ชื่อเสียง

“พิพัฒน์” โต้ข่าวเท็จ ไม่เคยส่งน้ำมันไปลาว

“พิพัฒน์” โต้ข่าวเท็จ ไม่เคยส่งน้ำมันไปลาว-กัมพูชา ย้ำวางมือธุรกิจพลังงานกว่า 22 ปี ด้าน PT ยืนยันไม่เคยส่งออก ชี้เจตนากลั่นแกล้งทางการเมือง เตรียมดำเนินคดี

วันที่ 29 ธันวาคม 2568 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ชี้แจงกรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ กล่าวหาว่า “น้ำมันที่ส่งไปประเทศลาว และถูกนำไปขายต่อยังประเทศกัมพูชา เป็นของนายพิพัฒน์” โดยยืนยันอย่างชัดเจนว่า เป็นข้อมูลเท็จ ไม่เป็นความจริง และเป็นการกล่าวหาเพื่อทำลายชื่อเสียงอย่างร้ายแรง

นายพิพัฒน์ ระบุว่า ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับการค้าหรือการส่งออกน้ำมันตามที่มีการกล่าวหา ตนได้วางมือจากธุรกิจพลังงานตั้งแต่ปี 2546 หรือกว่า 22 ปี และไม่ได้เป็นกรรมการ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารในบริษัทพลังงานใดๆ ในปัจจุบัน

พร้อมกันนี้ บริษัท พีที (PTG Energy) ได้ออกมายืนยันอย่างเป็นทางการแล้วว่า ไม่เคยมีการส่งน้ำมันไปขายยังประเทศลาวหรือประเทศกัมพูชา ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลเท็จในโลกออนไลน์แต่อย่างใด

นายพิพัฒน์ ย้ำว่า การเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าว เป็นการสร้างข้อมูลเท็จ มุ่งหวังให้เกิดความเข้าใจผิด และสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงและเกียรติภูมิ ของตนเองอย่างร้ายแรง พร้อมระบุว่า มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเป็นการกลั่นแกล้ง และหวังผลทางการเมือง โดยเฉพาะในช่วงที่พรรคภูมิใจไทยกำลังได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากประชาชน ในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้ง

“ผมยืนยันว่าเป็นข่าวเท็จทั้งหมด ผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ตามที่ถูกกล่าวหา ผมพร้อมรับการตรวจสอบตามกระบวนการทางกฎหมายทุกประการและจะดำเนินคดีกับผู้ที่เป็นต้นตอ รวมถึงผู้เผยแพร่ข้อมูลเท็จ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด และยืนยันว่าจะไม่ยอมให้การสร้างข่าวเท็จมาทำลายชื่อเสียงเกียรติภูมิของผมได้”

“พิพัฒน์” โต้ข่าวเท็จ ไม่เคยส่งน้ำมันไปลาว

จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จเกี่ยวกับนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ในประเด็นการส่งน้ำมันไปขายยังประเทศลาวและกัมพูชานั้น นายพิพัฒน์ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวอย่างหนักแน่น โดยยืนยันว่าข้อมูลที่เผยแพร่นั้นไม่เป็นความจริงและเป็นการใส่ร้ายเพื่อหวังผลทางการเมือง

นายพิพัฒน์ได้ชี้แจงว่าตนเองได้วางมือจากธุรกิจพลังงานไปกว่า 22 ปีแล้วและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับการบริหารงานของบริษัทพลังงานใดๆ ในปัจจุบัน นอกจากนี้ บริษัท PTG Energy ก็ได้ออกมายืนยันว่าไม่เคยมีการส่งน้ำมันไปขายยังประเทศลาวหรือกัมพูชาตามที่มีการกล่าวอ้าง

ทำไมนายพิพัฒน์ถึงต้องออกมาโต้ข่าวเท็จเรื่องส่งน้ำมันไปลาว?

