ชูศักดิ์ ศิรินิล

“ชูศักดิ์” หวังเห็นการแก้ รธน. เป็นวาระแห่งชาติที่ทุกฝ่ายร่วมมือ

“ชูศักดิ์” หวังเห็นการแก้ รธน. เป็นวาระแห่งชาติที่ทุกฝ่ายร่วมมือ

กลายเป็นประเด็นที่ร้อนแรงและน่าจับตาที่สุดในแวดวงการเมืองไทยขณะนี้ หลังจากที่มีการยืนยันว่า “ชูศักดิ์” หวังเห็นการแก้ รธน. เป็นวาระแห่งชาติที่ทุกฝ่ายร่วมมือ กันอย่างจริงจัง ล่าสุด นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าสำคัญว่า ทางพรรคเพื่อไทยเตรียมจะเดินหน้ายื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อประธานรัฐสภาอย่างเป็นทางการในวันที่ 4 มิถุนายน 2569 นี้ เพื่อผลักดันให้เกิดการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ตอบโจทย์ประชาชน

รายละเอียดการขับเคลื่อน ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

สำหรับการเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้มาเพียงลำพัง แต่เป็นการรวมพลังของหลายพรรคการเมืองที่มีเจตจำนงเดียวกัน โดยนายชูศักดิ์ระบุว่ามีผู้ร่วมลงชื่อสนับสนุนญัตติดังกล่าวมากถึง 189 คน จากหลากหลายพรรคการเมือง ทั้งพรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน พรรคกล้าธรรม รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ ฯลฯ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า “ชูศักดิ์” หวังเห็นการแก้ รธน. เป็นวาระแห่งชาติที่ทุกฝ่ายร่วมมือ อย่างแท้จริง โดยมีเป้าหมายคือการสร้างกติกาที่เป็นธรรมและยั่งยืน

สาระสำคัญของร่างฉบับนี้มีหัวใจหลักที่น่าสนใจดังนี้:

  • คงความเป็นรัฐเดี่ยวและระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
  • ยึดมั่นในหลักนิติรัฐและนิติธรรมอย่างเคร่งครัด
  • เน้นความเสมอภาคและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐให้โปร่งใส
  • ส่งเสริมการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

นายชูศักดิ์ย้ำว่า แม้ที่ผ่านมาอาจมีความเห็นต่างในรายละเอียดของแต่ละพรรค แต่เชื่อมั่นว่าในขั้นตอนการตั้งกรรมาธิการจะสามารถพูดคุยปรับจูนให้เป็นเอกภาพได้ เพื่อให้การแก้ไขครั้งนี้สมบูรณ์ที่สุด และเป็นชัยชนะของประชาชนกว่า 21 ล้านเสียงที่เคยส่งเสียงผ่านการลงประชามติมาแล้ว

การผลักดันให้รัฐธรรมนูญเป็นวาระแห่งชาตินั้นไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่มันคือรากฐานสำคัญของการเมืองไทยในอนาคต หากทุกฝ่ายร่วมมือกันได้จริงโดยไม่ยึดติดกับผลประโยชน์ส่วนตน เราก็มีโอกาสที่จะเห็นรัฐธรรมนูญที่มาจากความต้องการของประชาชนจริงๆ อีกครั้ง การจับมือกันในวันที่ 4 มิถุนายนนี้ จึงเป็นการตัดสินใจบนเส้นทางที่เปี่ยมไปด้วยความคาดหวังว่า “ชูศักดิ์” หวังเห็นการแก้ รธน. เป็นวาระแห่งชาติที่ทุกฝ่ายร่วมมือ เพื่อให้ประเทศไทยก้าวข้ามผ่านความขัดแย้งเดิมๆ และสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับระบบรัฐสภาไทย เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า การยื่นร่างในครั้งนี้จะได้รับการตอบรับและผลักดันไปจนถึงฝั่งฝันได้สำเร็จหรือไม่

ที่มา – “ชูศักดิ์” หวังเห็นการแก้ รธน. เป็นวาระแห่งชาติที่ทุกฝ่ายร่วมมือ ยื่นสภาฯ 4 มิ.ย.

เพื่อไทย เปิดร่างแก้ รธน. คงหลักการมี สสร. 152 คน

เป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่งสำหรับการเมืองไทยในขณะนี้ เมื่อพรรคเพื่อไทยได้ออกมาแถลงความคืบหน้าสำคัญเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดย เพื่อไทย เปิดร่างแก้ รธน. คงหลักการมี สสร. 152 คน เพื่อให้เกิดความยึดโยงกับประชาชนให้มากที่สุด โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้ครับ

เพื่อไทย เปิดร่างแก้ รธน. คงหลักการมี สสร. 152 คน จริงหรือไม่?

การเดินหน้าในครั้งนี้ นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้เน้นย้ำว่าพรรคได้ตั้งคณะทำงานยกร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เสร็จสิ้นแล้ว โดยหลักการสำคัญคือต้องไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และต้องสร้างความเข้าใจให้ทุกฝ่ายเห็นพ้องร่วมกัน

ทำไมต้อง สสร. 152 คน?

