ซิดนีย์

หญิงซิดนีย์ฟื้นหลังนอนโคม่านับสัปดาห์ เหตุฉลามกัดจนต้องเสียแขน

หญิงซิดนีย์ฟื้นหลังนอนโคม่านับสัปดาห์ เหตุฉลามกัดจนต้องเสียแขน

จากเหตุการณ์ระทึกขวัญที่สร้างความตกใจไปทั่วโลก กรณีของ เลอา สจวร์ต หญิงสาววัย 34 ปี ที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์เลวร้ายที่สุดในชีวิต จากการถูกฉลามโจมตีขณะว่ายน้ำที่หาดคูจี (Coogee Beach) ในนครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย จนทำให้เธอได้รับบาดเจ็บสาหัสและต้องอยู่ในภาวะโคม่านานนับสัปดาห์

ล่าสุด ครอบครัวของเธอได้แจ้งข่าวดีว่า หญิงซิดนีย์ฟื้นหลังนอนโคม่านับสัปดาห์ เหตุฉลามกัดจนต้องเสียแขน แล้ว โดยเธอกลับมามีสติสั้นๆ และยังคงต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิดในห้องไอซียู เส้นทางในช่วงหลายวันที่ผ่านมาเต็มไปด้วยความเจ็บปวด เพราะเธอต้องเข้ารับการผ่าตัดนับครั้งไม่ถ้วน รวมถึงการผ่าตัดเพื่อตัดแขนข้างที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากคมเขี้ยวของฉลามด้วย

ปาฏิหาริย์และการฟื้นตัวของ หญิงซิดนีย์ฟื้นหลังนอนโคม่านับสัปดาห์ เหตุฉลามกัดจนต้องเสียแขน

โจชัว สจวร์ต พี่ชายของเลอาได้กล่าวผ่านโซเชียลมีเดียว่า การที่เธอกลับมาพูดประโยคแรกว่า “ฉันรักคุณ” กับแม่และคนรัก เป็นสิ่งที่เปรียบเสมือนปาฏิหาริย์ของครอบครัว แม้ว่าสภาพร่างกายจะต้องผ่านศึกหนักมาอย่างยาวนาน แต่กำลังใจที่ดีส่งผลให้การฟื้นตัวขั้นแรกเป็นไปได้ด้วยดี

สาเหตุและปัจจัยที่ส่งผลต่อเหตุการณ์นี้ ได้แก่:

  • สภาพแวดล้อมทางทะเลของออสเตรเลียที่มีความเสี่ยงสูงจากฉลามในช่วงบางฤดูกาล
  • ความสูญเสียเลือดในปริมาณมาก ซึ่งเป็นอันตรายที่สุดในกรณีการถูกฉลามโจมตี
  • ขั้นตอนการช่วยชีวิตที่ต้องอาศัยการผ่าตัดหลายครั้งเพื่อรักษาชีวิต

สถานการณ์นี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องราวที่น่าเห็นใจ แต่ยังเน้นย้ำถึงความปลอดภัยทางทะเลที่นักท่องเที่ยวทุกคนต้องพึงระวัง เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นบทเรียนสำคัญของความปลอดภัยชายหาดในออสเตรเลีย ซึ่งในช่วงปีที่ผ่านมามีการพบเหตุการณ์ฉลามโจมตีบ่อยครั้งขึ้นอย่างน่ากังวล

เลอา สจวร์ต ยังคงต้องรักษาตัวต่อไปอีกนานกว่าจะฟื้นตัวได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ แม้เหตุการณ์ หญิงซิดนีย์ฟื้นหลังนอนโคม่านับสัปดาห์ เหตุฉลามกัดจนต้องเสียแขน จะถือเป็นก้าวแรกที่สดใส แต่การเดินทางข้างหน้าของเธอยังคงท้าทาย เราทุกคนคงทำได้เพียงส่งกำลังใจให้เธอผ่านพ้นเหตุการณ์นี้ไปได้อย่างเข้มแข็ง

ที่มา – หญิงซิดนีย์ฟื้นหลังนอนโคม่านับสัปดาห์ เหตุฉลามกัดจนต้องเสียแขน

จาซินดา อาร์เดิร์น ย้ายออสเตรเลีย ตอกย้ำสมองไหล

จาซินดา อาร์เดิร์น ย้ายออสเตรเลีย กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความฮือฮาในนิวซีแลนด์เลยทีเดียว อดีตนายกฯ หญิงคนดังตัดสินใจย้ายไปอยู่กับสามีและลูกสาว ท่ามกลางวิกฤตสมองไหลที่กำลังรุนแรง ชาวนิวซีแลนด์นับหมื่นคนต้องทิ้งบ้านเกิดเพราะค่าครองชีพแพงและเศรษฐกิจไม่ดี

จาซินดา อาร์เดิร์น ย้ายออสเตรเลีย

สำนักงานของจาซินดา อาร์เดิร์น อดีตนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ ยืนยันแล้วว่าเธอและครอบครัวได้ย้ายไปพักอาศัยในออสเตรเลียเรียบร้อย มีรายงานว่าพบเห็นครอบครัวนี้ไปดูบ้านในย่านนอร์เทิร์นบีช ซิดนีย์ สามีคลาร์ก เกย์ฟอร์ด และลูกสาวนีฟวัย 7 ขวบ ไปด้วย โฆษกบอกว่าย้ายเพราะมีงานที่นั่น และบินกลับนิวซีแลนด์สะดวกกว่า แต่ไม่ได้บอกตำแหน่งงานชัดๆ

เรื่องนี้敏感มากเพราะนิวซีแลนด์กำลังเจอปัญหาชาวบ้านย้ายออกทะลัก ในปีที่แล้วมีถึง 66,000 คน หรือวันละ 180 คน เลือกออสเตรเลียกว่า 60% เพราะเงินเดือนสูงกว่า สิทธิทำงานง่ายกว่าแบบ ANZAC brothers นี่แหละ

