มา – พิษ “ชัตดาวน์” สหรัฐฯ ลามหนัก ยืดเยื้อ 39 วัน ยกเลิกเที่ยวบินทะลุ 1,400 เที่ยว

Scroll to top