ซานาเอะ ทาคาอิจิ

นายกฯหญิงญี่ปุ่นขอพบ “คิม จอง อึน” เร่งแก้ปัญหา

นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ประกาศว่า เธอได้ยื่นคำร้องขอเข้าพบหารือกับ นายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ เพื่อแก้ไขปัญหาที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษเกี่ยวกับการลักพาตัวพลเมืองญี่ปุ่นโดยรัฐบาลเกาหลีเหนือ เรื่องราวนี้กำลังเป็นที่จับตามองเพราะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง

เกาหลีเหนือยอมรับในปี 2002 หลังจากการปฏิเสธมานานหลายปี ว่าเจ้าหน้าที่ของตนได้ลักพาตัวพลเมืองญี่ปุ่นไป 13 คน ในช่วงทศวรรษ 1970 และ 1980 เพื่อนำไปใช้ฝึกสายลับของเกาหลีเหนือในด้านภาษาและขนบธรรมเนียมของญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลญี่ปุ่นเชื่อว่ามีชาวญี่ปุ่นถูกลักพาตัวไปอย่างน้อย 17 คน และบางแหล่งระบุว่าอาจมีจำนวนมากกว่านั้น การกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ในระดับสากล

นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิกล่าวในงานรณรงค์สร้างความตระหนักเกี่ยวกับปัญหานี้ที่กรุงโตเกียวว่า เธอได้ยื่นคำร้องขอจัดการประชุมสุดยอดกับนายคิม จอง อึน เพื่อหาทางออก

“เพื่อสร้างความสัมพันธ์ใหม่ที่เกิดผลระหว่างญี่ปุ่นและเกาหลีเหนือ ดิฉันตัดสินใจที่จะพบหน้ากับประธานคิม จอง อึน” เธอกล่าวพร้อมเสริมว่า “การลักพาตัวถือเป็นวาระสำคัญอันดับแรกของคณะรัฐมนตรีของดิฉัน” การพบปะนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผู้นำญี่ปุ่นพยายามจัดการเจรจาโดยตรงกับ คิม จอง อึน เพื่อคลี่คลายปัญหานี้ ก่อนหน้านี้ นายจุนอิจิโร โคอิซึมิ อดีตนายกรัฐมนตรี เคยเดินทางเยือนกรุงเปียงยางในปี 2002 และ 2004 โดยได้พบกับ นายคิม จอง อิล ผู้นำเกาหลีเหนือในขณะนั้น และเจรจาจนนำผู้ถูกลักพาตัวกลับมาได้ 5 คน แต่เกาหลีเหนืออ้างว่าที่เหลืออีก 8 คนเสียชีวิตแล้ว การเจรจาในอดีตแสดงให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของญี่ปุ่น

ส่วนนายชิเงรุ อิชิบะ นายกรัฐมนตรีคนก่อนหน้า เคยเสนอให้มีการจัดตั้งสำนักงานประสานงานในญี่ปุ่นและเกาหลีเหนือเพื่อขับเคลื่อนประเด็นนี้ แต่ก็ไม่เคยเกิดขึ้นจริง

นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิเน้นย้ำถึงความสำคัญของประเด็นนี้ โดยกล่าวว่า “ดิฉันจะใช้ทุกวิถีทางที่จำเป็นสำหรับประเด็นนี้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้ถูกลักพาตัวและอธิปไตยของชาติเรา”

นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังคงประสานงานกับสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อให้ประชาคมโลกยังคงให้ความสนใจกับเรื่องนี้ ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ได้เข้าพบกับครอบครัวของผู้ถูกลักพาตัวชาวญี่ปุ่นระหว่างการเยือนโตเกียวเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ทั้งนี้ เกาหลีเหนือยังไม่มีการตอบสนองต่อคำร้องขอเข้าพบของนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิอย่างเป็นทางการ.

นายกฯ หญิงญี่ปุ่น ขอพบ “คิม จอง อึน” เร่งแก้ปมพลเมืองถูกเกาหลีเหนือลักพาตัว

การที่นายกฯ หญิงญี่ปุ่นขอพบ “คิม จอง อึน” เร่งแก้ปมพลเมืองถูกเกาหลีเหนือลักพาตัว ถือเป็นความพยายามครั้งสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่ค้างคามานาน และมีความซับซ้อนทางด้านการเมืองระหว่างประเทศ

ทำไมนายกฯ หญิงญี่ปุ่นจึงต้องการพบ คิม จอง อึน?

