ช่องบก

โฆษก ทบ. แจงปมเสียงปืนดังชายแดน ช่องบก-ตาเมือนธม

ในช่วงที่สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียดอยู่เสมอ ล่าสุดมีเหตุการณ์โฆษก ทบ. แจงปมเสียงปืนดังชายแดน “ช่องบก-ตาเมือนธม” ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก วันนี้เราจะมาวิเคราะห์รายละเอียดจากคำชี้แจงของโฆษกกองทัพบก เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน

โฆษก ทบ. แจงปมเสียงปืนดังชายแดน “ช่องบก-ตาเมือนธม” คาดวินัยทหารกัมพูชาหลวม

วันที่ 23 มีนาคม 2569 พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุโฆษก ทบ. แจงปมเสียงปืนดังชายแดน “ช่องบก-ตาเมือนธม” โดยระบุว่า เสียงปืนดังขึ้นเวลา 15.48 น. บริเวณสามเหลี่ยมมรกต ช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี และแนวรั้งปราสาทตาเมือนธม จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นจุดที่ทหารกัมพูชาตั้งฐานใกล้แนวรั้วปราสาทไทย

จากรายงานเบื้องต้น โฆษกกองทัพบกมองว่าเหตุการณ์นี้ไม่น่าจะเป็นการจงใจสร้างความเสียหายให้ฝั่งไทย แต่เกิดจากการรักษาวินัยที่หลวมของทหารกัมพูชา ที่มักมีเสียงปืนหรือระเบิดดังเป็นระยะๆ ในอดีต หน่วยงานในพื้นที่ได้ประสานงานกันอย่างต่อเนื่อง หากมีความเสี่ยงสูงจะเพิ่มมาตรการเตือนทันที แม้ยังไม่ยืนยันฝั่งที่ยิงชัดเจน แต่สถิติส่วนใหญ่มาจากกัมพูชา

รายละเอียดเหตุการณ์เสียงปืนดังชายแดน “ช่องบก-ตาเมือนธม”

พื้นที่ช่องบกและตาเมือนธมเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มักมีเหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้นบ่อยครั้ง สามเหลี่ยมมรกตที่ช่องบกเป็นบริเวณที่ทั้งสองประเทศใกล้ชิดกันมาก ขณะที่ปราสาทตาเมือนธมเป็นแหล่งโบราณสถานที่ทั้งสองฝ่ายอ้างสิทธิ์ ทำให้การเฝ้าระวังต้องเข้มงวดตลอดเวลา

โฆษก ทบ. ย้ำว่ากองทัพไทยพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ โดยมีการสื่อสารกับฝั่งกัมพูชาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความเข้าใจผิดที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งใหญ่

ไม่มีแผนเปิดด่านคลองลึก และประเด็นน้ำมัน-ก๊าซ LPG

นอกจากประเด็นเสียงปืนแล้ว ยังมีกระแสข่าวการเปิดด่านพรมแดนคลองลึก จังหวัดสระแก้ว ซึ่งโฆษก ทบ. ชี้แจงชัดเจนว่ายังไม่มีแผนใดๆ และไม่เคยมีการพูดถึงมานานแล้ว สำหรับข่าวกัมพูชาระงับจำหน่ายก๊าซ LPG ชั่วคราว ไทยยังไม่มีข้อมูลยืนยัน แต่ยืนยันว่าไทยไม่ได้ส่งออกน้ำมันไปกัมพูชาโดยตรง

ส่วนความกังวลเรื่องน้ำมันส่งออกไปลาวแล้วเลื่อยต่อไปกัมพูชา กองทัพยืนยันมีมาตรการควบคุมที่รัดกุม ป้องกันการรั่วไหลได้ดี ในส่วนก๊าซ LPG อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริง

  • มาตรการที่กองทัพบกใช้รับมือ:
  • ประสานงานชายแดนทุกวัน
  • เตือนเข้มหากเสี่ยงสูง
  • ตรวจสอบการค้าชายแดนน้ำมัน-ก๊าซ
  • เฝ้าระวังพื้นที่敏感อย่างช่องบกและตาเมือนธม

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในปัจจุบัน แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการทูตทหารและการรักษาวินัยทหารทั้งสองฝ่าย หากวินัยหลวมตัวอาจนำไปสู่เหตุไม่คาดฝันได้ การที่โฆษก ทบ. ออกมาแจงอย่างโปร่งใสช่วยลดความตื่นตระหนกของประชาชนได้มาก

จากมุมมองผู้เขียน สถานการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าความมั่นคงชายแดนต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างแท้จริง หากทั้งไทยและกัมพูชารักษาวินัยทหารให้ดี จะช่วยเสริมสร้างสันติภาพในภูมิภาคได้ ลองคิดดูสิครับ ถ้าทุกฝ่ายรับผิดชอบ สายสัมพันธ์เพื่อนบ้านจะยั่งยืนแค่ไหน

CTA: คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความเพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลจริงกันนะครับ ติดตามข่าวชายแดนเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา!