สำหรับที่มาของ สสร. 152 คนนั้น พรรคมีแนวคิดที่น่าสนใจ คือ:

  • ให้ประชาชนในแต่ละจังหวัดมีส่วนร่วมคัดเลือกเบื้องต้น
  • รัฐสภาจะทำการคัดเลือกขั้นสุดท้ายจากผู้ที่ผ่านการคัดเลือกมา
  • เปิดพื้นที่ให้ภาคส่วนต่างๆ ร่วมเสนอชื่อผู้มีความรู้ความสามารถเข้ามา เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่มาจากความต้องการของสังคมอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ในประเด็นที่ว่า เพื่อไทย เปิดร่างแก้ รธน. คงหลักการมี สสร. 152 คน นั้น ยังกำหนดกรอบเวลาการยกร่างไว้ที่ 300 วัน ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะให้ผู้เชี่ยวชาญและตัวแทนประชาชนร่วมกันถกเถียงและวางโครงสร้างกติกาหลักของประเทศ

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อีกหนึ่งแกนนำพรรค ยังระบุว่า การดำเนินการครั้งนี้ต้องการลดข้อกังวลที่ว่ารัฐธรรมนูญจะถูกกำหนดโดยนักการเมืองเพียงกลุ่มเดียว ดังนั้นการสร้างความร่วมมือจากพรรคการเมืองอื่นจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพราะลำพังเสียงของเพื่อไทยเพียง 74 เสียงนั้นไม่เพียงพอต่อการยื่นแก้ไข จึงต้องผนึกกำลังกับพรรคการเมืองอื่นเพื่อให้เกิดความสง่างามและเป็นรัฐธรรมนูญของคนไทยทุกกลุ่มอย่างแท้จริง

ในมุมมองของผม การที่ เพื่อไทย เปิดร่างแก้ รธน. คงหลักการมี สสร. 152 คน ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจในการปรับเปลี่ยนประเทศผ่านกติกาที่ยอมรับได้กว้างขวางขึ้น เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า การขอเสียงสนับสนุนจากพรรคการเมืองอื่นในสัปดาห์หน้าจะราบรื่นเพียงใด เพราะนี่คือบทพิสูจน์ความจริงใจในการผลักดันประชาธิปไตยให้มีความเข้มแข็งและเป็นธรรมมากขึ้นครับ

ที่มา – เพื่อไทย เปิดร่างแก้ รธน. คงหลักการมี สสร. 152 คน ยกร่างใน 300 วัน ลุยขอเสียงพรรคอื่นหนุน

ยังตอบชัดไม่ได้ไทม์ไลน์แก้ รธน. ต้องรอดูวาระ 1 ยัน ภท. พร้อมเติมเสียงให้ พท.

ยังตอบชัดไม่ได้ไทม์ไลน์แก้ รธน. ต้องรอดูวาระ 1 ยัน ภท. พร้อมเติมเสียงให้ พท.

การเคลื่อนไหวทางการเมืองในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 กลับมาเป็นที่จับตามองอีกครั้ง หลังจาก นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าล่าสุด โดยระบุว่า ยังตอบชัดไม่ได้ไทม์ไลน์แก้ รธน. ต้องรอดูวาระ 1 ยัน ภท. พร้อมเติมเสียงให้ พท. ซึ่งถือเป็นท่าทีที่สะท้อนถึงความละเอียดอ่อนของการทำงานร่วมกันระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลและกระบวนการทางรัฐสภาในปัจจุบัน

ปัจจัยที่ทำให้ ยังตอบชัดไม่ได้ไทม์ไลน์แก้ รธน. ต้องรอดูวาระ 1 ยัน ภท. พร้อมเติมเสียงให้ พท.

นายภราดรได้อธิบายเหตุผลที่ยังไม่สามารถสรุปกรอบเวลาการทำงานที่แน่นอนได้ว่า เนื่องจากขณะนี้ต้องรอการพิจารณารับหลักการในวาระที่ 1 เสียก่อน อีกทั้งยังต้องดูสถานการณ์ว่าจะมีพรรคการเมืองอื่นยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมอีกจำนวนกี่ฉบับ รวมถึงความชัดเจนจากพรรคประชาชนว่าจะมีการรวมรายชื่อเสนอด้วยหรือไม่ ดังนั้นสถานการณ์ที่ ยังตอบชัดไม่ได้ไทม์ไลน์แก้ รธน. ต้องรอดูวาระ 1 ยัน ภท. พร้อมเติมเสียงให้ พท. จึงเป็นเรื่องของกลไกรัฐสภาที่ต้องดูปัจจัยสนับสนุนรายวัน

สำหรับประเด็นสำคัญที่น่าสนใจในการแถลงครั้งนี้ ประกอบด้วย:

  • พรรคภูมิใจไทยมีความจริงใจในการสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยได้ยื่นร่างของพรรคออกมาเป็นรายแรกๆ เพื่อให้สังคมร่วมวิพากษ์วิจารณ์
  • ขั้นตอนหลังผ่านวาระ 1 จะมีการตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญในการพูดคุยและถกเถียงจุดยืนของแต่ละฝ่าย
  • นายภราดรยืนยันว่าได้มีการหารือร่วมกับนายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย โดยพร้อมจะสนับสนุนเสียงจากพรรคภูมิใจไทยเพื่อเติมให้ครบตามเงื่อนไขทางกฎหมาย เนื่องจากลำพังพรรคเพื่อไทยเองยังมีเสียงไม่เพียงพอในการเสนอร่าง

ในส่วนของงบประมาณสำหรับการทำประชามติครั้งที่ 2 ทางรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีได้ย้ำชัดเจนว่ามีความพร้อมดำเนินการทุกรูปแบบ เพื่อตอบสนองต่อเจตนารมณ์ของประชาชนกว่า 26.7 ล้านเสียง รัฐบาลถือเป็นหน้าที่สำคัญที่ต้องบริหารจัดการให้เป็นไปตามกฎหมาย

ในมุมมองของผม การแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของพรรคการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นความร่วมมือครั้งใหญ่ที่ต้องใช้ความอดทนและการประนีประนอมสูงที่สุด เพื่อผลักดันกฎหมายสูงสุดของประเทศให้ก้าวหน้าไปได้ภายใต้ความเห็นชอบของทุกฝ่าย ไม่ว่าไทม์ไลน์จะเป็นอย่างไร การรักษาความโปร่งใสและประโยชน์ของประชาชนควรเป็นธงนำที่สำคัญที่สุดสำหรับนักการเมืองทุกคนครับ

ที่มา – ยังตอบชัดไม่ได้ไทม์ไลน์แก้ รธน. ต้องรอดูวาระ 1 ยัน ภท. พร้อมเติมเสียงให้ พท.