สาเหตุหลักของวิกฤตสมองไหล

ทำไมชาวกีวี (ชื่อเล่นคนนิวซีแลนด์) ถึงย้ายกันเพียบ? มาดูปัจจัยหลักกัน

  • ค่าครองชีพพุ่งสูง: ราคาของชำและสินค้าจำเป็นแพงสุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว
  • เศรษฐกิจซบเซา: อัตราว่างงานสูงสุดในรอบ 10 ปี (ยกเว้นโควิด) เศรษฐกิจถดถอย
  • ปัญหาที่อยู่อาศัย: บ้านแพง ค่าเช่าแพง คนรุ่นใหม่ซื้อบ้านไม่ได้
  • สวัสดิการ: สุขภาพและการศึกษามีช่องว่างเหลื่อมล้ำกว้าง

อลัน แกมเลน จากศูนย์วิจัยการย้ายถิ่นฐาน มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย บอกว่า “จาซินดา อาร์เดิร์น ย้ายออสเตรเลีย เป็นสัญลักษณ์ของปัญหาทั้งหมด บางคนมองว่าเป็นการทิ้งบ้านเกิดในยามลำบาก”

ประวัติจาซินดา อาร์เดิร์น ผู้หญิงแกร่งของนิวซีแลนด์

จาซินดา อาร์เดิร์น ขึ้นเป็นนายกฯตอนอายุแค่ 37 ปี ในปี 2017 เป็นผู้นำหญิงอายุน้อยสุดในโลก เธอโด่งดังจากจัดการเหตุกราดยิงไครสต์เชิร์ชได้สุดยอด และรับมือโควิดแบบ zero covid ที่ประสบความสำเร็จระดับโลก แต่ช่วงหลัง เธอเจอแรงกดดันหนัก ปัญหาบ้านแพง การประท้วงวัคซีน จนลาออกปี 2023 บอกว่า “หมดพลังแล้ว”

ตอนนี้เธอยังคึกคักในเวทีโลก เป็นอาจารย์ที่ฮาร์วาร์ด ดูแล Christchurch Call ต่อต้าน extremism ออนไลน์ และเพิ่งออกหนังสือ memoirs ปี 2025

ผลกระทบต่อนิวซีแลนด์และบทเรียน

การที่จาซินดา อาร์เดิร์น ย้ายออสเตรเลีย ไม่ใช่แค่ข่าวส่วนตัว แต่ตอกย้ำปัญหาใหญ่ สมองไหลทำให้ขาดบุคลากรคุณภาพ เศรษฐกิจยิ่งแย่ ประเทศต้องหาทางแก้ด่วน เช่น ลดค่าครองชีพ สร้างงานดีๆ ส่งเสริมการอยู่อาศัย

ในมุมมองเรา นี่เป็นอุทาหรณ์สำหรับไทยด้วยนะ ค่าครองชีพเราก็แพง คนเก่งๆ เริ่มย้ายไปสิงคโปร์ หรือออสเตรเลียบ้างแล้ว ถ้าปล่อยไว้ ไทยอาจเจอสมองไหลหนักได้ คุณล่ะคิดยังไง? คอมเมนต์บอกเราหน่อยสิ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านต่อ อย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตปัญหาเศรษฐกิจโลกกับเรา!

ที่มา – “จาซินดา อาร์เดิร์น” อดีตนายกฯ นิวซีแลนด์ย้ายไปอยู่ออสเตรเลีย ตอกย้ำวิกฤต “สมองไหล”

ออสเตรเลียจับแล้ว 2 คดีฆาตกรรมปู่ซิดนีย์

ออสเตรเลียจับแล้ว 2 คดีฆาตกรรม“ปู่ซิดนีย์” หลังลักพาตัวผิดคน สร้างความตกใจให้กับสังคมออสเตรเลียและทั่วโลก เมื่อชายชราวัย 85 ปีตกเป็นเหยื่อของแก๊งอาชญากรที่บุกจู่โจมบ้านพักในย่านนอร์ทไรด์ ซิดนีย์ เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่การลักพาตัวธรรมดา แต่เป็นคดีที่เกิดจากการ “ผิดตัว” ซึ่งตำรวจยืนยันว่าเป้าหมายจริงคือครอบครัวที่เชื่อมโยงกับองค์กรอาชญากรรม

ออสเตรเลียจับแล้ว 2 คดีฆาตกรรม“ปู่ซิดนีย์” หลังลักพาตัวผิดคน

สำนักข่าว BBC รายงานเมื่อวันที่ 25 ก.พ. 2569 ว่าตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ได้จับกุมชายวัย 24 และ 29 ปี ในฐานะผู้ต้องสงสัยหลักของคดีนี้ การจับกุมเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพียงวันเดียวหลังพบชิ้นส่วนศพของนายคริส แบกซาเรียน หรือ “ปู่ซิดนีย์” บริเวณใกล้สนามกอล์ฟในย่านชานเมืองพิตต์ทาวน์ ผู้ต้องหาทั้งสองถูกนำตัวไปสอบสวนที่สถานีตำรวจนอร์ทไรด์ แต่ยังไม่มีการตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการ

ไทม์ไลน์เหตุการณ์ลักพาตัวปู่ซิดนีย์

  • 13 ก.พ. 2569: บ้านพักในย่านนอร์ทไรด์ถูกบุกจู่โจมตอนรุ่งสาง นายแบกซาเรียนถูกดึงตัวออกจากเตียงในสภาพอ่อนแอ
  • ช่วงหลังลักพาตัว: ตำรวจนายขอร้องให้คนร้ายปล่อยตัว เนื่องจากปู่มีปัญหาสุขภาพ ต้องกินยาทุกวัน
  • วันจันทร์: พบศพใกล้สนามกอล์ฟ หลังตามรอยรถถูกเผา 2 คันและบ้านร้างในย่านดูรัล
  • 25 ก.พ.: จับผู้ต้องสงสัย 2 คนภายใน 24 ชั่วโมง

วิดีโอที่แพร่กระจายบนโซเชียลมีเดียแสดงภาพปู่ซิดนีย์ในสภาพบาดเจ็บสาหัส ครอบครัวของเขาเรียกเหตุการณ์นี้ว่า “ฝันร้ายที่เหลือเชื่อ” ตำรวจยืนยันว่าปู่และครอบครัวไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโลกใต้ดินเลย ทำให้เกิดคำถามว่าทำไมแก๊งอาชญากรถึงเลือกผิดเป้า