เหตุผลหลักคือต้องการแก้ไขปัญหาการลักพาตัวพลเมืองญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเด็นละเอียดอ่อนและส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างมาก การพบปะโดยตรงอาจนำไปสู่การเจรจาที่สร้างสรรค์และหาทางออกที่เป็นรูปธรรมได้

สถานการณ์นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อครอบครัวของผู้ที่ถูกลักพาตัว และเป็นเรื่องที่รัฐบาลญี่ปุ่นให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก การเจรจาที่สำเร็จอาจนำมาซึ่งความหวังและการเปลี่ยนแปลง

นายกฯ หญิงญี่ปุ่นขอพบ “คิม จอง อึน” เร่งแก้ปมพลเมืองถูกเกาหลีเหนือลักพาตัว ไม่ใช่แค่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องของมนุษยธรรมและความยุติธรรมที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน การที่ผู้นำทั้งสองได้พบปะกัน อาจเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเข้าใจและหาทางออกร่วมกันในอนาคต

การดำเนินการครั้งนี้ได้รับความสนใจจากนานาชาติ และคาดหวังว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นและเกาหลีเหนือ ถึงแม้ว่าความท้าทายจะยังคงมีอยู่ แต่ความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงของผู้นำญี่ปุ่นเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมและควรได้รับการสนับสนุน

การแก้ไขปัญหาการลักพาตัวพลเมืองญี่ปุ่นเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และการที่นายกฯ หญิงญี่ปุ่นขอพบ “คิม จอง อึน” เร่งแก้ปมพลเมืองถูกเกาหลีเหนือลักพาตัว แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะนำความยุติธรรมและสันติสุขกลับคืนมา

ที่มา – นายกฯ หญิงญี่ปุ่น ขอพบ “คิม จอง อึน” เร่งแก้ปมพลเมืองถูกเกาหลีเหนือลักพาตัว

สี จิ้นผิง เตรียมถกผู้นำ แคนาดา ญี่ปุ่น ไทย

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญในการประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปก) ที่เกาหลีใต้ โดยมีกำหนดพบหารือกับผู้นำแคนาดา ญี่ปุ่น และไทย หลังประสบความสำเร็จในการบรรลุข้อตกลง “สงบศึกการค้าชั่วคราว” กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ที่ได้ตัดสินใจไม่เข้าร่วมการประชุมเอเปก

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะร่วมการประชุมเอเปกประจำปีนี้ ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองคยองจู ประเทศเกาหลีใต้ โดยมีกำหนดการพบปะกับผู้นำหลายประเทศ ก่อนหน้านี้ไม่นาน ประธานาธิบดีสีได้บรรลุข้อตกลงสงบศึกทางการค้าชั่วคราวกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เดินทางออกจากเกาหลีใต้และไม่เข้าร่วมการประชุมเอเปกที่จัดขึ้นเป็นเวลาสองวัน

ในการประชุมเอเปก ซึ่งมีสมาชิก 21 เขตเศรษฐกิจ มุ่งเน้นไปที่การเสริมสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทาน โดยประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ของเกาหลีใต้ กล่าวเปิดการประชุมว่า ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลกกำลังทวีความรุนแรง และการค้าการลงทุนกำลังสูญเสียแรงผลักดัน โดยมีนายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เป็นผู้แทนของทรัมป์

ความสนใจพุ่งเป้าไปที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เนื่องจากผู้นำสหรัฐฯ ไม่ได้เข้าร่วม และคาดว่านายสีจะจัดการเจรจาครั้งแรกกับ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม แม้ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับญี่ปุ่นจะอยู่ในทิศทางที่ดีขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่การที่ทาคาอิชิขึ้นมาเป็นผู้นำอาจสร้างความตึงเครียดได้ เนื่องจากมุมมองชาตินิยมและนโยบายความมั่นคงที่แข็งกร้าว ของเธอ

