ชายแดนตราด

บิ๊กเล็กร่วมร้องเพลงชาติไทยชายแดนตราดกับประชาชน

พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ หรือ “บิ๊กเล็ก” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลงพื้นที่ชายแดนตราด บริเวณบ้านสามหลัง สั่งเจ้าหน้าที่ตรึงกำลังอีก 1 ปี เร่งสร้างรั้ว-ติดตั้ง CCTV และร่วมร้องเพลงชาติไทยกับชาวบ้านกว่า 500 คน ที่เดินทางมาให้กำลังใจทหาร พร้อมรับปากไม่มีการเปิดด่าน ซึ่งเป็นการสร้างขวัญเเละกำลังใจให้กับทหารเเละประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก

เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2569 เวลา 16.30 น. พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลงพื้นที่ชายแดนตราด เยี่ยมกำลังพล ที่บ้านท่าเส้น-ทมอดา ให้กำลังใจทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ตามแนวชายแดน โดยมี น.อ.ธรรมนูญ วรรณา ผู้บังคับการหน่วยนาวิกโยธินตราด นายพิริยะ ฉันทดิลก ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด และหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดตราดร่วมให้การต้อนรับ

หลังจากนั้นเวลาประมาณ 17.30 น. เดินทางเข้าไปยังจุดบ้านสามหลัง รับฟังการบรรยายสรุป จาก น.อ.ธรรมนูญ วรรณา และได้มอบนโยบายการปฏิบัติ โดยให้ทหารตามแนวชายแดน ยังคงตรึงกำลังอีก 1 ปี เร่งสร้างรั้วอิเล็กทรอนิกส์ที่ติดตั้ง CCTV และอาจพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งท่องเที่ยวเมื่อสถานการณ์ชายแดนสงบลง การดำเนินการนี้เป็นการแสดงถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความปลอดภัยเเละพัฒนาพื้นที่ชายเเดน

บิ๊กเล็กร่วมร้องเพลงชาติไทยชายแดนตราดกับประชาชน

ต่อมาในเวลา 18.00 น. ได้ร่วมร้องเพลงชาติไทยกับประชาชนชาวตราด ที่เดินทางมาร่วมร้องเพลงชาติในครั้งนี้เกือบ 500 คน จากนั้นได้พบปะกับชาวบ้าน โดยรับปากกับชาวบ้านว่าไม่มีการเปิดด่าน ซึ่งเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่

ซึ่งทางด้านชาวบ้านเองก็ต่างพากันมาให้กำลังใจทหาร ถึงแม้ต้องเดินเท้าเป็นระยะทางเกือบหนึ่งกิโลเมตร ทุกคนก็เต็มใจที่จะเดินขึ้นไป ร่วมร้องเพลงชาติไทยและให้กำลังใจทหาร เป็นภาพที่แสดงถึงความสามัคคีเเละความรักชาติของคนในชุมชน

ความสำคัญของการลงพื้นที่ชายแดนตราดและร่วมร้องเพลงชาติไทย

การลงพื้นที่ชายแดนตราดของ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ และการร่วมร้องเพลงชาติไทยกับประชาชนนั้น มีความสำคัญหลายประการ:

  • เป็นการแสดงออกถึงความใส่ใจของรัฐบาลต่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดน
  • เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ
  • เป็นการส่งเสริมความรักชาติและความสามัคคีของคนในชุมชน
  • เป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความมั่นคงของประเทศ

นอกจากนี้ การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากประชาชนในพื้นที่ ยังเป็นการเปิดโอกาสให้รัฐบาลสามารถกำหนดนโยบายและมาตรการที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

การที่ประชาชนชาวตราดยินดีที่จะเดินเท้าเป็นระยะทางไกลเพื่อมาร่วมร้องเพลงชาติและให้กำลังใจทหาร แสดงให้เห็นถึงความรักชาติและความสามัคคีที่เข้มแข็งของคนในชุมชน การรวมพลังของประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐเช่นนี้ จะเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป

การตัดสินใจตรึงกำลังทหารและเร่งสร้างรั้วอิเล็กทรอนิกส์ที่ชายแดน เป็นการแสดงถึงความเอาใจใส่ในการป้องกันประเทศ เเละเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน

สิ่งที่เกิดขึ้นที่ชายแดนตราด สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการมีผู้นำที่ใส่ใจประชาชน และความเข้มแข็งของชุมชนที่พร้อมจะสนับสนุนการทำงานของภาครัฐ การร่วมมือกันเช่นนี้ จะนำพาประเทศไปสู่ความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรือง

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการรักษาความมั่นคงของชาติ การที่ประชาชนให้กำลังใจทหารและร่วมร้องเพลงชาติ เป็นการแสดงออกถึงความรักชาติและความสามัคคี ที่เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” ลงพื้นที่ชายแดนตราด ร่วมร้องเพลงชาติไทยกับ ปชช. ที่มาให้กำลังใจทหาร

EOD สำรวจ! เหตุหลุมระเบิด 13 หลุม ชายแดนตราด


เจ้าหน้าที่ชุด EOD ลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย “หลุมระเบิด 13 หลุม” ที่ตกในพื้นที่ชุมชน เหตุปะทะชายแดนตราด พบ 1 หลุมกลางถนนยังไม่ระเบิด และไม่สามารถเก็บกู้ได้ สถานการณ์ชายแดนตึงเครียด ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 13 ธันวาคม 2568 เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง จ.ตราด ได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านท่าเลื่อน และชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) เข้าตรวจสอบหลุมระเบิด 13 หลุม ที่ตกมาจากฝั่งประเทศกัมพูชา ภายในสวนทุเรียนแห่งหนึ่งในพื้นที่

โดยเบื้องต้นสามารถตรวจสอบหลุมระเบิดไปได้ 13 หลุม แบ่งเป็นหลุมระเบิดที่อยู่ตามสวน 11 หลุม ซึ่งระเบิดสมบูรณ์หมดแล้ว และหลุมที่ตกบนถนนจำนวน 2 หลุม โดยในจำนวนนี้ มีหนึ่งหลุมที่ยังไม่สามารถเก็บกู้ระเบิดได้

เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตรวจสอบสภาพหลุม และสภาพความเสียหายบริเวณโดยรอบ เช่น ต้นไม้ ซึ่งส่วนใหญ่ถูกเผาไหม้จากแรงระเบิดได้รับความเสียหาย รวมทั้งได้เก็บนำเศษสะเก็ดระเบิด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัตถุโลหะ ไปตรวจสอบวิเคราะห์หาชนิดของระเบิดจากฝั่งกัมพูชา

ส่วนหลุมระเบิดที่อยู่บนถนน 1 หลุม ซึ่งตอนนี้ยังไม่ระเบิดนั้น เบื้องต้นยังไม่สามารถดำเนินการเก็บกู้วัตถุระเบิดได้ เนื่องจากต้องขุดเปิดหน้าถนน คาดว่าระเบิดน่าจะลงไปในหลุมลึกประมาณ 3 เมตร เจ้าหน้าที่จึงได้ดำเนินการวางกรวยถนนปิดกั้นบริเวณปากหลุม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายจากรถที่ยังจำเป็นต้องสัญจรผ่านไปมา เพราะถนนเส้นดังกล่าวเป็นถนนเส้นหลักที่เชื่อมลงไปถึง อ.คลองใหญ่

นายภิญโญ ดีหลาย กำนันตำบลชำราก เปิดเผยว่า เบื้องต้นได้พาเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ 13 หลุมที่สามารถระบุตำแหน่งที่ตั้งหลุมได้อย่างแน่ชัด โดยระเบิดไปแล้วทั้งหมด 12 หลุม เหลืออีก 1 หลุมคือบนถนนที่ระเบิดยังไม่ทำงาน ขณะเดียวกันยังมีอีกหลายจุดที่ยังไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ ส่วนใหญ่อยู่ในป่าลึก หรือมีใบไม้ปกคลุม ต้องรอให้สถานการณ์สงบจึงจะสามารถเข้าตรวจสอบได้

