ช่วยเหลือเกษตรกร

“ศุภจี” เร่งหาตลาดใหม่รองรับกุ้งไทย หลังมาเลเซียระงับนำเข้า เชื่อบริหารจัดการได้

“ศุภจี” เร่งหาตลาดใหม่รองรับกุ้งไทย หลังมาเลเซียระงับนำเข้า เชื่อบริหารจัดการได้

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ เมื่อมีการประกาศจากทางมาเลเซียว่าจะระงับการนำเข้ากุ้งจากไทยจำนวน 5 สายพันธุ์ ส่งผลให้ผู้ผลิตและเกษตรกรไทยเกิดความกังวลใจอย่างมาก ซึ่งล่าสุดนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ออกมาแสดงความมั่นใจว่าสถานการณ์นี้ยังอยู่ในความดูแลและเชื่อว่าจะบริหารจัดการได้

แนวทางการแก้ปัญหา “ศุภจี” เร่งหาตลาดใหม่รองรับกุ้งไทย หลังมาเลเซียระงับนำเข้า เชื่อบริหารจัดการได้

สำหรับการรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น นางศุภจีกล่าวว่าในระยะกลางและระยะยาว เราจำเป็นต้องกระจายความเสี่ยงโดยการหาตลาดใหม่ๆ เพิ่มขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป อย่างไรก็ตาม สำหรับกุ้งจำนวนกว่า 400 ตันต่อเดือนที่เคยส่งออกไปมาเลเซีย ทางรัฐบาลมีแผนกระจายสินค้าเหล่านี้ภายในประเทศอย่างเร่งด่วน โดยเน้นความร่วมมือกับโมเดิร์นเทรดต่างๆ ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย”

มาตรการเยียวยาเกษตรกรและผู้ประกอบการ

  • เร่งเจรจาระหว่างกรมประมงของไทยกับทางมาเลเซียเพื่อทำความเข้าใจถึงมาตรฐานกุ้งไทย
  • จัดทำแคมเปญส่งเสริมการบริโภคกุ้งในประเทศเพื่อดูดซับผลผลิตที่เหลือจากการส่งออก
  • บริหารจัดการกุ้งในรูปแบบสินค้าแช่แข็งและแปรรูปเพื่อขยายช่องทางการจำหน่ายไปยังตลาดอื่น

นางศุภจีเน้นย้ำว่า แม้ปัญหานี้จะเกิดขึ้นจริง แต่หน้าที่สำคัญที่สุดคือการช่วยเหลือเกษตรกรให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด การที่ “ศุภจี” เร่งหาตลาดใหม่รองรับกุ้งไทย หลังมาเลเซียระงับนำเข้า เชื่อบริหารจัดการได้ นั้นไม่ใช่การเพิกเฉยต่อปัญหา แต่เป็นการยืนยันว่ากระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังทำงานอย่างหนัก ทั้งในด้านการทูตระหว่างประเทศเพื่อขอให้มาเลเซียพิจารณามาตรการใหม่ที่เหมาะสม และในด้านการตลาดภายในประเทศ เพื่อพยุงราคากุ้งไม่ให้ตกต่ำจนเกษตรกรต้องเดือดร้อน

บทเรียนในครั้งนี้ถือเป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้ประกอบการไทยหันกลับมาให้ความสำคัญกับการกระจายตลาดส่งออก หากเราสามารถบุกเบิกตลาดใหม่ๆ ได้สำเร็จและมีมาตรฐานการผลิตที่แข็งแกร่ง เราจะสามารถก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปได้อย่างยั่งยืน และมั่นใจได้ว่าวงการกุ้งไทยจะกลับมาเติบโตได้อย่างมั่นคงแน่นอน หากท่านเป็นคนหนึ่งที่รักในของดีประเทศไทย อย่าลืมช่วยกันอุดหนุนกุ้งไทยในโครงการไทยช่วยไทยกันด้วยนะครับ

ที่มา – “ศุภจี” เร่งหาตลาดใหม่รองรับกุ้งไทย หลังมาเลเซียระงับนำเข้า เชื่อบริหารจัดการได้

