ชาวบ้านชายแดน

ชายแดนสุรินทร์บวงสรวงศาลเจ้าแม่ยายไตย์ เลขเด็ด 115

ชาวบ้านชายแดน จังหวัดสุรินทร์ ร่วมใจกันจัดพิธีบวงสรวงใหญ่ไหว้ศาลเจ้าแม่ยายไตย์อย่างยิ่งใหญ่ ถือเป็นครั้งแรกที่ทำอย่างเป็นทางการ หลังจากที่เคยเป็นแค่ศาลไม้เรียบง่าย ชาวบ้านนำผ้า 7 สีมาถวายแก้บน เพื่อขอพรให้ปกป้องชาวบ้านและทหารให้ปลอดภัย โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาที่มักมีสถานการณ์ตึงเครียด คอหวยไม่พลาดส่องเลขเด็ดจากธูปมงคลที่จุดในพิธี ได้เลข 115 ลุ้นโชคงวด 16/3/69

ศาลเจ้าแม่ยายไตย์ สุรินทร์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่ต้นยางแฝดโบราณ

พิธีบวงสรวงศาลเจ้าแม่ยายไตย์จัดขึ้นเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 ที่บ้านโคกดงยาง หมู่ที่ 16 ตำบลสังขะ อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ บรรยากาศเต็มเปี่ยมไปด้วยศรัทธา ชาวบ้านจากพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาต่างมาร่วมกันอย่างคับคั่ง นำเครื่องเซ่นไหว้ครบครัน ทั้งผลไม้ ดอกไม้ และที่สำคัญคือผ้า 7 สีที่ถวายแก้บนตามโชคที่ได้มา

พิธีบวงสรวงศาลเจ้าแม่ยายไตย์ สุรินทร์

จุดเด่นของสถานที่นี้คือต้นยางแฝดขนาดใหญ่ อายุราว 300 ปี ที่ยืนคู่กับศาลเจ้าแม่ยายไตย์มาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ชาวบ้านเล่าว่าต้นไม้โบราณนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งความศักดิ์สิทธิ์ คอยให้ร่มเงาและคุ้มครองชาวบ้านให้พ้นภัยมานานหลายชั่วอายุคน นายประธาน จันทร์ดา อายุ 59 ปี ตัวแทนชาวบ้าน เปิดใจว่า “ตนเห็นต้นยางแฝดนี้มาตั้งแต่เด็ก คำบอกเล่าจากคนเฒ่าคนแก่บอกว่ามีอายุหลายร้อยปี ชาวบ้านกราบไหว้ศาลเจ้าแม่ยายไตย์กันมาตลอด เพื่อขอพรให้ชีวิตปลอดภัย”

ต้นยางแฝดคู่ศาลเจ้าแม่ยายไตย์ สุรินทร์

ประวัติและความเชื่อศาลเจ้าแม่ยายไตย์

ตามความเชื่อของชาวบ้าน ศาลเจ้าแม่ยายไตย์เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปกปักรักษาพื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะช่วงที่มีความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ชาวบ้านเล่าว่าทุกครั้งที่มีปัญหา พวกเขาจะมาบวงสรวงขอพร และสถานการณ์มักคลี่คลาย นายประธานกล่าวเพิ่มเติมว่า “ไม่อยากให้เกิดการปะทะอีก ควรเจรจาและกำหนดเขตแดนชัดเจน เพื่อไม่ให้ทหารและประชาชนเดือดร้อน” ความเชื่อนี้สืบทอดกันมานาน ช่วยให้ชาวบ้านมีจิตใจมั่นคง

  • ต้นยางแฝดอายุ 300 ปี: สัญลักษณ์ความศักดิ์สิทธิ์
  • ผ้า 7 สีถวายแก้บน: ขอพรคุ้มครองชายแดน
  • เครื่องเซ่นไหว้ครบครัน: แสดงศรัทธาอย่างสุดใจ

นอกจากนี้ ชาวบ้านยังเชื่อว่าบารมีของศาลเจ้าแม่ยายไตย์ช่วยให้บ้านเมืองสงบสุข ลูกหลานปลอดภัย และทหารกล้าปราศจากภัยร้าย

