ชายแดนไทยกัมพูชา

ชายแดนไทย-กัมพูชาไร้ปะทะ ตลอดคืนถึงเช้า

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่อาจมีความตึงเครียดเกิดขึ้น บทความนี้จะสรุปสถานการณ์ล่าสุดบริเวณชายแดน พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความพร้อมในการป้องกันอธิปไตยของชาติ

ตลอดคืนถึงเช้าชายแดนไทย-กัมพูชาไร้ปะทะ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ได้เปิดเผยถึงสถานการณ์ล่าสุดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

“จิรายุ” เผย สถานการณ์ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ตลอดคืนถึงเช้าไม่มีการปะทะ กองทัพไทยยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่น พร้อมตอบโต้ทันทีหากถูกรุกล้ำอธิปไตย

สถานการณ์ล่าสุดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ได้แถลงว่า ตั้งแต่ช่วงค่ำของวันที่ 12 สิงหาคม 2568 จนถึง 07.00 น. ของวันที่ 13 สิงหาคม 2568 เหตุการณ์บริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา 7 จังหวัด ไม่มีการปะทะเกิดขึ้น กองทัพไทยยังคงตรึงกำลังตามแนวที่มั่นอย่างแข็งขันใน 11 พื้นที่ และพร้อมที่จะตอบโต้ทันทีหากมีการรุกล้ำอธิปไตย

กองทัพไทยยังคงเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการกระทำใดๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ การวางกำลังอย่างเข้มแข็งตามแนวชายแดนเป็นมาตรการสำคัญในการรักษาอธิปไตยและความสงบเรียบร้อย

จุดยืนของประเทศไทย

ฝ่ายไทยยังคงยึดมั่นในข้อตกลงของการประชุม GBC (General Border Committee) ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ยังคงพบการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและสนธิสัญญาออตตาวาของกัมพูชา ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองและแก้ไขต่อไป

รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาชายแดนโดยสันติวิธีและการเจรจา แต่ในขณะเดียวกันก็พร้อมที่จะปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเต็มที่ การรักษาสมดุลระหว่างการเจรจาและการป้องกันตนเองเป็นสิ่งสำคัญในการบริหารจัดการสถานการณ์ชายแดน

คำแนะนำสำหรับประชาชน

ศบ.ทก. ได้แจ้งเตือนประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาแล้ว หากพบวัตถุต้องสงสัย ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที เพื่อให้หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดเข้าดำเนินการอย่างรวดเร็ว การแจ้งเบาะแสวัตถุต้องสงสัยเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

ประชาชนควรให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการแจ้งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้หรือสัมผัสวัตถุต้องสงสัยด้วยตนเอง ความปลอดภัยของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

สถานการณ์ ตลอดคืนถึงเช้าชายแดนไทย-กัมพูชาไร้ปะทะ เป็นสัญญาณที่ดี แต่การเฝ้าระวังและการเตรียมพร้อมยังคงเป็นสิ่งจำเป็น กองทัพไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่เพื่อรักษาความสงบและความปลอดภัยตามแนวชายแดน ความร่วมมือของประชาชนในการแจ้งเบาะแสและให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ก็เป็นส่วนสำคัญในการสร้างความมั่นคงให้กับประเทศชาติ

การติดตามข่าวสารและข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ รวมถึงการปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ จะช่วยให้ประชาชนสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม การมีสติและความตระหนักรู้เป็นสิ่งสำคัญในการดำรงชีวิตในพื้นที่ชายแดน

แม้ว่าสถานการณ์ ตลอดคืนถึงเช้าชายแดนไทย-กัมพูชาไร้ปะทะ แต่เราต้องไม่ประมาทและยังคงให้ความสำคัญกับการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – ตลอดคืนถึงเช้าชายแดนไทย-กัมพูชาไร้ปะทะ พร้อมตอบโต้ทันทีหากถูกรุกล้ำอธิปไตย

รวบ! 50 ชีวิตชาวกัมพูชา ลักลอบเข้าไทย


จันทบุรี – เจ้าหน้าที่จับกุมชาวกัมพูชากว่า 50 ชีวิต ลักลอบข้ามแดนเข้าประเทศไทยทางช่องทางธรรมชาติ หลังเผชิญความยากลำบากและอดอยากในบ้านเกิด พวกเขาตัดสินใจเสี่ยงชีวิตกลับมาทำงานในประเทศไทยอีกครั้ง โดยให้ข้อมูลว่า พวกเขาหลงเชื่อคำสัญญาของผู้นำประเทศที่บอกว่าเมื่อกลับบ้านจะมีงานทำและชีวิตที่ดีขึ้น แต่สุดท้ายไม่เป็นเช่นนั้น นี่คือเรื่องราวของ จับอีก 50 ชีวิตชาวกัมพูชา ลักลอบเข้าไทย