สาเหตุเบื้องหลังคดีลักพาตัวผิดคนในซิดนีย์

คดี ออสเตรเลียจับแล้ว 2 คดีฆาตกรรม“ปู่ซิดนีย์” หลังลักพาตัวผิดคน สะท้อนปัญหาใหญ่ในซิดนีย์ที่องค์กรอาชญากรรมขนาดใหญ่หันมาใช้วิธีจ้าง “มือปืนรับจ้าง” หรือบุคคลภายนอกแทนลูกน้องตัวเอง เพื่อลดความเสี่ยง หนังสือพิมพ์ Sydney Morning Herald ชี้ว่าคดีแบบนี้เพิ่มขึ้น โดยปีที่แล้วมีช่างประปาวัย 23 ปีถูกยิงเสียชีวิตที่คอนเดลล์พาร์ก คดีที่คล้ายกันเป๊ะ

  • เครือข่ายยาเสพติดและการพนันผิดกฎหมายกำลังขยายตัว
  • การจ้าง outsider ทำให้เกิดความผิดพลาดบ่อย
  • ตำรวจต้องใช้เทคโนโลยีติดตามรถและ CCTV ในการสืบสวน

เจ้าหน้าที่ตำรวจเผยว่าการชันสูตรศพกำลังดำเนินการ เพื่อยืนยันตัวตนและสาเหตุการตายอย่างแน่ชัด ขณะนี้ทีมสืบสวนกำลังขุดคุ้ยเส้นใยของผู้ต้องสงสัยทั้งสอง ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับแก๊งใหญ่

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงอันตรายของอาชญากรรมจัดระเบียบที่ลุกลามไปถึงคนบริสุทธิ์ สังคมซิดนีย์กำลังจับตาการดำเนินคดีอย่างใกล้ชิด หากคุณสนใจข่าวอาชญากรรมต่างประเทศ แนะนำให้ติดตามเพื่ออัปเดตข้อมูลและป้องกันตัวเองจากสถานการณ์คล้ายๆ กัน คิดเห็นของคุณเกี่ยวกับคดีนี้คืออะไร? แชร์ในคอมเมนต์ได้เลย!

ที่มา – ออสเตรเลียจับแล้ว 2 คดีฆาตกรรม“ปู่ซิดนีย์” หลังลักพาตัวผิดคน

ขึ้นศาลนัดแรก มือปืนกราดยิง “หาดบอนได” เผชิญ 59 ข้อหาหนัก

ขึ้นศาลนัดแรก มือปืนกราดยิง “หาดบอนได” เผชิญ 59 ข้อหาหนัก เป็นข่าวใหญ่ที่ทั่วโลกจับตามอง หลังเหตุกราดยิงสุดโหดที่หาดบอนได ใกล้นครซิดนีย์ ออสเตรเลีย สร้างความสะเทือนใจให้สังคม โดยนายนาวิด อัคราม วัย 24 ปี ผู้ต้องหาหลัก ได้ปรากฏตัวต่อศาลผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์จากเรือนจำโกลเบิร์น ซึ่งเป็นเรือนจำความมั่นคงสูงสุด

ขึ้นศาลนัดแรก มือปืนกราดยิง “หาดบอนได” เผชิญ 59 ข้อหาหนัก

ในวันจันทร์ที่ผ่านมา นายนาวิด อัคราม ได้เข้ารับฟังข้อกล่าวหาอย่างเป็นทางการ โดยศาลท้องถิ่นนครซิดนีย์ได้อ่านรายชื่อข้อหาทั้งหมด 59 กระทง ซึ่งรวมถึงข้อหาฆาตกรรม 15 กระทง ข้อหาก่อการร้าย 1 กระทง และข้อหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการโจมตีอย่างรุนแรง การพิจารณาคดีครั้งนี้ใช้เวลาเพียง 5 นาที โดยผู้ต้องหาตอบรับเพียงคำว่า “ครับ” เมื่อถูกถามถึงคำสั่งคุ้มครองสิทธิ์ผู้เสียหาย ซึ่งปิดบังตัวตนของผู้รอดชีวิต ยกเว้นผู้ที่ยินยอมเปิดเผยเอง

รายละเอียดเหตุกราดยิงหาดบอนได

เหตุการณ์น่าสลดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2567 ระหว่างงานเฉลิมฉลองเทศกาลฮานุกกะห์ของชาวยิวที่หาดบอนได พ่อลูกคู่นายนาวิดและนายซาจิด อัคราม วัย 50 ปี ได้บุกกราดยิง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 15 ราย รวมถึงแรบไบ 2 คน ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และเด็กหญิงวัย 10 ขวบ ผู้บาดเจ็บกว่า 40 ราย นายซาจิดถูกตำรวจวิสามัญฆาตกรรมในที่เกิดเหตุ ขณะที่นายนาวิดบาดเจ็บสาหัสและถูกคุมตัว

เอกสารศาลเผยว่าพวกเขาวางแผนอย่างรอบคอบหลายเดือน สำรวจจุดเกิดเหตุ 2 วันก่อนลงมือ พบคลิปวิดีโอในโทรศัพท์ที่ทั้งคู่นั่งหน้าธงรัฐอิสลาม ประกาศจูงใจโจมตี “กลุ่มไซออนิสต์” นอกจากนี้ยังมีวิดีโอซ้อมยิงปืนลูกซองและฝึกยุทธวิธีในพื้นที่ชนบทนิวเซาท์เวลส์

  • ข้อหาหลัก: ฆาตกรรม 15 กระทง
  • ก่อการร้าย: 1 กระทง
  • อาวุธปืน: การครอบครองและใช้อาวุธผิดกฎหมาย
  • อื่นๆ: วางแผนโจมตี สร้างความหวาดกลัว