เพื่อไทยจ่อรวบรวมหลักฐานปมบาร์โค้ดโผล่

ประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังสร้างความฮือฮาในสังคมไทย คือ เพื่อไทยจ่อรวบรวมหลักฐานปมบาร์โค้ดโผล่ บนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งอาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อผลการเลือกตั้งล่าสุด พรรคเพื่อไทยกำลังเคลื่อนไหวอย่างจริงจัง โดยนายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรค ได้ออกมาเผยถึงแผนการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อยื่นร้องเรียนผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัยว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ เรื่องนี้เกิดจากบาร์โค้ดที่ปรากฏบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งอาจละเมิดหลักการลงคะแนนลับตามรัฐธรรมนูญ

เพื่อไทยจ่อรวบรวมหลักฐานปมบาร์โค้ดโผล่

จากข้อมูลที่นายชูศักดิ์ ศิรินิล ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ก่อนเข้าประชุมพรรค พรรคเพื่อไทยทราบเรื่องบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งมานาน 2 วันแล้ว และฝ่ายกฎหมายกำลังเร่งรวบรวมข้อเท็จจริงกับพยานหลักฐานอย่างละเอียด ในอดีต การพิมพ์บัตรเลือกตั้งจะมีเพียงรหัสลับเพื่อติดตามว่าบัตรไปอยู่ในหน่วยเลือกตั้งไหน เขตใด แต่ไม่มีเครื่องหมายเล็กๆ แบบบาร์โค้ดที่อาจเชื่อมโยงได้กับผู้ลงคะแนน

ปัญหาคือ บาร์โค้ดนี้อาจระบุได้ว่าบัตรมาจากต้นขั้วบัตรเล่มไหน เนื่องจากประชาชนต้องลงชื่อรับบัตรในต้นขั้ว หากสแกนบาร์โค้ดได้ ก็อาจรู้ตัวบุคคลที่ลงคะแนนให้พรรคหรือผู้สมัครคนใด สิ่งนี้ทำให้ความลับในการลงคะแนนสูญหาย ซึ่งขัดต่อหลักรัฐธรรมนูญมาตรา 101 ที่กำหนดให้การลงคะแนนต้องเป็นความลับ绝对

เพื่อไทยจ่อรวบรวมหลักฐานปมบาร์โค้ดโผล่: กรณีที่อาจนำไปสู่เลือกตั้งโมฆะ

พรรคเพื่อไทยประชุมต่อเนื่องตั้งแต่เมื่อวาน เพื่อศึกษาว่าปมนี้ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ในอดีตมีคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญให้เลือกตั้งโมฆะมาแล้ว 2 กรณีหลัก คือ 1) การลงคะแนนไม่เป็นความลับ และ 2) การจัดการเลือกตั้งไม่เป็นไปพร้อมกันทั่วประเทศ หากพิสูจน์ได้ว่าบาร์โค้ดทำให้ไม่ลับ พรรคพร้อมดำเนินการทางกฎหมายทันที

สิ่งสำคัญคือ กกต. ไม่มีอำนาจตีความเลือกตั้งโมฆะเอง สามารถสั่งนับคะแนนใหม่หรือเลือกตั้งใหม่ในหน่วยปัญหาได้เท่านั้น การร้องต้องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและกฎหมายเลือกตั้ง

ขั้นตอนและแนวทางการดำเนินการของเพื่อไทย

  • รวบรวมหลักฐาน: ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบบัตรเลือกตั้งจริง พยานบุคคลจากหน่วยเลือกตั้ง และข้อมูลเทคนิคการพิมพ์บัตร
  • ยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน: ร้องให้ผู้ตรวจการสอบสวนและส่งศาลรัฐธรรมนูญ
  • รอวินิจฉัยศาล: หากศาลเห็นว่าโมฆะ ต้องเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ ส่งผลกระทบใหญ่หลวง
  • ปรึกษากฎหมายต่อเนื่อง: ทีมกฎหมายทำงานหนักตั้งแต่เมื่อวานจนถึงปัจจุบัน เพื่อให้รัดกุม

ปมบาร์โค้ดนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก หากพิสูจน์ได้จริง อาจพลิกโฉมการเมืองไทยทั้งหมด พรรคเพื่อไทยยืนยันว่าจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด หากมีมูลชัดเจน จะไม่ปล่อยผ่าน

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นย่อยอื่นๆ เช่น การพิมพ์บัตรโดยบริษัทใด กกต. อนุมัติหรือไม่ และมีมาตั้งแต่การเลือกตั้งเมื่อไหร่ การตรวจสอบจะช่วยตอบคำถามเหล่านี้ได้ ผู้สนใจสามารถติดตามพัฒนาการได้จากข่าวสารทางการเมือง

ในมุมมองของผู้เขียน ปมนี้สะท้อนปัญหาความโปร่งใสของระบบเลือกตั้งไทยที่ต้องได้รับการแก้ไขด่วน หากเพื่อไทยชนะคดี อาจนำไปสู่การปฏิรูประบบบัตรเลือกตั้งใหม่ทั้งหมด คุณคิดว่าปมบาร์โค้ดจะทำให้เลือกตั้งโมฆะจริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจาย สมัครรับข่าวสารทางอีเมลเพื่ออัพเดทข่าวการเมืองล่าสุด!