ที่มา – โฆษก ทบ. แจงปมเสียงปืนดังชายแดน “ช่องบก-ตาเมือนธม” คาดวินัยทหารกัมพูชาหลวม

ทภ.2 แจงเหตุระเบิดที่ช่องบก ทหารไทยเจ็บ – สรุป

กองทัพภาคที่ 2 (ทภ.2) ได้ออกมาชี้แจงถึงกรณีเหตุระเบิดที่ช่องบก ซึ่งส่งผลให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 1 นาย โดยขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมกันนี้ได้กำชับให้ทุกหน่วยเพิ่มความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่

เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ทภ.2 ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ช่องบก อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี โดยระบุว่า เมื่อเวลาประมาณ 07.25 น. ได้รับรายงานเหตุระเบิดที่ช่องบก บริเวณเนิน 469 ตำบลโดมประดิษฐ์ อำเภอน้ำยืน

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ จ่าสิบเอกปรัชญา พิลาชัย ผู้บังคับหมวดปืนเล็กที่ 1 กองร้อยทหารราบ 6021 (RDF) ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดบริเวณแขนขวา ซึ่งแพทย์ได้ประเมินอาการเป็นผู้ป่วยระดับเขียว และได้ทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลกุดเชียงมุน และส่งต่อไปยังโรงพยาบาลน้ำยืนเพื่อรับการรักษา โดยอาการของผู้บาดเจ็บปลอดภัยและอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

ขณะนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสาเหตุของเหตุระเบิดที่ช่องบก อย่างละเอียด

กองทัพภาคที่ 2 ได้แสดงความห่วงใยต่อกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บ และได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยเพิ่มความระมัดระวังในการปฏิบัติภารกิจอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของทั้งกำลังพลและประชาชนในพื้นที่ พร้อมทั้งจะรายงานความคืบหน้าให้ผู้บังคับบัญชาและสาธารณชนทราบต่อไป

ทั้งนี้ ทภ.2 ขอให้ประชาชนมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ รอบคอบ และยึดมั่นในความปลอดภัยเป็นสำคัญ

เหตุระเบิดที่ช่องบก

รายละเอียดเหตุการณ์ระเบิดที่ช่องบก

  • วันเวลาเกิดเหตุ: 6 มกราคม 2569 เวลาประมาณ 07.25 น.
  • สถานที่เกิดเหตุ: บริเวณเนิน 469 ตำบลโดมประดิษฐ์ อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี
  • ผู้ได้รับบาดเจ็บ: จ่าสิบเอกปรัชญา พิลาชัย
  • อาการบาดเจ็บ: บาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดบริเวณแขนขวา
  • สถานะ: ปลอดภัย อยู่ในการดูแลของแพทย์
  • สาเหตุ: อยู่ระหว่างการตรวจสอบ

การระเบิดในพื้นที่ชายแดนเช่นนี้เป็นสิ่งที่น่ากังวล และจำเป็นต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ซ้ำอีกในอนาคต การเพิ่มความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย และการให้ความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่ เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ชายแดน

ที่มา – ทภ.2 แจงเหตุระเบิดที่ช่องบก ทหารไทยเจ็บ 1 นาย กำชับทุกหน่วยเพิ่มความระมัดระวัง

สุดอาลัย! ส่ง จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต กลับร้อยเอ็ด

สุดอาลัย…ส่งร่าง จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต ทหารกล้าพลีชีพจากเหตุปะทะที่ช่องบก กลับบ้านเกิดร้อยเอ็ดแล้ว ครอบครัวรอรับศพเพื่อประกอบพิธีทางศาสนา

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ที่พุทธสถานมณฑลทหารบกที่ 22 ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี ได้มีการจัดพิธีบำเพ็ญกุศลให้กับ จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต สังกัดกองร้อยทหารม้าลาดตระเวนที่ 6 ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุการณ์เครื่องยิงลูกระเบิดที่ทหารฝ่ายกัมพูชายิงถล่มฐานปฏิบัติการอนุพงศ์ ช่องบก อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อเวลาประมาณ 05.00 น. ของวันที่ 8 ธันวาคม เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต ได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา นอกจากนี้ยังมีเพื่อนทหารได้รับบาดเจ็บอีก 3 นายจากเหตุการณ์เดียวกัน

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี ณ พุทธสถานมณฑลทหารบกที่ 22 ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี ร่างของ จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต ได้ถูกส่งกลับไปยังบ้านเกิดที่อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อให้ญาติพี่น้องได้ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลตามประเพณี

มีรายงานว่า ในเวลา 14.00 น. นายชัชวาลย์ เบญจสิริวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด ได้เป็นประธานในพิธีอัญเชิญน้ำหลวงอาบศพพระราชทาน และวางพวงมาลาพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ จากนั้นได้มีการสวดพระอภิธรรมศพเป็นคืนแรก ซึ่งสร้างความปลื้มปิติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้แก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิต

พิธีพระราชทานเพลิงศพของ จ.ส.อ.ศตวรรษ จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 13 ธันวาคม 2568 เวลา 16.00 น. ณ ฌาปนสถานวัดป่าพรหมพิทักษ์วนาราม การเสียสละชีพเพื่อชาติในครั้งนี้ จะได้รับการปูนบำเหน็จความดีความชอบเป็นกรณีพิเศษ 7 ชั้นยศ พร้อมทั้งสวัสดิการต่างๆ และการบรรจุทายาทเข้ารับราชการทดแทน

สุดอาลัย! ส่ง จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต กลับร้อยเอ็ด

ประวัติ จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต โดยสังเขป

จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต หรือจ่าเพรียว เกิดเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2537 ที่บ้านเลขที่ 100 หมู่ที่ 11 ชุมชนตลาดหนองพอก ตำบลหนองพอก อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นบุตรของนายสมัย สุจริต อายุ 60 ปี และนางอรพันธ์ สุจริต อายุ 53 ปี สมรสกับนางอันธิกา สุจริต อายุ 30 ปี มีบุตรสาว 2 คน คือ เด็กหญิงกุลระพี สุจริต อายุ 6 ปี และเด็กหญิงกัญญาภัค สุจริต อายุ 4 ปี

จ่าเพรียวจบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนหนองพอกวิทยาลัย จากนั้นได้สอบเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนนายสิบทหารบก และเข้ารับราชการครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2558 ในตำแหน่งพลขับรถถัง สังกัดกองร้อยทหารม้าลาดตระเวนที่ 6 ค่ายสมเด็จพระพุทธเจ้าฟ้าจุฬาโลกมหาราช จังหวัดร้อยเอ็ด ได้รับการเลื่อนยศเป็นจ่าสิบเอก เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2568 รวมระยะเวลารับราชการ 10 ปี 7 เดือน อัตราเงินเดือน 20,640 บาท