พาณิชย์ ห่วงชาวสวนจันทบุรี สั่งสำรวจ ดันแปรรูปทุเรียน

สวัสดีครับเพื่อนๆ เกษตรกรและคนรักทุเรียนทุกท่าน วันนี้เรามาพูดถึงข่าวสำคัญที่กำลังเป็นกระแส พาณิชย์ ห่วงชาวสวนจันทบุรี กันหน่อยนะครับ จังหวัดจันทบุรีที่ขึ้นชื่อเรื่องสวนทุเรียนคุณภาพดีสุดๆ ของไทย กำลังเผชิญวิกฤตจากพายุที่พัดกระหน่ำ ทำให้ผลทุเรียนเสียหายหนัก โดยเฉพาะช่วงใกล้เก็บเกี่ยว น่าเป็นห่วงจริงๆ ครับ

พาณิชย์ ห่วงชาวสวนจันทบุรี สั่งเร่งสำรวจความเสียหายจากพายุ

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ออกมาแสดงความห่วงใยอย่างยิ่งต่อพี่น้องเกษตรกรชาวสวนทุเรียนในจันทบุรีที่ได้รับผลกระทบจากพายุ เธอสั่งการให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดจันทบุรี รีบประสานผู้ว่าราชการจังหวัดลงพื้นที่สำรวจความเสียหายทันที พร้อมประสานกระทรวงมหาดไทยเพื่อหาแนวทางช่วยเหลือและเยียวยาให้เร็วที่สุด นี่คือมาตรการเร่งด่วนที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลใส่ใจเกษตรกรจริงๆ ครับ

พาณิชย์ ห่วงชาวสวนจันทบุรี สั่งเร่งสำรวจความเสียหายจากพายุ

จันทบุรีเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตทุเรียนรายใหญ่ของไทย ผลผลิตปีละหลายหมื่นตัน ส่งออกไปต่างประเทศเพียบ สร้างรายได้มหาศาลให้ประเทศ แต่พายุครั้งนี้ทำให้ผลร่วงหล่น เสียหายเป็นแสน หากไม่ช่วยเหลือเร็ว เกษตรกรอาจขาดทุนยับเยิน พาณิชย์ ห่วงชาวสวนจันทบุรี จึงไม่รอช้า เริ่มเคลื่อนไหวทันที

ดันแปรรูปทุเรียน สร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกร

สำหรับทุเรียนที่เสียหายแต่ยังใช้ได้ เช่น มีน้ำหนักแห้งเกิน 30% กระทรวงพาณิชย์จะพาผู้ซื้อและโรงงานแปรรูปเข้าไปคัดสรรผลผลิตตรงจากสวน นำไปทำผลิตภัณฑ์อย่างทุเรียนทอดกรอบ ช่วยลดการสูญเสียและยังสร้างรายได้ให้เกษตรกรได้ต่อ แม้ผลจะไม่สมบูรณ์แบบ นี่เป็นไอเดียเจ๋งมากครับ!

  • นำทุเรียนเสียหายไปทอดกรอบขายเป็นของว่าง
  • ผสมทำไอศกรีมทุเรียนรสชาติเข้มข้น
  • แปรรูปเป็นแป้งทุเรียนสำหรับทำขนมอบ
  • ผลิตน้ำทุเรียนหรือทุเรียนกวน
  • ส่งออกเป็นทุเรียนแช่แข็งสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร

ส่วนทุเรียนที่ยังดีอยู่บนต้น กรมการค้าภายในจะดูแลพิเศษ ประสานผู้รับซื้อโดยตรง สร้างตลาดมั่นคงให้ฤดูนี้ ขณะที่ทุเรียนเสียหายหนัก จะคัดแยกไม่ให้ปนตลาดปกติ ป้องกันคุณภาพทุเรียนไทยตกต่ำ ช่วยรักษาความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

ทำไมการแปรรูปถึงเป็นทางออกยั่งยืน?