จับอีก 50 ชีวิตชาวกัมพูชา ลักลอบเข้าไทย เพราะความอดอยาก

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อกลางดึกของวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เมื่อนาวาเอก ไกรสร โพธิ์ตุน หัวหน้าชุดควบคุมทหารพรานนาวิกโยธินที่ 2 ทำการจับกุมชาวกัมพูชาที่ลักลอบข้ามแดนเข้ามาในประเทศไทยอย่างผิดกฎหมาย ผ่านช่องทางธรรมชาติในพื้นที่อำเภอโป่งน้ำร้อน ในกลุ่มผู้ถูกจับกุมมีทั้งเด็กชาย, เด็กหญิง และทารก

ก่อนการจับกุม เจ้าหน้าที่สืบทราบว่าจะมีการนำพาแรงงานชาวกัมพูชาเข้ามาในประเทศไทยเพื่อส่งให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่ จึงได้วางกำลังตามแนวชายแดน กระทั่งเวลาประมาณ 20:00 น. พบเห็นชาวกัมพูชาจำนวนมากทยอยเดินข้ามแดน จากนั้นมีรถกระบะมารับแรงงานไปยังบ้านหลังหนึ่งในพื้นที่บ้านคลองบอน ตำบลหนองตาคง อำเภอโป่งน้ำร้อน

เมื่อมีพยานหลักฐานเพียงพอ เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจค้นและควบคุมตัวแรงงานชาวกัมพูชาทั้งหมด พร้อมกับนายสมนึก พัดเล็ก อายุ 49 ปี ผู้ว่าจ้างนำพา ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่อำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี จากการสืบสวน นายสมนึกมีพฤติกรรมนำพาแรงงานมานานแล้ว และเคยถูกจับกุมมาหลายครั้ง แต่หลักฐานไม่เพียงพอ

จากการสอบถามแรงงานชาวกัมพูชากลุ่มนี้ พวกเขาให้ข้อมูลว่า พวกเขาเดินทางกลับบ้านเกิดเมื่อไม่นานมานี้ตามคำเชิญชวนของรัฐบาลและฮุนเซน ที่สัญญาว่าจะมีงานและเงินให้ใช้ แต่เมื่อกลับไปกลับไม่เป็นไปตามนั้น ทำให้พวกเขากลัวอดตายและพยายามหาวิธีกลับมายังประเทศไทยอีกครั้ง นี่จึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ จับอีก 50 ชีวิตชาวกัมพูชา ลักลอบเข้าไทย

ทำไมถึงต้อง ลักลอบเข้าไทย?

แรงงานชาวกัมพูชาเหล่านี้ ตัดสินใจ จับอีก 50 ชีวิตชาวกัมพูชา ลักลอบเข้าไทย เพราะความสิ้นหวังในบ้านเกิด พวกเขาเชื่อในคำสัญญาว่าจะได้ชีวิตที่ดีขึ้น แต่ความเป็นจริงกลับโหดร้าย พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเสี่ยงอันตรายเพื่อหาเลี้ยงชีพ

หลังจากบันทึกข้อมูลและทำเอกสารแล้ว เจ้าหน้าที่ได้ทำการคัดแยก โดยผู้ชายจะถูกนำไปฝากขังที่ สภ.โป่งน้ำร้อน ส่วนผู้หญิงและเด็กจะถูกนำไปไว้ที่โรงพักใกล้เคียงกับจุดผ่านแดนถาวรบ้านแหลม เพื่อรอผลักดันกลับประเทศในวันรุ่งขึ้น

นาวาเอก ไกรสร โพธิ์ตุน กล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้มาจากการสืบสวนและแกะรอยพฤติกรรม จนกระทั่งสามารถจับกุมได้ และขอฝากถึงชาวไทยที่จะทำอาชีพนำพาแรงงานเข้าประเทศว่าอย่าทำ เนื่องจากสถานการณ์บ้านเมืองยังไม่ปกติ เจ้าหน้าที่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด

ด้านนายสมนึก พัดเล็ก อ้างว่า เขาเพิ่งทำเป็นครั้งแรก โดยได้รับว่าจ้างจากเถ้าแก่เจ้าของสวนในราคาหัวละพันกว่าบาท และอ้างว่ามีแรงงานที่เขานำมาเพียง 8-9 คน ส่วนที่เหลือเป็นของคนอื่น

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความยากจนและการขาดโอกาสในประเทศเพื่อนบ้าน ที่ผลักดันให้ผู้คนต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อแสวงหาความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในต่างแดน นอกจากนี้ยังเป็นอุทาหรณ์ให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลและความเป็นจริง ก่อนที่จะตัดสินใจเดินทางกลับประเทศตามคำเชิญชวนใดๆ

ที่มา – จับอีก 50 ชีวิตชาวกัมพูชา ลักลอบเข้าไทย งานไม่มีทำ ประสบกับความอดอยากในบ้านเกิด

ชาวบ้านอพยพ! เหตุไม่ไว้ใจสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา สร้างความกังวลใจให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก แม้จะยังไม่มีประกาศอพยพอย่างเป็นทางการ แต่ชาวบ้านไม่ไว้ใจสถานการณ์ชายแดน “ไทย-กัมพูชา” จึงตัดสินใจอพยพครอบครัวออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย

ชาวบ้านไม่ไว้ใจสถานการณ์ชายแดน “ไทย-กัมพูชา”

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณถนนหมายเลข 221 กันทรลักษณ์-เขาพระวิหาร พบว่ามีรถของชาวบ้านทยอยเดินทางออกจากพื้นที่เป็นจำนวนมากผิดปกติ สืบเนื่องจากกระแสข่าวการแจ้งเตือนว่าอาจจะเกิดการปะทะกันขึ้นอีกครั้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

ความกังวลใจนี้เอง ทำให้ชาวบ้านจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ตำบลเสาธงชัย ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยง ได้ตัดสินใจอพยพออกจากบ้านเรือน พร้อมทั้งขนทรัพย์สินและสิ่งของจำเป็นติดตัวไปด้วย

จากการสอบถามชาวบ้านที่กำลังอพยพ พวกเขาให้เหตุผลว่า ตัดสินใจขนข้าวของและพาครอบครัวออกมาจากหมู่บ้าน เพราะไม่ไว้ใจสถานการณ์ชายแดน “ไทย-กัมพูชา” แม้ว่าผู้นำชุมชนจะยังไม่ได้ประกาศให้อพยพก็ตาม นอกจากนี้ ชาวบ้านยังแสดงความต้องการให้สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชายุติลงโดยเร็ว เพราะพวกเขาไม่อยากต้องอพยพหนีภัยอีกต่อไปแล้ว

ทำไมชาวบ้านถึงไม่ไว้ใจสถานการณ์ชายแดน “ไทย-กัมพูชา”

เหตุผลหลักที่ทำให้ชาวบ้านไม่ไว้ใจสถานการณ์ชายแดน “ไทย-กัมพูชา” และตัดสินใจอพยพ คือ ประสบการณ์ในอดีตที่เคยเผชิญกับสถานการณ์ความไม่สงบและการปะทะกันในพื้นที่ชายแดนมาแล้วหลายครั้ง ความทรงจำและความหวาดกลัวจากเหตุการณ์เหล่านั้น ยังคงฝังลึกอยู่ในจิตใจของพวกเขา ทำให้เมื่อมีข่าวลือหรือสัญญาณบ่งบอกถึงความไม่แน่นอน พวกเขาจึงเลือกที่จะป้องกันตนเองและครอบครัวไว้ก่อน โดยการอพยพไปยังพื้นที่ที่ปลอดภัยกว่า

ผู้นำท้องถิ่นในตำบลเสาธงชัย กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีคำสั่งให้อพยพ แต่ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ส่วนการที่ชาวบ้านตัดสินใจอพยพนั้น เป็นเพราะต้องการความสบายใจ เนื่องจากเคยมีประสบการณ์อพยพมาแล้วหลายครั้ง

อย่างไรก็ตาม กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมายืนยันผ่านทางเฟซบุ๊กเมื่อเวลา 22.32 น. ของวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ว่า “สถานการณ์ชายแดนตลอดแนว กองกำลังสุรนารียังอยู่ในสภาวะปกติ ไม่ได้ตึงเครียดตามที่ปรากฏในสื่อโซเชียล ขอประชาชนอย่าได้ตื่นตระหนก”

ถึงแม้ว่ากองทัพจะออกมายืนยันถึงสถานการณ์ปกติ แต่ความหวาดระแวงและความไม่ไว้วางใจของประชาชนในพื้นที่ยังคงอยู่ การสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นให้กับประชาชนจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความตื่นตระหนกและการอพยพโดยไม่จำเป็น

สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและส่งผลกระทบโดยตรงต่อความรู้สึกและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข และไม่ต้องเผชิญกับความหวาดกลัวและความไม่แน่นอนอีกต่อไป

ที่มา – ชาวบ้านไม่ไว้ใจสถานการณ์ชายแดน “ไทย-กัมพูชา” พากันอพยพครอบครัวออกนอกพื้นที่

กองทัพภาคที่ 2 ยันชายแดนปกติ! ประชาชนอย่าตระหนก

สวัสดีครับทุกคน วันนี้เรามาอัปเดตสถานการณ์ชายแดนกับ กองทัพภาคที่ 2 กันหน่อยนะครับ หลังจากที่มีข่าวลือต่างๆ นาๆ ในโซเชียลมีเดีย ทำให้หลายคนเกิดความกังวลใจ ล่าสุดทางกองทัพได้ออกมาแถลงการณ์ยืนยันแล้วว่าสถานการณ์ยังคงปกติ ไม่ได้มีความตึงเครียดอย่างที่หลายคนคิดครับ

กองทัพภาคที่ 2 ย้ำสถานการณ์ชายแดนปกติ

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ทางเฟซบุ๊กของ กองทัพภาคที่ 2 ได้โพสต์ข้อความเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน โดยระบุว่า “สถานการณ์ชายแดนตลอดแนว กองกำลังสุรนารียังอยู่ในสภาวะปกติ ไม่ได้ตึงเครียดตามที่ปรากฏในสื่อโซเชียล ขอประชาชนอย่าได้ตื่นตระหนก” ข้อความนี้เป็นการยืนยันอย่างชัดเจนว่าทุกอย่างยังคงเป็นไปตามปกติ และไม่มีเหตุการณ์ใดที่น่ากังวล

ทางกองทัพขอความร่วมมือประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวลือที่ไม่ได้รับการยืนยัน และติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้เท่านั้น เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและความตื่นตระหนกโดยไม่จำเป็น

ทำไมต้องติดตามข่าวสารจากกองทัพภาคที่ 2?