การจากไปของ จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต ถือเป็นการสูญเสียครั้งสำคัญของกองทัพไทย และเป็นความสูญเสียของครอบครัวสุจริต ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวและญาติมิตรของผู้เสียชีวิต

ที่มา – สุดอาลัย ส่ง “จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต” ทหารกล้าพลีชีพที่ช่องบก กลับบ้านเกิดร้อยเอ็ด

กัมพูชายิงใส่ไทยต่อเนื่อง ได้ยินเสียง BM-21

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด กัมพูชายังคงใช้อาวุธหนักยิงใส่ไทยต่อเนื่อง โดยมีรายงานการได้ยินเสียง “BM-21” ตกในหลายพื้นที่ ทั้งในอำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว และบริเวณช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 เวลา 15.10 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชากลับมาร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อกองกำลังบูรพาได้ปะทะกับทหารกัมพูชา บริเวณถนนศรีเพ็ญ ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว พื้นที่ดังกล่าวมีความเสี่ยงและตึงเครียดมาตั้งแต่ช่วงเช้า

เจ้าหน้าที่ในพื้นที่เปิดเผยว่า หลังจากตรวจพบความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติบริเวณชายแดน หน่วยลาดตระเวนของกองกำลังบูรพาได้ออกตรวจการณ์ และเกิดการยิงปะทะกับกำลังทหารกัมพูชา เสียงปืนทั้งจากปืนเล็กยาวและอาวุธหนักดังสนั่นต่อเนื่อง ทำให้พื้นที่โดยรอบกลับเข้าสู่ภาวะไม่ปลอดภัยอย่างรวดเร็ว

ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงได้ยินเสียงปืนอย่างชัดเจน บางรายรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนจากการยิงอาวุธหนักที่ดังเป็นระยะ กระสุน ค. จากฝั่งกัมพูชาตกใกล้จุดตรวจที่มีเจ้าหน้าที่ประจำการอยู่ ทำให้ทุกหน่วยต้องประกาศเตือนภัยฉุกเฉินทันที และแจ้งให้ชาวบ้านที่ยังอยู่ในพื้นที่ลงหลุมหลบภัยอย่างเร่งด่วน

เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้ประเมินสถานการณ์ร่วมกันและระบุว่า ระยะยิงและความรุนแรงของการปะทะครั้งนี้อยู่ในระดับที่ทำให้บังเกอร์ไม่สามารถป้องกันได้ หากยังมีการยิงอาวุธหนักอย่างต่อเนื่อง อาจเกิดอันตรายต่อชาวบ้านได้ ด้วยเหตุนี้ จังหวัดสระแก้วจึงมีคำสั่งด่วนที่สุดให้อพยพชาวบ้านในทุกหมู่บ้านแนวชายแดนออกจากพื้นที่ทั้งหมดทันที

พื้นที่ที่ถูกสั่งให้อพยพครอบคลุมบ้านหนองจาน บ้านหนองหญ้าแก้ว และแนวชายแดนใกล้เคียงทั้งหมด มีการจัดรถเพื่อพาชาวบ้านไปยังศูนย์พักพิงที่จังหวัดได้เตรียมไว้ ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร อส. และหน่วยกู้ภัยได้ร่วมกันเปิดเส้นทางเพื่อให้ประชาชนสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างปลอดภัยที่สุด

ถนนภายในหมู่บ้านเต็มไปด้วยรถกระบะและรถที่ใช้ในการอพยพที่เร่งออกจากพื้นที่ บางครอบครัวเก็บของได้เพียงเสื้อผ้าและเอกสารสำคัญ ก่อนออกจากบ้านท่ามกลางเสียงปืนที่ยังดังเป็นระยะ ชาวบ้านส่วนใหญ่แสดงความวิตกกังวลและหวาดกลัว เนื่องจากไม่เคยเกิดเหตุการณ์รุนแรงถึงขนาดนี้มานานหลายปี

กองกำลังบูรพาได้เสริมกำลังเพิ่มเติมในแนวปะทะ พร้อมจัดตั้งฐานยิงสนับสนุนเพื่อควบคุมสถานการณ์ ขณะที่ฝ่ายปกครองยังคงประสานงานกับศูนย์ความมั่นคงระดับจังหวัด เพื่อประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ว่าสถานการณ์ตึงเครียดนี้อาจยังไม่ยุติลงในเร็วๆ นี้

โดยมีรายงานว่าตั้งแต่ช่วงเวลาประมาณ 16.20 น. กัมพูชายังคงใช้อาวุธหนักยิงสนับสนุนใส่ไทยต่อเนื่อง ดังนี้

  • เวลา 16:20 น. มีรายงานว่า กัมพูชาใช้ BM-21 ตกในพื้นที่ตาพระยา กระสุนขนาดใหญ่ตกใส่หมู่บ้าน 2 ลูก และยังมีเสียงปืนเล็กเป็นระยะ
  • เวลา 16.49 น. มีรายงานว่า ได้ยินเสียง BM-21 ที่ภูมิซรอล จังหวัดศรีสะเกษ ประมาณ 20 ลูก
  • เวลา 16.49 น. ขณะเดียวกันก็มีรายงานว่า ทหารกัมพูชายิง BM-21 ถล่มช่องอานม้า

กัมพูชายิงใส่ไทยต่อเนื่อง ได้ยินเสียง BM-21

สถานการณ์ล่าสุด: กัมพูชายังคงใช้อาวุธหนักยิงใส่ไทยต่อเนื่อง

จากรายงานล่าสุด กัมพูชายังคงใช้อาวุธหนักยิงใส่ไทยต่อเนื่อง สร้างความตื่นตระหนกและความเสียหายในพื้นที่ชายแดน การที่กัมพูชายิงใส่ไทยต่อเนื่องโดยใช้อาวุธหนักอย่าง BM-21 แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของสถานการณ์และความจำเป็นที่ต้องมีการเจรจาและการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน

สถานการณ์ชายแดนที่ยังคงตึงเครียดนี้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน การอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงเป็นมาตรการที่จำเป็นเพื่อความปลอดภัย แต่ก็สร้างความยากลำบากและความกังวลให้กับชาวบ้านที่ต้องทิ้งบ้านเรือนและทรัพย์สิน

รัฐบาลไทยควรเร่งดำเนินการเจรจากับรัฐบาลกัมพูชา เพื่อหาทางออกอย่างสันติและยุติการใช้ความรุนแรง นอกจากนี้ ควรให้ความช่วยเหลือและดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการปะทะ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างขวัญกำลังใจ

การที่กัมพูชายิงใส่ไทยต่อเนื่อง เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้และควรได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อความสงบสุขและความมั่นคงในภูมิภาค

เหตุการณ์กัมพูชายิงใส่ไทยต่อเนื่อง เน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีกลไกการแก้ไขข้อพิพาทชายแดนที่มีประสิทธิภาพ และความจำเป็นในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน

ในสถานการณ์ที่กัมพูชายิงใส่ไทยต่อเนื่อง สิ่งสำคัญที่สุดคือการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และการหาทางออกอย่างสันติเพื่อยุติความขัดแย้ง

ที่มา – กัมพูชายังคงใช้อาวุธหนัก ยิงใส่ไทยต่อเนื่อง ได้ยินเสียง “BM-21” ตกหลายพื้นที่

กองทัพภาค 2 แจงเหตุระเบิด ห้วยตามาเรีย

กองทัพภาคที่ 2 ชี้แจงเหตุระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” บริเวณเส้นทางยุทธวิธีสร้างใหม่ พบเป็นทุ่นระเบิด PMN-2 จำนวน 1 ลูก คาดเป็นของเดิมที่กัมพูชาวางไว้ในช่วงที่ถูกฝ่ายเรารุกคืบ ยันไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

วันที่ 3 ธันวาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 ชี้แจงต่อสาธารณชนและผู้เกี่ยวข้องว่า เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 เวลา 14.20 น. หน่วย ร้อย.ร.1622 ซึ่งปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ ห้วยตามาเรีย บริเวณเส้นทางยุทธวิธีสร้างใหม่ เป็นจุดกลับรถหน้าฐานปฏิบัติการ ได้ตรวจพบเหตุระเบิดขึ้น และหลังจากเข้าตรวจสอบ พบว่าเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 จำนวน 1 ลูก ซึ่งได้เกิดการระเบิดขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว 

ทั้งนี้จากการตรวจสอบสภาพพื้นที่ และการให้ข้อมูลของกำลังพลในพื้นที่ สันนิษฐานว่าเป็นทุ่นระเบิดที่ถูกวางไว้ในแนวทุ่นระเบิดเดิมที่ฝ่ายกัมพูชาวางไว้เพื่อชะลอหรือป้องกันการรุกไล่ติดตามของฝ่ายเราในห้วงที่พื้นที่ยังไม่สามารถควบคุมได้อย่างสมบูรณ์ ก่อนที่ฝ่ายเราจะเข้าควบคุมพื้นที่ได้ในเวลาต่อมา

จากการประเมินสถานการณ์เบื้องต้น เมื่อฝ่ายเราสามารถเข้าควบคุมพื้นที่ได้แล้ว และมีการเปิดเส้นทางยุทธวิธีใหม่ด้วยยานยนต์ ทุ่นระเบิดดังกล่าวจึงอาจถูกรถจักรที่เข้าดำเนินการปรับเกลี่ยออกไปด้านข้างแนวถนน และเกิดการทับถมจากดินและวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง และเมื่อได้รับแรงกดทับจากยานยนต์ในระดับที่เพียงพอ กลไกจุดระเบิดของทุ่น PMN-2 จึงทำงานและทำให้เกิดการระเบิดขึ้น โดยในระหว่างเกิดเหตุไม่ปรากฏความเคลื่อนไหวของกำลังทหารฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่โดยรอบ ในห้วงเวลาที่ฝ่ายเราเข้าควบคุมพื้นที่ 

ภายหลังเหตุการณ์ หน่วยในพื้นที่ได้ดำเนินการเก็บกู้และรักษาสภาพหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับทุ่นระเบิด PMN-2 จัดทำบันทึกรายละเอียดพื้นที่เกิดเหตุ รวมทั้งประเมินแนวโน้มการกระจายของทุ่นระเบิดในบริเวณใกล้เคียง พร้อมทั้งเตรียมประสานส่งมอบหลักฐานให้กับหน่วย นปท. และหน่วยพิสูจน์หลักฐานเพื่อดำเนินการตรวจสอบเชิงลึก และจัดทำฐานข้อมูลด้านทุ่นระเบิดต่อไป นอกจากนี้ได้เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังและตรวจค้นเพิ่มเติมในบริเวณแนวถนน และพื้นที่ต้องสงสัยโดยรอบ เพื่อความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชน รวมถึงแจ้งทุกหน่วยในพื้นที่รับผิดชอบให้จัดทำเครื่องหมายในพื้นที่ที่อาจเกิดอันตรายจากทุ่นระเบิด 

ทั้งนี้ สรุปได้ว่าเหตุระเบิดครั้งนี้มีลักษณะสอดคล้องกับทุ่นระเบิดที่ถูกวางไว้เดิมในพื้นที่ทุ่นระเบิดด้านกัมพูชา และถูกเคลื่อนย้ายหรือเกลี่ยโดยการทำถนน จนได้รับแรงกดทับเพียงพอทำให้ระเบิดขึ้นเอง จึงคาดว่าเป็นทุ่นระเบิดที่กัมพูชาวางไว้ในช่วงที่ถูกฝ่ายเรารุกคืบไล่ติดตามจนเข้ายึดครองพื้นที่ปฏิบัติการได้ในที่สุด

