ช่องบกอุบลราชธานี

สุดอาลัย! ส่ง จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต กลับร้อยเอ็ด

สุดอาลัย…ส่งร่าง จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต ทหารกล้าพลีชีพจากเหตุปะทะที่ช่องบก กลับบ้านเกิดร้อยเอ็ดแล้ว ครอบครัวรอรับศพเพื่อประกอบพิธีทางศาสนา

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ที่พุทธสถานมณฑลทหารบกที่ 22 ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี ได้มีการจัดพิธีบำเพ็ญกุศลให้กับ จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต สังกัดกองร้อยทหารม้าลาดตระเวนที่ 6 ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุการณ์เครื่องยิงลูกระเบิดที่ทหารฝ่ายกัมพูชายิงถล่มฐานปฏิบัติการอนุพงศ์ ช่องบก อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อเวลาประมาณ 05.00 น. ของวันที่ 8 ธันวาคม เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต ได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา นอกจากนี้ยังมีเพื่อนทหารได้รับบาดเจ็บอีก 3 นายจากเหตุการณ์เดียวกัน

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี ณ พุทธสถานมณฑลทหารบกที่ 22 ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี ร่างของ จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต ได้ถูกส่งกลับไปยังบ้านเกิดที่อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อให้ญาติพี่น้องได้ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลตามประเพณี

มีรายงานว่า ในเวลา 14.00 น. นายชัชวาลย์ เบญจสิริวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด ได้เป็นประธานในพิธีอัญเชิญน้ำหลวงอาบศพพระราชทาน และวางพวงมาลาพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ จากนั้นได้มีการสวดพระอภิธรรมศพเป็นคืนแรก ซึ่งสร้างความปลื้มปิติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้แก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิต

พิธีพระราชทานเพลิงศพของ จ.ส.อ.ศตวรรษ จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 13 ธันวาคม 2568 เวลา 16.00 น. ณ ฌาปนสถานวัดป่าพรหมพิทักษ์วนาราม การเสียสละชีพเพื่อชาติในครั้งนี้ จะได้รับการปูนบำเหน็จความดีความชอบเป็นกรณีพิเศษ 7 ชั้นยศ พร้อมทั้งสวัสดิการต่างๆ และการบรรจุทายาทเข้ารับราชการทดแทน

สุดอาลัย! ส่ง จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต กลับร้อยเอ็ด

ประวัติ จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต โดยสังเขป

จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต หรือจ่าเพรียว เกิดเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2537 ที่บ้านเลขที่ 100 หมู่ที่ 11 ชุมชนตลาดหนองพอก ตำบลหนองพอก อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นบุตรของนายสมัย สุจริต อายุ 60 ปี และนางอรพันธ์ สุจริต อายุ 53 ปี สมรสกับนางอันธิกา สุจริต อายุ 30 ปี มีบุตรสาว 2 คน คือ เด็กหญิงกุลระพี สุจริต อายุ 6 ปี และเด็กหญิงกัญญาภัค สุจริต อายุ 4 ปี

จ่าเพรียวจบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนหนองพอกวิทยาลัย จากนั้นได้สอบเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนนายสิบทหารบก และเข้ารับราชการครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2558 ในตำแหน่งพลขับรถถัง สังกัดกองร้อยทหารม้าลาดตระเวนที่ 6 ค่ายสมเด็จพระพุทธเจ้าฟ้าจุฬาโลกมหาราช จังหวัดร้อยเอ็ด ได้รับการเลื่อนยศเป็นจ่าสิบเอก เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2568 รวมระยะเวลารับราชการ 10 ปี 7 เดือน อัตราเงินเดือน 20,640 บาท

การจากไปของ จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต ถือเป็นการสูญเสียครั้งสำคัญของกองทัพไทย และเป็นความสูญเสียของครอบครัวสุจริต ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวและญาติมิตรของผู้เสียชีวิต

ที่มา – สุดอาลัย ส่ง “จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต” ทหารกล้าพลีชีพที่ช่องบก กลับบ้านเกิดร้อยเอ็ด

กองทัพภาค 2 แจงเหตุระเบิด ห้วยตามาเรีย

กองทัพภาคที่ 2 ชี้แจงเหตุระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” บริเวณเส้นทางยุทธวิธีสร้างใหม่ พบเป็นทุ่นระเบิด PMN-2 จำนวน 1 ลูก คาดเป็นของเดิมที่กัมพูชาวางไว้ในช่วงที่ถูกฝ่ายเรารุกคืบ ยันไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

วันที่ 3 ธันวาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 ชี้แจงต่อสาธารณชนและผู้เกี่ยวข้องว่า เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 เวลา 14.20 น. หน่วย ร้อย.ร.1622 ซึ่งปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ ห้วยตามาเรีย บริเวณเส้นทางยุทธวิธีสร้างใหม่ เป็นจุดกลับรถหน้าฐานปฏิบัติการ ได้ตรวจพบเหตุระเบิดขึ้น และหลังจากเข้าตรวจสอบ พบว่าเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 จำนวน 1 ลูก ซึ่งได้เกิดการระเบิดขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว 