หนึ่งในการดำเนินการแรกของทาคาอิชิหลังเข้ารับตำแหน่งคือการเร่งสร้างแสนยานุภาพทางทหาร เพื่อป้องปรามความทะเยอทะยานด้านอาณาเขตของจีนในเอเชียตะวันออก ขณะที่การควบคุมตัวพลเมืองญี่ปุ่นในจีนและข้อจำกัดการนำเข้าผลิตภัณฑ์ญี่ปุ่น เช่น เนื้อวัว อาหารทะเล และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ก็คาดว่าจะเป็นประเด็นสำคัญในการพูดคุย

สำนักงานนายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ ของแคนาดา ยืนยันว่าเขาจะพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เวลา 16.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีเป้าหมายเพื่อ เริ่มต้นความสัมพันธ์ในวงกว้างกับจีนอีกครั้ง หลังความสัมพันธ์ตกต่ำมานานหลายปี

ทั้งนี้ แคนาดาพยายามลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุด เนื่องจากเผชิญกับสงครามการค้าที่รุนแรงกับสหรัฐฯ และต้องการหาตลาดใหม่ โดยจีนถือเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับสองของแคนาดา อย่างไรก็ตาม ในยุคของอดีตนายกฯ จัสติน ทรูโด มีเหตุการณ์พลเมืองแคนาดาถูกควบคุมตัวและถูกประหารชีวิตในจีน ทั้งยังมีการกล่าวหาว่าจีนเข้าแทรกแซงการเลือกตั้งของแคนาดาอย่างน้อยสองครั้ง นอกจากนั้น จีนประกาศเรียกเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดต่อการนำเข้าคาโนลาของแคนาดาในเดือนสิงหาคม หลังจากที่แคนาดาประกาศเรียกเก็บภาษี 100% สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน

ด้านทำเนียบรัฐบาลไทยระบุว่า นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล มีกำหนดพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ หลังจากการลงนามใน “ถ้อยแถลงร่วม” กับกัมพูชา ที่มาเลเซีย เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งมีประธานาธิบดีทรัมป์เป็นสักขีพยานในการลงนาม

ทรัมป์ชูตนเองในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยสันติภาพระดับโลก ขณะที่สี จิ้นผิง ได้บอกกับทรัมป์เมื่อวันพฤหัสบดีว่า จีนมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเจรจาและการปรองดองในประเด็นเร่งด่วนต่างๆ

ส่วนนายเจนเซน หวง ซีอีโอของ Nvidia มีกำหนดจะกล่าวปราศรัยในการรวมตัวของผู้บริหารที่จัดขึ้นคู่ขนานกับการประชุมสุดยอดเอเปก ในช่วงบ่ายวันศุกร์นี้ แม้ว่าบริษัทของเขาจะกลายเป็นบริษัทแรกที่มีมูลค่าเกิน 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ประเด็นการขายชิป AI ขั้นสูงของสหรัฐฯ ในจีนดูเหมือนจะ ถกละเลยจากการประชุมสุดยอดระหว่างสีกับทรัมป์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา.

สี จิ้นผิง เตรียมถกผู้นำแคนาดา-ญี่ปุ่น-ไทย

การประชุมครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของความตึงเครียดทางการค้าระหว่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น

ทำไมการเจรจาระหว่าง สี จิ้นผิง เตรียมถกผู้นำแคนาดา-ญี่ปุ่น-ไทย จึงสำคัญ?

  • การฟื้นฟูความสัมพันธ์: การประชุมนี้เป็นโอกาสสำคัญในการฟื้นฟูและเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับประเทศเหล่านี้
  • การแก้ไขปัญหาทางการค้า: เป็นเวทีในการแก้ไขข้อพิพาททางการค้าและสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน
  • การกำหนดบทบาทในเวทีโลก: การประชุมนี้จะช่วยกำหนดบทบาทและอิทธิพลของจีนในเวทีโลก

การที่ สี จิ้นผิง เตรียมถกผู้นำแคนาดา-ญี่ปุ่น-ไทย แสดงให้เห็นถึงความพยายามของจีนในการสร้างสมดุลทางการทูตและเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก การประชุมนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การพบปะหารือ แต่เป็นการวางรากฐานสำหรับความร่วมมือในอนาคต และการสร้างเสถียรภาพในภูมิภาคที่กำลังเผชิญกับความท้าทายต่างๆ