ข้อมูลจาก เพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2

กองทัพภาค 2 แจงเหตุระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย”

จากกรณีเหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้นในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาชี้แจงรายละเอียดเพื่อคลายข้อสงสัย และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน โดยเน้นย้ำถึงความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชนในพื้นที่

รายละเอียดเหตุการณ์ระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย”

เหตุการณ์ระเบิดดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 เวลา 14.20 น. ในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” บริเวณเส้นทางยุทธวิธีสร้างใหม่ จากการตรวจสอบพบว่าเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ที่ถูกวางไว้ในแนวทุ่นระเบิดเดิมของฝ่ายกัมพูชา

ทางกองทัพภาคที่ 2 สันนิษฐานว่า ทุ่นระเบิดดังกล่าวถูกเคลื่อนย้ายหรือเกลี่ยโดยการทำถนน จนกระทั่งได้รับแรงกดทับเพียงพอทำให้ระเบิดขึ้นเอง โดยไม่มีการเคลื่อนไหวของกำลังทหารฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่

หลังเกิดเหตุการณ์ หน่วยในพื้นที่ได้ดำเนินการเก็บกู้และรักษาสภาพหลักฐาน ประเมินแนวโน้มการกระจายของทุ่นระเบิด และเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังและตรวจค้น เพื่อความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชน

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงอันตรายจากทุ่นระเบิดที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในพื้นที่ชายแดน และความสำคัญของการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน

  • ชนิดของระเบิด: ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2
  • สถานที่เกิดเหตุ: พื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” บริเวณเส้นทางยุทธวิธีสร้างใหม่
  • สาเหตุ: คาดว่าเป็นทุ่นระเบิดเดิมที่กัมพูชาวางไว้และถูกเคลื่อนย้าย

กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าจะดำเนินการตรวจสอบและเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและกำลังพล ขอให้ประชาชนมั่นใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และแจ้งเบาะแสหากพบวัตถุต้องสงสัย

การระมัดระวังและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันอันตรายจากทุ่นระเบิด และสร้างความปลอดภัยให้กับชุมชนของเรา

เหตุการณ์ กองทัพภาค 2 แจงเหตุระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการประสานงานระหว่างประเทศในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับอันตรายจากทุ่นระเบิด

ที่มา – กองทัพภาค 2 แจงเหตุระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” คาดเป็นทุ่นเดิมที่กัมพูชาวางไว้

กพท. ห้ามบินโดรน พื้นที่ 7 จังหวัด พ.ย.นี้

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ประกาศคำสั่ง “ห้ามบินโดรน” ในบางอำเภอของพื้นที่ 7 จังหวัด ที่มีความเสี่ยงกระทบต่อความมั่นคงในช่วงสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ตั้งแต่วันที่ 16-30 พฤศจิกายน 2568

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา กพท. ได้ออกประกาศฉบับที่ 10 เรื่อง “ห้ามบังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน (Drone) ในพื้นที่ที่อาจกระทบต่อความมั่นคงของประเทศในช่วงสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา” โดยสถานการณ์โดยรวมยังคงอยู่ในระดับที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หน่วยงานด้านความมั่นคงได้ประสานงานกับ กพท. เพื่อกำหนดพื้นที่ห้ามบินโดรนอย่างเด็ดขาดในระดับอำเภอของ 7 จังหวัด ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16-30 พฤศจิกายน 2568 หรือจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง

กพท. ห้ามบินโดรน ในพื้นที่ใดบ้าง?

พื้นที่ที่ถูกกำหนดให้ห้ามบินโดรนเด็ดขาด มีดังนี้:

  • 1. จังหวัดสระแก้ว: อำเภอคลองหาด, อำเภออรัญประเทศ, อำเภอโคกสูง และอำเภอตาพระยา
  • 2. จังหวัดบุรีรัมย์: อำเภอละหานทราย และอำเภอบ้านกรวด
  • 3. จังหวัดศรีสะเกษ: อำเภอภูสิงห์, อำเภอขุนหาญ และอำเภอกันทรลักษ์
  • 4. จังหวัดสุรินทร์: อำเภอพนมดงรักษ์, อำเภอกาบเชิง, อำเภอสังขะ และอำเภอบัวเชด
  • 5. จังหวัดอุบลราชธานี: อำเภอเขมราฐ, อำเภอนาดาล, อำเภอโพธิ์ไทร, อำเภอศรีเมืองใหม่, อำเภอโขงเจียม, อำเภอสิรินธร, อำเภอบุณฑริก, อำเภอนาจะหลวย และอำเภอน้ำยืน
  • 6. จังหวัดตราด: อำเภอเมืองตราด, อำเภอบ่อไร่ และอำเภอคลองใหญ่
  • 7. จังหวัดจันทบุรี: อำเภอเมืองจันทบุรี, อำเภอโป่งน้ำร้อน และอำเภอสอยดาว

นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่อื่นๆ ที่ถูกจำกัดการบินด้วยเช่นกัน:

  • พื้นที่รัศมี 9 กิโลเมตร (5 ไมล์ทะเล) รอบสนามบินที่กำหนด
  • พื้นที่ที่หน่วยงานด้านความมั่นคงประกาศเพิ่มเติมเป็นการเฉพาะ

เงื่อนไขในการทำการบินโดรนในพื้นที่ที่ไม่ถูกห้าม

สำหรับผู้ที่ต้องการใช้งานโดรนในพื้นที่ที่ไม่ถูกห้าม จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้:

  • ผู้ใช้งานต้องขึ้นทะเบียนผู้บังคับโดรนและโดรนกับ CAAT ให้ถูกต้องครบถ้วน
  • ยื่นคำขออนุญาตปฏิบัติการบินล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน ผ่านระบบแอปพลิเคชัน UAS Portal หรือ uasportal.caat.or.th
  • ปฏิบัติการบินที่ความสูงไม่เกิน 90 เมตร (300 ฟุต) เหนือพื้นดิน
  • สามารถบินได้ในเวลา 06.00–18.00 น. หากต้องการบินนอกช่วงเวลาดังกล่าว ต้องขออนุญาตจาก CAAT แต่ห้ามบินในช่วงเวลา 00.01–04.00 น. ทุกกรณี
  • เมื่อได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติการบินแล้ว ก่อนการปฏิบัติการบินทุกครั้ง ให้ผู้ได้รับอนุญาตแจ้งข้อมูลพื้นที่ที่ปฏิบัติการบิน วันและเวลา และวัตถุประสงค์การปฏิบัติการบินต่อ CAAT ผ่านแอปพลิเคชัน UAS Portal และแจ้งต่อ ศบตอ.น. อีเมล : [email protected]
  • การปฏิบัติการบินที่แตกต่างจากเงื่อนไขที่กำหนด ต้องยื่นคำขออนุญาตและเอกสารเพิ่มเติมต่อ CAAT ผ่าน UAS Portal

กพท. ระบุว่า การออกประกาศฉบับที่ 10 นี้ เป็นผลมาจากการประเมินสถานการณ์ร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง และพบว่ายังมีบางพื้นที่ที่จำเป็นต้องคงมาตรการห้ามบินโดรน เพื่อรองรับการปฏิบัติการด้านความมั่นคงที่ยังคงดำเนินอยู่ อย่างไรก็ตาม กพท. ให้ความสำคัญกับวิถีชีวิตของประชาชนและภาคธุรกิจ จึงได้ผ่อนคลายข้อจำกัดให้สามารถใช้งานโดรนได้ในเกือบทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดอย่างเข้มงวด

กพท. จะติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะทบทวนมาตรการให้สอดคล้องกับสภาพความมั่นคงในแต่ละช่วงเวลา เพื่อให้การใช้งานโดรนในประเทศเป็นไปอย่างสมดุล ปลอดภัย และไม่กระทบต่อการรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ

หากคุณเป็นผู้ใช้งานโดรน ควรตรวจสอบพื้นที่และเงื่อนไขการบินให้ละเอียดก่อนทำการบินทุกครั้ง เพื่อหลีกเลี่ยงการละเมิดกฎหมายและรักษาความปลอดภัยในการใช้งานโดรน

ที่มา – กพท. ประกาศห้ามบินโดรน ในบางอำเภอพื้นที่ 7 จังหวัดแนวชายแดน ตั้งแต่ 16-30 พ.ย.

ชายแดนโคกสูง สระแก้ว ยังเงียบสงบแต่เฝ้าระวัง

สถานการณ์บริเวณบ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว ชายแดนโคกสูง จ.สระแก้ว ยังคงเงียบสงบ แต่เจ้าหน้าที่ยังคงตรึงกำลังเข้มงวด เฝ้าระวังเหตุฉุกเฉิน และลาดตระเวนตรวจสอบความผิดปกติต่อเนื่อง เพื่อรักษาความปลอดภัยในพื้นที่

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศโดยรอบบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ยังคงเงียบสงบผิดปกติ แม้ภายนอกจะดูเหมือนไม่มีความเคลื่อนไหวที่ชัดเจน แต่เจ้าหน้าที่ในพื้นที่เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หลังจากเมื่อวานนี้คณะ AOT ได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบจุดปฏิบัติการแนวชายแดน ซึ่งเป็นบริเวณที่เคยเกิดความตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชาในอดีต

กองกำลังบูรพายังคงตรึงกำลังอย่างเข้มแข็งตลอดแนวชายแดน โดยจัดกำลังพลลาดตระเวนสลับเปลี่ยนเวรตลอดทั้งวันทั้งคืน เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน นอกจากนี้ ยังมีการใช้โดรนบินสำรวจพื้นที่หลัก 2 จุด คือ บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว เพื่อรวบรวมข้อมูลภาพรวมของพื้นที่ชายแดน ตรวจสอบความเคลื่อนไหวจากฝั่งกัมพูชา และสังเกตความเปลี่ยนแปลงที่อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ป่ารกทึบ ซึ่งยากต่อการสังเกตด้วยสายตาเปล่า

แม้ว่าสถานการณ์โดยรวมจะดูสงบ แต่เจ้าหน้าที่ยังคงยืนยันว่าไม่สามารถวางใจได้ เนื่องจากในช่วงหลายวันที่ผ่านมา มีรายงานเหตุการณ์ยิงปริศนาเกิดขึ้น อีกทั้งข้อมูลจากการข่าวที่ต้องจับตาอย่างต่อเนื่อง ทำให้กองกำลังในพื้นที่ยังคงเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด

ในส่วนของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ทั้งสองฝั่งชายแดนโคกสูง จ.สระแก้ว ยังคงดำเนินชีวิตตามปกติ โดยต่างฝ่ายต่างเฝ้าระวังสถานการณ์ ยืนยันว่าในขณะนี้ยังไม่มีเหตุการณ์ใดที่น่าเป็นห่วงเกิดขึ้น

ชายแดนโคกสูง จ.สระแก้ว สถานการณ์เงียบสงบ แต่เจ้าหน้าที่ยังคงตรึงกำลังเฝ้าระวัง

ความสำคัญของการเฝ้าระวังชายแดนโคกสูง จ.สระแก้ว

การที่เจ้าหน้าที่ยังคงตรึงกำลังและเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ชายแดนโคกสูง จ.สระแก้ว แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน การเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดช่วยป้องกันการเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น

สถานการณ์ที่เงียบสงบในปัจจุบันอาจเป็นเพียงชั่วคราว การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงไปจึงเป็นสิ่งสำคัญ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดนต่อไป