สถานะผู้ต้องหาและนัดศาลหน้า

นายเบน อาร์คโบลด์ ทนายความของนายนาวิด ระบุว่ายังไม่ตัดสินใจรับสารภาพ เนื่องจากลูกความอยู่ในสภาพ “ยากลำบากและกดดัน” ในเรือนจำ ศาลนัดพิจารณาครั้งต่อไปเดือนเมษายน 2569 เหตุการณ์นี้ถือเป็นการสังหารหมู่เลวร้ายที่สุดในออสเตรเลียรอบเกือบ 30 ปี

ขึ้นศาลนัดแรก มือปืนกราดยิง “หาดบอนได” เผชิญ 59 ข้อหาหนัก สะท้อนถึงความเด็ดขาดของระบบยุติธรรมออสเตรเลียในการรับมือการก่อการร้าย การสอบสวนยังคงดำเนินต่อไปเพื่อขุดคุ้ยเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้เตือนใจให้ทุกประเทศเพิ่มมาตรการป้องกันการ radicalize ออนไลน์และเฝ้าระวังอาวุธ คุณคิดอย่างไรกับกรณีนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – ขึ้นศาลนัดแรก มือปืนกราดยิง “หาดบอนได” เผชิญ 59 ข้อหาหนัก

ตำรวจซิดนีย์วอนแก๊งลักพาตัว ปล่อยตัวคุณตาวัย 85 หลังบุกจับผิดตัว

ตำรวจซิดนีย์วอนแก๊งลักพาตัว ปล่อยตัวคุณตาวัย 85 หลังบุกจับผิดตัว เหตุการณ์สุดสะเทือนใจที่เกิดขึ้นในซิดนีย์กำลังเป็นข่าวใหญ่ทั่วออสเตรเลีย เมื่อกลุ่มคนร้ายบุกจับตัวชายชราวัย 85 ปีไปจากบ้านพักตัวเอง โดยที่จริงแล้วเป็นการ “จับผิดคน” ตำรวจยืนยันชัดเจนและออกวิงวอนให้คนร้ายปล่อยตัวเหยื่อทันที เพราะคุณตาคนนี้ต้องการยาประจำตัวทุกวัน หากล่าช้าอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

ตำรวจซิดนีย์วอนแก๊งลักพาตัว ปล่อยตัวคุณตาวัย 85 หลังบุกจับผิดตัว

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเช้ามืดวันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ กล้องวงจรปิดจับภาพรถเอสยูวีสีเข้มจอดหน้าบ้านของนายคริส แบกซาเรียน ชายชราวัย 85 ปีที่อาศัยอยู่คนเดียวในย่านนอร์ทไรด์ ซิดนีย์ จากนั้นชายชุดฮู้ดอย่างน้อย 2 คนบุกเข้าไป ลากเหยื่อที่กำลังขัดขืนขึ้นรถและหลบหนีไป ตำรวจพบรถคันนั้นถูกเผาทิ้งในย่านเซาท์ทูร์รามูร์รา เพื่อทำลายหลักฐาน

หลักฐานวิดีโอที่สะเทือนใจและการวิงวอนจากตำรวจ

แอนดรูว์ มาร์กส์ รักษาการผู้กำกับการฝ่ายสืบสวนของตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ เปิดเผยว่าคนร้ายตั้งใจลักพาตัวคนอื่น แต่จับคุณตาแบกซาเรียนผิดคนไป ครอบครัวกำลังโศกเศร้าและอยากได้พ่อ-ปู่กลับมา ตำรวจพบภาพนิ่งและคลิปวิดีโอที่คุณตาในสภาพบาดเจ็บสาหัส ถูกแชร์ว่อนในเครือข่ายอาชญากรรมใต้ดินของซิดนีย์ ผู้กำกับมาร์กส์ยอมรับว่าเห็นคลิปแล้วรู้สึกสะเทือนใจ “ทุกชั่วโมงมีความหมาย” เพราะคุณตาต้องกินยาประจำทุกวัน และครอบครัวนี้เป็นพลเมืองดี ไม่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมเลย “ล้านเปอร์เซ็นต์”

นายคริส มินส์ มุขมนตรีรัฐนิวเซาท์เวลส์ ก็ออกมาวิงวอนเช่นกัน “ขอให้คนร้ายคำนึงถึงมนุษยธรรม นำคุณตาไปทิ้งไว้ที่โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า หรือบ้านพักคนชราโดยด่วน” คุณตาสวมชุดนอนสีเทาและเสื้อเชิ้ตลายสก็อตแดง-น้ำเงิน หากใครเห็นบุคคลลักษณะนี้หรือบ้านว่างเปล่าผิดปกติ โปรดแจ้งตำรวจทันที

แนวโน้มอาชญากรรมลักพาตัวผิดคนในซิดนีย์

เคสแบบนี้เกิดบ่อยขึ้นในซิดนีย์ เพราะเครือข่ายอาชญากรรมใหญ่ “จ้างช่วง” ให้แก๊งเล็กๆ ทำ ซึ่งมักผิดพลาด เช่น ปีที่แล้วช่างประปาวัย 23 ถูกยิงตายหน้าบ้านเพราะคนร้ายจำหน้าผิด สถานการณ์นี้ทำให้ชาวซิดนีย์หวาดกลัวมากขึ้น โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียว

  • กล้องวงจรปิดช่วยจับภาพคนร้ายชัดเจน
  • ไม่มีค่าไถ่ แสดงว่าจับผิดคนจริง
  • วิดีโอบาดเจ็บถูกแชร์ใน dark web
  • ตำรวจเร่งสืบทุกช่องทาง

นอกจากนี้ ตำรวจแนะนำให้ประชาชนติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยเพิ่ม เช่น กล้องอัจฉริยะ แจ้งเตือนเพื่อนบ้าน และหลีกเลี่ยงการอยู่คนเดียวในยามดึก

ในมุมมองของผม เหตุการณ์ ตำรวจซิดนีย์วอนแก๊งลักพาตัว ปล่อยตัวคุณตาวัย 85 หลังบุกจับผิดตัว นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความโหดร้ายของโลกใต้ดิน เราควรสนับสนุนการปราบปรามอาชญากรรมอย่างเข้มข้น หากคุณมีข้อมูล线索 อย่าลังเลที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่ เพราะทุกการช่วยเหลือมีค่า ช่วยกันทำให้ซิดนีย์ปลอดภัยยิ่งขึ้น!