คอหวยส่องเลขเด็ดศาลเจ้าแม่ยายไตย์

เลขเด็ดศาลเจ้าแม่ยายไตย์ งวด 16/3/69

ไฮไลต์ที่คอหวยไม่พลาดคือเลขธูปมงคลที่จุดในพิธี ปรากฏเป็นเลขเด็ด 115 ชาวบ้านและนักเสี่ยงโชคแห่ส่อง หวังนำไปเสี่ยงโชคสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดวันที่ 16 มีนาคม 2569 หลายคนที่มาร่วมพิธีบอกว่าเคยขอพรแล้วสมหวัง จึงมั่นใจในบารมีศาลเจ้าแม่ยายไตย์

หากคุณกำลังมองหาเลขเด็ดจากแหล่งศักดิ์สิทธิ์ พื้นที่ชายแดนสุรินทร์แห่งนี้คืออีกหนึ่งจุดที่ไม่ควรพลาด ไม่เพียงได้เลขเด็ด แต่ยังได้สัมผัสพลังศรัทธาของชาวบ้านท้องถิ่น

ศรัทธาในสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างศาลเจ้าแม่ยายไตย์ช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงภัย หากมีโอกาส ลองไปกราบไหว้ด้วยตัวเอง แล้วคุณอาจได้เลขเด็ดมาฝากเพื่อนๆ ด้วยนะ

คุณเคยไปไหว้ศาลเจ้าแม่ยายไตย์หรือไม่? แชร์เลขเด็ดและประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – ชายแดน จ.สุรินทร์ จัดพิธีบวงสรวงไหว้ “ศาลเจ้าแม่ยายไตย์” คอหวยพลาดส่องเลขเด็ด

ชาวบ้านไม่รอประกาศอพยพ หวั่นปะทะชายแดน

ในสถานการณ์ที่ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ชาวบ้านไม่รอประกาศอพยพ บางครอบครัวออกจากพื้นที่แล้ว หวั่นเกิดเหตุปะทะ ทำให้หลายครอบครัวตัดสินใจย้ายออกจากพื้นที่ล่วงหน้าเพื่อความปลอดภัย ชาวบ้านในจังหวัดสุรินทร์ โดยเฉพาะจากบ้านโคกแสลงและบ้านพนมดิน ตำบลตาเมียง อำเภอพนมดงรัก ได้พากันอพยพครอบครัวมาพักอาศัยชั่วคราวในสถานที่หลบภัยและวัดต่างๆ ราว 90 กว่าคน บางรายเพิ่งมาถึง บางรายอยู่มา 2-3 วันแล้ว สาเหตุหลักมาจากข่าวลือการปะทะที่อาจเกิดขึ้นในวันที่ 26 ก.ย. 68

ชาวบ้านไม่รอประกาศอพยพ บางครอบครัวออกจากพื้นที่แล้ว หวั่นเกิดเหตุปะทะ

ชาวบ้านเหล่านี้มีความกังวลอย่างมาก เนื่องจากสถานการณ์ไม่ปกติและมีประสบการณ์จากเหตุปะทะรอบแรกที่เคยทำให้บางคนต้องหลบภัยในหลุมบังเกอร์นานถึงสองวัน รอบนี้จึงเลือกออกมาก่อนเพื่อไม่ให้ลำบากอีก พวกเขานำอุปกรณ์ทำอาหารมาด้วยตนเอง เพราะศูนย์อพยพยังไม่เปิด และยังไม่มีคำสั่งประกาศอพยพอย่างเป็นทางการ ขณะที่ฝั่งกัมพูชายังคงยั่วยุไทยอย่างต่อเนื่อง ทำให้บรรยากาศตึงเครียด

เจ้าหน้าที่จาก อสม. และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทุ่งมน ได้เข้ามาคัดกรองชาวบ้านที่อพยพ โดยส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและเด็ก เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรค นอกจากสถานที่หลบภัยหลักแล้ว ยังมีชาวบ้านกระจายไปพักที่วัดต่างๆ อีกหลายแห่ง เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

ชาวบ้านอพยพชายแดน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา: ชาวบ้านไม่รอประกาศอพยพ

นางปรารถนา สังข์มีแสง หนึ่งในผู้อพยพและช่วยคัดกรองชาวบ้าน เปิดเผยว่ามีชาวบ้านมากันกว่า 90 คน ส่วนใหญ่มาจากบ้านโคกแสลง ซึ่งอยู่ใกล้ปราสาทตาเมือนธม พวกเขาต้องพึ่งพาตนเองในการกินอยู่ โดยนำหม้อและข้าวสารมาทำอาหารกันเอง เนื่องจากยังไม่มีประกาศให้อพยพ ชาวบ้านเหล่านี้หวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายโดยเร็ว แต่ก็เตรียมพร้อมหากต้องอยู่ยาว