ซึ่งจุดที่ระเบิดลงนั้น ล้วนแต่เป็นเขตพลเรือนที่เป็นบ้านเรือน และสวนของชาวบ้าน โดยตนเองไม่อยากให้ทหารกัมพูชาตอบโต้ทหารไทยในพื้นที่หมู่บ้าน อย่างน้อยเรามีแผนการที่ดีในการอพยพชาวบ้านออกจากพื้นที่เกือบ 100% ไม่งั้นอาจจะมีชาวบ้านได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตได้ ทั้งนี้ เมื่อชาวบ้านได้ทราบข่าวว่าไร่สวนของตนได้รับความเสียหาย ก็รู้สึกท้อแท้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถือว่าเป็นการปะทะกันที่หนักที่สุดของ จ.ตราด แล้ว

นอกจากนี้ กำนันตำบลชำราก ยังบอกให้ทางการกัมพูชายอมรับความจริง หลังจากที่กล่าวหาว่าระเบิดที่ตกในสวนและถนนในประเทศไทยนั้นเป็น Fake News ยืนยันว่า การที่กัมพูชายิงระเบิดมาตกใส่ถนน และไร่สวนของชาวบ้านในประเทศไทยนั้นเป็นเรื่องจริง

สำหรับสถานการณ์ในพื้นที่บ้านหนองรี ตำบลชำราก ยังได้มีเสียงปืนใหญ่จากฝ่ายไทย ดังขึ้นอีกครั้ง ติดต่อกัน 3 นัด ในช่วงเวลา 11.45 น. หลังจากการถล่มสะพานจัยจุมเนี้ยะ และ กาสิโนทมอดา จ.โพธิสัตว์ ประเทศกัมพูชา เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา

ชุด EOD ลงพื้นที่สำรวจหลุมระเบิด 13 หลุม ตกในบริเวณชุมชน เหตุปะทะชายแดนตราด

เจ้าหน้าที่ชุด EOD เร่งเข้าตรวจสอบและประเมินสถานการณ์ หลุมระเบิด 13 หลุม ในบริเวณชุมชน จ.ตราด เพื่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับหลุมระเบิด 13 หลุม

สถานการณ์ชายแดนยังคงน่ากังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบต่อประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย การอพยพและการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

เหตุการณ์ หลุมระเบิด 13 หลุม สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของสถานการณ์และความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี

สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

ที่มา – ชุด EOD ลงพื้นที่สำรวจหลุมระเบิด 13 หลุม ตกในบริเวณชุมชน เหตุปะทะชายแดนตราด

F-16 ถล่มสะพานจัยจุมเนี๊ยะ! ตัดทางลำเลียง

เช้าวันนี้มีรายงานข่าวว่ากองทัพอากาศได้ส่งเครื่องบิน F-16 เข้าโจมตี “สะพานจัยจุมเนี๊ยะ” ทำให้สะพานได้รับความเสียหาย ส่งผลกระทบต่อเส้นทางลำเลียงจากกัมพูชาที่อาจมีการเสริมกำลังและอาวุธหนักเข้ามายังพื้นที่ชายแดนด้านจังหวัดตราด เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568 เวลาประมาณ 06.00 น.

F-16 ถล่มสะพานจัยจุมเนี๊ยะ ตัดเส้นทางลำเลียงอาวุธกัมพูชา

ตามรายงาน กองทัพอากาศได้ส่งเครื่องบิน F-16 จำนวน 2 ลำ เข้าปฏิบัติภารกิจบริเวณชายแดนตราด เพื่อทำลายสะพานจัยจุมเนี๊ยะ ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านทมอดา จังหวัดโพธิสัตว์ การปฏิบัติการนี้เกิดขึ้นหลังจากการร้องขอสนับสนุนจากกองทัพเรือ ซึ่งตรวจพบความเคลื่อนไหวของการเสริมกำลังและอาวุธหนักจากฝั่งกัมพูชาเข้ามายังพื้นที่ใกล้ชายแดนไทยด้านจังหวัดตราด