ทั้งนี้จากการตรวจสอบสภาพพื้นที่ และการให้ข้อมูลของกำลังพลในพื้นที่ สันนิษฐานว่าเป็นทุ่นระเบิดที่ถูกวางไว้ในแนวทุ่นระเบิดเดิมที่ฝ่ายกัมพูชาวางไว้เพื่อชะลอหรือป้องกันการรุกไล่ติดตามของฝ่ายเราในห้วงที่พื้นที่ยังไม่สามารถควบคุมได้อย่างสมบูรณ์ ก่อนที่ฝ่ายเราจะเข้าควบคุมพื้นที่ได้ในเวลาต่อมา

จากการประเมินสถานการณ์เบื้องต้น เมื่อฝ่ายเราสามารถเข้าควบคุมพื้นที่ได้แล้ว และมีการเปิดเส้นทางยุทธวิธีใหม่ด้วยยานยนต์ ทุ่นระเบิดดังกล่าวจึงอาจถูกรถจักรที่เข้าดำเนินการปรับเกลี่ยออกไปด้านข้างแนวถนน และเกิดการทับถมจากดินและวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง และเมื่อได้รับแรงกดทับจากยานยนต์ในระดับที่เพียงพอ กลไกจุดระเบิดของทุ่น PMN-2 จึงทำงานและทำให้เกิดการระเบิดขึ้น โดยในระหว่างเกิดเหตุไม่ปรากฏความเคลื่อนไหวของกำลังทหารฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่โดยรอบ ในห้วงเวลาที่ฝ่ายเราเข้าควบคุมพื้นที่ 

ภายหลังเหตุการณ์ หน่วยในพื้นที่ได้ดำเนินการเก็บกู้และรักษาสภาพหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับทุ่นระเบิด PMN-2 จัดทำบันทึกรายละเอียดพื้นที่เกิดเหตุ รวมทั้งประเมินแนวโน้มการกระจายของทุ่นระเบิดในบริเวณใกล้เคียง พร้อมทั้งเตรียมประสานส่งมอบหลักฐานให้กับหน่วย นปท. และหน่วยพิสูจน์หลักฐานเพื่อดำเนินการตรวจสอบเชิงลึก และจัดทำฐานข้อมูลด้านทุ่นระเบิดต่อไป นอกจากนี้ได้เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังและตรวจค้นเพิ่มเติมในบริเวณแนวถนน และพื้นที่ต้องสงสัยโดยรอบ เพื่อความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชน รวมถึงแจ้งทุกหน่วยในพื้นที่รับผิดชอบให้จัดทำเครื่องหมายในพื้นที่ที่อาจเกิดอันตรายจากทุ่นระเบิด 

ทั้งนี้ สรุปได้ว่าเหตุระเบิดครั้งนี้มีลักษณะสอดคล้องกับทุ่นระเบิดที่ถูกวางไว้เดิมในพื้นที่ทุ่นระเบิดด้านกัมพูชา และถูกเคลื่อนย้ายหรือเกลี่ยโดยการทำถนน จนได้รับแรงกดทับเพียงพอทำให้ระเบิดขึ้นเอง จึงคาดว่าเป็นทุ่นระเบิดที่กัมพูชาวางไว้ในช่วงที่ถูกฝ่ายเรารุกคืบไล่ติดตามจนเข้ายึดครองพื้นที่ปฏิบัติการได้ในที่สุด

ข้อมูลจาก เพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2

กองทัพภาค 2 แจงเหตุระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย”

จากกรณีเหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้นในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาชี้แจงรายละเอียดเพื่อคลายข้อสงสัย และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน โดยเน้นย้ำถึงความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชนในพื้นที่

รายละเอียดเหตุการณ์ระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย”

เหตุการณ์ระเบิดดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 เวลา 14.20 น. ในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” บริเวณเส้นทางยุทธวิธีสร้างใหม่ จากการตรวจสอบพบว่าเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ที่ถูกวางไว้ในแนวทุ่นระเบิดเดิมของฝ่ายกัมพูชา

ทางกองทัพภาคที่ 2 สันนิษฐานว่า ทุ่นระเบิดดังกล่าวถูกเคลื่อนย้ายหรือเกลี่ยโดยการทำถนน จนกระทั่งได้รับแรงกดทับเพียงพอทำให้ระเบิดขึ้นเอง โดยไม่มีการเคลื่อนไหวของกำลังทหารฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่

หลังเกิดเหตุการณ์ หน่วยในพื้นที่ได้ดำเนินการเก็บกู้และรักษาสภาพหลักฐาน ประเมินแนวโน้มการกระจายของทุ่นระเบิด และเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังและตรวจค้น เพื่อความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชน

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงอันตรายจากทุ่นระเบิดที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในพื้นที่ชายแดน และความสำคัญของการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน

  • ชนิดของระเบิด: ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2
  • สถานที่เกิดเหตุ: พื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” บริเวณเส้นทางยุทธวิธีสร้างใหม่
  • สาเหตุ: คาดว่าเป็นทุ่นระเบิดเดิมที่กัมพูชาวางไว้และถูกเคลื่อนย้าย

กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าจะดำเนินการตรวจสอบและเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและกำลังพล ขอให้ประชาชนมั่นใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และแจ้งเบาะแสหากพบวัตถุต้องสงสัย

การระมัดระวังและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันอันตรายจากทุ่นระเบิด และสร้างความปลอดภัยให้กับชุมชนของเรา