ในยุคที่สภาพอากาศแปรปรวนแบบนี้ การพึ่งพาการส่งออกผลสดอย่างเดียวเสี่ยงเกินไปครับ การแปรรูปช่วยเพิ่มมูลค่า ลดความสูญเสียจากภัยธรรมชาติ และเปิดตลาดใหม่ๆ เช่น ผลิตภัณฑ์แปรรูปส่งออกไปจีน ญี่ปุ่น หรือทำแบรนด์ของตัวเองขายออนไลน์ เกษตรกรที่ปรับตัวได้จะรอดและรุ่งแน่นอน พาณิชย์ ห่วงชาวสวนจันทบุรี แบบนี้แหละที่เป็นจุดเริ่มต้นดีๆ

นอกจากนี้ ยังมีแผนร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ อบรมเกษตรกรเรื่องเทคนิคแปรรูป สร้างอาชีพเสริม ลดการพึ่งพาผลสด 100% ซึ่งจะช่วยให้เกษตรไทยแข็งแกร่งขึ้นในอนาคต

สุดท้าย กระทรวงพาณิชย์ส่งกำลังใจให้ชาวสวนทุเรียนทุกท่าน ขอให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้เร็วๆ และยืนยันว่าจะช่วยเต็มที่ ถือเป็นตัวอย่างว่ารัฐและเอกชนต้องจับมือกันช่วยเกษตรกรฐานราก

ความเห็นส่วนตัว: นี่คือโอกาสทองสำหรับเกษตรกรที่อยากลองแปรรูป ลองศึกษาตลาดดูนะครับ อาจกลายเป็นเศรษฐีทุเรียนแปรรูปคนใหม่! ถ้าชอบข่าวนี้ แชร์ให้เพื่อนเกษตรกรรู้ด้วย และติดตามบล็อกเราเพื่ออัปเดตข่าวเกษตรเพิ่มเติมครับ

ที่มา – “พาณิชย์“ ห่วงชาวสวนจันทบุรี สั่งเร่งสำรวจความเสียหายจากพายุ ดันแปรรูปทุเรียนสร้างรายได้

พีระพันธุ์ ลุยหาเสียงพิษณุโลก ชูข้าวตันละ 15,000 บาท

สวัสดีเพื่อนๆ ชาวพิษณุโลกและเกษตรกรทั่วไทยครับ วันนี้เรามาพูดถึงข่าวการเมืองที่กำลังมาแรงกันหน่อยดีกว่า นายพีระพันธุ์ ลุยหาเสียงพิษณุโลกแบบเต็มตัว เพื่อช่วยเหลือพี่น้องชาวบางระกำที่กำลังเดือดร้อนหนักจากราคาข้าวตกต่ำและค่าครองชีพแพงปรี๊ด นโยบายเด็ดๆ ที่ชูออกมาอย่างข้าวตันละ 15,000 บาท ลดราคาน้ำมันและค่าไฟ ก็ทำให้หลายคนเริ่มหันมองพรรครวมไทยสร้างชาติกันเยอะเลยนะ

พีระพันธุ์ ลุยหาเสียงพิษณุโลก ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ

พีระพันธุ์ ลุยหาเสียงพิษณุโลก

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2567 (แก้จาก 2569 น่าจะพิมพ์ผิด) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เดินทางลงพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกอย่างอบอุ่น เพื่อช่วยนางสาวณัฏฐปีญา แครบทรี ผู้สมัคร ส.ส. เขต 4 เบอร์ 6 หาเสียงเลือกตั้ง ประชาชนมารอต้อนรับเพียบเลยครับ ก่อนลงพบปะนายพีระพันธุ์แวะไหว้พระพุทธชินราชที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร เพื่อความเป็นสิริมงคล จากนั้นไปกราบหลวงพ่อสำลี ที่วัดราชบูรณะ พระอารามหลวงด้วย บรรยากาศคึกคักมาก เห็นแล้วรู้สึกได้ถึงพลังของประชาชน

ประชาชนต้อนรับ พีระพันธุ์ ลุยหาเสียงพิษณุโลก

จากนั้นก็ตรงดิ่งไปยังตลาดบางระกำ อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก ที่นี่พ่อค้าแม่ค้าและเกษตรกรรุมเล่าปัญหาให้ฟังแบบไม่ยั้ง หนี้สินพอกพูน ราคาข้าวหายเหือดเกวียนละแค่ไม่กี่พัน ปุ๋ยแพง ข้าวถูกพ่อค้าคนกลางกดราคา คุณลองคิดดูสิครับ ชาวนาไทยต้องลำบากขนาดไหนในยุคนี้