การติดตามข่าวสารจาก กองทัพภาคที่ 2 โดยตรงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้และเป็นทางการที่สุด ข่าวลือและข้อมูลที่ไม่ถูกต้องสามารถสร้างความสับสนและความหวาดกลัวในสังคมได้ ดังนั้น การรับข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือจึงเป็นสิ่งจำเป็น

นอกจากนี้ ทางกองทัพยังมีการรายงานสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและทันต่อเหตุการณ์ ซึ่งจะช่วยลดความกังวลและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่

กองทัพภาคที่ 2 มีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน การที่กองทัพออกมาให้ข้อมูลอย่างชัดเจนเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความรับผิดชอบต่อประชาชน

สถานการณ์ชายแดนนั้นมีความอ่อนไหว การแพร่กระจายข่าวลืออาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความเชื่อมั่นของนักลงทุน ดังนั้น การรับข้อมูลที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

เพื่อให้ทุกคนเข้าใจสถานการณ์ได้ดียิ่งขึ้น เรามาดูกันว่า กองทัพภาคที่ 2 มีบทบาทหน้าที่อะไรบ้างในการดูแลชายแดน:

  • รักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน
  • ป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมาย
  • ช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ชายแดน
  • ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อพัฒนาพื้นที่ชายแดน

จะเห็นได้ว่ากองทัพมีบทบาทสำคัญในการดูแลรักษาความสงบและความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน การที่ประชาชนให้ความร่วมมือและสนับสนุนการทำงานของกองทัพ จะช่วยให้การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

หากใครที่มีข้อสงสัยหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อ กองทัพภาคที่ 2 ได้โดยตรงผ่านช่องทางต่างๆ ที่ได้แจ้งไว้ เพื่อรับข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกคนติดตามข่าวสารอย่างมีสติ อย่าหลงเชื่อข่าวลือ และให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองนะครับ

ที่มา – “กองทัพภาคที่ 2” ย้ำสถานการณ์ชายแดนตลอดแนว ยังอยู่ในสภาวะปกติ ไม่ได้ตึงเครียด

ชาวบ้านกังวล ทหารเหยียบกับระเบิด เตรียมอพยพ

ชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนเกิดความวิตกกังวลอย่างมาก หลังเกิดเหตุการณ์ “ทหารไทย” เหยียบกับระเบิดบริเวณปราสาทตาเมือนธม ทำให้หลายครอบครัวเตรียมเก็บข้าวของพร้อมอพยพ หากเกิดเหตุปะทะรุนแรงขึ้น พวกเขาติดตามข่าวสารจากผู้นำชุมชนและหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินสถานการณ์และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 หลังจากสถานการณ์ชายแดนเริ่มคลี่คลายลงจากการเจรจาหยุดยิง แต่สถานการณ์โดยรวมยังคงตึงเครียด ทหารไทยนายหนึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัส ขาซ้ายขาด จากการเหยียบทุ่นระเบิดขณะลาดตระเวนในพื้นที่ปกติ บริเวณปราสาทตาเมือนธม ตำบลตาเมียง อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์

ชาวบ้านกังวล ทหารเหยียบกับระเบิด เตรียมอพยพ

ความวิตกกังวลของชาวบ้านเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก พวกเขาหวาดระแวงว่าอาจเกิดการปะทะรอบใหม่ แม้เพิ่งจะกลับจากศูนย์พักพิงชั่วคราวได้ไม่นาน ชาวบ้านในตำบลตาเมียง ซึ่งอยู่ใกล้กับปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควาย ต่างติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดตลอดทั้งวัน

ผู้สูงอายุหลายคนได้รับการช่วยเหลือจากลูกหลานในการเตรียมสัมภาระที่จำเป็นขึ้นรถยนต์ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการอพยพ หากสถานการณ์เลวร้ายลง บางครอบครัวพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำหมู่บ้าน จุดธูปเทียนขอพรให้คุ้มครองหมู่บ้านและชาวบ้าน รวมถึงปกป้องทหารที่ปฏิบัติหน้าที่แนวหน้าให้ปลอดภัย การติดตามข่าวสารจากผู้นำชุมชนและภาครัฐเป็นสิ่งเดียวที่พวกเขาสามารถทำได้ในขณะนี้ ชาวบ้านหลายคนกล่าวว่าสถานการณ์ไม่ปกติ ทำให้พวกเขาต้องเตรียมพร้อมตลอดเวลา นอนไม่หลับ และคอยฟังเสียงระเบิดและการสู้รบ