เหตุการณ์ กองทัพภาค 2 แจงเหตุระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการประสานงานระหว่างประเทศในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับอันตรายจากทุ่นระเบิด

ที่มา – กองทัพภาค 2 แจงเหตุระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” คาดเป็นทุ่นเดิมที่กัมพูชาวางไว้

แม่ทัพภาคที่ 2 ติดตามเก็บกู้ทุ่นระเบิด สุรินทร์

แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ติดตามภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กำลังพลและประชาชน เดินหน้าช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เดินทางลงพื้นที่ช่องเหว บ้านไทยนิยม ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เพื่อติดตามความคืบหน้าและรับฟังผลการปฏิบัติงาน เก็บกู้ทุ่นระเบิด จากศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) และหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 4 กองบัญชาการกองทัพไทย โดยมีกองทัพภาคที่ 2 กองกำลังสุรนารี ให้การสนับสนุนภารกิจในพื้นที่อย่างเต็มที่

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้รับทราบถึงความก้าวหน้าในการปฏิบัติภารกิจ เก็บกู้ทุ่นระเบิด ที่ดำเนินการไปแล้ว รวมถึงปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านภูมิประเทศที่อาจเป็นอุปสรรค หรือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติงาน นอกจากนี้ยังได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวังอย่างสูงสุด โดยให้ความสำคัญกับมาตรการความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน

นอกจากเรื่องความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่แล้ว แม่ทัพภาคที่ 2 ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้าใจและความตระหนักรู้ให้กับประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบถึงอันตรายที่อาจเกิดจากทุ่นระเบิดที่ยังตกค้างอยู่ และรู้วิธีปฏิบัติตนอย่างถูกต้องหากพบเจอวัตถุต้องสงสัย เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

กองทัพภาคที่ 2 ได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนภารกิจด้านมนุษยธรรมอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการลดภัยคุกคามจากทุ่นระเบิด และสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน เพื่อให้พื้นที่ชายแดนมีความปลอดภัยและพร้อมสำหรับการพัฒนาในด้านต่างๆ รวมถึงพร้อมสำหรับการปฏิบัติภารกิจในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ติดตามภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิด

ภารกิจ เก็บกู้ทุ่นระเบิด นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน การดำเนินการอย่างรอบคอบและมีประสิทธิภาพจะช่วยลดความเสี่ยงจากอันตรายของทุ่นระเบิด และสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและมั่นคงให้กับประชาชน

ความคืบหน้าภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิด

ถึงแม้ว่าการ เก็บกู้ทุ่นระเบิด จะมีความคืบหน้าไปมาก แต่ก็ยังคงต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างต่อเนื่องในการกำจัดทุ่นระเบิดที่ยังตกค้างอยู่ออกไปให้หมดสิ้น ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ภารกิจนี้ประสบความสำเร็จได้

  • การสนับสนุนด้านงบประมาณและทรัพยากร
  • การให้ความรู้และความเข้าใจแก่ประชาชน
  • การรายงานข้อมูลเมื่อพบเจอวัตถุต้องสงสัย

ด้วยความร่วมมือจากทุกฝ่าย เราเชื่อมั่นว่าเราจะสามารถสร้างพื้นที่ชายแดนที่ปลอดภัยและมั่นคงให้กับประชาชนได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ติดตามภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิด

กพท. ห้ามบินโดรน พื้นที่ 7 จังหวัด พ.ย.นี้

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ประกาศคำสั่ง “ห้ามบินโดรน” ในบางอำเภอของพื้นที่ 7 จังหวัด ที่มีความเสี่ยงกระทบต่อความมั่นคงในช่วงสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ตั้งแต่วันที่ 16-30 พฤศจิกายน 2568

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา กพท. ได้ออกประกาศฉบับที่ 10 เรื่อง “ห้ามบังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน (Drone) ในพื้นที่ที่อาจกระทบต่อความมั่นคงของประเทศในช่วงสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา” โดยสถานการณ์โดยรวมยังคงอยู่ในระดับที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หน่วยงานด้านความมั่นคงได้ประสานงานกับ กพท. เพื่อกำหนดพื้นที่ห้ามบินโดรนอย่างเด็ดขาดในระดับอำเภอของ 7 จังหวัด ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16-30 พฤศจิกายน 2568 หรือจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง

กพท. ห้ามบินโดรน ในพื้นที่ใดบ้าง?

พื้นที่ที่ถูกกำหนดให้ห้ามบินโดรนเด็ดขาด มีดังนี้:

  • 1. จังหวัดสระแก้ว: อำเภอคลองหาด, อำเภออรัญประเทศ, อำเภอโคกสูง และอำเภอตาพระยา
  • 2. จังหวัดบุรีรัมย์: อำเภอละหานทราย และอำเภอบ้านกรวด
  • 3. จังหวัดศรีสะเกษ: อำเภอภูสิงห์, อำเภอขุนหาญ และอำเภอกันทรลักษ์
  • 4. จังหวัดสุรินทร์: อำเภอพนมดงรักษ์, อำเภอกาบเชิง, อำเภอสังขะ และอำเภอบัวเชด
  • 5. จังหวัดอุบลราชธานี: อำเภอเขมราฐ, อำเภอนาดาล, อำเภอโพธิ์ไทร, อำเภอศรีเมืองใหม่, อำเภอโขงเจียม, อำเภอสิรินธร, อำเภอบุณฑริก, อำเภอนาจะหลวย และอำเภอน้ำยืน
  • 6. จังหวัดตราด: อำเภอเมืองตราด, อำเภอบ่อไร่ และอำเภอคลองใหญ่
  • 7. จังหวัดจันทบุรี: อำเภอเมืองจันทบุรี, อำเภอโป่งน้ำร้อน และอำเภอสอยดาว

นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่อื่นๆ ที่ถูกจำกัดการบินด้วยเช่นกัน:

  • พื้นที่รัศมี 9 กิโลเมตร (5 ไมล์ทะเล) รอบสนามบินที่กำหนด
  • พื้นที่ที่หน่วยงานด้านความมั่นคงประกาศเพิ่มเติมเป็นการเฉพาะ

เงื่อนไขในการทำการบินโดรนในพื้นที่ที่ไม่ถูกห้าม

สำหรับผู้ที่ต้องการใช้งานโดรนในพื้นที่ที่ไม่ถูกห้าม จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้:

  • ผู้ใช้งานต้องขึ้นทะเบียนผู้บังคับโดรนและโดรนกับ CAAT ให้ถูกต้องครบถ้วน
  • ยื่นคำขออนุญาตปฏิบัติการบินล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน ผ่านระบบแอปพลิเคชัน UAS Portal หรือ uasportal.caat.or.th
  • ปฏิบัติการบินที่ความสูงไม่เกิน 90 เมตร (300 ฟุต) เหนือพื้นดิน
  • สามารถบินได้ในเวลา 06.00–18.00 น. หากต้องการบินนอกช่วงเวลาดังกล่าว ต้องขออนุญาตจาก CAAT แต่ห้ามบินในช่วงเวลา 00.01–04.00 น. ทุกกรณี
  • เมื่อได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติการบินแล้ว ก่อนการปฏิบัติการบินทุกครั้ง ให้ผู้ได้รับอนุญาตแจ้งข้อมูลพื้นที่ที่ปฏิบัติการบิน วันและเวลา และวัตถุประสงค์การปฏิบัติการบินต่อ CAAT ผ่านแอปพลิเคชัน UAS Portal และแจ้งต่อ ศบตอ.น. อีเมล : [email protected]
  • การปฏิบัติการบินที่แตกต่างจากเงื่อนไขที่กำหนด ต้องยื่นคำขออนุญาตและเอกสารเพิ่มเติมต่อ CAAT ผ่าน UAS Portal

กพท. ระบุว่า การออกประกาศฉบับที่ 10 นี้ เป็นผลมาจากการประเมินสถานการณ์ร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง และพบว่ายังมีบางพื้นที่ที่จำเป็นต้องคงมาตรการห้ามบินโดรน เพื่อรองรับการปฏิบัติการด้านความมั่นคงที่ยังคงดำเนินอยู่ อย่างไรก็ตาม กพท. ให้ความสำคัญกับวิถีชีวิตของประชาชนและภาคธุรกิจ จึงได้ผ่อนคลายข้อจำกัดให้สามารถใช้งานโดรนได้ในเกือบทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดอย่างเข้มงวด

กพท. จะติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะทบทวนมาตรการให้สอดคล้องกับสภาพความมั่นคงในแต่ละช่วงเวลา เพื่อให้การใช้งานโดรนในประเทศเป็นไปอย่างสมดุล ปลอดภัย และไม่กระทบต่อการรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ

หากคุณเป็นผู้ใช้งานโดรน ควรตรวจสอบพื้นที่และเงื่อนไขการบินให้ละเอียดก่อนทำการบินทุกครั้ง เพื่อหลีกเลี่ยงการละเมิดกฎหมายและรักษาความปลอดภัยในการใช้งานโดรน

ที่มา – กพท. ประกาศห้ามบินโดรน ในบางอำเภอพื้นที่ 7 จังหวัดแนวชายแดน ตั้งแต่ 16-30 พ.ย.

ชายแดนโคกสูง สระแก้ว ยังเงียบสงบแต่เฝ้าระวัง

สถานการณ์บริเวณบ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว ชายแดนโคกสูง จ.สระแก้ว ยังคงเงียบสงบ แต่เจ้าหน้าที่ยังคงตรึงกำลังเข้มงวด เฝ้าระวังเหตุฉุกเฉิน และลาดตระเวนตรวจสอบความผิดปกติต่อเนื่อง เพื่อรักษาความปลอดภัยในพื้นที่

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศโดยรอบบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ยังคงเงียบสงบผิดปกติ แม้ภายนอกจะดูเหมือนไม่มีความเคลื่อนไหวที่ชัดเจน แต่เจ้าหน้าที่ในพื้นที่เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หลังจากเมื่อวานนี้คณะ AOT ได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบจุดปฏิบัติการแนวชายแดน ซึ่งเป็นบริเวณที่เคยเกิดความตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชาในอดีต

กองกำลังบูรพายังคงตรึงกำลังอย่างเข้มแข็งตลอดแนวชายแดน โดยจัดกำลังพลลาดตระเวนสลับเปลี่ยนเวรตลอดทั้งวันทั้งคืน เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน นอกจากนี้ ยังมีการใช้โดรนบินสำรวจพื้นที่หลัก 2 จุด คือ บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว เพื่อรวบรวมข้อมูลภาพรวมของพื้นที่ชายแดน ตรวจสอบความเคลื่อนไหวจากฝั่งกัมพูชา และสังเกตความเปลี่ยนแปลงที่อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ป่ารกทึบ ซึ่งยากต่อการสังเกตด้วยสายตาเปล่า

แม้ว่าสถานการณ์โดยรวมจะดูสงบ แต่เจ้าหน้าที่ยังคงยืนยันว่าไม่สามารถวางใจได้ เนื่องจากในช่วงหลายวันที่ผ่านมา มีรายงานเหตุการณ์ยิงปริศนาเกิดขึ้น อีกทั้งข้อมูลจากการข่าวที่ต้องจับตาอย่างต่อเนื่อง ทำให้กองกำลังในพื้นที่ยังคงเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด

ในส่วนของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ทั้งสองฝั่งชายแดนโคกสูง จ.สระแก้ว ยังคงดำเนินชีวิตตามปกติ โดยต่างฝ่ายต่างเฝ้าระวังสถานการณ์ ยืนยันว่าในขณะนี้ยังไม่มีเหตุการณ์ใดที่น่าเป็นห่วงเกิดขึ้น

ชายแดนโคกสูง จ.สระแก้ว สถานการณ์เงียบสงบ แต่เจ้าหน้าที่ยังคงตรึงกำลังเฝ้าระวัง

ความสำคัญของการเฝ้าระวังชายแดนโคกสูง จ.สระแก้ว

การที่เจ้าหน้าที่ยังคงตรึงกำลังและเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ชายแดนโคกสูง จ.สระแก้ว แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน การเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดช่วยป้องกันการเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น

สถานการณ์ที่เงียบสงบในปัจจุบันอาจเป็นเพียงชั่วคราว การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงไปจึงเป็นสิ่งสำคัญ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดนต่อไป

ดังนั้น การรายงานสถานการณ์ที่เป็นจริงและเป็นปัจจุบันจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ทุกคนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง และสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม

การรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน ไม่เพียงแต่เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เท่านั้น แต่ยังเป็นความรับผิดชอบของทุกคนในสังคม เราทุกคนควรให้ความร่วมมือและสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ เพื่อสร้างสังคมที่สงบสุขและปลอดภัยสำหรับทุกคน

ที่มา – ชายแดนโคกสูง จ.สระแก้ว สถานการณ์เงียบสงบ แต่เจ้าหน้าที่ยังคงตรึงกำลังเฝ้าระวัง

รร.ชายแดนศรีสะเกษเปิดเรียนปกติ รับมือฉุกเฉิน

สถานการณ์ชายแดนศรีสะเกษยังคงต้องเฝ้าระวัง แต่โรงเรียนในพื้นที่ยังคงเปิดเรียนตามปกติ โดยมีการเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างเต็มที่ ผู้อำนวยการโรงเรียนยืนยันว่าครูและนักเรียนได้ซักซ้อมแผนอพยพเป็นประจำ และมีการจัดเตรียมบังเกอร์ถึง 18 แห่ง เพื่อรองรับสถานการณ์ไม่คาดฝัน นี่คือเรื่องราวของ รร.ชายแดน จ.ศรีสะเกษ ยังเปิดเรียนปกติ เตรียมบังเกอร์ 18 แห่ง รับมือเหตุฉุกเฉิน

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โรงเรียนบ้านภูมิซรอลวิทยา ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนไทย-กัมพูชาเพียง 12 กิโลเมตร ยังคงเปิดการเรียนการสอนตามปกติ แม้ว่าสถานการณ์ชายแดนจะยังคงตึงเครียดและต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โรงเรียนแห่งนี้ถือเป็นหนึ่งในพื้นที่เสี่ยงที่ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

โรงเรียนบ้านภูมิซรอลวิทยาเคยได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะระหว่างทหารไทยและกัมพูชาเมื่อปี 2554 บริเวณปราสาทพระวิหาร กระสุนปืนใหญ่จากฝั่งกัมพูชาเคยตกใส่หลังคาอาคารเรียน ทำให้เกิดความเสียหายบางส่วน เหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้ครู นักเรียน และชาวบ้านในพื้นที่ต้องเรียนรู้การปฏิบัติตัวเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน

บรรยากาศล่าสุดที่โรงเรียนบ้านภูมิซรอลวิทยาเป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย นักเรียนแต่งกายเรียบร้อยเดินทางมาเรียนหนังสือตามปกติ โดยมีคณะครูและผู้บริหารคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ไม่มีประกาศหยุดเรียนแต่อย่างใด

นายทศพร คำปลิว ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านภูมิซรอลวิทยา กล่าวว่า โรงเรียนเปิดทำการเรียนการสอนตามปกติ และนักเรียน ครู ยังคงปฏิบัติงานตามตารางเรียนเดิม แม้โรงเรียนจะอยู่ในพื้นที่ใกล้ชายแดน แต่ไม่ได้ตื่นตระหนก เพราะมีการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุและการอพยพอยู่เสมอ โดยทำงานร่วมกับทหาร อำเภอ และหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถอพยพนักเรียนออกจากพื้นที่ได้อย่างปลอดภัยหากเกิดเหตุ