การออกมาโต้แย้งข่าวเท็จในครั้งนี้ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากข่าวปลอมดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อชื่อเสียงและเกียรติภูมิของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ซึ่งเป็นบุคคลสาธารณะ การปล่อยให้ข่าวเท็จแพร่กระจายออกไปโดยไม่มีการแก้ไข อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของนายพิพัฒน์ได้

นอกจากนี้ นายพิพัฒน์ยังเชื่อว่าการเผยแพร่ข่าวเท็จดังกล่าวมีเจตนาทางการเมืองแอบแฝง โดยเฉพาะในช่วงที่พรรคภูมิใจไทยกำลังมีบทบาทสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาล การสร้างข่าวเสียหายจึงอาจเป็นความพยายามที่จะลดความน่าเชื่อถือของพรรคและตัวนายพิพัฒน์เอง

นายพิพัฒน์ยืนยันว่าจะดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้ที่สร้างและเผยแพร่ข้อมูลเท็จดังกล่าวอย่างถึงที่สุด เพื่อปกป้องสิทธิ์และชื่อเสียงของตนเอง และเพื่อเป็นตัวอย่างให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะเผยแพร่หรือส่งต่อ

การตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนที่จะเชื่อถือและเผยแพร่ข้อมูลใดๆ ถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันที่มีข่าวสารมากมายแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว การร่วมกันตรวจสอบและคัดกรองข้อมูลจึงเป็นหน้าที่ของทุกคน เพื่อป้องกันไม่ให้ข่าวปลอมหรือข้อมูลที่ไม่ถูกต้องสร้างความเสียหายต่อสังคมโดยรวม “พิพัฒน์” โต้ข่าวเท็จ ไม่เคยส่งน้ำมันไปลาว และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับการตรวจสอบทุกรูปแบบ

ที่มา – “พิพัฒน์” โต้ข่าวเท็จ ไม่เคยส่งน้ำมันไปลาว-กัมพูชา เตรียมดำเนินคดีคนใส่ร้ายถึงที่สุด

“เบน สมิธ” ร่อนแถลงการณ์ซัดตกเป็นเหยื่อขบวนการจ้องทำลายชื่อเสียง

“เบน สมิธ” ร่อนแถลงการณ์ซัดตกเป็นเหยื่อขบวนการจ้องทำลายชื่อเสียง เป็นประเด็นร้อนที่กำลังได้รับความสนใจจากสื่อและประชาชนในช่วงนี้ โดยเฉพาะในวงการธุรกิจและการเมืองระหว่างประเทศ นายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เบน สมิธ” ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเพื่อโต้แย้งข้อกล่าวหาต่างๆ ที่ถูกโยงใยมาจากนักข่าวต่างชาติรายหนึ่ง ซึ่งพยายามบิดเบือนข้อมูลเพื่อทำลายชื่อเสียงของเขา ครอบครัว และธุรกิจที่ทำในประเทศไทย

“เบน สมิธ” ร่อนแถลงการณ์ซัดตกเป็นเหยื่อขบวนการจ้องทำลายชื่อเสียง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2568 เวลา 20.00 น. โดยแถลงการณ์ที่ออกมามีความยาว 2 หน้ากระดาษครึ่ง สรุปใจความสำคัญว่าตลอดสองเดือนที่ผ่านมา เบน สมิธ และครอบครัว รวมถึงหุ้นส่วนธุรกิจ ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีจากสื่อต่างประเทศ โดยเฉพาะนักข่าวรายหนึ่งที่เผยแพร่ข้อมูลเท็จมากกว่า 130 ครั้ง ข้อมูลเหล่านี้ถูกบิดเบือนให้ดูเหมือนว่าเบน สมิธ เป็นอาชญากรหนีคดี มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน การค้ามนุษย์ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นข้อกล่าวหาที่ไร้หลักฐานและมีเจตนาร้ายชัดเจน