มีการเปิดเผยรายละเอียดว่า เครื่องบิน F-16 ได้บินวนสำรวจพื้นที่ 2 รอบ ก่อนที่จะเริ่มทิ้งระเบิดชุดแรกเมื่อเวลา 06.00 น. การโจมตีระลอกต่อมาเกิดขึ้นในเวลา 06.07 น. และ 06.12 น. ตามลำดับ รายงานเบื้องต้นระบุว่า สะพานจัยจุมเนี๊ยะได้รับความเสียหายอย่างหนัก แต่ยังไม่ถึงขั้นพังถล่มลงมาทั้งหมด

สถานการณ์ล่าสุดหลังจากการโจมตี สะพานจัยจุมเนี๊ยะ ทางฝั่งกัมพูชายังไม่ได้มีการตอบโต้หรือแสดงท่าทีใดๆ ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ผลกระทบจากการโจมตีสะพานจัยจุมเนี๊ยะ

เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการลำเลียงและการขนส่งข้ามแดนบริเวณดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลำเลียงยุทโธปกรณ์หรือกำลังพลที่อาจเกิดขึ้นจากฝั่งกัมพูชา การทำลายสะพานดังกล่าว จึงเป็นการตัดทอนศักยภาพในการเคลื่อนย้ายสิ่งเหล่านี้เข้ามาในพื้นที่ใกล้ชายแดนไทย

นอกจากนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวยังส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจนำไปสู่การเจรจาหรือการหารือระหว่างรัฐบาลของทั้งสองประเทศ เพื่อทำความเข้าใจและป้องกันการเกิดเหตุการณ์ที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น

  • การระงับการลำเลียงอาวุธ: การโจมตีสะพานมีเป้าหมายเพื่อขัดขวางการส่งกำลังบำรุงและอาวุธ
  • การเพิ่มความตึงเครียดชายแดน: เหตุการณ์นี้อาจนำไปสู่การตอบโต้ทางการทูตและการเสริมกำลังทหารในพื้นที่
  • ผลกระทบต่อการค้าชายแดน: การขนส่งสินค้าและวัตถุดิบอาจหยุดชะงัก

การที่กองทัพอากาศตัดสินใจใช้มาตรการทางทหารเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความมั่นคงของชาติ และการป้องกันภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นจากภายนอก แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาถึงผลกระทบที่จะตามมาในระยะยาว และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่อาจเปลี่ยนแปลงไป

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือ การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น เพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนชาวไทย

ที่มา – F-16 บินทิ้งไข่ถล่มสะพานจัยจุมเนี๊ยะ ตัดเส้นทางลำเลียงอาวุธกัมพูชา

“ตราด” ประกาศอพยพ! แจ้งเตือน 3 อำเภอชายแดน

สถานการณ์ฉุกเฉิน! จังหวัดตราดประกาศอพยพด่วน โดยส่ง Cell Broadcast แจ้งเตือนประชาชนใน 3 อำเภอพื้นที่ชายแดน ให้รีบย้ายไปยังศูนย์พักพิงอย่างเร่งด่วน เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 เวลา 17.46 น. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ส่ง Cell Broadcast แจ้งเตือนประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ในจังหวัดตราด โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอเมืองตราด อำเภอบ่อไร่ และอำเภอคลองใหญ่ ให้ทำการอพยพไปยังศูนย์พักพิงที่ทางราชการจัดเตรียมไว้ในทันที

รายละเอียดพื้นที่ที่ต้องอพยพตามที่ ปภ. แจ้งเตือน มีดังนี้:

  • อำเภอเมืองตราด (ตำบลท่ากุ่ม, ตำบลตะกาง, ตำบลชำราก, ตำบลแหลมกลัด)
  • อำเภอบ่อไร่ (ทุกตำบล)
  • อำเภอคลองใหญ่ (ทุกตำบล)

สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดตราดได้ยืนยันคำสั่งอพยพดังกล่าว โดยเน้นย้ำให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงดำเนินการอพยพโดยทันที เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

“ตราด” ประกาศอพยพ! แจ้งเตือน 3 อำเภอชายแดน

ขั้นตอนการอพยพที่ประชาชนต้องทราบ

เพื่อให้การอพยพเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย ทางจังหวัดได้กำหนดแนวทางการปฏิบัติดังนี้:

  • ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวข้างต้น ควรรีบอพยพไปยังศูนย์พักพิงตามแผนอพยพที่ได้มีการกำหนดไว้ล่วงหน้า
  • การอพยพมีผลบังคับใช้โดยทันที
  • โปรดปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด
  • คำสั่งนี้จะมีผลบังคับใช้จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง

ข้อควรปฏิบัติที่สำคัญในการอพยพ

  • นำเอกสารสำคัญส่วนตัว เช่น บัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน และยาที่จำเป็นติดตัวไปด้วย
  • ตรวจสอบความปลอดภัยของบ้านเรือนก่อนออกจากพื้นที่ เช่น ปิดแก๊ส ปิดไฟ และล็อคบ้านให้เรียบร้อย

ทางจังหวัดขอความร่วมมือจากประชาชนในการอพยพโดยเร็วที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงและรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของทุกท่าน ทั้งยังเป็นการเปิดทางให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่

สถานการณ์การอพยพในครั้งนี้ ถือเป็นมาตรการป้องกันที่สำคัญเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน ดังนั้นการปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัดจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวด เพื่อให้ทุกท่านปลอดภัยจากภัยอันตรายที่อาจเกิดขึ้นและกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้ หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์“ตราด” ประกาศอพยพครั้งนี้ จะมีการรายงานให้ทราบต่อไปอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – “ตราด” ประกาศอพยพ ส่ง Cell Broadcast แจ้ง 3 อำเภอพื้นที่ชายแดน ย้ายไปศูนย์พักพิง

ผบ.ฉก.นย.ตราด ไม่สน BHQ ประชิดชายแดน

ผบ.ฉก.นย.ตราด ไม่สนกัมพูชาส่ง BHQ ประชิดชายแดน! ยืนยันเตรียมพร้อมรับมือขั้นสูงสุด ไม่หวั่นไหวต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น น.อ.ธรรมนูญ วรรณา ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด เผยถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่ากัมพูชาส่งหน่วยรบพิเศษ BHQ ประชิดชายแดนตราดว่า เป็นเรื่องปกติทางการทหาร และไม่ได้สร้างความกังวลให้กับหน่วยงานแต่อย่างใด

จากกรณีที่คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) เดินทางไปยังบ้านทมอดา ประเทศกัมพูชา และมีรายงานเสียงคล้ายปืนดังขึ้น น.อ.ธรรมนูญ กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการสร้างสถานการณ์จากฝ่ายกัมพูชา โดยเสียงที่ได้ยินเป็นเพียงประทัดเท่านั้น และตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของ AOT ว่าอาจมีการแอบอ้างหรือมีการแต่งกายเลียนแบบเพื่อสร้างความเข้าใจผิด

ผบ.ฉก.นย.ตราด ไม่สนกัมพูชาส่ง BHQ ประชิดชายแดน

ต่อข้อซักถามถึงกระแสข่าวการเคลื่อนกำลังหน่วยรบพิเศษ BHQ ของกัมพูชามายังชายแดนตราด น.อ.ธรรมนูญ ตอบว่า เป็นเรื่องปกติในพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง และเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมพร้อมทางทหาร อย่างไรก็ตาม ฉก.นย.ตราด ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และได้เตรียมความพร้อมขั้นสูงสุดเพื่อรับมือกับทุกสถานการณ์

“เราไม่ได้กลัวอะไรทั้งนั้น” น.อ.ธรรมนูญ กล่าวอย่างหนักแน่น “ฉก.นย.ตราด เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ตลอดเวลา”

นอกจากนี้ น.อ.ธรรมนูญ ยังได้กล่าวถึงกรณีที่มีผู้ปกครองทหารเกณฑ์สอบถามถึงการส่งบุตรชายที่เพิ่งฝึกได้ 2 เดือนไปปฏิบัติงานที่ชายแดนว่า ทหารที่ผ่านการฝึกเบื้องต้นสามารถปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดนได้ แต่จะอยู่ในส่วนสนับสนุน ไม่ได้ประจำการในแนวหน้า และการมอบหมายงานจะพิจารณาตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล

การเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ชายแดนของ ฉก.นย.ตราด

สถานการณ์ชายแดนเป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การที่ ผบ.ฉก.นย.ตราด ไม่สนกัมพูชาส่ง BHQ ประชิดชายแดน แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในศักยภาพและความพร้อมของหน่วยงานในการดูแลรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ แม้ว่าจะมีกระแสข่าวหรือสถานการณ์ที่อาจก่อให้เกิดความตึงเครียด แต่การมีสติและความรอบคอบในการประเมินสถานการณ์เป็นสิ่งสำคัญ

  • การเตรียมความพร้อมทางด้านกำลังพลและยุทโธปกรณ์
  • การเฝ้าระวังและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด
  • การประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือกับประชาชนในพื้นที่

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรักษาความสงบและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน เพื่อให้ประชาชนสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข การที่ ผบ.ฉก.นย.ตราด ไม่สนกัมพูชาส่ง BHQ ประชิดชายแดน และยืนยันความพร้อมในการรับมือกับทุกสถานการณ์ ทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าจะมีผู้ที่คอยดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งหรือการกระทบกระทั่งที่อาจนำไปสู่ความรุนแรง การเจรจาและการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด

ถึงแม้ว่าสถานการณ์ชายแดนอาจมีความไม่แน่นอน แต่ด้วยความพร้อมและความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย เราเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะสามารถรักษาอธิปไตยและความสงบสุขของชาติไว้ได้

ที่มา – ผบ.ฉก.นย.ตราด ไม่สนกัมพูชาส่ง BHQ ประชิดชายแดน ยันเตรียมการพร้อมรับมือขั้นสุด

“นพดล” เผย กมธ.เก็บข้อมูลชายแดนตราด ยกเลิก MOU 44

“สว.นพดล” เผย กมธ.วุฒิสภา เก็บข้อมูลชายแดน จ.ตราด มองแม้ไร้ MOU 43-44 ยังมี คกก. GBC, RBC และ JBC เผย “อภิสิทธิ์” ตอบรับ 28 ต.ค. แจงชงยกเลิก MOU 44 สวน “พิธา” ยัน สว.เป็นกลาง ยึดประโยชน์ชาติ

วันที่ 12 ตุลาคม 2568 นายนพดล อินนา ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา กล่าวถึงความคืบหน้าในการศึกษา MOU 2543-2544 ว่า เมื่อวันที่ 9-10 ตุลาคมที่ผ่านมา กมธ. ลงพื้นที่จังหวัดตราด ไปดูหลักหมุดของเขตไทย-กัมพูชาที่ 73 ซึ่งเป็นหลักหมุดสุดท้าย อยู่บนพื้นที่ No Man’s Land โดยได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากจากนาวิกโยธิน กองทัพเรือ เช่น ข้อมูลว่ามีการละเมิดของฝั่งกัมพูชาที่จังหวัดจันทบุรีและตราดหลายครั้ง ฝ่ายไทยประท้วงไปหลายครั้ง

อีกทั้งยังได้รับรายงานว่าฝ่ายกัมพูชาไม่อยากยอมรับหลักหมุดที่ 73 ของไทย และพยายามจะเลื่อนมาทางฝั่งไทย ยังไม่รวมกรณีหลักหมุดที่ 72 ที่สูญหายไป ต้องใช้หลักหมุดชั่วคราว และได้เห็นการสร้างอาคารที่จะทำเป็นแนวดักตะกอนยื่นออกไปในทะเลตรงสุดปลายเขตของไทย ที่เชื่อมระหว่างกัมพูชากับตราด ส่งผลให้มีการกัดเซาะพื้นที่ของประเทศไทย ตนจึงขอให้ทางกองทัพเรือลองนำแผนที่ดาวเทียมแล้วเปรียบเทียบไปเรื่อยๆ จะได้รู้ว่าเมื่อเวลาผ่านไปมันเซาะเท่าไหร่ ซึ่งถ้า กมธ. ไม่ได้ลงพื้นที่เราจะไม่รู้เลยว่ากัมพูชาละเมิดอาณาเขตเรากี่ครั้ง สถานการณ์เป็นอย่างไร ตนจะนำข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ โดยเฉพาะการละเมิดเขตแดนไทยเข้าสู่ที่ประชุม