ดังนั้น การรายงานสถานการณ์ที่เป็นจริงและเป็นปัจจุบันจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ทุกคนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง และสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม

การรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน ไม่เพียงแต่เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เท่านั้น แต่ยังเป็นความรับผิดชอบของทุกคนในสังคม เราทุกคนควรให้ความร่วมมือและสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ เพื่อสร้างสังคมที่สงบสุขและปลอดภัยสำหรับทุกคน

ที่มา – ชายแดนโคกสูง จ.สระแก้ว สถานการณ์เงียบสงบ แต่เจ้าหน้าที่ยังคงตรึงกำลังเฝ้าระวัง

รร.ชายแดนศรีสะเกษเปิดเรียนปกติ รับมือฉุกเฉิน

สถานการณ์ชายแดนศรีสะเกษยังคงต้องเฝ้าระวัง แต่โรงเรียนในพื้นที่ยังคงเปิดเรียนตามปกติ โดยมีการเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างเต็มที่ ผู้อำนวยการโรงเรียนยืนยันว่าครูและนักเรียนได้ซักซ้อมแผนอพยพเป็นประจำ และมีการจัดเตรียมบังเกอร์ถึง 18 แห่ง เพื่อรองรับสถานการณ์ไม่คาดฝัน นี่คือเรื่องราวของ รร.ชายแดน จ.ศรีสะเกษ ยังเปิดเรียนปกติ เตรียมบังเกอร์ 18 แห่ง รับมือเหตุฉุกเฉิน

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โรงเรียนบ้านภูมิซรอลวิทยา ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนไทย-กัมพูชาเพียง 12 กิโลเมตร ยังคงเปิดการเรียนการสอนตามปกติ แม้ว่าสถานการณ์ชายแดนจะยังคงตึงเครียดและต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โรงเรียนแห่งนี้ถือเป็นหนึ่งในพื้นที่เสี่ยงที่ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

โรงเรียนบ้านภูมิซรอลวิทยาเคยได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะระหว่างทหารไทยและกัมพูชาเมื่อปี 2554 บริเวณปราสาทพระวิหาร กระสุนปืนใหญ่จากฝั่งกัมพูชาเคยตกใส่หลังคาอาคารเรียน ทำให้เกิดความเสียหายบางส่วน เหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้ครู นักเรียน และชาวบ้านในพื้นที่ต้องเรียนรู้การปฏิบัติตัวเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน

บรรยากาศล่าสุดที่โรงเรียนบ้านภูมิซรอลวิทยาเป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย นักเรียนแต่งกายเรียบร้อยเดินทางมาเรียนหนังสือตามปกติ โดยมีคณะครูและผู้บริหารคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ไม่มีประกาศหยุดเรียนแต่อย่างใด

นายทศพร คำปลิว ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านภูมิซรอลวิทยา กล่าวว่า โรงเรียนเปิดทำการเรียนการสอนตามปกติ และนักเรียน ครู ยังคงปฏิบัติงานตามตารางเรียนเดิม แม้โรงเรียนจะอยู่ในพื้นที่ใกล้ชายแดน แต่ไม่ได้ตื่นตระหนก เพราะมีการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุและการอพยพอยู่เสมอ โดยทำงานร่วมกับทหาร อำเภอ และหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถอพยพนักเรียนออกจากพื้นที่ได้อย่างปลอดภัยหากเกิดเหตุ

รร.ชายแดน จ.ศรีสะเกษ ยังเปิดเรียนปกติ เตรียมบังเกอร์ 18 แห่ง รับมือเหตุฉุกเฉิน

ผู้อำนวยการโรงเรียนยังกล่าวอีกว่า สภาพจิตใจของครูและนักเรียนยังดีอยู่ ทุกคนเข้าใจสถานการณ์และไม่ตื่นตระหนก หากไม่มีสัญญาณเตือนหรือเสียงปืนใหญ่ดังขึ้น โรงเรียนก็จะยังคงเปิดเรียนตามปกติ แต่ก็มีการเตรียมพร้อมตลอดเวลา โดยจัดเตรียมหลุมหลบภัยและบังเกอร์ 18 แห่งทั่วบริเวณโรงเรียน เพื่อให้นักเรียนสามารถหลบภัยได้ทันทีหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

นอกจากนี้ นักเรียนยังได้รับการฝึกอบรมเรื่องการเอาตัวรอดและการอพยพอยู่เป็นประจำ ทุกคนรู้ว่าหากเกิดเหตุจะต้องไปที่ใดและต้องทำอย่างไรให้ปลอดภัย

ความสำคัญของการเตรียมพร้อมที่ รร.ชายแดน จ.ศรีสะเกษ ยังเปิดเรียนปกติ เตรียมบังเกอร์ 18 แห่ง รับมือเหตุฉุกเฉิน

การที่ รร.ชายแดน จ.ศรีสะเกษ ยังเปิดเรียนปกติ เตรียมบังเกอร์ 18 แห่ง รับมือเหตุฉุกเฉิน นั้นสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะให้การศึกษาแก่เด็กๆ อย่างต่อเนื่อง แม้ในสถานการณ์ที่ท้าทาย การเตรียมพร้อมด้านความปลอดภัยต่างๆ แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความห่วงใยที่โรงเรียนมีต่อครูและนักเรียน

การที่โรงเรียนยังคงเปิดการเรียนการสอนตามปกติ สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ปกครองและชุมชนว่า โรงเรียนสามารถดูแลบุตรหลานของตนได้อย่างปลอดภัย และพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน การฝึกอบรมและการซักซ้อมแผนเป็นประจำ ช่วยให้ทุกคนมีความเข้าใจและสามารถปฏิบัติตามแผนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รร.ชายแดน จ.ศรีสะเกษ ยังเปิดเรียนปกติ เตรียมบังเกอร์ 18 แห่ง รับมือเหตุฉุกเฉิน เป็นเรื่องที่น่ายกย่องและเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับโรงเรียนอื่นๆ ในพื้นที่เสี่ยงภัย การให้ความสำคัญกับการศึกษาควบคู่ไปกับความปลอดภัย จะช่วยให้เด็กๆ สามารถเติบโตและเรียนรู้อย่างมีความสุข แม้ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก

ที่มา – รร.ชายแดน จ.ศรีสะเกษ ยังเปิดเรียนปกติ เตรียมบังเกอร์ 18 แห่ง รับมือเหตุฉุกเฉิน

“กังฟู” พา สส. ขนน้ำดื่มช่วยทหารแนวหน้า

กังฟู” นายวสวรรธน์ พ่วงพรศรี หัวหน้าพรรคไทรวมพลัง พร้อมด้วย นายสมศักดิ์ บุญประชม สส. เขต 10 อุบลราชธานี ร่วมกันสนับสนุนทหารแนวหน้าบริเวณชายแดนช่องบกและช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี โดยการมอบน้ำดื่มจำนวน 2 รถพ่วง และดำเนินการก่อสร้างถนนคอนกรีตเพื่ออำนวยความสะดวกในการปฏิบัติหน้าที่ของทหาร

“กังฟู” ขนน้ำดื่ม 72,000 ขวด ช่วยทหารชายแดน

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 นายวสวรรธน์ พ่วงพรศรี หรือ “กังฟู” หัวหน้าพรรคไทรวมพลัง และ นายสมศักดิ์ บุญประชม สส. เขต 10 อุบลราชธานี ได้ร่วมกันขนน้ำดื่มจำนวน 2 รถพ่วง คิดเป็น 72,000 ขวด เพื่อสนับสนุนทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนที่ยังคงประจำการอยู่ในพื้นที่ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีความยากลำบากในการเข้าถึงน้ำดื่มสะอาด

นายวสวรรธน์กล่าวว่า ทหารในพื้นที่ยังมีความต้องการน้ำดื่มอีกเป็นจำนวนมาก และหากประชาชนท่านใดมีความประสงค์จะสนับสนุนน้ำดื่ม สามารถนำมามอบได้ที่บริเวณทางขึ้นช่องอานม้า หรือที่วัดภูพลาญปะปัง นอกจากนี้ เนื่องจากสภาพอากาศเริ่มหนาวเย็น เครื่องนุ่งห่มกันหนาวก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทหาร หากท่านใดมีกำลังสามารถนำมามอบให้ได้เช่นกัน

สถานการณ์ชายแดนในปัจจุบันยังคงมีการเคลื่อนไหวและยั่วยุจากทหารกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง แต่ทหารไทยยังคงอดทนอดกลั้น นอกจากนี้ยังเห็นด้วยกับการแก้ปัญหาสแกมเมอร์ เพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงของทุนเทาและคาสิโนที่สนับสนุนทหารกัมพูชา ควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาชายแดน เช่น การสร้างถนนให้ประชิดแนวชายแดนเพื่อผลักดันทหารกัมพูชาออกจากพื้นที่ โดยไม่ต้องใช้กำลังและอาวุธ

นายสมศักดิ์ บุญประชม สส.เขต 10 อุบลราชธานี ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความคืบหน้าการก่อสร้างถนนคอนกรีตบนพื้นที่ชายแดนช่องอานม้า ซึ่งจะใช้เป็นเส้นทางไปยังฐานปฏิบัติการที่ประชิดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ถนนเส้นนี้เดิมเป็นดินโคลนและยากลำบากในการเดินทาง จึงได้มีการปรับปรุงและเทคอนกรีตเพื่อให้มั่นคงแข็งแรง ซึ่งจะช่วยให้ทหารสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในบริเวณเนิน 677 และเนิน 500 ฝั่งชายแดนช่องอานม้าและตลาด บริเวณอนุสาวรีย์ตาอม

ถนนคอนกรีตเส้นนี้มีชื่อว่า ถนนจุฬามณี อิฏฐ์ อัมพวา ได้รับการสนับสนุนจาก พระสมุทร วชิรโสภณ ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 15 วัดจุฬามณี จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นถนนกว้าง 5 เมตร ยาว 400 เมตร หนา 15 เซนติเมตร ใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 688,000 บาท และกำลังขยายถนนคอนกรีตเพิ่มอีกเกือบ 1 กิโลเมตร และจะเทคอนกรีตเพิ่มอีก 200-300 เมตร ไปจนประชิดชายแดน เพื่อให้ทหารสามารถปฏิบัติหน้าที่รักษาอธิปไตยได้อย่างเต็มที่

ส่วนถนนที่ชายแดนช่องบก ที่หลวงตาสินทรัพย์ วัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์ ระดมทุนมา 15 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ภายในสิ้นเดือนนี้ เนื่องจากสภาพอากาศเริ่มดีขึ้น ไม่มีฝนตกแล้ว คาดว่าจะได้ระยะทาง 9-10 กิโลเมตร

ทำไม “กังฟู” ถึงช่วยเหลือทหารชายแดน?

การสนับสนุนทหารแนวหน้าของ “กังฟู” และพรรคไทรวมพลัง แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการดูแลผู้ที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ โดยเฉพาะทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนที่ห่างไกลและยากลำบาก การช่วยเหลือในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำดื่ม ถนน หรือเครื่องนุ่งห่มกันหนาว ล้วนเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ทหารเหล่านี้

การที่นักการเมืองลงพื้นที่และรับฟังปัญหาของประชาชนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ การสนับสนุนจากทุกภาคส่วนจะช่วยให้ทหารสามารถปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาอธิปไตยของชาติได้อย่างเต็มกำลัง

ที่มา – “กังฟู” พา สส.ไทรวมพลัง ขนน้ำดื่ม 2 รถพ่วง สนับสนุนทหารแนวหน้า

Scroll to top