ที่มา – ตำรวจซิดนีย์วอนแก๊งลักพาตัว ปล่อยตัวคุณตาวัย 85 หลังบุกจับผิดตัว

การนับคะแนนลงประชามติ ที่ซิดนีย์และแคนาดาเรียบร้อยดี

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวไทยทุกท่านที่สนใจข่าวการเมืองไทยจากต่างประเทศ วันนี้เรามีเรื่องดีๆ มาอัปเดตกันกับการนับคะแนนลงประชามติ ที่ซิดนีย์และแคนาดา ที่เพิ่งเสร็จสิ้นไปอย่างเรียบร้อยและโปร่งใส บรรยากาศคึกคักมาก มีทั้งสื่อมวลชน ชุมชนไทย และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นมาร่วมเป็นสักขีพยาน สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจของคนไทยในต่างแดนที่มีต่อบ้านเกิด แม้จะอยู่ห่างไกลแค่ไหนก็ตาม

กระบวนการนี้เป็นส่วนสำคัญของการลงประชามติ นอกราชอาณาจักร ซึ่งช่วยให้ชาวไทย海外ได้มีสิทธิ์มีเสียงในการตัดสินใจเรื่องสำคัญของชาติ ไม่ว่าจะเป็นการลงคะแนนทางไปรษณีย์หรือเดินทางมาใช้สิทธิ์ด้วยตัวเอง มาดูรายละเอียดกันเลยครับ

การนับคะแนนลงประชามติ ที่ซิดนีย์และแคนาดา

ทั้งสองสถานที่นี้จัดการนับคะแนนได้อย่างมีระเบียบ เริ่มต้นด้วยเวลา 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีผู้สังเกตการณ์เข้าร่วมจำนวนมาก ทำให้ทุกคนมั่นใจในผลลัพธ์

ที่แวนคูเวอร์ แคนาดา ดำเนินการอย่างเรียบร้อย

นายจุมพฏ ฉวาง รองกงสุลใหญ่ รักษาราชการแทนกงสุลใหญ่นครแวนคูเวอร์ เป็นประธานในการนับบัตรลงคะแนนจากผู้ใช้สิทธิ์ในรัฐบริติชโคลัมเบีย รัฐอัลเบอร์ต้า และรัฐอื่นๆ ทางตะวันตก รวมทั้งสิ้น 1,165 ใบ ซึ่งมาจากทั้งทางไปรษณีย์และผู้ที่มาใช้สิทธิ์ในคูหา ระหว่างวันที่ 24-25 มกราคม

การนับคะแนนที่แวนคูเวอร์

ผลการนับคะแนนออกมาดังนี้

  • เห็นชอบ: 996 คะแนน
  • ไม่เห็นชอบ: 142 คะแนน
  • ไม่แสดงความเห็น: 22 คะแนน
  • บัตรเสีย: 5 ใบ
นายจุมพฏ ฉวาง กล่าวขอบคุณ

นายจุมพฏ ได้กล่าวขอบคุณทุกฝ่ายที่มาร่วม โดยเฉพาะประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิ์และผู้สังเกตการณ์กว่า 20 คน รวมถึงข้าราชการท้องถิ่น ทำให้กระบวนการทั้งหมดผ่านไปด้วยดี แม้เวลาจะช้ากว่าประเทศไทยถึง 15 ชั่วโมง

บรรยากาศสุดคึกคักที่ซิดนีย์ ออสเตรเลีย

ข้ามมาที่ซิดนีย์ จัดขึ้นที่โรงแรม Metro Hotel Marlow Sydney ย่านไทยทาวน์ โดยนายนฤชัย นินนาท กงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ ทำหน้าที่ประธาน มีเจ้าหน้าที่สถานกงสุลและคณะกรรมการดูแลอย่างเคร่งครัด เริ่มนับตั้งแต่ 10.00 น. จนเสร็จ 14.40 น. ตามเวลาท้องถิ่น

บรรยากาศนับคะแนนซิดนีย์

สื่อไทยและชุมชนไทยในซิดนีย์มาร่วมเพียบ กงสุลใหญ่ย้ำถึงความโปร่งใส ชี้แจงทุกขั้นตอนตั้งแต่ตรวจเอกสารยันนับคะแนน มีบัตรทั้งหมด 9,209 ใบ รับผิดชอบพื้นที่รัฐนิวเซาท์เวลส์และออสเตรเลียตอนใต้ แม้ยังไม่เปิดผล แต่ทุกอย่างเรียบร้อยสุดๆ

กงสุลใหญ่ชี้แจงกระบวนการ

ผู้ร่วมสังเกตการณ์จากชุมชนไทยบอกว่าการได้ติดตามใกล้ชิดแบบนี้ ทำให้รู้สึกผูกพันกับไทยมากขึ้น และมั่นใจในระบบที่เป็นระเบียบ

ทำไมการนับคะแนนลงประชามติ นอกราชอาณาจักร ถึงสำคัญ

การนับคะแนนลงประชามติ ที่ซิดนีย์และแคนาดา ไม่ใช่แค่งาน routine แต่เป็นเครื่องพิสูจน์ประชาธิปไตยไทยในระดับสากล ชาวไทยกว่า 30,000 คนในออสเตรเลียและแคนาดาได้มีโอกาสมีส่วนร่วม สร้างความเท่าเทียมทางสิทธิ์

  • โปร่งใสสูง: มีสักขีพยานหลากหลาย ไม่ให้เกิดข้อครหา
  • สะดวกสำหรับชาวไทย海外: รองรับไปรษณีย์และคูหา
  • เสริมความมั่นใจ: ผลตรงไปตรงมา สะท้อนเจตจำนงจริง
  • เชื่อมโยงชุมชน: ชาวไทยรวมตัว สร้างเครือข่าย