ชาวบ้านในพื้นที่โคกสูง ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก ซึ่งเปิดร้านขายอาหารตามสั่ง เล่าว่า พวกเขาต้องอพยพไปตั้งแต่เริ่มมีการปะทะ เป็นเวลานานถึง 15-16 วัน ทำให้สูญเสียรายได้จากการค้าขาย แต่ก็ยังดีกว่าชาวบ้านที่มีสวนยางพาราในพื้นที่บ้านไทยสันติสุข-บ้านเฝ้าไร่ ที่สวนยางพาราถูกลูกปืนและระเบิดทำลายเสียหาย ตอนนี้พวกเขากำลังรอความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐ หลังจากการสำรวจความเสียหายเสร็จสิ้น

ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบหวังว่ารัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือและเยียวยาตามความเสียหายที่เกิดขึ้น

ผลกระทบต่อการเปิดเรียนและทางออกในช่วงวิกฤต

เดิมที โรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษาในพื้นที่ชายแดน (อำเภอพนมดงรัก, อำเภอกาบเชิง, อำเภอสังขะ และอำเภอบัวเชด) มีกำหนดเปิดเรียนในวันที่ 13 สิงหาคม 2568 แต่เนื่องจากสถานการณ์ไม่สงบ ทำให้โรงเรียนในอำเภอพนมดงรักหลายแห่งประกาศเลื่อนการเปิดเรียนอย่างไม่มีกำหนด และให้มีการเรียนออนไลน์แทน สำหรับอำเภออื่นๆ การตัดสินใจขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้อำนวยการโรงเรียนแต่ละแห่ง

สถานการณ์ชายแดนที่ตึงเครียดส่งผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวบ้านอย่างมาก พวกเขาต้องเผชิญกับความวิตกกังวล ความไม่แน่นอน และความเสียหายต่อทรัพย์สิน การสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งในด้านความปลอดภัย การเยียวยา และการฟื้นฟู จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อช่วยให้ชาวบ้านสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็ว

“ทหารไทย” ที่เสียสละตนเองเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติสมควรได้รับการยกย่องและให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่

ดังนั้นหน่วยงานภาครัฐและเอกชนควรเข้ามาช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้านและสร้างขวัญกำลังใจให้พวกเขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขอีกครั้ง การให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ชายแดนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ชาวบ้านที่อพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย ยังคงมีความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับอนาคตของพวกเขา พวกเขาต้องการความช่วยเหลือและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากทุกภาคส่วน

ที่มา – ชาวบ้านกังวล หลัง “ทหารไทย” เหยียบกับระเบิด เก็บของพร้อมอพยพ หากเกิดเหตุปะทะ

กองทัพบก โต้กัมพูชา ยันหลักฐานเหตุเหยียบทุ่น

จากกรณีที่กัมพูชาออกมาปฏิเสธเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดบริเวณชายแดนล่าสุด “กองทัพบก” ได้ออกมาโต้แย้งและยืนยันว่ามีหลักฐานชัดเจนว่าทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากทุ่นระเบิดจริง พร้อมทั้งระบุว่าเป็นทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 ที่เพิ่งมีการลักลอบติดตั้งใหม่

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 บริเวณปราสาทตาเมือนธม ซึ่งส่งผลให้กำลังพลของไทยได้รับบาดเจ็บสาหัส โดย พล.ท.มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้ออกมาแถลงปฏิเสธว่าไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาตอบโต้และยืนยันว่า ฝ่ายไทยมีหลักฐานที่ชัดเจนว่ากัมพูชายังคงมีทุ่นระเบิดในครอบครองเป็นจำนวนมาก และมีการลักลอบนำมาวางในพื้นที่ต่างๆ ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีเป้าหมายเพื่อทำร้ายกำลังพลของไทย

พลตรี วินธัย สุวารี ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า กัมพูชาเป็นภาคีอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และได้ให้สัตยาบันไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 แต่กลับมีการนำทุ่นระเบิดมาใช้อีกครั้งในหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมา ถือเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องและขัดต่อหลักสากล

กองทัพบก ยืนยันหลักฐาน กัมพูชา วางทุ่นระเบิด

จากการตรวจสอบอย่างละเอียดของฝ่ายไทย พบว่าทุ่นระเบิดที่ใช้ในเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นชนิด PMN-2 ซึ่งเป็นแบบเดียวกับที่เคยพบในหลายพื้นที่ที่กัมพูชาลักลอบติดตั้งเพื่อทำร้ายกำลังพลไทยมาโดยตลอด ทำให้เชื่อได้ว่าไม่ใช่ทุ่นระเบิดที่ตกค้างมาจากสงครามในอดีต