บริเวณปราสาทตาควายและปราสาทตาเมือนธม สถานการณ์ยังคงตึงเครียด ทหารกัมพูชาเสริมกำลังประชิดชายแดนและยั่วยุอย่างต่อเนื่อง มีกระแสข่าวการปะทะรอบที่สองในวันที่ 26 ก.ย. 68 ซึ่งทำให้ทุกฝ่ายต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนเหล่านี้เคยเผชิญกับความขัดแย้งมาหลายครั้ง ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน การเกษตร และเศรษฐกิจท้องถิ่น

เพื่อรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งประชาสัมพันธ์ข้อมูลที่ชัดเจนให้ชาวบ้านทราบ รวมถึงเตรียมศูนย์อพยพให้พร้อมใช้งาน นอกจากนี้ การเจรจาทวิภาคีระหว่างไทยและกัมพูชาเพื่อลดความตึงเครียดก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์บานปลาย

  • ชาวบ้านอพยพล่วงหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง
  • เจ้าหน้าที่คัดกรองสุขภาพอย่างเข้มงวด
  • สถานที่พักชั่วคราวกระจายตามวัดและสถานหลบภัย
  • ฝั่งกัมพูชายังยั่วยุ สถานการณ์ต้องเฝ้าดู

จากประสบการณ์ของชาวบ้านที่ผ่านเหตุการณ์คล้ายกัน การเตรียมตัวล่วงหน้าช่วยลดความสูญเสียได้มาก ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงควรติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและเตรียมแผนอพยพส่วนตัว สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในครั้งนี้สะท้อนถึงความเปราะบางของความสัมพันธ์เพื่อนบ้านที่ต้องอาศัยความเข้าใจและการแก้ไขปัญหาอย่างสันติ

สุดท้ายนี้ อย่าลืมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากคุณมีข้อมูลเพิ่มเติมหรือเคยประสบการณ์คล้ายกัน แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันนะครับ

ที่มา – ชาวบ้านไม่รอประกาศอพยพ บางครอบครัวออกจากพื้นที่แล้ว หวั่นเกิดเหตุปะทะ

ชายแดนระอุ! ชาวบ้านยังผวา อพยพไปวัด

สถานการณ์ชายแดนยังคงน่ากังวลใจ… ชาวบ้านยังคงอยู่ในอาการชาวบ้านชายแดนยังผวา อพยพคนแก่-ผู้ป่วย-เด็ก ไปอยู่วัด เฝ้ารอคำสั่งอย่างใกล้ชิด วอนรัฐบาลเร่งหาทางช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาให้จบโดยเร็ว

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า สถานการณ์ตึงเครียดมากยิ่งขึ้น กองกำลังทหารกัมพูชาเพิ่มกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์เข้ามาประชิดชายแดนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริเวณอำเภอกาบเชิง และอำเภอพนมดงรัก ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่เริ่มไม่มั่นใจในสถานการณ์และตัดสินใจชาวบ้านชายแดนยังผวา อพยพคนแก่-ผู้ป่วย-เด็ก ไปอยู่วัด เฝ้ารอคำสั่งอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา

บางส่วนเริ่มทยอยออกจากพื้นที่เพราะไม่ไว้วางใจทหารกัมพูชา หวั่นเกรงว่าจะมีการยิงปืนใหญ่เข้ามา แต่ส่วนใหญ่ยังคงรอฟังคำสั่งจากผู้นำชุมชนอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมพร้อมอพยพหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

ชาวบ้านอพยพ

ชาวบ้านชายแดนยังผวา อพยพคนแก่-ผู้ป่วย-เด็ก ไปอยู่วัด เฝ้ารอคำสั่งอย่างใกล้ชิด

วัดเทพสุรินทร์ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ กลายเป็นที่พักพิงของผู้สูงอายุ ผู้ป่วย ผู้พิการ และเด็กๆ จากอำเภอกาบเชิง เกือบ 300 คน มีผู้ป่วยติดเตียง 4 ราย และเด็กแรกเกิดรวมอยู่ด้วย ทางวัดยังต้องการรับบริจาคเครื่องอุปโภคบริโภค ผงซักฟอก และแพมเพิร์สสำหรับผู้ป่วยและเด็กเล็ก