ที่มา – เพื่อไทยจ่อรวบรวมหลักฐานปมบาร์โค้ดโผล่- ร้องเลือกตั้งโมฆะต้องทำผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน

“จุลพันธ์” เผยยังไม่ถูกภูมิใจไทยทาบทามตั้งรัฐบาล

“จุลพันธ์” เผยยังไม่ถูกภูมิใจไทยทาบทามตั้งรัฐบาล บอกอะไรก็เกิดขึ้นได้ อยู่ที่อุดมการณ์-นโยบาย เป็นประเด็นร้อนหลังผลการเลือกตั้งทั่วไปล่าสุด เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2567 (ตามข้อมูล) ที่พรรคเพื่อไทยได้อันดับ 3 สร้างความสนใจให้กับนักการเมืองและประชาชนอย่างมาก วันนี้เราจะมาสรุปสถานการณ์และคำให้สัมภาษณ์สำคัญๆ กัน

“จุลพันธ์” เผยยังไม่ถูกภูมิใจไทยทาบทามตั้งรัฐบาล บอกอะไรก็เกิดขึ้นได้ อยู่ที่อุดมการณ์-นโยบาย

บรรยากาศที่ทำการพรรคเพื่อไทยคึกคักตั้งแต่เช้า แกนนำพรรคทยอยเข้ามา เช่น นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้า, นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาฯ, นายภูมิธรรม เวชยชัย และน.ส.แพทองธาร ชินวัตร ที่ใช้ประตูหลังเพื่อประชุมประเมินสถานการณ์หลังเลือกตั้ง นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ เปิดเผยตอน 13.59 น. ว่า ยังไม่มีการติดต่อจากพรรคภูมิใจไทยเรื่องร่วมรัฐบาล เพียงแค่มา

คุยกันเฉยๆ

ชูศักดิ์ย้ำต้องคิดให้หนักก่อนร่วมรัฐบาล

เวลา 15.06 น. นายชูศักดิ์ให้สัมภาษณ์หลังประชุมว่า ยังไม่ได้ตัดสินใจอะไร วิเคราะห์ผลเลือกตั้งที่ต่ำกว่าคาดจากหลายปัจจัย มีทั้งข้อดีข้อเสียของการร่วมรัฐบาล ต้องฟังทุกฝ่ายรวมถึงกองเชียร์ เพราะมีผลต่ออนาคตการเมืองครั้งหน้า ย้ำว่าต้องตัดสินใจดีๆ ไม่ใช่เรื่องเล็ก

ต่อมา 15.50 น. นายจุลพันธ์ยอมรับเสียใจผลเลือกตั้งเล็กน้อย แต่ตั้งหลักได้แล้ว พรรคมี ส.ส.เกือบ 80 คน ไม่ใช่น้อย จะเดินหน้าทำงานเพื่อประชาชนต่อ สำหรับข่าวลือพรรคภูมิใจไทยทาบทาม พรรคเพื่อไทยยังไม่ถูกทาบ และรอให้พรรคเสียงมากสุดนำจัดตั้ง จุดยืนเปิดกว้าง หากตรงอุดมการณ์-นโยบาย อะไรก็เกิดขึ้นได้

วิเคราะห์ผลเลือกตั้งและบทเรียนพรรคเพื่อไทย

นายจุลพันธ์ชี้ว่าผลต่ำกว่าคาดเพราะตั้งเป้าสูงเพื่อประชาชน แต่ยอมรับการตัดสินใจของประชาชน แม้มีอุปสรรคจากการเปลี่ยนขั้วรัฐบาลก่อนหน้า แต่ฐานเสียงยังอยู่ โดยเฉพาะ ส.ส.เกือบ 80 ที่จะทำงานต่อ ในพื้นที่เชียงใหม่ที่แคนดิเดตนายกฯ 2 คนไม่ได้ที่นั่ง ไม่ใช่ปิดฉาก แต่ต้องปรับปรุงนโยบาย ตัวบุคคล ให้ตอบโจทย์มากขึ้น พรรคเพื่อไทยไม่สูญพันธุ์ เป็นสถาบันการเมืองที่พร้อมสู้ครั้งหน้า

ส่วนปัจจัยแพ้ เช่น กระแสชาตินิยมช่วยภูมิใจไทย คลิปอังเคิลกระทบ หรือยกจังหวัดในพื้นที่แข็ง นายจุลพันธ์บอกมีหลายองค์ประกอบ จะลงพื้นที่ถอดบทเรียนกับเลขาฯประเสริฐ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการเลือกตั้ง ย้ำให้รอหัวหน้าพรรค

  • ยังไม่มีการทาบทามจากภูมิใจไทย
  • ตัดสินใจจากอุดมการณ์-นโยบายเป็นหลัก
  • พรรคเพื่อไทยตั้งหลักได้ รักษาฐานเสียง
  • เตรียมถอดบทเรียนเพื่อเลือกตั้งหน้า

สถานการณ์การเมืองไทยหลังเลือกตั้งนี้ชัดเจนว่าพรรคภูมิใจไทยได้คะแนนนำ จะเป็นผู้นำจัดตั้งรัฐบาล พรรคเพื่อไทยในฐานะอันดับ 3 มีบทบาทสำคัญหากถูกเชิญ แต่จุลพันธ์ย้ำ “จุลพันธ์” เผยยังไม่ถูกภูมิใจไทยทาบทามตั้งรัฐบาล บอกอะไรก็เกิดขึ้นได้ อยู่ที่อุดมการณ์-นโยบาย ทำให้อนาคตยังเปิดกว้าง

มุมมองอนาคต: พรรคเพื่อไทยจะกลับมาแข็งแกร่ง?