พีระพันธุ์ ลุยหาเสียงพิษณุโลก ชู นโยบายแก้ปากท้อง

พีระพันธุ์ พูดคุยกับเกษตรกรบางระกำ พิษณุโลก

นายพีระพันธุ์ตอบรับปัญหาเต็มๆ ด้วยนโยบายพรรคที่ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องข้าว พรรครวมไทยสร้างชาติจะวางระบบให้ชาวนาได้ราคาข้าวตันละ 15,000 บาท ผ่านการให้รัฐร่วมลงทุนตั้งโรงสี รับซื้อข้าวเปลือก แปรรูปเป็นข้าวสารขายกิโลละ 30 บาท คำนวณแล้วต่อรอบผลิต ชาวนาได้ข้าวสารกว่า 200,000 บาท บวกแกลบรำข้าวอีก 75,000 บาท รวมเกือบ 300,000 บาท! เปลี่ยนจากชาวนาเป็นผู้ประกอบการเลยครับ น่าสนใจมากใช่มั้ย

นอกจากนี้ยังมีนโยบายพลังงานเด็ด ลดราคาน้ำมันเบนซิน-ดีเซลเหลือลิตรละ 25 บาท ค่าไฟไม่เกินหน่วยละ 3.30 บาท สวัสดิการถ้วนหน้า 1,500 บาท/เดือนทุกวัย หากเคยเสียภาษีได้เพิ่มอีก 500 บาท รวม 2,000 บาท ช่วยลดค่าครองชีพ ยกระดับชีวิตให้มั่นคง

  • ข้าวตันละ 15,000 บาท ผ่านโรงสีรัฐ
  • น้ำมันลิตรละ 25 บาท
  • ค่าไฟหน่วยละ 3.30 บาท
  • เบี้ยยังบำนาญ-พิการ 1,500-2,000 บาท/เดือน
  • ยกระดับเกษตรกรเป็นผู้ประกอบการ

นโยบายเหล่านี้ตอบโจทย์ปัญหาจริงของชาวบางระกำและพิษณุโลกมากๆ ครับ ที่ผ่านมาเกษตรกรต้องเผชิญราคาผันผวน ค่าน้ำมันแพง ค่าไฟพุ่ง ทำให้รายได้ไม่พอเลี้ยงชีพ ถ้าพรรคนี้ได้บริหารจริง คงเห็นการเปลี่ยนแปลงใหญ่ ลองนึกภาพชาวนาขายข้าวได้ราคาดี ไม่ต้องกังวลหนี้สิน มีเงินออม มีเวลาพักผ่อน น่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นให้คึกคักขึ้นเยอะ

สำหรับเพื่อนๆ ที่ติดตามข่าวเลือกตั้ง การที่พีระพันธุ์ ลุยหาเสียงพิษณุโลกแบบนี้ แสดงถึงความตั้งใจจริงจัง ไม่ใช่แค่มาถ่ายรูปเฉยๆ แต่ลงพื้นที่ฟังปัญหาและเสนอทางแก้ชัดเจน คุณลองเปรียบเทียบกับพรรคอื่นดูสิครับ ว่าใครตอบโจทย์ชีวิตจริงมากที่สุด

ส่วนตัวผมมองว่านโยบายนี้มีโอกาสสำเร็จสูง ถ้ารัฐบาลใหม่ให้ความสำคัญกับเกษตรกรซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจหลักของไทย มันไม่ใช่แค่ช่วยชาวนา แต่ช่วยทุกคนเพราะข้าวคืออาหารหลัก ลดราคาน้ำมันค่าไฟก็ช่วยทุกครัวเรือน ถ้าคุณเห็นด้วย ลองแชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือกดไลค์แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รู้จักกันนะครับ และอย่าลืมไปใช้สิทธิเลือกตั้งเพื่ออนาคตที่ดีกว่า!