ข้ออ้างของกัมพูชาที่ว่าพื้นที่ดังกล่าวยังคงมีวัตถุระเบิดตกค้างจากสงครามในอดีตนั้น เป็นเพียงการปฏิเสธที่ไม่มีน้ำหนัก เนื่องจากหลักฐานในทุกจุดเกิดเหตุชี้ชัดว่า บริเวณโดยรอบที่เกิดเหตุมีการวางทุ่นระเบิด PMN-2 อีก 3-5 ลูก ในสภาพที่เพิ่งถูกติดตั้งใหม่อย่างชัดเจน หากเป็นทุ่นระเบิดเก่าจากสงครามในอดีต จะเป็นชนิดอื่น ไม่ใช่ทุ่นระเบิดแบบ PMN-2

กองทัพบก เรียกร้อง กัมพูชา หยุดเผยแพร่ข้อมูลเท็จ

ฝ่ายไทยจึงขอเรียกร้องให้กัมพูชาหยุดเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จต่อสาธารณะ ทั้งที่มีหลักฐานยืนยันชัดเจน เพื่อความเป็นธรรมต่อผู้รับฟังข่าวสาร และเพื่อหลีกเลี่ยงการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ตามมติคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) กัมพูชา-ไทย เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ข้อ 9 ซึ่งกำหนดให้งดเว้นการเผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือข่าวปลอม

นอกจากนี้ ขอให้กัมพูชาปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด และยุติการใช้อาวุธทุ่นระเบิดสังหารบุคคลต่อฝ่ายไทย ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง แต่ยังเป็นการฝ่าฝืนอนุสัญญาออตตาวาอย่างชัดเจน

กองทัพบก ยืนยันเจตนารมณ์ที่จะแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ภายใต้หลักกฎหมายระหว่างประเทศ กฎบัตรสหประชาชาติ และกติกาสากล พร้อมทั้งเรียกร้องให้กัมพูชาร่วมมือในการแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนอย่างจริงจัง เพื่อความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองฝ่าย

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าปัญหาทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนยังคงเป็นภัยคุกคามที่สำคัญ และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายในการแก้ไขอย่างยั่งยืน การที่ กองทัพบก ออกมาตอบโต้และยืนยันข้อเท็จจริง ถือเป็นการปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของประเทศชาติ และเป็นการแสดงความห่วงใยต่อกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน

ที่มา – “กองทัพบก” โต้ “กัมพูชา” ปฏิเสธเหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิด ย้ำมีหลักฐานยืนยัน

ผงะ! **กองทัพภาคที่ 2** พบทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่ม!

สถานการณ์ชายแดนยังคงน่าจับตา! ล่าสุด “กองทัพภาคที่ 2” ได้ส่งหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดและพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบพื้นที่ หลังเกิดเหตุการณ์ ส.อ.ธีรพล เหยียบทุ่นระเบิด PMN-2 จนได้รับบาดเจ็บสาหัส ผลการตรวจสอบล่าสุดพบทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่มอีก 3 ทุ่น ซึ่งอยู่ในสภาพใหม่พร้อมใช้งาน สร้างความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยในพื้นที่เป็นอย่างมาก

**กองทัพภาคที่ 2** เร่งตรวจสอบทุ่นระเบิด PMN-2

จากเหตุการณ์สลดที่ สิบเอก ธีรพล เพียขันที สังกัดกองร้อยทหารพรานที่ 2610 ประสบเหตุเหยียบทุ่นระเบิด PMN-2 ขณะลาดตระเวนบริเวณฐานปฏิบัติการจุดตะโมก ทางตะวันตกปราสาทตาเหมือนธม อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ กองทัพภาคที่ 2 มิได้นิ่งนอนใจ เร่งส่งหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดและพิสูจน์หลักฐานเข้าพื้นที่เพื่อเก็บหลักฐานเพิ่มเติมและตรวจสอบอย่างละเอียด

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อประเมินสถานการณ์ ควบคุมพื้นที่ และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย โดยเน้นย้ำความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่เป็นสำคัญ

พบทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่มเติม สภาพใหม่พร้อมใช้งาน

ผลการพิสูจน์ล่าสุดยืนยันว่า นอกจากทุ่นระเบิดที่ ส.อ.ธีรพล เหยียบแล้ว ยังพบทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่มเติมอีก 3 ทุ่นที่อยู่ใน ‘สภาพใหม่’ พร้อมใช้งาน ซึ่งไม่ใช่ทุ่นระเบิดเก่าเก็บแต่อย่างใด การค้นพบนี้บ่งชี้ว่าอาจมีการลักลอบนำทุ่นระเบิดเข้ามาวางในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

  • PMN-2 คืออะไร: ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา ทำจากพลาสติก ตรวจจับได้ยาก
  • อันตราย: สร้างความเสียหายร้ายแรงต่อผู้ที่เหยียบ ถูกออกแบบมาเพื่อทำลายขาหรือเท้า
  • การใช้งาน: มักถูกนำมาใช้ในพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง เพื่อกีดขวางการเคลื่อนที่ของศัตรู