เมื่อถามถึงการถกเถียงว่าควรยกเลิก MOU 44 หรือไม่ นายนพดล กล่าวว่า ประชาชนยังขาดข้อมูลอยู่ โดยในปี ค.ศ.1909-1910 หลังจาก 3 ปีที่มีไทยได้จันทบุรีและตราดคืนมาแล้ว ตอนนั้นก็มีการปักหลักหมุดไม้เกิดขึ้นตลอดแนวแล้ว หลังจากนั้น 10 ปี ก็มีการปักหลักปูน ที่สำคัญในปี พ.ศ. 2538 ช่วงที่นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ไปเจรจากับกัมพูชา แล้วตั้งคณะกรรมการ GBC และ RBC แล้วหลังจากนั้นจึงเกิด JBC ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดก่อน MOU 2543-2544 ตนมองว่า ไม่ว่าจะมี MOU 2543-2544 หรือไม่ ก็มีคณะกรรมการเหล่านี้อยู่ดีที่รองรับได้

“หลักหมุด 73 หลัก ที่ตกลงกันได้ 45 หลัก ถ้าทั้งสองฝ่ายจริงใจต่อกัน ผมคิดว่ายกเลิกหรือไม่ตรงนั้นเขายอมรับอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมาจากพื้นฐานอะไร แต่นี่คือข้อเท็จจริงที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับอยู่แล้ว ถ้าทะเลาะกันมากๆ ถึงมี MOU อยู่ ถ้าเขาจะไม่ยอมรับขึ้นมา มันก็เป็นไปได้หมด ขึ้นอยู่กับการเคารพของแต่ละฝ่าย อันนี้สำคัญ”

นายนพดล เผยต่อไปว่า ตนได้ประสาน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี มาให้ข้อมูลกับ กมธ. ในวันที่ 28 ตุลาคมนี้ เพราะขณะที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี เคยนำเรื่องเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการยกเลิก MOU 44 แต่ยังไม่สำเร็จ ซึ่งนายอภิสิทธิ์ก็ได้รับปากตกลง และตนก็พร้อมพอดี

ส่วนกรณีที่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดรัฐบาลไม่ใช้กลไกสภาฯ ในการยกเลิก MOU 2543-2544 ทำไมถึงใช้การทำประชามติ นายนพดล ตอบว่า ขณะนี้อย่างน้อยก็มี กมธ.ของ สว.อยู่แล้ว ซึ่งตนได้เรียนกับ กมธ. ตั้งแต่วันแรกว่าเราจะไม่ยึดโยงกับเรื่องอื่น เราจะยึดผลประโยชน์ของชาติและแผ่นดินเป็นหลัก เป็นกลางจริงๆ เราอยากให้ข้อมูลกับประชาชน ศึกษาข้อดี-ข้อเสีย เราจะบอกและให้ข้อมูลเป็นระยะๆ ตนได้ประสานไปยังประธานวุฒิสภาแล้วว่าจะรายงานความคืบหน้า ไม่ประชุมลับ เปิดเผยได้ตลอด อยากให้ประชาชนได้เห็นด้วยว่าเป็นอย่างไร และจะทำอย่างไรต่อ.

กมธ.วุฒิฯ เก็บข้อมูลชายแดนตราด ยกเลิก MOU 44

ความคืบหน้าการศึกษาการยกเลิก MOU 44

คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ กำลังศึกษาข้อดีข้อเสียของการยกเลิก MOU 44 โดยลงพื้นที่เก็บข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการพิจารณาอย่างรอบด้าน

การพิจารณาว่าจะยกเลิก MOU 44 หรือไม่นั้น เป็นประเด็นที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมถึงผลประโยชน์ของชาติในระยะยาว ดังนั้น การศึกษาข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจใด ๆ เกี่ยวกับ MOU 43 และ MOU 44 จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคงของชาติในระยะยาว ดังนั้นการพิจารณาอย่างรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

ที่มา – “นพดล” เผย กมธ.วุฒิฯ เก็บข้อมูลชายแดนตราด “อภิสิทธิ์” จ่อแจงเคยชงยกเลิก MOU 44

Scroll to top