เบน สมิธ ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า เขาไม่เคยกระทำผิดทางอาญาใดๆ และไม่ใช่ผู้ต้องหาหรืออาชญากรตามที่ถูกกล่าวหา โดยเฉพาะคดีในประเทศนิวซีแลนด์ที่เกิดขึ้นในช่วงเริ่มต้นอาชีพ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้สอบสวนและสรุปแล้วว่าไม่ใช่ความผิดทางอาญา สำหรับข้อกล่าวหาที่รุนแรงที่สุด เช่น การมีส่วนในฟอกเงินหรือคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา เบน สมิธ ชี้แจงว่าทั้งหมดเป็นเรื่องเท็จทั้งสิ้น และเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับ Tiantian Ventures หรือบุคคลในภาพถ่ายที่สื่อนำเสนอ

การโจมตีที่ไร้หลักฐานและละเมิดสิทธิ์ส่วนบุคคล

นอกจากนี้ แถลงการณ์ยังวิพากษ์วิจารณ์การรายงานข่าวที่ไม่ใช่เชิงสืบสวน แต่เป็นการโจมตีต่อเนื่องโดยปราศจากหลักฐานจริง สื่อดังกล่าวยังนำเอกสารส่วนบุคคลอย่างหนังสือเดินทางของเบน สมิธ ไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งถือเป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัวและอาจนำไปสู่ความเสี่ยงจากการถูกโจรกรรมข้อมูล เบน สมิธ ระบุว่าการกระทำเช่นนี้เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการทางการเมืองที่ใช้กลวิธีสกปรก โดยมีเขาและธุรกิจในไทยเป็นเครื่องมือ

เบน สมิธ เน้นย้ำว่าเขาภูมิใจในฐานะผู้ประกอบธุรกิจสุจริตในประเทศไทย ปฏิบัติตามกฎหมายทุกประเทศที่พำนัก และทำธุรกิจด้วยความโปร่งใสและรับผิดชอบ เขาขอร้องให้สื่อและประชาชนตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนนำเสนอ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายข่าวเท็จ

  • ยืนยันไม่เคยผิดกฎหมาย: ไม่มีคดีอาญาใดๆ ในประวัติ
  • ปฏิเสธข้อกล่าวหาเท็จ: ฟอกเงิน ค้ามนุษย์ คอลเซ็นเตอร์ ล้วนไร้มูล
  • ปกป้องสิทธิ์: จะดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดเพื่อรักษาชื่อเสียง

ในส่วนของการดำเนินการ เบน สมิธ ได้เริ่มฟ้องร้องทางกฎหมายต่อนักข่าวและบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยขอให้ศาลตัดสินความยุติธรรม นอกจากนี้ เขายังเรียกร้องให้องค์กรอย่าง ICIJ และ OCCRP ตรวจสอบกลไกเบื้องหลังการโจมตี เพื่อเสริมสร้างความน่าเชื่อถือให้วงการสื่อ

ท้ายที่สุด เบน สมิธ ขอความเป็นธรรมจากประชาชน หน่วยงานรัฐ และสื่อมวลชน หากยังมีการคุกคามต่อไป เขาสงวนสิทธิ์ในการดำเนินคดีเพิ่มเติมเพื่อปกป้องครอบครัวและธุรกิจ

ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการใช้สื่อเพื่อทำลายชื่อเสียงในยุคดิจิทัล ซึ่งผู้ประกอบการอย่างเบน สมิธ ต้องเผชิญ ความโปร่งใสและการตรวจสอบข้อเท็จจริงจึงเป็นสิ่งสำคัญ หากคุณเป็นนักธุรกิจหรือสนใจประเด็นนี้ ลองติดตามพัฒนาการเพื่อเรียนรู้วิธีป้องกันตัวเองจากข่าวเท็จ

ที่มา – “เบน สมิธ” ร่อนแถลงการณ์ซัดตกเป็นเหยื่อขบวนการจ้องทำลายชื่อเสียง

Scroll to top