รร.ชายแดน จ.ศรีสะเกษ ยังเปิดเรียนปกติ เตรียมบังเกอร์ 18 แห่ง รับมือเหตุฉุกเฉิน

ผู้อำนวยการโรงเรียนยังกล่าวอีกว่า สภาพจิตใจของครูและนักเรียนยังดีอยู่ ทุกคนเข้าใจสถานการณ์และไม่ตื่นตระหนก หากไม่มีสัญญาณเตือนหรือเสียงปืนใหญ่ดังขึ้น โรงเรียนก็จะยังคงเปิดเรียนตามปกติ แต่ก็มีการเตรียมพร้อมตลอดเวลา โดยจัดเตรียมหลุมหลบภัยและบังเกอร์ 18 แห่งทั่วบริเวณโรงเรียน เพื่อให้นักเรียนสามารถหลบภัยได้ทันทีหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

นอกจากนี้ นักเรียนยังได้รับการฝึกอบรมเรื่องการเอาตัวรอดและการอพยพอยู่เป็นประจำ ทุกคนรู้ว่าหากเกิดเหตุจะต้องไปที่ใดและต้องทำอย่างไรให้ปลอดภัย

ความสำคัญของการเตรียมพร้อมที่ รร.ชายแดน จ.ศรีสะเกษ ยังเปิดเรียนปกติ เตรียมบังเกอร์ 18 แห่ง รับมือเหตุฉุกเฉิน

การที่ รร.ชายแดน จ.ศรีสะเกษ ยังเปิดเรียนปกติ เตรียมบังเกอร์ 18 แห่ง รับมือเหตุฉุกเฉิน นั้นสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะให้การศึกษาแก่เด็กๆ อย่างต่อเนื่อง แม้ในสถานการณ์ที่ท้าทาย การเตรียมพร้อมด้านความปลอดภัยต่างๆ แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความห่วงใยที่โรงเรียนมีต่อครูและนักเรียน

การที่โรงเรียนยังคงเปิดการเรียนการสอนตามปกติ สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ปกครองและชุมชนว่า โรงเรียนสามารถดูแลบุตรหลานของตนได้อย่างปลอดภัย และพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน การฝึกอบรมและการซักซ้อมแผนเป็นประจำ ช่วยให้ทุกคนมีความเข้าใจและสามารถปฏิบัติตามแผนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รร.ชายแดน จ.ศรีสะเกษ ยังเปิดเรียนปกติ เตรียมบังเกอร์ 18 แห่ง รับมือเหตุฉุกเฉิน เป็นเรื่องที่น่ายกย่องและเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับโรงเรียนอื่นๆ ในพื้นที่เสี่ยงภัย การให้ความสำคัญกับการศึกษาควบคู่ไปกับความปลอดภัย จะช่วยให้เด็กๆ สามารถเติบโตและเรียนรู้อย่างมีความสุข แม้ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก

ที่มา – รร.ชายแดน จ.ศรีสะเกษ ยังเปิดเรียนปกติ เตรียมบังเกอร์ 18 แห่ง รับมือเหตุฉุกเฉิน

กกล.บูรพา เตรียมปักหมุดชั่วคราว ที่หนองจาน-หนองหญ้าแก้ว

กกล.บูรพา เตรียมปักหมุดชั่วคราว ลงพื้นที่สร้างความเข้าใจให้ประชาชน “บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว” เกี่ยวกับการกำหนดปักหมุดชั่วคราว เพื่อกำหนดเขตแดนที่ชัดเจนขึ้น พร้อมเริ่มสำรวจและเก็บกู้วัตถุระเบิดในพื้นที่อันตรายต้องสงสัยที่เหลือ

วันที่ 25 ตุลาคม 2568 กองทัพภาคที่ 1 โดยศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ประจำวันที่ 25 ตุลาคม 2568 ณ เวลา 17.00 น. ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว ดังนี้

สถานการณ์ด้านความมั่นคงชายแดน จ.สระแก้ว ฝ่ายไทย บ.หนองจาน มีมวลชนและกลุ่มสื่อมวลชน ประมาณ 20-35 คน ปักหลักทำกิจกรรมแสดงออกถึงความรักชาติหวงแหนอธิปไตย ไม่พบบุคคลสำคัญในพื้นที่ ส่วน บ.หนองหญ้าแก้ว ประชาชนในพื้นที่ยังใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ ส่วนฝั่งตรงข้ามฝ่ายกัมพูชา จนท.ทหาร และตำรวจ ยังคงมีการตรึงกำลังและจัดกำลังเฝ้าระวังสลับเปลี่ยนเวรยามอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเฝ้าติดตามสถานการณ์และความเคลื่อนไหวของฝ่ายไทยอย่างใกล้ชิด ในส่วนของมวลชนชาวกัมพูชา ยังคงพบการเคลื่อนไหวในพื้นที่ สถานการณ์ทั่วไปเป็นปกติ