สถานการณ์ดังกล่าวเป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง และจำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับเจ้าหน้าที่และประชาชนผู้บริสุทธิ์ กองทัพภาคที่ 2 ได้เพิ่มมาตรการลาดตระเวนและเฝ้าระวังตามแนวชายแดน พร้อมทั้งประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวและสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าวัตถุอันตราย

เหตุการณ์นี้ตอกย้ำถึงความสำคัญของการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดที่ตกค้างในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง การดำเนินการดังกล่าวต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและความรอบคอบอย่างสูง เพื่อให้มั่นใจว่าพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

นอกจากนี้ การให้ความรู้แก่ประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับอันตรายจากทุ่นระเบิดและการปฏิบัติตนอย่างปลอดภัยเมื่อพบวัตถุต้องสงสัย ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างสันติภาพและความปลอดภัยอย่างยั่งยืนในพื้นที่ชายแดน การแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้เราสามารถก้าวข้ามผ่านอุปสรรคนี้ไปได้

การค้นพบทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่มเติมในครั้งนี้ เป็นสัญญาณเตือนให้เราตระหนักถึงภัยคุกคามที่ยังคงมีอยู่ การเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องและการดำเนินการอย่างเด็ดขาดเท่านั้นที่จะช่วยปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้

ที่มา – “กองทัพภาคที่ 2” พบทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่มอีก 3 ทุ่น อยู่ในสภาพใหม่ไม่ใช่ของเก่า

กต. ประท้วงเหตุครั้งที่ 4 ประณามกัมพูชาซ้ำ

กต. ประท้วงเหตุครั้งที่ 4 ประณามกัมพูชาใช้ทุ่นระเบิดสังหารมนุษย์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ออกแถลงการณ์ประท้วงเป็นครั้งที่ 4 กรณีทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลขณะลาดตระเวน โดยรัฐบาลไทยขอประณามการกระทำของกัมพูชาอย่างรุนแรงที่สุด พร้อมทั้งเรียกร้องให้ประชาคมโลกพิจารณาทบทวนการให้ความช่วยเหลือแก่กัมพูชา

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เมื่อกำลังพลกองร้อยทหารพรานที่ 2610 จำนวน 7 นาย ได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลขณะปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนในพื้นที่ช่องจุบตะโมก จังหวัดสุรินทร์ การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง รวมถึงอนุสัญญาออตตาวาว่าด้วยการห้ามใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล

“รัฐบาลไทยขอประณามอย่างรุนแรงที่สุดต่อการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลโดยฝ่ายกัมพูชา” แถลงการณ์ระบุ “ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากพฤติการณ์ที่ไม่สุจริตใจของฝ่ายกัมพูชา การกระทำดังกล่าวขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้งขัดต่อหลักการพื้นฐานของกฎบัตรสหประชาชาติ และเป็นการละเมิดพันธกรณีตามอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (อนุสัญญาออตตาวา) และกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างชัดเจน”

เหตุการณ์ครั้งนี้และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2568 สะท้อนให้เห็นถึงความไม่จริงใจของกัมพูชาในการปฏิบัติตามมาตรการหยุดยิงที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันไว้ในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย รัฐบาลไทยจึงขอเรียกร้องให้กัมพูชายุตติการกระทำที่ละเมิดอนุสัญญาฯ โดยทันที

นอกจากนี้ รัฐบาลไทยจะประท้วงไปยังกัมพูชา ประธานอนุสัญญาฯ และเลขาธิการสหประชาชาติ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศ และองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ที่ให้ความช่วยเหลือแก่กัมพูชาในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด พิจารณาทบทวนการให้ความช่วยเหลือดังกล่าว ไทยยังพิจารณาดำเนินมาตรการอื่นๆ เพื่อตอบโต้กัมพูชาตามที่เห็นสมควรต่อไป

ทำไมเหตุการณ์ กต. ประท้วงเหตุครั้งที่ 4 ประณามกัมพูชา ถึงสำคัญ?

เหตุการณ์นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งเนื่องจาก:

  • เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและอนุสัญญาออตตาวาอย่างชัดเจน
  • ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยและกัมพูชา
  • สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
  • บ่อนทำลายความพยายามในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

“ไทยยืนยันความมุ่งมั่นในการปฏิบัติตามอนุสัญญาฯ และผิดหวังอย่างยิ่งที่กัมพูชาซึ่งเคยผ่านเหตุการณ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และแสดงตนเป็นผู้ยึดมั่นในพันธกรณีตามอนุสัญญาฯ กลับใช้ทุ่นระเบิดเพื่อสังหารมนุษย์ด้วยกันอย่างไร้มนุษยธรรม และขอเรียกร้องให้ประชาคมอาเซียนซึ่งทำงานบนพื้นฐานของกฎกติกาสากล เรียกร้องให้กัมพูชาดำเนินการตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างจริงจัง และให้คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวที่จัดตั้งขึ้นตามมติที่ประชุม GBC สมัยวิสามัญข้างต้น พิจารณาเรื่องนี้อย่างถี่ถ้วนระหว่างการลงพื้นที่ในอนาคต ทั้งนี้ เพื่อให้พื้นที่ชายแดนเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับประชาชนผู้บริสุทธิ์ของทั้งสองประเทศ”