จากประสบการณ์การเมืองไทย พรรคที่ปรับตัวดีมักคัมแบ็คได้ พรรคเพื่อไทยมีนโยบายประชาชนศูนย์กลาง หากถอดบทเรียนได้ดี โดยเฉพาะพื้นที่แดนไทบ้านอย่างเชียงใหม่ และจัดการปัจจัยภายนอก น่าจะกลับมานำในอนาคต ในมุมนี้ การไม่รีบตัดสินใจร่วมรัฐบาลแสดงถึงความรอบคอบ

ติดตามพัฒนาการการจัดตั้งรัฐบาลได้ที่บล็อกนี้ เราจะอัปเดตข่าวการเมืองล่าสุดเพื่อคุณ! ความเห็นส่วนตัว: การเมืองไทยต้องเน้นนโยบายที่ชัดเจนเพื่อประชาชนจริงๆ ถึงจะยั่งยืน

ที่มา – “จุลพันธ์” เผยยังไม่ถูกภูมิใจไทยทาบทามตั้งรัฐบาล บอกอะไรก็เกิดขึ้นได้ อยู่ที่อุดมการณ์-นโยบาย

พนม-สจ.ตูน เปิดหน้าชนคลิปประกาศศักดา ร้องกกต.

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการการเมืองที่กำลังเป็นกระแส พนม-สจ.ตูน เปิดหน้าชนคลิปประกาศศักดา ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้สมัครส.ส.พรรคเพื่อไทยในพื้นที่กาญจนบุรี เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางการหาเสียงเลือกตั้งที่เข้มข้น โดยมีมติจากกก.บห.พรรคเพื่อไทยให้ร้องเรียนกกต.เพื่อเอาผิดตามกฎหมายเลือกตั้งทันที

พนม-สจ.ตูน เปิดหน้าชนคลิปประกาศศักดา

เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยฝ่ายกฎหมาย ได้ควงทีม พนม โพธิ์แก้ว ผู้สมัครส.ส.กาญจนบุรี เขต 5, นายอานนท์ ถนอมวงษ์ หรือ สจ.ตูน อดีตส.อบจ.กาญจนบุรี เขต 2 และนายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย มาจัดแถลงข่าวที่ทำการพรรคเพื่อไทย คลิปเสียงดังกล่าวถูกเผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย มีเนื้อหาพูดถึงการประกาศศักดาว่าพรรคภูมิใจไทยจะได้ตั้งรัฐบาลแน่นอน พรรคเพื่อไทยจะเป็นฝ่ายค้าน ชาวบ้านเลือกแล้วจะไม่ได้งบประมาณ และด่าพรรคภูมิใจไทยว่าใจดำมาก

พนม-สจ.ตูน เปิดหน้าชนคลิปประกาศศักดา

นายพนมเล่าว่า คลิปนี้ทำให้ตัวเขาและพรรคเสียหายหนัก เพราะมีชาวบ้านโทรมาถามว่าถ้าเลือกเพื่อไทยจริงๆ จะไม่ได้งบลงพื้นที่เหรอ? มันกระทบคะแนนนิยมชัดเจน ผู้สนับสนุนอาจเปลี่ยนใจไปเลือกคนในคลิปแทน ที่แย่กว่านั้น คู่กรณียังไปแจ้งความว่าไม่ใช่เสียงตัวเอง แต่เป็น AI สร้างขึ้น ทำให้ดูเหมือนพรรคเพื่อไทยกุเรื่องหาเสียง

มติ กก.บห.เพื่อไทยร้อง กกต. เอาผิด กม.เลือกตั้ง

สจ.ตูน หรือนายอานนท์ คือคนอัดคลิปเอง! เขาบอกว่าเหตุการณ์เกิดเมื่อ 22 ธันวาคม 2568 ขณะอยู่กับนายปรีชา จิรวงศ์สุธารมณ์ อดีตนายกอบต.ปิล๊อก มีโทรศัพท์จากเบอร์ที่รู้จักโทรมา ชวนคุย แต่เพราะก่อนหน้ามีข่าวข่มขู่กัน เลยแอบอัดไว้ป้องกันตัว คลิปนี้ยาวชัดเจน นายปรีชายืนยันว่าเป็นเสียงของนายศักดิ์ดา เจ้าของคลิป แต่เจ้าตัวปฏิเสธ

นายชูศักดิ์สรุปว่า คลิปเข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้งหลายมาตรา เช่น

  • มาตรา 73: ใส่ร้ายป้ายสีผู้สมัครด้วยเท็จ
  • สัญญาทางการเลือกตั้งว่าจะให้ประโยชน์
  • ทำให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับคะแนนนิยมพรรค

ที่ประชุมกก.บห.พรรคเพื่อไทยเมื่อ 4 ก.พ. มีมติชัดเจนให้ร้องกกต.ไต่สวนเอาผิด โดยมอบหมายนายนรวิชญ์ไปยื่นเรื่องเวลา 14.00 น.วันเดียวกัน นอกจากนี้ ยังอาจโยงไปถึงพรรคต้นสังกัด เพราะรู้ว่าสมาชิกทำผิด และเนื้อหาอาจหมิ่นเหมาฐึงมาตรา 112 ทางพรรคกำลังพิจารณาเพิ่ม

แถลงข่าว พนม-สจ.ตูน เปิดหน้าชนคลิป

พนมยืนยันไม่กลัว เพราะทำดีเพื่อประชาชน สจ.ตูนยอมรับกลัวแต่ยึดความถูกต้องไว้ก่อน ชาวบ้านในพื้นที่กาญจนบุรีต่างตกใจกับคลิปนี้ บางคนกังวลเรื่องงบประมาณจริงๆ เหตุการณ์แบบนี้แสดงให้เห็นว่าการเลือกตั้งยังเต็มไปด้วยเกมสกปรก การใช้ AI สร้างคลิปปลอมหรือข่มขู่แบบนี้ ต้องถูกจัดการเพื่อความบริสุทธิ์ยุติธรรม

ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่สะท้อนปัญหาการเมืองไทยที่ใหญ่กว่า การหาเสียงต้องโปร่งใส ไม่ใช่ใส่ร้ายกันเอง ถ้าปล่อยไว้ การเลือกตั้งครั้งนี้จะไม่ยุติธรรมต่อประชาชน พรรคเพื่อไทยทำถูกแล้วที่ร้องกกต. หวังว่าจะมีบทเรียนให้ทุกพรรค

คุณคิดอย่างไรกับเรื่อง พนม-สจ.ตูน เปิดหน้าชนคลิปประกาศศักดา? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลย และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพื่อไม่พลาดประเด็นสำคัญ!

ที่มา – “พนม-สจ.ตูน” เปิดหน้าชนคลิปประกาศศักดา มติ กก.บห.เพื่อไทยร้อง กกต. เอาผิด กม.เลือกตั้ง

“จุลพันธ์” จี้ กกต. ทบทวนเลือกตั้งล่วงหน้าบกพร่อง

“จุลพันธ์” จี้ กกต. ทบทวนตัวเองจัดเลือกตั้งล่วงหน้าบกพร่อง ด้าน “ชูศักดิ์” หวั่นซ้ำรอยโมฆะ เป็นประเด็นร้อนที่กำลังถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในวงการการเมืองไทย หลังจากเกิดปัญหาการจัดเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้งทั้งหมด

“จุลพันธ์” จี้ กกต. ทบทวนตัวเองจัดเลือกตั้งล่วงหน้าบกพร่อง ด้าน “ชูศักดิ์” หวั่นซ้ำรอยโมฆะ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน โดยเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทบทวนการทำงานของตัวเอง หลังจากเกิดข้อผิดพลาดในการติดป้ายเบอร์ผู้สมัครที่ผิดพลาดในหลายพื้นที่ รวมถึงพรรคเพื่อไทยเองด้วย ปัญหานี้ไม่เพียงทำให้ผู้ลงคะแนนสับสน แต่ยังอาจนำไปสู่การเสียสิทธิ์ในการเลือกตั้งหลักวันที่ 8 กุมภาพันธ์

นายจุลพันธ์ เน้นย้ำว่า “จุลพันธ์” จี้ กกต. ทบทวนตัวเองจัดเลือกตั้งล่วงหน้าบกพร่อง ด้าน “ชูศักดิ์” หวั่นซ้ำรอยโมฆะ เป็นเรื่องที่สังคมไทยทั้งประเทศได้รับผลกระทบ ไม่ใช่แค่พรรคการเมืองใดพรรคหนึ่ง พรรคเพื่อไทยได้ดำเนินการตามกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาแล้ว แต่กกต. ต้องรับผิดชอบให้มากกว่านี้ โดยเฉพาะการตรวจสอบการซื้อสิทธิ์ขายเสียงที่รุนแรงในหลายพื้นที่

ปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียงและเบิกเงินผิดปกติ

นอกจากปัญหาป้ายเบอร์ผิดแล้ว ยังมีประเด็นการซื้อสิทธิ์ขายเสียงที่พรรคเพื่อไทยยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้อง และเรียกร้องให้กกต. เข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะหลังธนาคารแห่งประเทศไทยแจ้งเบิกเงินแบงก์ย่อยผิดปกติกว่า 200-300 ล้านบาท ซึ่งยังไม่มีคำชี้แจงที่ชัดเจน สถานการณ์เหล่านี้ทำให้เกิดคำถามถึงความโปร่งใสของการเลือกตั้ง

  • การติดป้ายเบอร์ผู้สมัครผิดในหลายพรรค
  • บัตรลงคะแนนและใบปิดหายในบางพื้นที่
  • การซื้อสิทธิ์ขายเสียงรุนแรงในหลายจังหวัด
  • เบิกเงินผิดปกติที่ยังไม่ชี้แจง

มุมมองของนายชูศักดิ์ ศิรินิล

ด้านนายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย มองว่าปัญหานี้อาจเข้าข่ายผิดมาตรา 157 หรือไม่นั้น ต้องตั้งกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริง โดยกกต. ยอมรับบกพร่องแล้วจากการใช้เบอร์ผู้สมัครปี 2566 ซึ่งไม่ควรเกิดกับหน่วยงานมืออาชีพ นายชูศักดิ์ ยังหวั่นเกรงว่าจะซ้ำรอยการเลือกตั้งโมฆะปี 2549 ที่เกิดจากปัญหาคล้ายกันหลายประการ แม้บริบทจะต่าง แต่หากไม่แก้ไขให้ทัน อาจนำไปสู่วิกฤตการเมืองอีกครั้ง