การที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พบปะกับผู้นำของแคนาดา ญี่ปุ่น และไทย ถือเป็นสัญญาณที่สำคัญของการเปลี่ยนแปลงในภูมิทัศน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจโลก การเจรจาเหล่านี้อาจนำไปสู่ข้อตกลงใหม่ๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อการค้า การลงทุน และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในวงกว้าง นอกจากนี้ การที่ทรัมป์ไม่ได้เข้าร่วมการประชุมเอเปก ทำให้สี จิ้นผิง กลายเป็นผู้นำที่โดดเด่นและมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

อนาคตของความสัมพันธ์ระหว่างจีน แคนาดา ญี่ปุ่น และไทย จะเป็นอย่างไรต่อไป? การเจรจาที่จะเกิดขึ้นนี้จะเป็นตัวบ่งชี้สำคัญถึงทิศทางในอนาคต และจะเป็นตัวกำหนดบทบาทของจีนในเวทีโลก

ที่มา – สีจิ้นผิงเตรียมถกผู้นำแคนาดา-ญี่ปุ่น-ไทย หลังบรรลุข้อตกลงสงบศึกการค้า “ทรัมป์”

สามีนายกฯ หญิงญี่ปุ่นคนแรก ขออยู่เบื้องหลัง

อดีต ส.ส. ทาคุ ยามาโมโตะ คู่สมรสของ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น ประกาศตัวขอเป็น “สามีพรางตัว” สนับสนุนภรรยาด้วยการทำอาหารและอยู่เบื้องหลัง ไม่ให้ตัวตนของเขาเป็นอุปสรรคต่อวิสัยทัศน์ของนายกฯ คนใหม่

สื่อญี่ปุ่นรายงานคำกล่าวของนายทาคุ ยามาโมโตะ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นคู่สมรสของ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น โดยเขากล่าวว่า เขาหวังว่าจะสนับสนุนภรรยาด้วยการเป็น “สามีพรางตัว” คอยทำอาหารให้ แต่จะหลีกเลี่ยงการปรากฏตัวต่อสาธารณะ

คำกล่าวนี้มีขึ้นหนึ่งวันหลังจากที่นางทาคาอิจิ ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี หลังการจัดตั้งรัฐบาลผสมในนาทีสุดท้าย

สถานีโทรทัศน์ฟุกุอิ รายงานว่า นายยามาโมโตะกล่าวเมื่อวันอังคารว่า “ไม่เหมือนกับในโลกตะวันตก มันจะดีกว่าหากคู่ชีวิตอยู่ให้พ้นจากสปอตไลท์” เขาเน้นย้ำว่าเป็นเรื่องสำคัญที่นางทาคาอิจิ ซึ่งชนะการเลือกตั้งเป็นหัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) ในเดือนนี้ จะสามารถทำงานร่วมกับรัฐบาลผสม “เพื่อสานต่อวิสัยทัศน์ในฐานะนายกรัฐมนตรี” ได้

เขากล่าวตามรายงานของหนังสือพิมพ์อาซาฮี, ฟูจิทีวี และสื่ออื่น ๆ ว่า “ผมต้องการให้การสนับสนุนที่มั่นคงในฐานะ “สามีพรางตัว” เพื่อให้มั่นใจว่าการมีอยู่ของผมจะไม่กลายเป็นอุปสรรคต่อสิ่งนั้น” 

นายยามาโมโตะ ซึ่งเคยเป็นสมาชิกพรรคแอลดีพีเช่นเดียวกับภรรยา ได้แต่งงานกับนางทาคาอิจิในปี 2004 ก่อนจะหย่าร้างกันในปี 2017 โดยอ้างถึง “ความแตกต่างทางทัศนคติทางการเมือง” อย่างไรก็ตาม ทั้งคู่ได้แต่งงานใหม่ในปี 2021 หลังจากที่นายยามาโมโตะได้ให้การสนับสนุนนางทาคาอิจิในการลงสมัครชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคแอลดีพีในปีเดียวกัน

แม้ว่าในเวลาต่อมา นายยามาโมโตะจะพ่ายแพ้การเลือกตั้งที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร แต่เขากล่าวกับสื่อว่า ต้องการใช้ประสบการณ์ทางการเมืองของตนเพื่อช่วยภรรยา และเขายัง “ทำอาหารเก่ง” จึงต้องการสนับสนุนเธอด้วยการทำอาหารเตรียมไว้ให้ด้วย