นายศิริวัฒน์ จันทร์ทวี ชาวบ้านสกลพัฒนา ตำบลตะเคียน อำเภอกาบเชิง เล่าว่า หลานโทรศัพท์มาแจ้งว่าทหารกัมพูชาประชิดชายแดน ตนจึงยังไม่กล้ากลับบ้าน ขอดูสถานการณ์ก่อน อยากให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว และอยากให้รัฐบาลช่วยเหลือเรื่องศูนย์อพยพและเงินเยียวยา

นายนครินทร์ สารพิษ อายุ 23 ปี ชาวบ้านสกลพัฒนา ที่อพยพมาพร้อมภรรยาและลูกอ่อนวัย 14 วัน กล่าวว่า ตนและครอบครัวมาอยู่ที่วัดได้ 7 วันแล้ว หลังจากภรรยาเพิ่งคลอดลูกได้เพียง 14 วัน ตอนนี้ยังไม่มีรายได้ ไม่สามารถไปทำงานได้ จนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น ไม่รู้ว่าจะกลับไปทำอะไรต่อ วอนรัฐบาลช่วยเหลือเยียวยาชาวบ้านที่กำลังเดือดร้อน และเร่งแก้ไขปัญหาโดยเร็ว

พระครูศรีปริยัติสาทร เจ้าอาวาสวัดเทพสุรินทร์ กล่าวว่า ตอนนี้มีผู้อพยพมาอยู่ที่วัดประมาณ 264 คน ชาวบ้านอพยพมากันเองโดยที่ทางการยังไม่ได้สั่งการ เพราะพวกเขายังไม่ไว้วางใจสถานการณ์ชายแดน รู้สึกหวาดกลัวจนนอนไม่หลับ ทางวัดยังต้องการข้าวสาร อาหารสด อาหารแห้ง รวมถึงผงซักฟอก และของใช้สำหรับผู้ป่วยและเด็ก เช่น แพมเพิร์ส ผู้มีจิตศรัทธาสามารถบริจาคได้ที่วัด

ความเดือดร้อนของชาวบ้านชายแดน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของชาวบ้านอย่างมาก หลายคนต้องทิ้งบ้านเรือนและไร่นามาอาศัยอยู่ในวัดด้วยความยากลำบาก ขาดแคลนสิ่งของจำเป็น และไม่รู้ว่าจะสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้เมื่อไหร่

สิ่งที่ชาวบ้านต้องการมากที่สุดในตอนนี้คือความช่วยเหลือจากภาครัฐ ทั้งในเรื่องของอาหาร น้ำดื่ม ยา เวชภัณฑ์ และสิ่งของจำเป็นอื่นๆ รวมถึงความช่วยเหลือด้านการเงินเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และที่สำคัญที่สุดคือความมั่นใจในความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน

สถานการณ์ชายแดนที่ตึงเครียดนี้ ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่กับชาวบ้านในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในภาพรวมอีกด้วย หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้อีกด้วย

รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งหาทางแก้ไขปัญหาโดยเร็ว โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

การแก้ไขปัญหาอาจต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อให้สถานการณ์กลับคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน

ทางออกที่ดีที่สุดคือการเจรจาและแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี เพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรงและการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น

ถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง เพื่อให้ชาวบ้านชายแดนยังผวา อพยพคนแก่-ผู้ป่วย-เด็ก ไปอยู่วัด เฝ้ารอคำสั่งอย่างใกล้ชิดที่ได้รับผลกระทบสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขอีกครั้ง

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นในเร็ววัน และขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องชาวไทยทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์นี้

สิ่งที่เราทำได้ในตอนนี้คือการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และส่งกำลังใจให้กับผู้ที่กำลังเผชิญกับความยากลำบาก

ที่มา – ชาวบ้านชายแดนยังผวา อพยพคนแก่-ผู้ป่วย-เด็ก ไปอยู่วัด เฝ้ารอคำสั่งอย่างใกล้ชิด

ชาวบ้านชายแดนจี้ สร้าง “รั้วกำแพง” ปิดไทย-เขมร

ชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนยังคงใช้ชีวิตด้วยความกังวลใจ และเรียกร้องให้สร้าง “รั้วกำแพง” ปิดชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมทั้งงดเว้นความสัมพันธ์ในทุกรูปแบบ

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรดาพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนในอำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ต่างก็ประสบกับบรรยากาศการใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่คึกคักเท่าที่ควร ร้านค้าหลายแห่งยังคงปิดทำการตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ขึ้น ส่วนใหญ่ยังขาดความมั่นใจในสถานการณ์ปัจจุบัน แม้ว่าจะไม่มีการปะทะหรือการสู้รบเกิดขึ้นในพื้นที่ก็ตาม