พรรคเพื่อไทยยืนยันว่าจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม โดยไม่เรียกร้องให้กกต. ลาออกในช่วงนี้ แต่ต้องเดินหน้าให้เสร็จสิ้นก่อน แล้วค่อยทบทวน

ในมุมมองของผู้เขียน การเลือกตั้งคือหัวใจของประชาธิปไตย ปัญหา “จุลพันธ์” จี้ กกต. ทบทวนตัวเองจัดเลือกตั้งล่วงหน้าบกพร่อง ด้าน “ชูศักดิ์” หวั่นซ้ำรอยโมฆะ สะท้อนถึงความจำเป็นที่กกต. ต้องยกระดับการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อไม่ให้สังคมไทยเสียหายอีก หากคุณมีประสบการณ์หรือเห็นปัญหาในการเลือกตั้งล่วงหน้า สามารถแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการตรวจสอบที่เข้มข้นยิ่งขึ้น

ที่มา – “จุลพันธ์” จี้ กกต. ทบทวนตัวเองจัดเลือกตั้งล่วงหน้าบกพร่อง ด้าน “ชูศักดิ์” หวั่นซ้ำรอยโมฆะ

รัฐสภาตีตกร่างเพื่อไทย โหวตรับหลักการแค่ 2 ฉบับ

การประชุมร่วมรัฐสภาลงมติรับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับจากพรรคประชาชนและภูมิใจไทย แต่รัฐสภาตีตกร่างเพื่อไทย เนื่องจาก สว. ลงคะแนนเสียงไม่ถึง 1 ใน 3 ทำให้ที่ประชุมร่วมรัฐสภาไม่รับหลักการร่างดังกล่าว

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 เวลา 14.52 น. ณ อาคารรัฐสภา มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หลังจากการอภิปรายเสร็จสิ้น นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ได้ให้สมาชิกลงมติว่าจะรับหลักการร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับหรือไม่ ประกอบด้วย ฉบับที่ 1 ของนายพริษฐ์ วัชรสินธุ พรรคประชาชน, ฉบับที่ 2 ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล พรรคภูมิใจไทย และฉบับที่ 3 ของนายชูศักดิ์ ศิรินิล พรรคเพื่อไทย โดยเป็นการเรียกชื่อสมาชิกและลงคะแนนโดยเปิดเผย เนื่องจากมีร่างแก้ไขถึง 3 ฉบับ และเป็นเอกสิทธิ์ของสมาชิกรัฐสภาที่จะรับหลักการทั้ง 3 ฉบับ หรือรับฉบับใดฉบับหนึ่งก็ได้ ประธานรัฐสภาเห็นว่าการลงคะแนนควรแยกลงคนละฉบับ เพื่อให้สมาชิกที่อภิปรายลงคะแนนแบบไม่เสียสิทธิ์ โดยให้ความเป็นธรรมกับทุกร่าง ทุกฉบับ พร้อมทั้งเชิญสมาชิกรัฐสภา 6 คน เป็นกรรมการตรวจนับคะแนน ประกอบด้วย พรรคประชาชน 1 คน พรรคเพื่อไทย 1 คน พรรคภูมิใจไทย 1 คน พรรคร่วมไทยสร้างชาติ 1 คน และวุฒิสภา 2 คน โดยมีผู้แสดงตนจำนวน 600 คน ถือว่าครบองค์ประชุม การลงมติจะต้องเป็นการขานว่ารับหรือไม่รับหลักการ หรืองดออกเสียง ในแต่ละฉบับ ทั้งนี้จะต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนรัฐสภา แต่ต้องมีเสียงของวุฒิสภา 1 ใน 3 คือ 66 เสียงด้วย จึงจะถือว่าผ่าน

รัฐสภาตีตกร่างเพื่อไทย สส.-สว. โหวตรับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแค่ 2 ฉบับ

ผลการลงคะแนนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ:

  • ฉบับที่ 1 ของนายพริษฐ์ วัชรสินธุ พรรคประชาชน:
    • รับหลักการ: 568 เสียง
    • ไม่รับหลักการ: 10 เสียง
    • งดออกเสียง: 74 เสียง
    • สมาชิกวุฒิสภาลงคะแนน: 108 เสียง
    • ผล: ที่ประชุมร่วมรัฐสภา “รับหลักการ”
  • ฉบับที่ 2 ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล พรรคภูมิใจไทย:
    • รับหลักการ: 629 เสียง
    • สมาชิกวุฒิสภาลงคะแนน: 167 เสียง
    • ผล: ที่ประชุมร่วมรัฐสภา “รับหลักการ”
  • ฉบับที่ 3 ของนายชูศักดิ์ ศิรินิล พรรคเพื่อไทย:
    • รับหลักการ: 521 เสียง
    • สมาชิกวุฒิสภาลงคะแนน: 60 เสียง
    • ผล: ที่ประชุมร่วมรัฐสภา “ไม่รับหลักการ” ทำให้รัฐสภาตีตกร่างเพื่อไทย

ทำไมรัฐสภาตีตกร่างเพื่อไทย?