บทเรียนจากกระบวนการนี้สำหรับอนาคต

จากประสบการณ์ครั้งนี้ เห็นได้ชัดว่าการมีชุมชนท้องถิ่นร่วมดูแลช่วยลดปัญหาได้มาก ในอนาคต หากมีเลือกตั้งใหญ่ คงยิ่งคึกคัก ชาวไทยในซิดนีย์และแคนาดาคงพร้อมลุยเต็มที่

ส่วนตัวผมคิดว่าการนับคะแนนลงประชามติ ที่ซิดนีย์และแคนาดา เป็นตัวอย่างที่ดีเยี่ยมของการเมืองไทยที่ก้าวหน้า แม้อยู่ต่างแดนแต่หัวใจยังอยู่ไทย สร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่เห็นคุณค่าของสิทธิเลือกตั้ง คุณล่ะคิดยังไง? มาคุยกันในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ชาวไทย海外ได้อ่านด้วยนะครับ ติดตามข่าวอัปเดตประชามติและการเมืองไทยเพิ่มเติมที่นี่เลย!

ที่มา – การนับคะแนนลงประชามตินอกราชอาณาจักร ที่ซิดนีย์และแคนาดาเรียบร้อยดี มีชาวไทยร่วมสังเกตการณ์

มือปืนยิงหาดบอนได ได้แรงบันดาลใจจากไอซิส

ตำรวจออสเตรเลียเปิดเผยว่า เหตุการณ์มือปืนยิงหาดบอนได มีแรงจูงใจจากกลุ่มไอซิส โดยผู้ก่อเหตุเดินทางไปฟิลิปปินส์ก่อนลงมือ

เมื่อวันอังคารที่ 16 ธันวาคม 2568 ตำรวจออสเตรเลียได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับเหตุการณ์กราดยิงที่หาดบอนไดอันน่าสลดใจ โดยระบุว่ามือปืนสองคนที่ก่อเหตุในเทศกาลฮานุกกะห์ที่หาดบอนได นครซิดนีย์ ซึ่งคร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปถึง 15 รายนั้น ได้เดินทางไปยังประเทศฟิลิปปินส์ก่อนที่จะกลับมาก่อเหตุร้ายดังกล่าว และจากการสืบสวนเบื้องต้นพบว่า การกระทำของพวกเขามีแนวโน้มว่าจะได้รับแรงบันดาลใจจากกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม หรือ ไอซิส

เหตุการณ์โจมตีที่เกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา นับเป็นเหตุกราดยิงที่ร้ายแรงที่สุดในออสเตรเลียในรอบเกือบ 30 ปี และขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนอย่างละเอียดในฐานะคดีก่อการร้ายที่มีเป้าหมายไปยังชุมชนชาวยิว

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์อันน่าเศร้านี้ยังคงอยู่ที่ 15 ราย นอกเหนือจากมือปืนหนึ่งในสองคนที่ถูกตำรวจวิสามัญฆาตกรรมในที่เกิดเหตุ ตำรวจได้ระบุชื่อของเขาคือ ซาจิด อัคราม วัย 50 ปี ส่วนลูกชายวัย 24 ปีของเขา นาวีด ซึ่งร่วมก่อเหตุในครั้งนี้ ได้รับบาดเจ็บสาหัสและกำลังพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล

ตำรวจยังเปิดเผยอีกว่า พ่อลูกอัครามได้เดินทางไปยังประเทศฟิลิปปินส์ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสืบสวนวัตถุประสงค์ของการเดินทางครั้งนี้อย่างละเอียด

ทางด้านเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของฟิลิปปินส์ให้ข้อมูลว่า ทั้งสองคนได้เดินทางไปยังกรุงมะนิลา และเดินทางต่อไปยังเมืองดาเวาทางตอนใต้ของประเทศเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน และเดินทางออกจากประเทศเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงเวลาไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่จะเกิดเหตุกราดยิงที่หาดบอนได

เจ้าหน้าที่ยังระบุเพิ่มเติมว่า ผู้เป็นพ่อเดินทางโดยใช้หนังสือเดินทางอินเดีย ในขณะที่ลูกชายใช้หนังสือเดินทางออสเตรเลีย และเสริมว่ายังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดว่าพวกเขามีความเชื่อมโยงกับกลุ่มก่อการร้ายใดๆ หรือได้รับการฝึกฝนในประเทศฟิลิปปินส์หรือไม่

อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบกันดีว่า เครือข่ายที่เชื่อมโยงกับกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลามมีการเคลื่อนไหวในประเทศฟิลิปปินส์ และมีอิทธิพลในบางพื้นที่ของเกาะมินดาเนาทางตอนใต้ของประเทศ ถึงแม้ว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เครือข่ายเหล่านี้จะมีขนาดเล็กลงไปมากแล้วก็ตาม

คริสซี บาร์เร็ตต์ ผู้บัญชาการตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย กล่าวในการแถลงข่าวว่า ข้อบ่งชี้เบื้องต้นชี้ไปที่การโจมตีของผู้ก่อการร้ายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากกลุ่มรัฐอิสลาม และย้ำว่า นี่คือการกระทำของผู้ที่เข้าร่วมกับองค์กรก่อการร้าย ไม่ใช่การกระทำที่เกี่ยวข้องกับศาสนาใดศาสนาหนึ่ง

ตำรวจยังกล่าวอีกว่า ในรถยนต์ที่จดทะเบียนในชื่อของ นาวีด อัคราม พบวัตถุระเบิดแสวงเครื่อง (IEDs) และธงทำมือ 2 ผืนที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มไอซิส ซึ่งในขณะนี้ทางการกำลังพยายามรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจว่าเขาเข้าสู่เส้นทางแห่งความรุนแรงได้อย่างไร

มือปืนยิงหาดบอนได แรงบันดาลใจจากไอซิส

จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญ มือปืนยิงหาดบอนได ทำให้เห็นถึงภัยคุกคามจากการก่อการร้ายที่ยังคงมีอยู่ และความสำคัญของการเฝ้าระวังและการทำงานร่วมกันระหว่างประเทศเพื่อต่อต้านภัยคุกคามนี้