ทั้งคู่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในอาคารที่พักสำหรับสมาชิกสภาในกรุงโตเกียว โดยมีรายงานว่า นางทาคาอิจิคอยดูแลนายยามาโมโตะด้วย หลังจากที่เขาต้องเข้ารับการรักษาอาการเส้นเลือดในสมองตีบ และได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากในปีนี้

ทั้งนี้ ในการสมรสครั้งแรก นางทาคาอิจิใช้นามสกุลของสามี แต่ในการแต่งงานครั้งที่สอง นายยามาโมโตะเป็นผู้ใช้นามสกุล “ทาคาอิจิ” โดยนางทาคาอิจิมีจุดยืนทางการเมืองที่ต่อต้านการแก้ไขกฎหมายศตวรรษที่ 19 ที่บังคับให้คู่สามีภรรยาต้องใช้นามสกุลเดียวกัน ซึ่งมักส่งผลให้ภรรยาต้องเปลี่ยนไปใช้นามสกุลสามีเป็นส่วนใหญ่.

สามีนายกฯ หญิงญี่ปุ่นคนแรก ลั่นขอสนับสนุนเงียบๆ อยู่เบื้องหลัง ทำอาหารให้ภรรยา

เรื่องราวของนายทาคุ ยามาโมโตะ สามีนายกฯ หญิงญี่ปุ่นคนแรก ที่ประกาศตัวขอสนับสนุนภรรยาอย่างเงียบๆ ได้สร้างความฮือฮาและความประทับใจให้กับหลายคน แนวคิดการเป็น “สามีพรางตัว” ของเขา สะท้อนให้เห็นถึงความเสียสละและความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในบทบาทของตนเอง

เหตุผลที่ สามีนายกฯ หญิงญี่ปุ่นคนแรก เลือกที่จะอยู่เบื้องหลัง

การตัดสินใจของนายยามาโมโตะที่เลือกจะอยู่เบื้องหลังภรรยา มีหลายเหตุผลที่น่าสนใจ:

  • หลีกเลี่ยงการเป็นอุปสรรค: เขาต้องการแน่ใจว่าการมีอยู่ของเขาจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของภรรยาในฐานะนายกรัฐมนตรี
  • สนับสนุนอย่างเงียบๆ: เขาเชื่อว่าการสนับสนุนที่ดีที่สุดคือการทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด เช่น การดูแลเรื่องอาหารการกิน
  • เคารพวัฒนธรรม: เขาเชื่อว่าในวัฒนธรรมญี่ปุ่น การที่คู่สมรสอยู่ห่างจากสปอตไลท์จะดีกว่า

เรื่องราวของสามีนายกฯ หญิงญี่ปุ่นคนแรก ที่เลือกสนับสนุนภรรยาอย่างเงียบๆ เป็นเรื่องราวที่น่าประทับใจและสะท้อนให้เห็นถึงความรักและความเสียสละที่แท้จริง การสนับสนุนซึ่งกันและกันอย่างเข้าใจในบทบาทของแต่ละฝ่ายเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งและประสบความสำเร็จ และสำหรับสามีนายกฯ หญิงญี่ปุ่นคนแรก ลั่นขอสนับสนุนเงียบๆ อยู่เบื้องหลัง ทำอาหารให้ภรรยา นั้น เป็นบทพิสูจน์ถึงความรักและการสนับสนุนที่ไม่มีเงื่อนไขอย่างเเท้จริง

ที่มา – สามีนายกฯ หญิงญี่ปุ่นคนแรก ลั่นขอสนับสนุนเงียบๆ อยู่เบื้องหลัง ทำอาหารให้ภรรยา

ญี่ปุ่นเตรียมโหวตนายกฯใหม่ 21 ต.ค.นี้

สภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่นนัดลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในวันที่ 21 ตุลาคมนี้ โดยพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) เสนอวันดังกล่าว หลังพันธมิตรเก่าล่มสลาย และอยู่ระหว่างเจรจาจัดตั้งรัฐบาลใหม่กับพรรคนวัตกรรมญี่ปุ่น เพื่อผลักดัน “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” หัวหน้าพรรคคนใหม่ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศ

รายงานจากสำนักข่าวรอยเตอร์ ระบุว่า คณะกรรมการสภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่น ได้ตกลงที่จะจัดการลงคะแนนในรัฐสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีคนต่อไปในวันอังคารที่ 21 ตุลาคมนี้ แม้ว่าพรรคฝ่ายค้านจะแสดงความไม่เห็นด้วยกับกำหนดเวลาดังกล่าว โดยอ้างว่าการเจรจาเพื่อจัดตั้งรัฐบาลผสมยังคงดำเนินอยู่

ซานาเอะ ทาคาอิจิ วัย 64 ปี ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรค เสรีประชาธิปไตย (LDP) ตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม แต่ความฝันในการเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่นต้องสะดุดลงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เมื่อพรรค โคเมอิโตะซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลมานาน 26 ปี ประกาศถอนตัวเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม เนื่องจากปัญหาเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการจัดการเงินทุนของพรรค LDP

ขณะนี้พรรค LDP กำลังเร่งเจรจาเพื่อจัดตั้งแนวร่วมใหม่กับพรรคฝ่ายค้านสายอนุรักษ์อย่างพรรคนวัตกรรมญี่ปุ่น (JIP) หากการเจรจาสำเร็จ แนวร่วมใหม่นี้จะช่วยให้นางทาคาอิจิ มีโอกาสสูงที่จะได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี แม้ว่าจำนวนที่นั่งของสองพรรคจะยังขาดไป 2 ที่นั่งในการได้เสียงข้างมากเด็ดขาดก็ตาม แต่ตามกฎการลงคะแนนรอบที่สอง นางทาคาอิจิเพียงแค่ต้องได้รับคะแนนมากกว่าคู่แข่งเท่านั้น

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีคนใหม่มีภารกิจทางการทูตสำคัญรออยู่หลายรายการในช่วงปลายเดือนนี้ ทั้งการประชุมสุดยอดระหว่างประเทศใน มาเลเซีย และ เกาหลีใต้ รวมถึงการเยือนญี่ปุ่นของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ซึ่งการเยือนครั้งนี้มีประเด็นทางการค้า การหยุดการนำเข้าพลังงานรัสเซีย และการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมเป็นวาระสำคัญ

นอกจากนี้ ทาคาอิจิ ซึ่งถูกมองว่าเป็นนักอนุรักษ์นิยมสุดโต่งและสายเหยี่ยวต่อจีน ก็ได้เคยไปเยือนศาลเจ้ายาสุคุนิ ซึ่งเป็นสถานที่ที่สร้างความไม่พอใจต่อจีนและเกาหลีใต้มาแล้วในอดีต อย่างไรก็ตาม ในวันศุกร์ซึ่งเป็นวันเปิดเทศกาลฤดูใบไม้ร่วง นางทาคาอิจิได้ส่งเครื่องสักการะไปแทน และมีรายงานว่าเธอน่าจะงดเว้นการเดินทางไปเยือนด้วยตัวเอง เพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างความขุ่นเคืองให้กับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งนับเป็นแนวทางเดียวกับอดีตนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ซึ่งเป็นอาจารย์ทางการเมืองของเธอ.

การญี่ปุ่นเตรียมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ 21 ต.ค.นี้ ถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศญี่ปุ่นและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก การตัดสินใจของสภาผู้แทนราษฎรจะส่งผลต่อทิศทางทางการเมือง เศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของญี่ปุ่นในอนาคต

ญี่ปุ่นเตรียมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ 21 ต.ค.

การญี่ปุ่นเตรียมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ 21 ต.ค.นี้ ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ความท้าทายที่รออยู่ และนโยบายที่จะถูกนำมาใช้

ความท้าทายที่รออยู่สำหรับนายกรัฐมนตรีคนใหม่

นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่นจะต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย ไม่ว่าจะเป็น:

  • การฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19
  • การแก้ไขปัญหาประชากรสูงวัยและอัตราการเกิดต่ำ
  • การจัดการกับความตึงเครียดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
  • การสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนหลังจากการลาออกของอดีตนายกรัฐมนตรี

การรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ จำเป็นต้องมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน ความสามารถในการบริหารจัดการที่ยอดเยี่ยม และความสามารถในการเจรจาต่อรองกับฝ่ายต่างๆ

การญี่ปุ่นเตรียมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ 21 ต.ค.นี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่สำหรับญี่ปุ่นหรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไป

ที่มา – ญี่ปุ่นเตรียมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ 21 ต.ค.

Scroll to top