การปฏิบัติการที่สำคัญ สืบเนื่องจากการลงนามข้อตกลงของการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ไทย – กัมพูชา และคณะกรรมการชายแดนทั่วไป(GBC) ไทย-กัมพูชา เกี่ยวกับการจัดการพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว โดยกำหนดให้มีการสำรวจร่วมและการวางหลักเขตชั่วคราวในพื้นที่สำคัญ ระหว่างหลักเขตแดนหมายเลข 42 ถึง 47 นั้น โดยวานนี้ (24 ต.ค.68) กกล.บูรพา โดย ฉก.12 พร้อมด้วย พ.อ.ยุทธพล สุจริต แม่กองสนามสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ลงพื้นที่สร้างความเข้าใจให้ประชาชน บ.หนองจาน และบ.หนองหญ้าแก้ว เกี่ยวกับการกำหนดให้มีการกกล.บูรพา เตรียมปักหมุดชั่วคราว โดยชี้ให้เห็นถึงความสำคัญ ถือเป็นการกำหนดเขตแดนที่ชัดเจนขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับฝ่ายไทย ทั้งนี้จะดำเนินการอย่างรอบคอบเพื่อยืนยันพื้นที่อธิปไตยของไทยอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ภารกิจในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและสร้างพื้นที่ปลอดภัย โดยหน่วยเฉพาะกิจที่ 12 และกองพันทหารช่างที่ 2 (ช.พัน 2) จัดกำลังร่วมกับหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม 1 ได้เริ่มดำเนินการสำรวจและเก็บกู้วัตถุระเบิดในพื้นที่อันตรายต้องสงสัยที่เหลืออยู่ของบ้านหนองหญ้าแก้ว (พื้นที่ E) โดยชุดตรวจค้นและชุดเครื่องจักรกวาดล้างทุ่นระเบิด GCS 200 ผลการปฏิบัติในวันนี้ ได้พื้นที่ปลอดภัย จำนวน 3,268 ตร.ม. ยังไม่มีรายงานการตรวจพบทุ่นระเบิดเพิ่มเติม

สำหรับการจัดสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัยประชาชน ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว ซึ่งได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ 21 ต.ค.68 ที่ผ่านมา ในการสร้างหลุมหลบภัย จำนวน 3 จุด และบังเกอร์ จำนวน 10 จุด ปัจจุบันได้ดำเนินการก่อสร้างคืบหน้าไปแล้ว ประมาณร้อยละ 30 และได้เริ่มดำเนินการสร้างบังเกอร์เพิ่มเติมตามแผน อีก 2 จุด โดยเริ่มต้นก่อสร้างในพื้นที่ ต.ป่าไร อ.อรัญประเทศ ปัจจุบันก่อสร้างคืบหน้าไปแล้ว ประมาณร้อยละ 70

ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 1 โดยศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 จะยังคงเดินหน้าในภารกิจการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว เพื่อคืนพื้นที่ปลอดภัยให้ประชาชนได้ทำกิน ตลอดจนเดินหน้าสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัยประชาชน ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว ภายใต้โครงการสนับสนุน “กองทุนหทัยทิพย์” กองทัพบก ตามแผนที่กำหนด พร้อมยืนยันความพร้อมในทุกมิติเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น รวมทั้งการดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน และภารกิจปกป้องผืนแผ่นดินของไทยอย่างดีที่สุด

กกล.บูรพา เตรียมปักหมุดชั่วคราว

กกล.บูรพา เตรียมปักหมุดชั่วคราว มีความสำคัญอย่างไร?

การดำเนินการของ กกล.บูรพา ในการเตรียมปักหมุดชั่วคราว ที่บ้านหนองจานและหนองหญ้าแก้ว ถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดการพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน การสร้างความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่เป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่น และเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

การวางหลักเขตแดนชั่วคราวนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยกำหนดขอบเขตที่ชัดเจน แต่ยังเป็นการยืนยันอธิปไตยของชาติ และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดนอีกด้วย

ที่มา – กกล.บูรพา ลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับชาวบ้านหนองจาน- หนองหญ้าแก้ว เตรียมปักหมุดชั่วคราว

แม่ทัพภาคที่ 1 ตรวจเยี่ยมชายแดนสระแก้ว

แม่ทัพภาคที่ 1 ตรวจเยี่ยมหน่วยปฏิบัติงานชายแดน จ.สระแก้ว เพื่อมอบขวัญกำลังใจแก่แนวหน้าผู้เสียสละปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาอธิปไตย ดูแลความสงบเรียบร้อย และช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568 พลโท อมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมหน่วยปฏิบัติการชายแดน ณ กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 12 อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว โดยมีพลตรี เบญจพล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์/ผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา และนายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว พร้อมด้วยพลตำรวจตรี ถาวร ดุลยวิทย์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว ร่วมให้การต้อนรับและบรรยายสรุปสถานการณ์

แม่ทัพภาคที่ 1 ได้พบปะและให้โอวาทแก่กำลังพลและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานจากหน่วยงานต่างๆ ที่มารวมตัวกัน ณ ลานหน้ากองบังคับการ กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 12 ประกอบด้วย หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 12, กำลังประจำถิ่น (ชค.ทพ.12, ชค.ทพ.13, ชค.ตชด.12), ตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว, กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 12, กองอาสารักษาดินแดน (อส.), ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสระแก้ว (สสจ.สระแก้ว)

แม่ทัพภาคที่ 1 ตรวจเยี่ยมหน่วยปฏิบัติงานชายแดน จ.สระแก้ว

แม่ทัพภาคที่ 1 ได้กล่าวชื่นชมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ พร้อมทั้งขอบคุณที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการรักษาอธิปไตยของชาติ การดูแลความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน และการช่วยเหลือประชาชนชาวไทยที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ต่างๆ นอกจากนี้ ยังได้มอบสิ่งของเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ เพื่อเป็นแรงผลักดันในการปฏิบัติงานต่อไป

ความสำคัญของการตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจแนวหน้า

การที่แม่ทัพภาคที่ 1 ตรวจเยี่ยมหน่วยปฏิบัติงานชายแดน จ.สระแก้ว ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความห่วงใยของผู้บังคับบัญชาที่มีต่อผู้ใต้บังคับบัญชาที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ การมอบขวัญกำลังใจและสิ่งของยังช่วยเพิ่มพูนขวัญและกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ ทำให้พวกเขามีความมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศชาติและดูแลประชาชนมากยิ่งขึ้น

การปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนนั้นมีความเสี่ยงและความท้าทายมากมาย เจ้าหน้าที่ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่ยากลำบาก และอาจต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อปฏิบัติภารกิจ ดังนั้น การได้รับกำลังใจและการสนับสนุนจากผู้บังคับบัญชาและประชาชนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

พวกเราทุกคนควรตระหนักถึงความเสียสละของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานตามแนวชายแดน และให้การสนับสนุนพวกเขาในทุกวิถีทาง เพื่อให้พวกเขามีกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่และปกป้องประเทศชาติของเราต่อไป แม่ทัพภาคที่ 1 ตรวจเยี่ยมหน่วยปฏิบัติงานชายแดน จ.สระแก้ว จึงไม่ใช่แค่การไปตรวจเยี่ยม แต่เป็นการเติมกำลังใจให้ฮึกเหิมยิ่งขึ้น

ที่มา – แม่ทัพภาคที่ 1 ตรวจเยี่ยมหน่วยปฏิบัติงานชายแดน จ.สระแก้ว ให้กำลังใจแนวหน้า

กัมพูชา ติดตั้งแอนตี้โดรน! จับตาความเคลื่อนไหว


กัมพูชา ติดตั้งแอนตี้โดรน! จับตาความเคลื่อนไหว

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาล่าสุด กองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาของฝ่ายกัมพูชา โดยมีการตรวจพบกัมพูชา ติดตั้งแอนตี้โดรนถึง 3 จุด พร้อมทั้งปรับปรุงฐานที่มั่นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังพบรถบัสต้องสงสัยซึ่งคาดว่าจะใช้ในการลำเลียงกำลังพลเพิ่มเติมเข้ามาในพื้นที่

กัมพูชา ติดตั้งแอนตี้โดรน: รายงานสถานการณ์ล่าสุด

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้สรุปสถานการณ์การสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่ามีการตรวจพบความเคลื่อนไหวของกองทัพกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจพบกัมพูชา ติดตั้งแอนตี้โดรนจำนวน 3 จุด บริเวณช่องกร่าง นอกจากนี้ยังมีการตรวจพบสัญญาณการบินของโดรนจำนวน 2 ครั้ง เหนือเนิน 527 และรถบัสต้องสงสัย 1 คัน ซึ่งคาดว่าเป็นการลำเลียงกำลังพลเข้ามาเสริมกำลัง

การกระทำดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความพยายามของฝ่ายกัมพูชาในการเพิ่มขีดความสามารถทางทหาร ซึ่งอาจนำไปสู่ความตึงเครียดในพื้นที่แนวชายแดนมากยิ่งขึ้นในอนาคต แม้ว่าปัจจุบันกองกำลังทั้งสองฝ่ายจะยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นของตนเอง แต่ฝ่ายไทยก็ยังคงจัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมในการตอบโต้ตามสถานการณ์

ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

การตรวจพบกัมพูชา ติดตั้งแอนตี้โดรนและการเสริมกำลังทหารในพื้นที่ชายแดน อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาได้ แม้ว่าทั้งสองประเทศจะมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าที่ใกล้ชิด แต่ประเด็นเรื่องพรมแดนและความมั่นคงยังคงเป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง การเสริมสร้างความเข้าใจและการเจรจาอย่างสันติวิธีจึงเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

นอกจากประเด็นด้านความมั่นคงแล้ว กองทัพภาคที่ 2 ยังได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานด้านจิตอาสา โดย ศอ.จอส.พระราชทาน พล.ร.6 ได้เข้าเยี่ยมให้กำลังใจทหารกล้าที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมทั้งมอบสิ่งของเครื่องใช้และเงินบำรุงขวัญ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับกำลังพลและครอบครัว

กองทัพภาคที่ 2 ขอความร่วมมือจากประชาชนในการใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และขอให้ติดตามเฉพาะช่องทางอย่างเป็นทางการของหน่วยงานที่รับผิดชอบ เพื่อป้องกันการเกิดความเข้าใจผิดหรือการคลาดเคลื่อนจากข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง การรับฟังข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและการตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ความเคลื่อนไหวของทั้งสองฝ่ายย่อมส่งผลต่อความมั่นคงในภูมิภาค การเฝ้าระวัง การเจรจา และความเข้าใจซึ่งกันและกัน จะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาสันติภาพและความมั่นคง

ที่มา – ตรวจพบกัมพูชา ติดตั้งแอนตี้โดรน มีรถบัสต้องสงสัย คาดลำเลียงกำลังพลเติมเข้าพื้นที่

Scroll to top