เหตุผลหลักที่รัฐสภาตีตกร่างเพื่อไทย คือ เสียงสนับสนุนจากสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ไม่ถึง 1 ใน 3 ของจำนวน สว. ทั้งหมด แม้ว่าเสียงจากสมาชิกรัฐสภา (สส.) จะเกินกึ่งหนึ่งแล้วก็ตาม ตามข้อกำหนด ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องได้รับการสนับสนุนจากทั้งสองสภาในสัดส่วนที่กำหนด

การที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยไม่ผ่านความเห็นชอบในครั้งนี้ อาจส่งผลกระทบต่อการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นที่พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญ และอาจนำไปสู่การปรับปรุงเนื้อหาหรือการเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมในอนาคต แม้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยจะถูกรัฐสภาตีตกร่างเพื่อไทยไป แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม

การลงมติในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของการแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเทศไทย ที่ต้องอาศัยความร่วมมือและการสนับสนุนจากทั้ง สส. และ สว. การที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้

ที่มา – รัฐสภาตีตกร่างเพื่อไทย สส.-สว. โหวตรับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแค่ 2 ฉบับ

เพื่อไทยยื่นแก้รัฐธรรมนูญใหม่สัปดาห์หน้า สภาตั้ง สสร.

พรรคเพื่อไทยเตรียมยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกครั้งในสัปดาห์หน้า โดยเน้นให้รัฐสภาเป็นผู้แต่งตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) เอง พร้อมทั้งเรียกร้องให้ทุกพรรคการเมืองร่วมมือกันแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของประชาชน

นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ไม่ให้มี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนว่า คำวินิจฉัยดังกล่าวยังมีประเด็นที่สับสน โดยเฉพาะการปฏิเสธ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ซึ่งขัดต่อหลักการที่ประชาชนมีอำนาจในการสถาปนารัฐธรรมนูญได้

แม้จะมีอุปสรรคเพิ่มขึ้นจากคำวินิจฉัย แต่พรรคเพื่อไทยยังคงยืนยันที่จะผลักดันการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นประชาธิปไตย โดยจะดำเนินการดังนี้

  • แก้ไขหมวด 15 ว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยให้รัฐสภาพิจารณาแก้ไข 3 วาระ และนำไปทำประชามติ ตามมาตรา 256(8)
  • เนื่องจากการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่โดยมี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงอาจเป็นไปไม่ได้ พรรคเพื่อไทยจึงเห็นว่าอาจใช้วิธีการเลือก สสร. ทางอ้อม โดยให้รัฐสภาเป็นผู้แต่งตั้ง สสร. หรือตั้งคณะกรรมาธิการของสภาฯ ขึ้นมา

พรรคเพื่อไทยจะตั้งคณะทำงานขึ้นมาพิจารณารายละเอียดและนำเสนอแนวทางในการแก้ไขหมวด 15 ต่อรัฐสภาต่อไป นายชูศักดิ์กล่าวเพิ่มเติมว่า การทำประชามติครั้งที่ 1 และ 2 จะดำเนินการเมื่อใด หรือจะรวมกันหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาล โดยคำถามประชามติควรประกอบด้วย 1. เห็นสมควรให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และ 2. เห็นชอบหลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่

เพื่อไทยยื่นแก้รัฐธรรมนูญใหม่สัปดาห์หน้า สภาตั้ง สสร.

นายชูศักดิ์ยังกล่าวถึงกระแสที่มองว่าคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเป็นการวัดใจรัฐบาลในการเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า ไม่ควรมองเช่นนั้น แต่ถือเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องพิจารณาว่าจะดำเนินการประชามติเมื่อใด และจะรวมการทำประชามติ 2 ครั้งเข้าด้วยกันหรือไม่ พรรคเพื่อไทยตั้งใจที่จะยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 15 ให้เร็วที่สุด คาดว่าจะเป็นสัปดาห์หน้า เนื่องจากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเดิมที่มีอยู่ในสภาฯ ไม่สามารถใช้ได้แล้ว

นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยจะเสนอญัตติให้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ใหม่ ให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พรรคเพื่อไทยต้องการให้เกิดความร่วมมือระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ โดยไม่แบ่งเขาแบ่งเรา เพื่อแก้ไขมาตรา 256 ซึ่งจะนำไปสู่กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ความร่วมมือเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่

นายจาตุรนต์เรียกร้องให้รัฐบาลใหม่และพรรคการเมืองต่างๆ ร่วมกันพิจารณาแนวทางการจัดทำประชามติทั้ง 2 ครั้ง รวมกันเป็นครั้งเดียว เพื่อประหยัดเวลาและงบประมาณ แต่จะต้องมีการหารือกันก่อนว่าจะแก้ไขมาตรา 256 อย่างไร เพื่อให้ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลที่มีความตั้งใจจริงในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

การเพื่อไทยยื่นแก้รัฐธรรมนูญใหม่สัปดาห์หน้า ถือเป็นความพยายามอีกครั้งในการปลดล็อคข้อจำกัดทางกฎหมาย และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มากขึ้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

การผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะสร้างประชาธิปไตยที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่ได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วนในสังคม

เพื่อไทยยื่นแก้รัฐธรรมนูญใหม่สัปดาห์หน้า โดยมุ่งหวังที่จะให้สภาตั้ง สสร. ขึ้นมาเพื่อดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการปฏิรูปการเมืองไทย และส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศ

การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงใจและเปิดใจรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน เราก็สามารถสร้างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมได้อย่างแน่นอน

ที่มา – เพื่อไทย ยื่นแก้รัฐธรรมนูญใหม่สัปดาห์หน้า ให้สภาตั้ง สสร. แนะทุกพรรคจับมือกัน

Scroll to top