ประชาชนยังคงอยู่ด้วยความหวาดระแวง เนื่องจากยังไม่มั่นใจว่าสถานการณ์จะสงบลงอย่างแท้จริงหรือไม่ จากการติดตามข่าวสารทั่วไป พบว่าฝ่ายกัมพูชายังคงยั่วยุและก่อกวนฝ่ายไทยอย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งในช่วงที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยได้นำคณะผู้ช่วยทูตจากประเทศอาเซียน 8 ประเทศ มาร่วมสังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ในพื้นที่ช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี ทหารกัมพูชายังคงเข้ามาแสดงพฤติกรรมยั่วยุและโวยวายต่อหน้าทูตทหาร ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

ชาวบ้านเรียกร้องให้สร้าง “รั้วกำแพง”

นางทัศนีวรรณ แม่ค้าร้านก๋วยเตี๋ยวในอำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ เปิดเผยว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นและยังไม่มีท่าทีว่าจะสิ้นสุดลง ทำให้การดำรงชีวิตประจำวันและการค้าขายของคนในพื้นที่เป็นไปด้วยความยากลำบาก การค้าขายซบเซา และไม่กล้าซื้อสินค้ามาเก็บตุนไว้เหมือนแต่ก่อน เนื่องจากขาดความมั่นใจในสถานการณ์ และไม่รู้ว่าเหตุการณ์ร้ายแรงจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่

“อยากให้มีความชัดเจนของสถานการณ์มากกว่านี้ เพื่อให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตประจำวันได้อย่างปกติสุข ทุกวันนี้ยังคงอยู่ด้วยความหวาดระแวงและวิตกกังวล” นางทัศนีวรรณกล่าว

สนับสนุนเต็มที่ให้สร้าง “รั้วกำแพง”

แม่ค้าร้านก๋วยเตี๋ยวรายเดิมยังกล่าวถึงกระแสข่าวการสนับสนุนการสร้างรั้วกั้นเขตแดนไทย-กัมพูชาว่า พร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ “ล้านเปอร์เซ็นต์ให้ทำรั้วกำแพงไปเถอะ เพื่อลูกหลานในอนาคต เพราะเขมรไม่รักษาสัจจะ พูดอะไรออกมาก็ไม่เป็นความจริง ฝ่ายไทยเราพยายามประนีประนอมมาโดยตลอด หากรัฐบาลขาดแคลนงบประมาณ เชื่อว่าประชาชนทุกคนพร้อมให้การสนับสนุนเพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้น”

นางจิระภิญญา แม่ค้ากาแฟน้ำชงในอำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวเสริมว่า อยากให้สร้างเป็นรั้วกำแพงปูนที่มั่นคง เพื่อให้ทราบแน่ชัดว่านี่คือแนวเขตแดนของประเทศไทย การมีรั้วกั้นเขตแดนที่มั่นคงจะช่วยป้องกันและแก้ไขปัญหาต่างๆ ตามแนวชายแดนได้ ไม่ว่าจะเป็นการลักลอบนำเข้าสิ่งของผิดกฎหมาย แรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง และการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น และเชื่อว่าคนไทยทุกคนพร้อมที่จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทั้งกำลังทรัพย์และกำลังกาย

“อยากให้สร้างรั้วกั้นปิดเขตพรมแดนที่ชัดเจนไปเลย เพื่อที่จะได้แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ปิดกั้นไปเลยไม่ต้องให้คนกัมพูชาเข้ามาในพื้นที่ของประเทศไทย เพราะเข้ามาแล้วก็จะสร้างความวุ่นวาย ทำให้ประชาชนคนไทยได้รับความเดือดร้อน” นางจิระภิญญากล่าว “จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ ยังนอนหลับไม่เต็มตื่น ต้องพะวงลุ้นวันต่อวันว่าแต่ละวันจะเป็นอย่างไร ถ้าสร้างรั้วปิดประเทศได้ก็สร้างไปเลย ประชาชนอย่างพวกตนพร้อมสนับสนุน”

จากความเห็นของชาวบ้าน จะเห็นได้ว่าพวกเขาสนับสนุนให้สร้าง “รั้วกำแพง” เพื่อความสงบสุขในชีวิตของพวกเขา

ที่มา – ชาวบ้านพื้นที่ชายแดน เรียกร้องให้สร้าง “รั้วกำแพง” ปิดพรมแดนไทย-กัมพูชา

Scroll to top