มือปืนยิงหาดบอนได กับการเดินทางไปฟิลิปปินส์

การเดินทางไปยังฟิลิปปินส์ของผู้ก่อเหตุ มือปืนยิงหาดบอนได ก่อนเกิดเหตุ ทำให้เกิดคำถามมากมายถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการเดินทางครั้งนี้ และความเชื่อมโยงกับกลุ่มก่อการร้ายในภูมิภาค

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนและภัยคุกคามของการก่อการร้ายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากกลุ่มสุดโต่ง ซึ่งต้องการการตอบสนองที่รวดเร็ว เด็ดขาด และมีประสิทธิภาพจากทุกภาคส่วน

ที่มา – มือปืนยิงหาดบอนได ได้แรงบันดาลใจจากไอซิส ไปฟิลิปปินส์ก่อนลงมือ

เหยื่อกราดยิงหาดบอนไดพุ่ง 15 ศพ! เจ็บอื้อ

สถานการณ์ล่าสุดจากเหตุการณ์สุดสลดที่หาดบอนได ประเทศออสเตรเลีย ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุเหยื่อกราดยิงหาดบอนไดพุ่ง 15 ศพแล้ว และยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกจำนวนมาก รายละเอียดเป็นอย่างไร มาติดตามกันค่ะ

เหยื่อกราดยิงหาดบอนไดพุ่ง 15 ศพ

ทางการออสเตรเลียได้ยืนยันอย่างเป็นทางการว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์กราดยิงที่หาดบอนไดได้เพิ่มขึ้นเป็น 15 รายแล้ว ไม่รวมมือปืนที่เสียชีวิตในที่เกิดเหตุอีก 1 ราย นอกจากนี้ ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกถึง 42 ราย ข้อมูลที่น่าตกใจคือ มือปืนทั้งสองรายเป็นพ่อลูกกัน และใช้อาวุธปืนถึง 6 กระบอกในการก่อเหตุครั้งนี้

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม 2568 โดยนายคริส มินส์ ซึ่งเป็นผู้นำรัฐบาลรัฐนิวเซาท์เวลส์ของออสเตรเลีย ได้ออกมาอัปเดตข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับเหตุการณ์กราดยิงที่งานเทศกาลชาวยิว บริเวณหาดบอนได ในนครซิดนีย์ โดยยืนยันว่ามีผู้เสียชีวิตที่เป็นประชาชนผู้บริสุทธิ์ถึง 15 ราย มีช่วงอายุตั้งแต่ 10 ขวบ ไปจนถึง 87 ปี

นอกจากผู้เสียชีวิตแล้ว ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 42 คนที่ยังคงต้องพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ในส่วนของผู้ก่อเหตุนั้น เจ้าหน้าที่ยืนยันว่ามีจำนวน 2 คน โดยรายหนึ่งเป็นชายวัย 50 ปี ซึ่งถูกตำรวจวิสามัญฆาตกรรมในที่เกิดเหตุ ส่วนอีกรายเป็นชายวัย 24 ปี ถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัสและยังคงรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลภายใต้การคุ้มกันของเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเข้มงวด

นายมินส์ได้กล่าวแสดงความเสียใจและพยายามที่จะรวมใจของชุมชนให้เป็นหนึ่งเดียวกัน โดยกล่าวว่า “ขอให้พวกเขาทราบว่า ชาวออสเตรเลียทุกคนอยู่เคียงข้างพวกเขา และขอส่งกำลังใจให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์โจมตีอันเลวร้ายที่มุ่งเป้าไปยังงานเทศกาล ซึ่งควรจะเป็นงานที่เต็มไปด้วยความสุข และเป็นสิทธิที่พวกเขาพึงมีในการแบ่งปันกับชุมชนบนหาดบอนได”

นายแอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ได้แถลงการณ์เพิ่มเติม โดยระบุว่าการโจมตีครั้งนี้ถือเป็น “พฤติกรรมต่อต้านชาวยิว” และเป็นการ “ก่อการร้าย” ที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินออสเตรเลีย พร้อมให้คำมั่นสัญญาว่าจะ “ทุ่มเททรัพยากรทุกอย่างที่จำเป็นในการจัดการกับเรื่องนี้” อย่างเต็มที่

นายมาล แลนยอน ผู้บัญชาการตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ ได้ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้กำลังตามหามือปืนรายอื่นเพิ่มเติมแล้ว โดยตำรวจได้สืบสวนจนทราบว่ามือปืนทั้งสองรายคือชายวัย 50 ปี และชายวัย 24 ปี เป็นพ่อลูกกัน และยืนยันว่าชายวัย 50 ปี เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ส่วนชายวัย 24 ปียังคงรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลด้วยอาการสาหัส

นายแลนยอนยังเปิดเผยอีกว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าทำการตรวจค้นตามหมายค้นใน 2 สถานที่ในย่านชานเมืองทางตะวันตกของซิดนีย์ ได้แก่ บอนนีริก และแคมป์ซี

จากการสืบสวนพบว่า ชายวัย 50 ปี เป็นผู้มีใบอนุญาตครอบครองอาวุธปืน และมีอาวุธปืนที่เชื่อมโยงกับเขาถึง 6 กระบอก ซึ่งผู้บัญชาการตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ยืนยันว่า คาดว่าปืนทั้ง 6 กระบอกนี้ถูกนำมาใช้ในการก่อเหตุอาชญากรรมที่หาดบอนได

สถานการณ์ล่าสุด เหยื่อกราดยิงหาดบอนไดพุ่ง 15 ศพ

ดร.โดมินิก มอร์แกน ผู้บริหารสูงสุดของ “NSW Ambulance” ซึ่งเป็นหน่วยงานบริการฉุกเฉินของรัฐนิวเซาท์เวลส์ กล่าวว่า ทีมรถพยาบาลได้เข้าถึงที่เกิดเหตุภายใน 10 นาที โดยเจ้าหน้าที่ชุดแรกได้ทำการขนส่งผู้บาดเจ็บ 24 รายไปยังโรงพยาบาล และช่วยเหลือผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 14 ราย