รัฐบาลไทยแสดงความผิดหวังอย่างยิ่งที่กัมพูชาซึ่งเคยประสบกับเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ กลับมาใช้ทุ่นระเบิดสังหารมนุษย์อย่างไร้มนุษยธรรม และเรียกร้องให้ประชาคมอาเซียนเรียกร้องให้กัมพูชาดำเนินการตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างจริงจัง

การกระทำของกัมพูชาในการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ถือเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมและขัดต่อหลักการสากล ไทยจึงจำเป็นต้องออกมาประท้วงและเรียกร้องให้ประชาคมโลกกดดันให้กัมพูชายุตติการกระทำดังกล่าว และหันมาให้ความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน

ที่มา – กต. ประท้วงเหตุครั้งที่ 4 ประณามกัมพูชาใช้ทุ่นระเบิดสังหารมนุษย์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

กองทัพภาคที่ 2 ขอรับ ลวดหนามหีบเพลง

กองทัพภาคที่ 2 ขอรับการสนับสนุน “ลวดหนามหีบเพลง” จำนวนมาก กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจในโลกออนไลน์ โดยทางกองทัพได้โพสต์ข้อความขอรับการสนับสนุนเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการป้องกันอธิปไตยของชาติ

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 ได้เผยแพร่ข้อความระบุว่า “กองทัพภาคที่ 2 ขอรับการสนับสนุน ‘ลวดหนามหีบเพลง’ จำนวนมาก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 100 ซ.ม. เพื่อใช้ประโยชน์ในการป้องกันอธิปไตยของไทย” สร้างความฮือฮาและเกิดคำถามตามมามากมายเกี่ยวกับความจำเป็นในการขอรับบริจาคดังกล่าว

กองทัพภาคที่ 2 ขอรับ ลวดหนามหีบเพลง

สำหรับผู้ที่มีความประสงค์ต้องการสนับสนุน สามารถติดต่อได้ที่ พันโทสุริยาวุธ สุกเหลือง ฝ่ายกิจการพลเรือน กองกำลังสุรนารี อ.เมือง จ.สุรินทร์ โดยสามารถติดต่อได้ทางโทรศัพท์หมายเลข 093 591 6946

ทำไมต้องเป็นลวดหนามหีบเพลง?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมกองทัพภาคที่ 2 ถึงมีความต้องการลวดหนามหีบเพลงเป็นจำนวนมาก ลวดหนามชนิดนี้มีคุณสมบัติพิเศษคือมีความคมและแข็งแรง ทนทานต่อการกัดกร่อน สามารถนำไปติดตั้งบริเวณชายแดนหรือพื้นที่สำคัญเพื่อป้องกันการบุกรุกและการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังสามารถนำไปใช้ในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับรั้วและสิ่งกีดขวางต่างๆ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับกำลังพลและประชาชนในพื้นที่

การติดตั้งลวดหนามหีบเพลงถือเป็นมาตรการป้องกันที่สำคัญในการรักษาความมั่นคงของชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่อาจมีความเสี่ยงด้านความมั่นคงเพิ่มสูงขึ้น การมีลวดหนามหีบเพลงในปริมาณที่เพียงพอจะช่วยให้กองทัพสามารถตอบสนองต่อภัยคุกคามต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม การขอรับบริจาคลวดหนามหีบเพลงจากประชาชนก็เป็นเรื่องที่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากอาจมีข้อจำกัดด้านงบประมาณหรือปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้กองทัพไม่สามารถจัดหาลวดหนามได้เองทั้งหมด การเปิดรับการสนับสนุนจากภาคประชาชนจึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับกองทัพและประเทศชาติ

การสนับสนุนของประชาชนถือเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญในการสร้างความมั่นคงให้กับประเทศชาติ ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคสิ่งของ การให้กำลังใจ หรือการร่วมมือในการเฝ้าระวังภัยต่างๆ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและปลอดภัย

แม้ว่าการขอรับบริจาคสิ่งของจากประชาชนอาจไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยนัก แต่เหตุการณ์นี้ก็แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในการสร้างความมั่นคงให้กับประเทศชาติ การที่กองทัพภาคที่ 2 ออกมาขอรับการสนับสนุน ลวดหนามหีบเพลง อาจสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่แท้จริงในการเสริมสร้างศักยภาพในการป้องกันประเทศ และเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงความรักชาติและช่วยเหลือสังคมในรูปแบบต่างๆ ได้อีกด้วย

ที่มา – “กองทัพภาคที่ 2” โพสต์ขอรับการสนับสนุน “ลวดหนามหีบเพลง” จำนวนมาก

Scroll to top