ที่มา – “พีระพันธุ์” ลุยหาเสียงพิษณุโลก ขอแก้ปัญหาชาวบางระกำ ชูข้าวตันละ 15,000 บาท ลดราคาน้ำมัน-ค่าไฟ

ก.เกษตรฯ ไฟเขียว เยียวยาเกษตรกรน้ำท่วมใต้ 3,000 บาท

ก.เกษตรและสหกรณ์ เห็นชอบมาตรการเยียวยาเกษตรกรน้ำท่วมใต้ ด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ ครัวเรือนละ 3,000 บาท เตรียมเสนอ ครม. พิจารณาอนุมัติงบกลาง วงเงิน 3.2 พันล้าน

สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ส่งผลกระทบต่อพี่น้องเกษตรกรเป็นอย่างมาก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงเร่งออกมาตรการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน โดยล่าสุดได้เห็นชอบมาตรการเยียวยาเกษตรกรน้ำท่วมใต้ ครัวเรือนละ 3,000 บาท

เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เห็นชอบในหลักการมาตรการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรน้ำท่วมใต้ ครัวเรือนละ 3,000 บาท สำหรับเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครอบคลุมเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ จำนวน 1,079,236 ครัวเรือน (ข้อมูล ณ วันที่ 27 พฤศจิกายน 2569) วงเงิน 3,237.708 ล้านบาท แบ่งออกเป็น ด้านพืช 565,565 ครัวเรือน ด้านประมง 65,239 ราย ด้านปศุสัตว์ 448,432 ราย

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะเร่งจัดทำรายละเอียดนำเสนอ ร.อ.ธรรมนัส พรหมแผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อพิจารณาและเสนอขอรับงบกลางช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ปี 25558 ต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขอความเห็นชอบต่อไป

“การเยียวยาผู้ประสบภัย รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะดำเนินการอย่างรอบด้าน ทั้งการตรวจสอบทะเบียนเกษตรกรในพื้นที่ด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ ซึ่งขณะนี้พบว่าได้รับผลกระทบจำนวนมาก จึงต้องเร่งสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อให้เกษตรกรได้รับการช่วยเหลือตามระเบียบอย่างครบถ้วนและโปร่งใส โดยยึดหลักความรวดเร็ว ถูกต้อง และเข้าถึงทุกครัวเรือน”

ก.เกษตรฯ ไฟเขียว เยียวยาเกษตรกรน้ำท่วมใต้ 3,000 บาท

มาตรการเยียวยาเกษตรกรน้ำท่วมใต้นี้ ครอบคลุมเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนไว้กับหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ โดยจะได้รับเงินช่วยเหลือครัวเรือนละ 3,000 บาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น

ใครจะได้รับสิทธิ์เยียวยาเกษตรกรน้ำท่วมใต้?

เกษตรกรที่จะได้รับสิทธิ์ในการเยียวยาเกษตรกรน้ำท่วมใต้ ต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้จริง โดยกระทรวงเกษตรฯ จะทำการตรวจสอบข้อมูลและหลักฐานอย่างละเอียดเพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างถูกต้องและโปร่งใส

ขั้นตอนการรับเงินเยียวยา

หลังจากที่ ครม. อนุมัติงบประมาณแล้ว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะดำเนินการจ่ายเงินเยียวยาให้กับเกษตรกรที่ได้รับสิทธิ์ โดยจะมีการแจ้งรายละเอียดขั้นตอนการรับเงินให้เกษตรกรทราบอีกครั้งหนึ่ง เกษตรกรสามารถติดตามข่าวสารและข้อมูลเพิ่มเติมได้จากหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่ของท่าน

การช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรน้ำท่วมใต้ในครั้งนี้ ถือเป็นมาตรการเร่งด่วนที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ให้สามารถกลับมาประกอบอาชีพและดำเนินชีวิตต่อไปได้

รัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน เพื่อป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากอุทกภัยในอนาคต รวมถึงการส่งเสริมให้เกษตรกรปรับตัวและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคเกษตรกรรมไทย

อย่างไรก็ตาม การช่วยเหลือเยียวยาเป็นเพียงการบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น สิ่งที่สำคัญกว่าคือการวางแผนและเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมในระยะยาว ทั้งในระดับครัวเรือน ชุมชน และประเทศ เพื่อลดความสูญเสียและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – ก.เกษตรฯ เห็นชอบเยียวยาเกษตรกรน้ำท่วมใต้ครัวเรือนละ 3,000 ชง ครม. ขออนุมัติงบกลาง

Scroll to top