ดร.มอร์แกน เสริมว่า ในเวลาต่อมา มีผู้เสียชีวิตที่โรงพยาบาลอีก 2 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งสิ้น 42 รายที่ยังคงได้รับการรักษาตัวในโรงพยาบาลต่างๆ ในรัฐนิวเซาท์เวลส์

ในส่วนของแรงจูงใจในการก่อเหตุนั้น นายแลนยอนระบุว่า ตำรวจกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ โดยขณะนี้ยังไม่พบข้อบ่งชี้ว่าผู้ก่อเหตุทั้งสองคนมีการวางแผนการโจมตีล่วงหน้า นอกจากนี้ ยังพบระเบิดแสวงเครื่อง (IED) ที่สามารถใช้งานได้จริงในที่เกิดเหตุ 2 ลูก แต่เจ้าหน้าที่ได้ทำการเก็บกู้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เหตุการณ์เหยื่อกราดยิงหาดบอนไดพุ่ง 15 ศพครั้งนี้ สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้คนทั่วโลก การสูญเสียชีวิตและความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับผู้บริสุทธิ์เป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น การเยียวยาจิตใจของผู้ที่ได้รับผลกระทบ และการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต คือสิ่งที่เราทุกคนต้องร่วมมือกัน

ที่มา – เหยื่อกราดยิงหาดบอนไดพุ่ง 15 ศพ เจ็บอีก 42 มือปืนเป็นพ่อลูกกัน

เผยชื่อมือปืน กราดยิงหาดบอนได สังเวย 11 ศพ

จากเหตุการณ์สุดสะเทือนขวัญ กราดยิงหาดบอนได ในออสเตรเลีย รายงานล่าสุดระบุว่าหนึ่งในผู้ก่อเหตุมีประวัติอยู่ในฐานข้อมูลของตำรวจแล้ว ขณะที่พลเมืองดีผู้กล้าหาญที่เข้าขัดขวางคนร้ายได้รับบาดเจ็บ แต่ปลอดภัยแล้ว

นายณัฐพันธ์ ตรีเมฆ ผู้สื่อข่าวไทยในออสเตรเลีย รายงานว่าโศกนาฏกรรม กราดยิงหาดบอนได เกิดขึ้นเมื่อเวลา 18:45 น. ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 11 ราย และบาดเจ็บอีก 29 คน รวมถึงตำรวจ 2 นาย คนร้ายถูกวิสามัญฆาตกรรม 1 ราย และอีก 1 รายอาการสาหัส

เหตุการณ์นี้ถูกจัดเป็นการก่อการร้าย โดยมีเป้าหมายที่ชุมชนชาวยิวซึ่งกำลังจัดงานเทศกาลฮานุกกะห์ หนึ่งในมือปืนมีประวัติอาชญากรรม แต่ไม่ได้ถูกจัดว่าเป็นภัยคุกคามร้ายแรง

เหตุการณ์ กราดยิงหาดบอนได ครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในเหตุกราดยิงที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ออสเตรเลีย ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสอบสวนแรงจูงใจและเครือข่ายของผู้ก่อเหตุ

เผยชื่อมือปืน กราดยิงหาดบอนได ดับ 11 ศพ พบระเบิดในรถยนต์

มือปืนที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสถูกระบุชื่อว่า นาวีด อาคราม อายุ 24 ปี เขาได้รับการยืนยันว่าเป็นหนึ่งในผู้ที่เปิดฉากยิงใส่ผู้คนในงานเทศกาลฮานุกกะห์ที่หาดบอนได

The Jerusalem Post รายงานเพิ่มเติมว่า อาครามอาจมีเชื้อสายปากีสถาน และเคยศึกษาที่ Central Queensland University ในซิดนีย์ รวมถึง Hamdard University ในอิสลามาบัด

ตำรวจยังพบระเบิดแสวงเครื่อง (IED) ในรถยนต์ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ซึ่งทีมเก็บกู้ระเบิดได้เข้าจัดการเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังสืบสวนว่ามีผู้ก่อเหตุเพิ่มเติมหรือไม่

เรื่องราวของวีรบุรุษ อาเหม็ด อัล อาเหม็ด วัย 43 ปี ผู้เข้าไปแย่งอาวุธจากคนร้ายจนกลายเป็นไวรัลไปทั่วโลก เขาถูกยิงบาดเจ็บ แต่โชคดีที่ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต

Al-Ahmed เป็นเจ้าของร้านขายผลไม้ในย่านซัทเธอร์แลนด์ เขาไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับอาวุธปืน แต่ตัดสินใจเข้าขัดขวางเมื่อเห็นเหตุการณ์

ตำรวจระบุว่าเขาถูกยิง 2 นัดที่แขน และกำลังพักรักษาตัวในโรงพยาบาล อาการปลอดภัยแล้ว

ความกล้าหาญท่ามกลางเหตุการณ์ กราดยิงหาดบอนได

การกระทำของ Al-Ahmed แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญและการเสียสละเพื่อผู้อื่น ถึงแม้จะไม่มีความเชี่ยวชาญ แต่เขาก็พร้อมที่จะเสี่ยงชีวิตเพื่อหยุดยั้งความรุนแรง

เหตุการณ์ กราดยิงหาดบอนได ครั้งนี้เป็นการเตือนใจถึงภัยคุกคามของการก่อการร้ายและความสำคัญของการทำงานร่วมกันเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก

  • การสอบสวนยังคงดำเนินต่อไปเพื่อระบุแรงจูงใจของผู้ก่อเหตุและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง
  • เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบประวัติอาชญากรรมและความเชื่อมโยงของผู้ก่อเหตุ
  • ตำรวจกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยของประชาชน

เหตุการณ์ กราดยิงหาดบอนได ได้สร้างความโศกเศร้าและความเสียใจให้กับผู้คนทั่วโลก ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวและเพื่อนของผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตื่นตัวและการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในสังคม เราควรช่วยกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยและสงบสุข

ที่มา – เผยชื่อมือปืน กราดยิงหาดบอนได ดับ 11 ศพ พบระเบิดในรถยนต์

Scroll to top